นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 27 : (รัก) แรก

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 27 : (รัก) แรก

โดย : กานต์

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ โดย กานต์ เรื่องราววุ่นๆ ในแวดวงนักเขียนผ่านตัวละครสำคัญอย่างแพรรภัส นักเขียนสาวที่ชีวิตจริงไม่ได้สดใสเช่นนิยายที่เขียน เธอต้องหนักแน่นและมุ่งมั่นแค่ไหน เพื่อให้นิยายรักเรื่องล่าสุดจบลงอย่างสวยงาม ช่วยนักเขียนสาวลุ้นกันกับ นิยายออนไลน์ ที่น่าติดตามอีกเรื่อง ซึ่ง อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

หลังจากรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านส้มตำย่านใจกลางเมืองหัวหินเสร็จ พิจิตราก็ส่งสัญญาณให้ทีมงานช่วยกันเชิญเหล่าชาวคณะขึ้นรถบัส เพื่อที่จะไปเที่ยวยังเพลินวานกันต่อ

เพลินวานคือสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของหัวหิน ด้วยเพราะจำลองเอาตลาดของไทยสมัยโบราณ ในช่วงปี พ.ศ.2499 มารวมกันไว้ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงอาคารสถานที่ อาหารและเครื่องดื่มที่มีบริการ หรือแม้กระทั่งสินค้าที่มีวางจำหน่าย อย่างเช่นของเล่นเด็กทำจากสังกะสี รวมถึงมุมบันเทิงต่างๆ ที่มีให้ผู้ที่เดินทางไปเยือน ได้สัมผัสและมีประสบการณ์ร่วมมากมาย อาทิ การจำลองร้านตัดผมในสมัยนั้น ร้านคาเฟ่ และชิงช้าสวรรค์ขนาดย่อมที่หมุนวนรอให้นักท่องเที่ยวมายืนเต๊ะท่าถ่ายภาพ

เสกวสันต์ก้าวลงจากรถบัสเป็นคนแรก จากนั้นก็เป็นทีของเหล่าบรรณาธิการและทีมงาน เรื่อยมาจนถึงเหล่านักเขียนทั้งหลายที่ร่วมเดินทางมาด้วย

หม่อมหลวงวรรณวนิดาขอตัวแยกไป ด้วยเหตุผลที่ให้บรวัตรมาบอกกับเสกวสันต์ว่า “ดิฉันเหนื่อย อยากพักผ่อน เอาไว้พบกันตอนค่ำเลยก็แล้วกันนะคะ” และหล่อนก็ให้รถตู้ขับไปส่งดาราสาวผู้เป็นหลาน เนื่องจากยังมีคิวต้องถ่ายทำละครต่อในช่วงบ่ายอีกด้วย

เสกวสันต์ระอากับความเอาแต่ใจตนของนักเขียนสาวใหญ่ หากเห็นว่ากิจกรรมที่เหลือหลังจากนี้ ไม่ได้มีความสำคัญมากนัก เพราะเน้นไปที่การสันทนาการทั้งหมด แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเสียดาย ที่หม่อมหลวงนักเขียนจะไม่ใช้โอกาสนี้ในการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมอาชีพและเพื่อนร่วมงานของตน

ชายหนุ่มรู้ว่านักเขียนสาวใหญ่คงไม่ใส่ใจจะสร้างมิตรภาพกันใคร แม้กระทั่งกับผู้บริหารบริษัทและสำนักพิมพ์ อย่างพ่อของเขาและเหมันต์ด้วยซ้ำ แล้วนับประสาอะไรกับคนที่อ่อนวัยกว่าอย่างเขา รวมไปถึงเหล่านักเขียนคนอื่นที่เจ้าตัวคงคิดว่ามีชื่อเสียงน้อยกว่า ไม่อยากจะเสียเวลาเสวนาด้วย อย่างที่พูดออกจากปากให้ได้ยินเข้าหูอยู่บ่อย

แต่เพราะหน้าที่ เสกวสันต์ยังรู้สึกว่า หากตนทำให้หม่อมหลวงวรรณวนิดาเปลี่ยนความคิด และทัศนคติที่มีต่อคนอื่น และมีมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่นมากขึ้น ก็จะเป็นผลดีต่อตัวหล่อนเอง รวมถึงส่วนรวมด้วย เพื่อให้บรรยากาศในการทำงานร่วมกันนั้นมีความสุขมากยิ่งขึ้นด้วย

แต่ไม่เป็นไร ไม่ใช่วันนี้ก็คงจะมีวันอื่น หากเขายังพยายามต่อไป เชื่อว่าสักวันหนึ่งหม่อมหลวงนักเขียนผู้ถือในอำนาจบาตรใหญ่ของตน ก็อาจจะลดทิฐิลง และหันมารับความปรารถนาดีของเขาบ้างในสักวัน

ชายหนุ่มกำลังคิดไปถึงนักเขียนสาวใหญ่อยู่เพลินๆ จนกระทั่งเสียงร้องของใครคนหนึ่ง เรียกสติให้เขาตื่นจากห้วงคำนึง

“ว้าย”

เป็นเสียงร้องของแพรรภัส

ชายหนุ่มหันไปทันได้เห็นว่าหญิงสาวถูกผู้ชายรูปร่างผอมบางซึ่งปิดหน้าด้วยหน้ากากอนามัยสีขาวชนิดที่หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป กำลังกระชากกระเป๋าสะพายผ้าสีน้ำตาลอ่อนของหญิงสาวอยู่

อย่างทันทีทันใด ชายหนุ่มรีบวิ่งเข้าไปดักทางเจ้าโจรใจกล้าที่อาจหาญมาวิ่งราวกลางวันแสกๆ

เสกวสันต์และชายรูปร่างผอมจ้องตากันอยู่สักพัก จนกระทั่งนักเขียนผู้ชายคนอื่นเริ่มลงมาจากรถแล้วตีวงเข้าล้อมผู้ชายคนนั้น

โจรใจกล้าเห็นท่าไม่ดี เลือกที่จะขว้างกระเป๋าใส่หน้าชายหนุ่มแล้ววิ่งไปอีกทาง อ้อมหลังรถบัสแล้วรีบข้ามถนนที่มีรถแล่นอยู่ด้วยความเร็ว จนกระทั่งไปถึงอีกฝั่งอย่างปลอดภัย

เสกวสันต์ซึ่งรับกระเป๋าสะพายของแพรรภัสไว้ได้ทัน ยัดกระเป๋าใส่มือวันวัสสานซึ่งยืนอยู่ข้างๆ แล้วทำท่าจะวิ่งตามโจรผู้นั้นไป หากเจ้าของกระเป๋าร้องเรียกให้เขาหยุดเสียก่อน

“ไม่ต้องตามไปหรอกค่ะคุณซัน ไม่รู้ว่าเขาจะมีอาวุธอะไรหรือเปล่า” หญิงสาวผู้ยังคงเรียกเขาว่าซัน ไม่ใช่ซันนี่อย่างที่คนอื่นเรียก ร้องเรียกเพื่อเตือนสติชายหนุ่ม

เสกวสันต์หยุดวิ่งตามที่หญิงสาวตะโกนบอก จากนั้นจึงเดินย้อนกลับไปรับกระเป๋าจากวันวัสสานแล้วส่งคืนให้แพรรภัส

“คุณแพรวไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มถามอย่างห่วงใย

“โจรอะไรกล้าวิ่งราวกลางวันแสกๆ แบบนี้ ถ้าไม่บ้าก็คงจนตรอกจริงๆ เลยนะคะเนี่ย คนยืนกันเป็นสิบคน ยังจะกล้าก่อเหตุอีก” สิริฉัตรซึ่งลงจากรถมาพร้อมๆ กับแพรรภัสออกความเห็นทั้งๆ ที่ยังมีท่าทีตกใจ มือยังจับไปยังบ่าของเพื่อนสาวใหญ่อีกสองคนที่ยืนขนาบอยู่

“ช่างเถอะค่ะพี่ฉัตร แพรวไม่ได้เป็นอะไร ของก็ไม่มีอะไรหาย เรารีบเข้าไปข้างในดีกว่าค่ะ อยู่ตรงนี้ต่อนานๆ แพรวใจคอไม่ค่อยดี กลัวเขาจะย้อนกลับมาอีก” เจ้าของกระเป๋ารีบเอ่ยชวนทุกคน

“มันคงไม่กล้าหรอกค่ะพี่แพรว ตอนนี้พวกเราอยู่กันตั้งเยอะ ไม่เหมือนเมื่อตะกี้ที่เพิ่งมีคนลงมาจากรถไม่กี่คน กลับมาตอนนี้เป็นได้โดนสหบาทาประชาทัณฑ์แน่ๆ” ลูกสาวเจ้าของบริษัทซึ่งอายุน้อยที่สุดในคณะ แสดงความคิดเห็นของตนบ้าง ซึ่งทุกคนต่างเห็นด้วย

จากนั้นเมื่อแพรรภัสหายตกใจแล้ว ทุกคนจึงเข้าไปในเพลินวานตามกำหนดการเดิมที่วางเอาไว้ โดยที่หญิงสาวไม่สามารถจะสนุกสนานได้อย่างที่ตั้งใจไว้ก่อนหน้านี้เลยแม้สักนิด

ข้างฝ่ายโจรใจกล้า เมื่อวิ่งข้ามถนนจนทิ้งห่างกลุ่มของแพรรภัสได้แล้ว ก็รีบถอดหน้ากากอนามัยที่คลุมหน้าออกพร้อมกับหอบแฮกๆ ขณะที่ยืนเอามือเท้าเอวอย่างเหนื่อยอ่อน

“แพรราตรี” ชายร่างผอมในวัยกว่าสามสิบปีร้องคราง “เป็นแฟนคลับมาตั้งนาน น่าจะมีอะไรให้ผมเก็บไปเป็นที่ระลึกบ้างก็ยังดี”

“นี่ถ้าไอ้รูปหล่อนั่นไม่เสือกเข้ามาขวาง กูคงไม่ต้องเหนื่อยฟรีแบบนี้” โจรร่างสูงหน้าเสี้ยมสบถออกมาด้วยความเสียดาย ก่อนจะเดินหายลับไปในซอยเล็กๆ แถวนั้น ท่ามกลางไอร้อนของดวงตะวัน

การเที่ยวชมเพลินวานจบลงไวกว่าที่คิด ด้วยเพราะแพรรภัสยังคงตกอยู่ในอาการตกใจ จนนักเขียนรุ่นพี่คนอื่นรวมถึงเสกวสันต์ รู้สึกไม่สบายใจด้วยความเป็นห่วง

เป็นสิริฉัตรอีกเช่นกันที่เอ่ยบอกกับทุกคนว่าให้รีบกลับ เพื่อให้นักเขียนสาวอายุน้อยที่สุดในกลุ่มได้ไปพักผ่อน ทุกคนเห็นด้วย เพราะรักและชื่นชอบในตัวหญิงสาว จึงเป็นห่วงหล่อนจากใจจริง

เสกวสันต์ประกาศยกเลิกการไปเดินเที่ยวชมเวเนเซียหัวหิน ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่วางแผนไว้ เพื่อให้ทุกคนกลับไปพักผ่อนที่โรงแรมแทน และไม่ลืมที่จะนัดหมายให้มาพบกันตอนหกโมงเย็น ที่ล็อบบีของโรงแรมเพื่อจะได้ไปรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน

แพรรภัสรู้สึกเกรงใจทุกคนที่ทำให้หมดสนุก หากวันวัสสานซึ่งย้ายที่นั่งจากทางด้านหน้าของรถมาอยู่ข้างๆ หล่อน แล้วขอให้อารยาซึ่งนั่งอยู่เดิม ช่วยขยับไปทางด้านหลังแทน บอกกับหล่อนว่า “พี่แพรวอย่าคิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้หมดสนุกเลยค่ะ ต้องโทษไอ้โจรบ้านั่นมากกว่า แต่ว่ากลับก็ดีนะคะ หนูร้อนจะแย่ อิ่มแล้วง่วงนอนด้วย ได้นอนตากแอร์เย็นๆ สักงีบก็ท่าจะดี”

แพรรภัสส่งยิ้มให้เด็กสาวผู้อายุน้อยกว่าเธอไม่กี่ปี แต่ดูมีความสุขกับโลกใบนี้ได้ทุกเรื่องจริงๆ ก่อนจะตอบว่า “พี่ก็ง่วงค่ะ อยากงีบจะแย่แล้วเหมือนกัน”

 

กองถ่ายละครเรื่อง ‘อัสดงในลมหนาว’ ซึ่งปักหลักอยู่ที่เขาตะเกียบ กำลังถ่ายทำในฉากที่พระเอกและนางเอกจะต้องบอกรักกันท่ามกลางแสงแดดทอแสงอ่อนๆ ขณะที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน

ตามท้องเรื่อง ฉากนี้จะต้องเป็นช่วงฤดูหนาว ดูเหงาและเศร้าสร้อย ซึ่งนักแสดงที่เข้าฉากทุกคนต้องแต่งตัวมิดชิดราวกับว่ากำลังเดินโต้ลมทะเลที่เย็นเยียบ

ทว่าสภาพอากาศที่แท้จริงในขณะนั้นร้อนมาก และดูเหมือนว่าอารมณ์ของใครบางคนจะร้อนรุ่มเสียยิ่งกว่า

พราวชมพูผู้ซึ่งหงุดหงิดตลอดเวลาหลังจากรับประทานอาหารกลางวันกับแม่และป้า แสดงได้ไม่ถึงบทบาทอย่างที่ซักซ้อมเอาไว้ แถมยังพลอยทำท่าหงุดหงิดใส่นีรนาทซึ่งรับบทเป็นเพื่อนสนิทอย่างไม่มีสาเหตุ

“โอ๊ย ชมพูว่าบทนางเอกของเรื่องนี้มันดูไม่เข้าท่าเลยนะคะ ที่ไม่เข้าท่านี่มันเพราะบทละคร หรือบทประพันธ์ต้นฉบับมันไม่ได้เรื่องกันคะเนี่ย” หญิงสาวบ่นกระปอดกระแปดเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วนของวัน เนื่องจากไม่สามารถเล่นในบทที่ต้องถ่ายทำได้ ทันทีที่วิทยาธรสั่งพัก

กองเชียร์ของหล่อนที่ติดตามหม่อมหลวงวรรณวนิดามาด้วย ส่งเสียงสอดรับแทบจะทันที ตอนที่หญิงสาวเดินเข้าไปนั่งพักยังที่กองถ่ายตระเตรียมไว้

“จริงค่ะๆ น้องชมพู นี่ถ้าเขาเอาบทประพันธ์ของเบญจกัลยาณีมาทำละครแทน ก็คงไม่แย่แบบนี้นะคะ จริงไหมคะน้องๆ” เฟื่องฟ้า สาวใหญ่ท่าทางมีเงินพูดเอาอกเอาใจทั้งป้าและหลาน โดยหันไปทำท่าพยักพเยิดกับกิตติและกลุ่มกองเชียร์คนอื่น

“ใช่ค่ะ แบบนี้ต้องบอกคุณหนูดีนะคะว่าเรื่องหน้าต้องสร้างจากบทประพันธ์ของคุณพี่เท่านั้น” หม่อมหลวงวาวยุวดีรีบสำทับ

ข้างฝ่ายนักเขียนใหญ่ เมื่อได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้กล่าวหรือห้ามปรามพวกของตนแต่อย่างใด ยังคงปล่อยให้เหล่านักอ่านและน้องวิพากษ์วิจารณ์บทประพันธ์ของนักเขียนคนอื่นอย่างออกรส โดยไม่สนใจคนที่นั่งอยู่ไม่ห่างจากตรงนั้น

“พวกคุณพูดเกินไปหรือเปล่าคะ ฉันไม่เห็นนักแสดงคนอื่นจะมีปัญหากับบทละครหรือบทประพันธ์ต้นฉบับกันเลย” นีรนาทซึ่งอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบสีน้ำเงิน ซึ่งใกล้พอจะได้ยินสิ่งที่แฟนคลับของนักเขียนใหญ่และดาราสาวกล่าว เริ่มอดรนทนไม่ได้ ขอปะฝีปากด้วยเสียหน่อย

ข้างฝ่ายหม่อมหลวงวาวยุวดี รวมถึงหญิงสูงวัยท่าทางไฮโซที่ชื่อเฟื่องฟ้าและกลุ่มผู้ติดตามคนอื่นเมื่อเห็นท่าทางของนีรนาทที่ดูเอาเรื่องจึงได้แต่พากันเงียบเสียงลง

ขณะที่หม่อมหลวงวรรณวนิดาทำจมูกย่น แล้วทำเป็นไม่สนใจราวกับดาราสาวเป็นสาย

ลมเหม็นๆ ที่พัดผ่านไปเท่านั้น

พราวชมพูซึ่งเป็นคนเริ่มต้นนั้น หันไปจ้องมองนีรนาทตาเขม็งด้วยความไม่พอใจ หล่อนไม่พอใจและหงุดหงิดเอามากๆ จนลืมภาพลักษณ์ของดาราสาวผู้อ่อนหวานน่ารักที่เธอสร้างไว้ชั่วขณะ

ร้อนถึงสิสิระและภีมต้องรีบเข้ามาช่วยกันห้ามทัพ โดยทั้งสองหนุ่มต่างลากเก้าอี้ผ้าใบของตนมานั่งขวางระหว่างนีรนาทและคนกลุ่มใหญ่ไว้ แล้วพยายามชวนดาราสาวทั้งสองคุยเพื่อเปลี่ยนสถานการณ์

โดยสิสิระซึ่งลงนั่งข้างๆ พราวชมพู พยายามชวนหล่อนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้เพื่อให้อารมณ์ดีขึ้น ส่วนภีมที่นั่งลงข้างๆ กับนีรนาท ก็พยายามชวนหญิงสาวคุยเพื่อให้ลืมเรื่องหงุดหงิด  “นี่คุณ เย็นนี้กินอะไรดี ออกไปกินข้างนอกเหมือนเมื่อวานนะ ผมขี้เกียจกินกับพี่วิท”

“เออ ไปไหนก็ได้ ที่ไม่ต้องกินร่วมกับคนแถวนี้ น่ารำคาญ” นีรนาทพูดเบาๆ พอให้ได้ยินกันสองคน

“ดีเลย งั้นเดี๋ยวผมโทรไปชวนไอ้ซันนี่กับคุณแพรวด้วย จะได้นัดให้ไปกินด้วยกัน” พระรองหนุ่มกระซิบตอบ

หนุ่มๆ สาวๆ คุยกันต่อไปไม่นาน หลังจากนั้นผู้กำกับก็สั่งให้ทีมงานมาเรียกนักแสดงทั้ง 4 คนกลับไปถ่ายทำละครต่อ

ภีม สิสิระ และนีรนาททำได้ดีในบทของตน ส่วนพราวชมพู เมื่อหล่อนถูกขัดใจและรู้สึกหงุดหงิดแล้ว ก็ไม่สามารถปรับอารมณ์ให้ดีได้ จึงแสดงได้ไม่สมบทบาทของหญิงสาวผู้อ่อนแอ

จนวิทยาธร ผู้กำกับหนุ่มอดไม่ได้ที่จะหันไปกระซิบกับเด็ดเดี่ยวและลูกนกซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลว่า “น้องชมพูมันเป็นอะไรของมันวะ ทำตัวไม่เป็นมืออาชีพเลย บ่นเรื่องบทตั้งแต่เช้า กูไม่เห็นมีใครเขาบ่น นี่คงไม่ได้ท่องบทมาสิท่า เพราะมัวแต่คอยอี๋อ๋อกับพวกแฟนคลับวุ่นวายพวกนั้น”

ลูกนก ช่างแต่งหน้าสาวประเภทสองร่างเล็กได้ยินดังนั้นจึงรีบเสริม “วุ่นวายจริงๆ ค่ะ ตัวคุณแม่กับคุณป้านั่นก็สั่งให้ลูกนกหยิบน้ำหยิบอาหารให้ตลอด”

ส่วนเด็ดเดี่ยวที่รอจังหวะมานานเช่นกัน ก็รีบบอก “ส่วนพวกลูกหาบก็ไม่รู้จักเกรงใจคนอื่น เอาแต่ถ่ายรูป ถ่ายเซลฟีกันอยู่นั่นละ เกะกะคนทำงานไปหมดฮ่ะพี่วิท”

“เออ กูก็เบื่อ เบื่อทั้งหลาน เบื่อทั้งป้า เบื่อแม่งหมดเลยนั่นละ” วิทยาธรทำหน้าเอือมระอา นี่ถ้าคุณหนูดีไม่โทร.มาสั่งด้วยตัวเองว่า ให้ช่วยดูแลนักเขียนใหญ่คนหนึ่งที่จะเข้ามาชมการถ่ายทำ เขาจะด่าให้เตลิดเปิดเปิงกันหมดเลย

วิทยาธรเห็นท่าแล้ววันนี้พราวชมพูคงเล่นได้ไม่ดีนัก จึงเปลี่ยนมาถ่ายทำฉากเล็กๆ น้อยๆ อีกสักพักแล้วประกาศเลิกกอง บอกว่าพอแล้วสำหรับวันนี้ และคงต้องหาโอกาสคุยกับผู้จัดละครสาวอย่างจริงๆ จังๆ เสียที เพราะนางเอกของเรื่องทำท่ามีปัญหามาตั้งแต่เริ่มถ่ายทำแล้ว ชายหนุ่มรู้ดีว่าพราวชมพูเป็นนักแสดงที่ทางช่องส่งมา ไหนเลยที่ผู้จัดสาวจะปฏิเสธได้

แต่ถ้าหากหล่อนไม่มีความเป็นมืออาชีพและไม่ให้เกียรติผู้ร่วมงานมากขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ เห็นทีคงต้องพูดให้รู้ดำรู้แดงเข้าสักวัน

ภีมซึ่งรอที่จะเลิกงานมาตั้งนาน เมื่อได้ยินผู้กำกับสั่งเลิกกอง จึงรีบยกหูโทรศัพท์กดหาเพื่อนสนิทในทันที “มึง เลิกงานยังวะ เย็นนี้กินไรกันดี”

“เลิกตั้งนานแล้ว ตอนนี้นอนเล่นอยู่ที่โรงแรมว่ะ” ปลายสายตอบแล้วยังเล่าต่อด้วยอีกว่าทำไมจึงรีบกลับ จากนั้นก็บอกเพื่อนว่า “สงสัยจะไปด้วยไม่ได้ว่ะมึง ต้องพานักเขียนไปกินข้าว เสร็จกี่โมงก็ไม่รู้”

ข้างฝ่ายภีม เมื่อคุยกับเสกวสันต์เสร็จก็รีบหันมาบอกหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงสิ่งที่เพิ่งคุยกับเพื่อนเมื่อสักครู่

“อะไรนะ ยัยแพรวโดนวิ่งราวกระเป๋าเหรอ!” นีรนาทตะโกนลั่นอย่างลืมตัว จนบรรดาแฟนคลับของเบญจกัลยาณีได้ยิน หากคนเหล่านั้นไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ล้อมวงหันหน้าเข้ากระซิบกระซาบกัน

ผิดกับคนเป็นนักเขียนและหลานสาวที่พอได้ยินแล้วก็พากันยิ้มเยาะ พร้อมกับเอ่ย ‘สมน้ำหน้า’ อย่างสะใจ จนนีรนาทอยากจะลุกขึ้นไปแสดงตัวปกป้องเพื่อน เดือดร้อนถึงภีมและสิสิระที่ต้องช่วยกันห้ามปรามกันให้วุ่นอีกครั้ง

“อย่าไปสนใจพวกนั้นเลยเจ๊ ว่าแต่พี่แพรวไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ” พระเอกหนุ่มผู้ซึ่งช่วยห้ามนักแสดงสาวรุ่นพี่เสร็จแล้ว หันไปถามเพื่อนสนิทในละคร

“อืม ไอ้ซันนี่บอกว่าคุณแพรวไม่เป็นอะไร แค่ตกใจนิดหน่อย ตอนนี้พวกมันและชาวคณะกลับไปพักที่โรงแรมแล้ว คืนนี้จะไปกินข้าวและเดินเล่นแถวซิคาด้ากัน” ภีมตอบคำถามนักแสดงรุ่นน้อง

สิสิระพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ และรีบเสนอความเห็นทันที เมื่อคิดไปถึงใบหน้าสวยหวานได้รูป หากดูแก่นซนของวันวัสสาน “งั้นเราตามพวกเขาไปไหมครับพี่”

“เออเข้าท่าดีเหมือนกัน คุณว่าไง” ภีมเห็นด้วย หากยังอยากขอความเห็นจากนีรนาท

“ก็ดีเหมือนกัน ฉันจะได้ไปดูยัยแพรวด้วย”

จากนั้นนักแสดงทั้งสามจึงแยกย้ายกันไปล้างเครื่องสำอางและเปลี่ยนเสื้อผ้า โดยไม่รู้ตัวว่าแผนที่พวกตนกำลังพูดคุยกันนั้น ล่วงรู้ถึงหูของพราวชมพูเป็นที่เรียบร้อย

 

ที่ห้องนั่งเล่นซึ่งเต็มไปด้วยโซฟาหนังสีน้ำตาลนวมนุ่มท่าทางนั่งสบายและรูปประดับกำแพงผลงานศิลปินระดับประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านหน้าสุดของบ้านหลังใหญ่โอ่อ่าหลังหนึ่ง คิมหันต์กำลังนั่งอ่านรายงานผลประกอบการของเดือนที่แล้วอยู่ขณะที่เหมันต์ผู้เป็นน้องชายเดินเข้ามา

“ว่าไงไอ้รูปหล่อ กลับบ้านเสียเร็ว วันนี้ไม่ไปร่อนที่ไหนเรอะ” คนเป็นพี่ชายเอ่ยทัก

น้องชายผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาถึงบ้าน ตัดสินใจทิ้งตัวลงนั่งลงบนโซฟาหนังซึ่งตั้งอยู่ตรงข้าม ตอบรับพี่ชายขณะพยายามปลดเนกไทออกจากคอ

“โอ๊ย ผมเพิ่งจะฝ่ารถติดมาเนี่ย จะให้ไปไหนอีกล่ะ อีกอย่างช่วงนี้ไม่มีอารมณ์ไปไหนหรอก เออ พี่เห็นตัวเลขยอดขายนิตยสาร…ของเราแล้วใช่ไหม” เหมันต์พูดถึงนิตยสารรายเดือนเล่มหนึ่งของบริษัทเพลินอักษรา ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเย็บปักถักร้อยและงานอดิเรกของสตรี

“อืม กำลังอ่านดูอยู่นี่ละวะ เห็นทีจะไม่ไหว สงสัยจะต้องหยุดก่อนที่เลือดจะไหลจนหมดตัว” คิมหันต์ผู้เป็นกรรมการบริหารใหญ่สูงสุดของบริษัท วางเอกสารลงแล้วเอ่ยต่อกับน้องชาย

“ที่เราคุยกันตั้งแต่ปีที่แล้ว ว่าจะดูตัวเลขแล้วจะประเมินอีกทีสิ้นปีนี้ สงสัยจะรอไม่ไหว พี่ว่าเรียกฝ่ายขายและฝ่ายบัญชีมานั่งคุยกันเสียที ถ้าดูแล้วไปต่อไม่ได้ เราก็หยุด เพราะเรายังมีนิตยสารอีกหลายหัว และสำนักพิมพ์ลำนำอักษราที่ต้องดูแล”

“ผมก็คิดมาสักระยะแล้วพี่ ให้เลขารวบรวมตัวเลขย้อนหลัง 5 ปีมาดูอีกครั้งก็พบว่ามันตกลงเรื่อยๆ ทั้งยอดขายและยอดโฆษณา” ผู้มีหน้าที่ดูแลนิตยสารทั้งหมดของบริษัทบอกด้วยสุ้มเสียงเจือความกังวล

“สำหรับหัวนี้ ยังไงก็รีบประชุมหาข้อสรุปนะ อย่าปล่อยให้ช้าจนแย่ไปกว่านี้ แล้วยังไงก็ลองนัดเอเจนซี่โฆษณาหรือพวกมีเดีย เฮาส์เพื่อคุยกันหน่อย ว่าพอมีใครช่วยเหลือยังไงได้บ้าง ทำแพ็กเกจดีๆ ไปเสนอเขา เอาเล่มขายดีๆ บันเดิลกับเล่มที่ขายยากๆ แล้วทำราคาให้มันน่าสนใจ เราจะรอให้ลูกค้าเป็นคนติดต่อมาหาเราฝ่ายเดียวแบบสมัยก่อนไม่ได้แล้วนะ ถ้าเราไม่ปรับตัว เราก็อยู่ไม่รอด”

ประธานใหญ่ของบริษัทแนะแนวทางแก่น้องชาย ที่บอกให้บันเดิล เขาหมายถึงการเสนอขายสินค้ารวมกัน โดยเอาหน้าโฆษณาของนิตยสารเล่มที่ขายดีรวมกับเล่มที่ขายไม่ดี แล้วเสนอขายในราคาแพ็กเกจที่พิเศษ หรืออาจจะเพิ่มหน้าโฆษณาให้อีก หรือสามารถทำได้แม้แต่กระทั่งการออกแบบชิ้นงานโฆษณาให้ฟรี เพื่อให้สามารถขายโฆษณาในนิตยสารได้มากขึ้น

“ผมรู้น่าพี่ เมื่อวานซืนก็เพิ่งนัดกับคุณดีดี้ บริษัท มีเดีย วัน เพื่อคุยเรื่องนี้โดยเฉพาะเลยนะ” ชายหนุ่มหมายถึงดลยา สาววัย ๒๘ ปี ผมสั้น แต่งตัวเก๋ เจ้าของบริษัทขายสื่อโฆษณาที่กำลังมาแรง

“นี่ถ้าไม่บอก ไม่รู้เลยนะว่าไปทำงาน นึกว่าแกหาเรื่องนัดกินข้าวกับสาว” พี่ชายค่อนขอด

“โห พี่ ทำไมมองน้องชายในแง่ร้ายจังครับ ทำงานสิครับ ทำงานล้วนๆ” ผู้เป็นน้องชายรีบยืนยันความบริสุทธิ์ของตน

“แน่ใจนะว่าทำงานล้วนๆ ไม่มีอย่างอื่นเจือปน ข้าได้ข่าวว่าแกให้เลขานัดคุณดีดี้อะไรนี่ อาทิตย์เว้นอาทิตย์ เดี๋ยววันไหนนัดกับหล่อนอีกครั้งบอกด้วยนะ จะขอไปดูสักหน่อยว่าหน้าตาเป็นยังไงกัน ถึงทำให้คุณเหมันต์ขยันผิดหูผิดตาขนาดนี้”

เมื่อโดนพี่ชายพูดดักคอ เหมันต์จึงพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นั่งยิ้มอย่างคนที่ถูกรู้ทัน พลางคิดถึงหญิงสาวเจ้าของบริษัทโฆษณาคนนั้น

เหมันต์พบหล่อนในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง เพื่อนของเขาซึ่งทำงานในแวดวงโฆษณาแนะนำให้รู้จักกับดลยา ด้วยเพราะเห็นว่าทั้งเขาและหญิงสาวทำงานด้านที่เกี่ยวข้องกัน คนหนึ่งทำนิตยสาร คนหนึ่งขายโฆษณา ดังนั้นรู้จักกันเอาไว้ก็ไม่เสียหาย

ชายหนุ่มประทับใจในตัวหญิงสาวตั้งแต่แรกพบ

ดลยาเป็นผู้หญิงที่มีความมาดมั่น มีเสน่ห์ สวยเก๋ และประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ด้วยการสามารถก่อตั้งบริษัทโฆษณาเป็นของตนเอง และฝ่าฟันอยู่ท่ามกลางบริษัทโฆษณาข้ามชาติน้อยใหญ่ จนประสบความสำเร็จเป็นแถวหน้าในวงการได้ด้วยระยะไม่ถึง 3 ปี

และเมื่อเหมันต์มีโอกาสพบหญิงสาวเป็นครั้งที่สองในงานเลี้ยงอีกงาน ความรู้สึกบางอย่างก็เกิดขึ้นในหัวใจ

เขาแน่ใจว่าตนเองรู้สึกพิเศษกับผู้หญิงคนนี้ นี่อาจจะเป็นครั้งแรกในรอบ 20 กว่าปีที่เขารู้สึกสนใจใครสักคนอย่างจริงๆ จังๆ หากนั่นก็เป็นเพียงความรู้สึกของเขาเพียงฝ่ายเดียว เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหญิงสาวที่มีอายุพอๆ กับหลานคนโตของเขา จะรู้สึกอย่างไรกับตนเองซึ่งมีอายุล่วงเลยวัยกลางคนมาแล้ว

แม้เหมันต์จะมีอายุล่วงเลยมาจนถึงวัย 45 ปี แล้ว หากเขายังคงเป็นคนเนื้อหอมและมีหญิงสาวมาชอบพอมากหน้าหลายตา เนื่องจากเพราะว่าเขาดูแลรักษารูปร่างและผิวพรรณของตนเองเป็นอย่างดี หากไม่เคยมีใครรู้ว่าหนุ่มใหญ่มีเสน่ห์อย่างเขา เคยอกหักชนิดที่ไม่มีใครจะช่วยรักษาแผลใจให้เขาได้

สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปี 2 เหมันต์ในวัย 20 ปี เคยหลงรักเพื่อนร่วมคณะบริหารธุรกิจคนหนึ่ง หล่อนเป็นหญิงสาวผมยาว ที่หน้าตาน่ารักและมีรอยยิ้มสดใส

เด็กหนุ่มทำคะแนนเพื่อเอาชนะใจผู้หญิงคนนั้นอยู่นานนับปี จนหล่อนตกลงตัดสินใจเป็นแฟน คบกับเขาอย่างเปิดเผย แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือน อยู่ๆ หล่อนก็หายตัวไปจากมหาวิทยาลัยอย่างไร้ร่องรอย

เหมันต์พยายามสอบถามจากเพื่อนของเธอ หากไม่มีใครยอมปริปาก จะไปตามหาที่หอพักก็ไม่รู้ว่าหล่อนพักอยู่ที่ไหน เพราะตลอดเวลาที่คบกัน หญิงสาวคนนั้นไม่เคยอนุญาตให้เขาไปพบที่หอพักเลยสักครั้ง หล่อนให้เหตุผลว่าพี่สาวดุ

จนกระทั่งเขาได้ยินรุ่นพี่ปี 3 ในชมรมดนตรีพูดคุยกันในบ่ายวันหนึ่ง ว่าหญิงสาวคนนั้นตั้งท้องกับรุ่นพี่รูปหล่อที่เรียนอยู่ชั้นปี 4 และทั้งสองคนลาออกจากมหาวิทยาลัยไปแล้ว

เหมือนโลกสลาย เหมันต์ได้ลิ้มรสความเจ็บช้ำตั้งแต่ยังหนุ่ม ถูกหักอกและหักหลังในคราเดียวกัน และนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาสาบานกับตัวเองว่าจะไม่รักใคร จะไม่มอบหัวใจให้ใครอีกแล้ว

พี่ชายรวมถึงเพื่อนๆ ทุกคนเชื่อว่าเขาคงจะอยู่เป็นโสดได้ไม่นาน ด้วยเพราะเป็นคนเสน่ห์แรง หากเหมันต์เลือกที่จะครองตัวเป็นโสดมาตลอดนับจากนั้น ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนจะแวะเวียนเข้ามา ชายหนุ่มก็มอบให้ได้เพียงแค่มิตรภาพในฐานะเพื่อนเท่านั้น

หลังจากนั้นอีก 8 ปี เหมันต์ซึ่งทำงานอยู่ในแผนกการตลาดและโฆษณาของบริษัทผลิตขนมขบเคี้ยวยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศ ก็มีโอกาสได้พบกับหญิงสาวคนนั้นโดยบังเอิญ หล่อนมาพร้อมกับลูกสาวหน้าตาน่ารัก

บริษัทโฆษณาที่ได้รับมอบหมายให้ผลิตหนังโฆษณาทางโทรทัศน์ ได้พานักแสดงเด็กมาให้เขาและทีมงานคัดเลือก และลูกสาวหน้าตาน่ารักของหล่อนก็เป็นหนึ่งในนั้น

ชายหนุ่มตกใจเป็นอย่างมากที่ได้พบกับหญิงสาวอีกครั้ง หากการพบกันครั้งนี้ เธอดูเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากหญิงสาวที่ดูน่ารักสดใส รูปร่างบอบบาง กลายเป็นแม่ที่ดูเจ้ากี้เจ้าการ ปกปิดใบหน้าที่ดูอ่อนล้าด้วยเครื่องสำอางสีสด รูปร่างอวบหนาขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่า หากยังคงเค้าความงามอยู่บ้าง

หญิงสาวก็ตกใจที่พบเขา หากในนาทีนั้น ทั้งสองต่างก็ต้องทำงานตามหน้าที่ของตน จึงไม่ได้พูดคุยกันแต่อย่างใด

และเมื่อผลสรุปว่าลูกสาวของหล่อนผ่านการคัดเลือกเป็นนักแสดงในโฆษณาผลิตภัณฑ์ขนมชิ้นนั้น เขาและหล่อนจึงมีโอกาสได้พบกันอีกครั้งยังสถานที่ถ่ายทำโฆษณา และนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้พูดคุยกับหล่อนในรอบ 8 ปี

หญิงเป็นฝ่ายเข้ามาทักเขาก่อน ชายหนุ่มยิ้มรับอย่างสุภาพหากเว้นระยะห่างเอาไว้ หล่อนพยายามชวนเขาพูดคุย ขณะที่ชายหนุ่มก็พยายามอยู่ให้ไกลห่างมากที่สุด

หลังจากการถ่ายทำโฆษณาสิ้นสุดลง เหมันต์คิดว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้พบกับผู้หญิงคนนั้น…แต่เขาคิดผิดไปถนัด

หล่อนยังคงไม่ไปไหน ยังตามวนเวียนไปมาหาสู่เขาราวกับคนสนิทสนมกัน ไม่ว่าเขาจะพยายามบ่ายเบี่ยงอย่างไร หล่อนก็ทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ พยายามขอนัดพบหรือมาดักรอเขาทุกที่ ไม่ว่าเขาจะย้ายมาทำงานที่บริษัทผลิตนิตยสารซึ่งพี่สะใภ้ก่อตั้งขึ้นแล้วก็ตาม หญิงสาวก็ยังตามมาจนเจอ  

ชายหนุ่มพยายามลืมความบาดหมาง พยายามลืมความเจ็บช้ำที่เธอทำไว้กับเขา พยายามที่จะกลับมาเป็นเพื่อน หากไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาก็ทำใจยอมรับไม่ได้

แต่ในขณะเดียวกันนั้น เขาก็ไม่มีวันลืมเธอ

ผู้หญิงที่เขาทั้งรักและเกลียด คนที่ชื่อ…

…หม่อมหลวงวาวยุวดี ดิษยานุวัฒน์

Don`t copy text!