นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 28 : ขอเป็นพระเอกในนิยาย (รัก) ของเธอ

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 28 : ขอเป็นพระเอกในนิยาย (รัก) ของเธอ

โดย : กานต์

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ โดย กานต์ เรื่องราววุ่นๆ ในแวดวงนักเขียนผ่านตัวละครสำคัญอย่างแพรรภัส นักเขียนสาวที่ชีวิตจริงไม่ได้สดใสเช่นนิยายที่เขียน เธอต้องหนักแน่นและมุ่งมั่นแค่ไหน เพื่อให้นิยายรักเรื่องล่าสุดจบลงอย่างสวยงาม ช่วยนักเขียนสาวลุ้นกันกับ นิยายออนไลน์ ที่น่าติดตามอีกเรื่อง ซึ่ง อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

ภายในอาณาบริเวณของตลาดจักจั่นหรือ ซิคาด้า มาร์เก็ต นั้นคลาคล่ำไปด้วยพ่อค้าแม่ขายและเหล่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวชม ตลาดแห่งนี้มีร้านรวงมากมายที่จำหน่ายทั้งสินค้าทำมือ ของที่ระลึก เสื้อผ้า ไปจนถึงอาหารและเครื่องดื่ม มีลานกิจกรรมไว้แสดงดนตรีหรือการแสดงต่างๆ ดังนั้นผู้คนที่มาเที่ยวหัวหินทั้งคนไทยและต่างชาติ จึงเลือกที่จะเดินทางมาที่นี่ในวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ซึ่งเปิดทำการตั้งแต่ 4 โมงเย็นจนถึง 5 ทุ่มโดยประมาณ

เสกวสันต์พาคณะนักเขียนและทีมงานซึ่งเดินทางด้วยรถบัสมาถึงที่ซิคาด้า มาร์เก็ตในช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเย็น แสงสีส้มทองอ่อนๆ ของพระอาทิตย์ซึ่งใกล้จะลับขอบฟ้า สาดส่องไปทั่วบริเวณกว้าง ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสบายตา

ชายหนุ่มให้พิจิตราทำหน้าที่อธิบายเรื่องการรับประทานอาหารตั้งแต่บนรถ โดยหญิงสาวบอกว่าวันนี้ขอให้ทุกคนเลือกรับประทานอาหารที่แต่ละคนชอบได้ตามใจ ไม่ว่าจะเป็นหอยทอด ทอดมัน ไก่ย่าง หมูสะเต๊ะ หรือบาร์บีคิวซีฟู้ดต่างๆ แต่เนื่องจากที่นี่ต้องซื้ออาหารด้วยเงินสด พิจิตราจึงขอให้เหล่านักเขียนแบ่งออกเป็นกลุ่ม และจะให้มีทีมงานคอยตามไปดูแลเรื่องการจ่ายเงินและอำนวยความสะดวก อย่างน้อยกลุ่มละคน

แพรรภัสเกาะกลุ่มกับวันวัสสานและชลนารี โดยมีเสกวสันต์คอยเดินตามอยู่ไม่ห่าง ชายหนุ่มพยายามชวนหญิงสาวคุย หากหล่อนกลับมาทำท่าเฉยเมยใส่เขา โดยที่เจ้าตัวยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพราะอะไร ร้อนถึงผู้เป็นน้องสาวต้องสะกิดเรียกแล้วเดินมากระซิบที่ข้างหู เสกวสันต์จึงได้รู้ว่าเมื่อตอนบ่ายตนทำอะไรให้หญิงสาวขัดเคืองใจ

ใจหนึ่งลึกๆ ก็แอบรู้สึกดี อย่างนี้ใช่ไหมที่เรียกว่า ‘หึง’ เสกวสันต์คิดเข้าข้างตัวเอง แต่อีกใจก็อดหวั่นไม่ได้ เพราะเขาอุตส่าห์พยายามงอนง้อหญิงสาวมาตั้งหลายเดือน กว่าหล่อนจะยอมพูดจาด้วย นี่ถ้าแพรรภัสโกรธจนไม่พูดกับเขาอีก ชายหนุ่มคงจะรู้สึกเสียใจไม่น้อย

เสกวสันต์ให้แพรรภัสและชลนารีนั่งเฝ้าโต๊ะ ส่วนตนเองและน้องสาวจะเป็นคนเดินไปซื้ออาหารเอง ชายหนุ่มและวันวัสสานเลือกอาหารและเครื่องดื่มมากมายที่หน้าตาล้วนแล้วแต่น่ารับประทานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นหอยทอดที่ทำจากหอยนางรม ผัดไทยเจ้าดังที่มาจากเขาตะเกียบ รวมถึงอาหารทะเลปิ้งย่างที่ทำแบบเสียบไม้เสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มรสเด็ด

เมื่ออาหารพร้อมสรรพ ทั้ง 4 คนก็นั่งล้อมวงรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย โดยมีวันวัสสานซึ่งพยายามชวนคนนั้นคนนี้คุยไม่หยุดปาก ทำให้บรรยากาศโดยรวมนั้นสนุกสนาน และแพรรภัสก็ลืมความขุ่นข้องหมองใจที่มีต่อเสกวสันต์ไปชั่วขณะ

“โอ๊ยๆ น้ำจิ้มซีฟู้ดนี่อย่างแซ่บเลยพี่ซันนี่ ลองกินดูสิ” วันวัสสานซึ่งใช้ส้อมจิ้มปลาหมึกย่างจุ่มลงในถ้วยน้ำจิ้มที่มีพริก กระเทียม น้ำตาลและมะนาว ปรุงเข้ากันอย่างพอดี ส่งให้พี่ชาย

“ไม่เอาอะ ท่าทางเผ็ด” เสกวสันต์ปฏิเสธ

“จำได้ว่าคุณซันทานเผ็ดไม่ได้ใช่ไหมคะ ให้พี่แพรวแทนนะน้องเรนนี่” นักเขียนสาวเสนอตัวเป็นคนรับประทานเอง หล่อนจำได้ว่าชายหนุ่มไม่รับประทานอาหารรสเผ็ด

“อุ๊ย น้องแพรวทราบได้ยังไงคะว่าน้องซันนี่ไม่ทานรสเผ็ด พี่นารีเห็นมาตั้งแต่ยังหนุ่ม ยังไม่รู้เลย” บรรณาธิการสาวซึ่งร่วมวงอยู่ด้วยเอ่ยแซว

หญิงสาวทำท่าอึกอักด้วยเพราะอาการเขิน…หากชายหนุ่มผู้ถูกกล่าวถึง เป็นฝ่ายตอบให้แทน

“ผมกับคุณแพรวเคยไปเจอกันที่หลวงพระบางน่ะครับพี่นารี พบกันตั้งแต่บนเครื่องบิน แล้วยังไปเจอกันต่อในเมือง เลยเป็นเพื่อนเดินเที่ยวและทานข้าวด้วยกันน่ะครับ ตอนนั้นยังไม่รู้จักกันด้วยซ้ำว่าคุณแพรวเป็นนักเขียนของสำนักพิมพ์เรา”

“แหม โลกกลมจังเลยนะคะ” หญิงสาวผู้อาวุโสที่สุดในโต๊ะทำหน้ายิ้มใส่ เป็นนัยๆ ว่าพอจะเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร หล่อนเคยได้ยินมาบ้างว่านักเขียนสาวเคยไปเที่ยวหลวงพระบาง หากหญิงสาวต้องรีบกลับมาในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากพ่อของเธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา แต่ไม่รู้ว่าเคยพบกับเสกวสันต์มาก่อน

“แบบนี้ ที่น้องแพรวกำลังเขียนนิยายเรื่องดอกรักบานกลางดวงจำปา สงสัยคุณซันนี่จะได้เป็นพระเอกกะเขาแล้วมั้งคะ” บรรณาธิการสาวยังคงแซวอย่างเอ็นดู เนื่องจากเห็นว่าทั้งชายหนุ่มและหญิงสาวนั้นเป็นคนน่ารัก รูปร่างหน้าตาต่างก็ดูดีกันทั้งคู่ นี่ถ้าได้เป็นแฟนกันจริงๆ ก็คงจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี

ข้างฝ่ายนักเขียนสาวที่โดนแซวก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก เพราะนิยายเรื่องดังกล่าวก็ถูกเขียนขึ้นโดยมีชายหนุ่มเป็นแรงบันดาลใจ และหล่อนก็ให้เขาเป็นจินตนาการตั้งต้นของพระเอกในเรื่องจริงๆ เสียด้วย

“งั้นคุณแพรวต้องเขียนให้พระเอกหล่อๆ นะครับ หล่อเหมือนตัวจริง เผื่อว่าเรื่องนี้ได้เอาไปสร้างเป็นละคร ผมจะได้ขอเสนอตัวเล่นเองซะเลย” ต้นแบบจินตนาการพระเอกรีบฉวยโอกาส

“แหวะ หล่อเท่าพี่หมอกก็ไม่ได้ ให้พี่หมอกเล่นยังจะเข้าท่าเสียกว่า” น้องสาวทำท่าจะอาเจียนให้ความหลงตัวเองของพี่ชาย

หากขณะที่กำลังกล่าวถึงพระเอกหนุ่มคนนั้น ผู้ถูดพาดพิงก็เดินเข้ามาลงนั่งประจันหน้ากับเด็กสาวอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง

สิสิระ ภีม นีรนาท และฑีฆายุ เดินเข้ามาอย่างเงียบๆ แล้วนั่งลงยังที่นั่งว่างอยู่โดยวิสาสะ เนื่องจากสนิทกับทุกคนในที่นั้น ยกเว้นแต่ชลนารีเพียงคนเดียว

“ได้ยินใครพูดถึงพี่หมอกหล่อๆ ใช่พี่หมอกคนนี้หรือเปล่าครับ” สิสิระแกล้งแหย่วันวัสสาน หญิงสาวเขินหน้าแดงจนกล่าวอะไรไม่ออก

ส่วนฑีฆายุซึ่งทำงานเก็บภาพบรรยากาศในกองถ่ายละครอยู่แล้ว พอรู้ว่าจะได้มาเจอกลุ่มเพื่อนใหม่ที่พบกันเมื่อคืน ก็ขอติดตามมาด้วย หากเมื่อเห็นหน้าหญิงสาวที่ทำท่าปลื้มสิสิระจนออกนอกหน้า เขาจึงส่ายหัวอย่างเอือมระอา เบะปาก ทำหน้าล้อเลียน

ภีมส่งเสียงทักทายทุกคนในโต๊ะบ้าง และไม่ลืมสวัสดีชลนารี ซึ่งเขาพอจะคุ้นหน้าบ้างจากงานแถลงข่าวเมื่อหลายเดือนก่อน หากไม่ได้สนิทสนมเป็นพิเศษ เห็นดังนั้น ผู้มาใหม่อีก 3 คน จึงยกมือไหว้หญิงสาวผู้อาวุโสที่สุดในโต๊ะด้วย

ข้างบรรณาธิการสาวรีบยกมือไหว้ตอบรับโดยอัตโนมัติ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้พบกับเหล่านักแสดงที่ตนชื่นชอบอย่างใกล้ชิดขนาดนี้ … แต่คนที่ยิ้มจนหน้าบานที่สุดเห็นจะเป็นวันวัสสาน ที่ชายหนุ่มสุดหล่ออย่างสิสิระมานั่งอยู่ตรงข้ามอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว หากในใจกลับคิด ‘แต่ถ้าจะให้ดี นายโรคจิตผมฟูนี่ไม่น่าจะมาด้วยเล้ย’

ทักทายกันเสร็จ นีรนาทจึงรีบคาดคั้นเพื่อนสาว “ว่าแต่แกเถอะยัยแพรว เป็นยังไงบ้าง ได้ข่าวว่าถูกคนวิ่งราวกระเป๋า”

แพรรภัสรีบตอบคำถามเพื่อน บอกว่าหล่อนไม่เป็นอะไร แค่ตกใจนิดหน่อย หากโจรคนนั้นฉกฉวยอะไรไปไม่ได้ เพราะเสกวสันต์วิ่งเข้ามาขวางไว้เสียก่อน นีรนาทซึ่งได้ยินดังนั้นก็สบายใจ ก่อนที่จะสั่งให้ภีมสิสิระ และฑีฆายุ ให้ลุกไปหาของรับประทานมาเพิ่ม เพื่อที่จะได้มานั่งกินร่วมกัน

“รับบัญชาพระเจ้าข้า” ภีมซึ่งทำท่าล้อเลียนนีรนาทที่เอาแต่สั่ง หากก็ยินยอมลุกไปหาอาหารมาเพิ่มพร้อมกับอีก 2 หนุ่มแต่โดยดี

หากเป็นสมัยก่อนที่ถูกชายหนุ่มล้อเลียน นีรนาทคงวีนบ้านแตกไปแล้ว แต่ในระยะหลังดูเหมือนว่าความรู้สึกที่หญิงสาวมีต่อเขาจะเปลี่ยนไป… แต่จะเปลี่ยนไปทางไหนหล่อนก็ยังไม่รู้ ดูคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ก็หล่อนเป็นผู้หญิงนี่นะ ถึงจะดูก๋ากั่นอย่างไร แต่ถ้าผู้ชายเขาไม่พูดก่อน หล่อนจะออกตัวแรงไปได้อย่างไร

ชายหนุ่มทั้ง 3 คนนั้นเป็นคนสบายๆ ไม่เรื่องมาก อะไรที่ทำเองได้ก็ทำ ไม่ได้คิดว่าพวกตนนั้นมีชื่อเสียงแล้วจะต้องรอรับการบริการจากคนอื่นๆ อยู่ตลอดเวลา และเช่นกัน อะไรที่ทำให้คนอื่นได้ พวกเขาก็ยินดีทำ ไม่ได้คิดว่าตนถูกสั่งหรือถูกใช้แต่อย่างใด

ผิดกับนักแสดงอีกคนซึ่งเดินทางมาถึงในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน หากเลือกที่จะนั่งห่างออกไป ด้วยเพราะไม่อยากให้คนทั้งหมดในโต๊ะนี้รู้ตัวว่าถูกติดตามและจับตามองอยู่

บรรดาแฟนคลับนักอ่านของหม่อมหลวงวรรณวนิดาต้องเป็นฝ่ายที่ต้องลุกไปซื้ออาหารมาบริการนักเขียนใหญ่และหลานสาว ส่วนใหญ่ก็ยินดีและเต็มใจ หากบางคนนั้นเริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่หน้าที่ของตนที่ต้องมาบริการหลานสาวของนักเขียนคนโปรดด้วย ชอบก็ชอบแต่คนเป็นป้า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องชอบคนเป็นหลานด้วย ยิ่งวันนี้ทั้งวันที่ติดตามกลุ่มมาดูการถ่ายทำละครของหญิงสาวและได้ใกล้ชิดด้วยแล้ว กิตติยิ่งรู้สึกว่านักแสดงสาวคนนี้ไม่น่ารักเหมือนอย่างที่เห็นในจอ

นอกจากจะชอบวีนชอบเหวี่ยงและเอาแต่ใจตนเองแล้ว กิตติพบว่าหญิงสาวคนนี้ไม่น่ารัก ออกจะร้ายกาจด้วยซ้ำ แต่เอาเถอะ ในเมื่อเขาอยากเป็นคนโปรดของหม่อมหลวงวรรณวนิดาแล้ว เขาจะแสร้งทำเป็นว่าชื่นชอบชื่นชมหลานสาวของหล่อนด้วย  คิดได้ดังนั้นจึงยอมลุกไปซื้ออาหารกับเฟื่องฟ้าและแฟนคลับคนอื่นๆ

“ระหว่างรออาหาร ชมพูขอไปเดินเล่นก่อนนะ เดี๋ยวถ้าอาหารมาแล้วคุณแม่โทรบอกด้วยก็แล้วกัน” ดาราสาวลุกขึ้นปุบปับ จนคนเป็นแม่ต้องรีบจับแขนเอาไว้แล้วเอ่ยถาม

“อ่าว แล้วหนูจะไปไหนลูก ให้คุณแม่ไปด้วยไหม”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ หนูคิดว่าเจอคนรู้จัก ว่าจะเข้าไปทักทายเสียหน่อย” ว่าแล้วหญิงสาวก็ลุกพรวด แล้วเดินจ้ำไปทางจุดหมายในทันที

โต๊ะของเสกวสันต์และแพรรภัสนั้นรับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน หากคนที่กำลังเดินมานั้นทำหน้าบึ้งตึงด้วยความไม่สบอารมณ์ที่เห็นชายหนุ่มและหญิงสาวนั้นดูสนิทสนมกันเป็นพิเศษ

ตอนแรกที่หล่อนได้ข่าวว่านังนักเขียนสาวนั่นหมั้นหมายกับลูกชายเจ้าของสำนักพิมพ์ หล่อนก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก คิดแค่เพียงว่าจะหาทางเล่นงานด้วยการให้ข่าวเสียๆ หายๆ เพื่อเป็นการสกัดดาวรุ่งไม่ให้ยัยนั่นมีความสุขเกินหน้าเกินตา หรือจะได้มาเกี่ยวดองกับเจ้าของสำนักพิมพ์ที่คุณป้าสังกัดอยู่

หากเมื่อตอนบ่ายซึ่งได้พบกับเสกวสันต์ หลังจากที่เคยพบมาแล้วหนึ่งครั้งหากไม่รู้ชายหนุ่มเป็นใคร หญิงสาวก็เกิดความสนใจในตัวเขาอย่างจริงจังขึ้นมาทันที

คนอะไร หล่อแสนหล่อ ใบหน้าคร้ามคมนั่นสุดแสนจะมีเสน่ห์ ยิ่งแววตาซุกซนขี้เล่นนั้นด้วยแล้ว ยิ่งเห็น ใจของหล่อนก็ยิ่งสั่นไหว นี่ยังไม่นับรวมกับการพูดการจาและบุคลิกที่ดูสง่าผ่าเผยที่ต้องตาต้องใจเหลือเกิน และที่ดึงดูดใจหล่อนที่สุด เห็นจะเป็นเงินในกระเป๋าของเขานั่นละ เป็นถึงลูกชายเจ้าของสำนักพิมพ์ใหญ่ที่เป็นถึงบริษัทมหาชน คงมีเงินถุงเงินถังหลายร้อยหลายพันล้านบาทเลยทีเดียว คิดแล้วพราวชมพูก็แน่ใจว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นเป้าที่หล่อนหมายจะจับให้อยู่หมัด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในวันข้างหน้าอย่างที่คุณแม่เคยบอกเอาไว้ ว่าให้หาผู้ชายรวยๆ อย่าคว้าผู้ชายเฮงซวยมาเป็นสามี ซึ่งนั่นคงหมายถึงพ่อที่หล่อนไม่เคยเห็นหน้า

“อุ๊ย บังเอิญอีกแล้วนะคะคุณเสกวสันต์” พราวชมพูผู้ซึ่งปรับสีหน้าและอารมณ์เรียบร้อยแล้ว เอ่ยทักชายหนุ่มราวกับว่าเห็นเขาเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ ทันทีที่เดินเข้ามาถึงโต๊ะ

“อ่าวคุณชมพู” เสกวสันต์เอ่ยทัก หากหยุดเพียงเท่านั้น ด้วยเพราะผู้เป็นน้องสาวขยิบตาให้ด้วยจังหวะรัวเร็วเป็นการเตือนสติ

สิสิระกลับจากการไปซื้ออาหารพอดี หันไปเห็นเพื่อนนักแสดงสาว จึงเอ่ยถามหญิงสาวราวกับพยายามช่วยแก้เก้อ “มากับใครเนี่ย แล้วกลุ่มแฟนคลับที่มาด้วยกัน ไปไหนเสียล่ะ”

“แฟนคลับชมพูที่ไหนกัน แฟนคลับของคุณป้าต่างหาก คุณป้าของชมพูออกจะเป็นนักเขียนดัง ดังกว่าหลานสาวที่เป็นนางเอกละครอีกนะคะเนี่ย” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชมคนเป็นป้าอย่างจงใจ ก่อนจะกล่าวต่อ “เดินไปไหนกันหมดก็ไม่รู้ ชมพูก้มดูร้านขายต่างหูแป๊บเดียว เงยหน้าขึ้นมาก็หายไปกันหมด นี่ก็ว่าจะเดินหาต่อ แต่บังเอิญเหลือบมาเห็นคุณเสกวสันต์เข้าเสียก่อน” นักแสดงสาวพูดจีบปากจีบคอ แล้วหันไปส่งยิ้มให้ชายหนุ่มคนที่ตนเอ่ยถึง

เสกวสันต์ยิ้มแห้งๆ ส่งให้ ส่วนวันวัสสานนั้นทำหน้ามุ่ยผิดกับก่อนหน้านี้ พลางคิดในใจ ‘อย่าได้มีใครชวนยัยนี่นั่งด้วยเชียวนะ’

หากคำภาวนาของเด็กสาวดังไปไม่ถึงใครสักคนบนฟ้า เพราะพระเอกรูปหล่ออย่างสิสิระผู้ซึ่งไม่รู้เรื่องอะไรกับใครเขา เอ่ยชวนดาราสาวแทบจะในทันที “งั้นนั่งด้วยกันสิชมพู นั่งกันหลายๆ คนสนุกดีออก จะได้แนะนำให้รู้จักพี่ๆ ในโต๊ะด้วย”

สิสิระพยายามแนะนำชมพูและคนอื่นๆ ในโต๊ะ โดยที่ไม่รู้ว่าคนทั้งหมดเคยพบกันแล้วที่ร้านอาหารเมื่อมื้อกลางวัน ขณะที่ชายหนุ่มพูด ทุกคนได้แต่พยักหน้ายิ้มรับและไม่ได้พูดอะไรให้ชายหนุ่มรู้ตัวเลยแม้แต่นิด และแม้ว่าชายหนุ่มจะแนะนำว่าแพรรภัสเป็นเจ้าของบทประพันธ์ที่พวกเขาและพราวชมพูกำลังถ่ายทำละครอยู่ ดาราสาวก็ไม่ได้ทำหน้ายี่หระแต่อย่างใด

การสนทนาเป็นไปอย่างราบเรียบ มีเพียงสิสิระและภีมที่พยายามชวนทุกคนคุย ส่วนนีรนาทนั้นไม่สนใจผู้มาใหม่ เลือกที่จะคุยกับแพรรภัส วันวัสสาน และชลนารีแทน ข้างฝ่ายผู้มาใหม่ก็ไม่สนใจใครเช่นกัน นอกจากสิสิระที่ชวนหล่อนคุยแล้ว หล่อนก็จะพยายามคุยกับเสกวสันต์เพียงคนเดียว จนชายหนุ่มรู้สึกอึดอัด ด้วยเพราะไม่รู้จะวางตนอย่างไร

ภีมซึ่งเห็นดังนั้นจึงชวนเพื่อนให้ลุกไปซื้อเครื่องดื่ม และเสกวสันต์ก็รีบตกปากรับคำแทบจะในทันที

“ยัยน้องชมพูนี่รุกหนักน่าดู ท่าทางจะสนใจมึงนะไอ้ซันนี่” นักแสดงหนุ่มหน้าตี๋สัพยอกเพื่อนพร้อมกับเอาข้อศอกตีเข้าไปที่แขนของชายหนุ่มเบาๆ

“บ้าน่า น้องเขาจะมาสนใจอะไรข้า สู้สนใจนายหมอกนั่นไม่ดีกว่าเหรอ” เสกวสันต์ตอบอย่างถ่อมตน พลางคิดว่าคนสวยๆ อย่างพราวชมพูนั่นน่ะหรือจะมาสนใจเขา

“โอ๊ย มึงอย่ามาทำเป็นอ่อนต่อโลก ทำเป็นดูผู้หญิงไม่ออกไปหน่อยเลยน่า กูดูแค่แป๊บๆ ก็รู้แล้วว่ายัยนั่นมันสนใจมึง ว่าแต่ระวังตัวไว้เหอะ อย่าให้คุณแพรวเธอเคืองอีกก็แล้วกัน” คนเป็นเพื่อนเตือนด้วยความหวังดี

จริงด้วย… เสกวสันต์คิด เมื่อเขาแน่ใจว่าตนเองรู้สึกอย่างไรกับแพรรภัส ชายหนุ่มก็จะเดินหน้าเต็มกำลังเพื่อจะบอกความในใจให้หญิงสาวรู้ ส่วนผู้หญิงคนอื่นเขาจะไม่สน ไม่มองให้ไขว้เขวเป็นเด็ดขาด

สองหนุ่มนั่นหายไปนานกว่า 20 นาที เพราะภีมบอกให้เสกวสันต์เดินกลับโต๊ะไปช้า และเมื่อทั้งสองหนุ่มถือเครื่องดื่มมากมายหลายอย่างกลับไปที่โต๊ะ ก็พบว่าพราวชมพูนั่นลุกจากไปเสียแล้ว โดยเมื่อตอนที่หล่อนลุกไป หล่อนหันมาบอกกับสิสิระเพียงคนเดียวว่าจะลุกไปเดินหากลุ่มของตนเองต่อ โดยไม่เสียเวลาจะหันมาบอกลาผู้ร่วมโต๊ะคนอื่น ราวกับว่าคนเหล่านั้นไม่มีตัวตน

ล่วงเลยถึง 3 ทุ่มแล้ว ถึงเวลานัดหมายที่จะไปเจอกับกลุ่มนักเขียนที่แยกย้ายกันไปรับประทานอาหารกลุ่มอื่นๆ ยังบริเวณจอดรถบัสแล้ว หลังจากคนทั้ง 8 คนอิ่มหนำจากการรับประทานและสำราญจากการพูดคุยกันแล้ว เสกวสันต์จึงชวนแพรรภัส วันวัสสานและชลนารีให้ลุกไปสมทบกับคนอื่นๆ ยังจุดนัดหมาย ก่อนจะบอกลาเพื่อนร่วมโต๊ะที่เหลือ แล้วบอกว่าเอาไว้พบกันใหม่ที่กรุงเทพฯ เพราะพรุ่งนี้เช้าเขากับคณะก็จะเดินทางกลับแล้ว

ข้างฝ่ายกลุ่มนักแสดงทั้ง 3 คน และนักข่าวหนุ่ม ยังคงนั่งกินดื่มกันต่อ เอ่ยลาเพื่อนที่ลุกกลับ วันวัสสานเอ่ยลาพร้อมส่งยิ้มหวานๆ ให้สิสิระด้วยความรู้สึกเสียดาย หากเมื่อเด็กสาวเลื่อนสายตาไปยังชายหนุ่มอีกคนข้างๆ หล่อนก็หุบยิ้มแทบจะในทันที โดยเฉพาะในนาทีที่เขาเอ่ยลาพร้อมกับกระซิบให้ได้ยินเบาๆ กันแค่ 2 คน

“บ๊ายบายนะยัยฆาตกร!”

Don`t copy text!