นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 29 : มหกรรมคน (รัก) หนังสือ

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 29 : มหกรรมคน (รัก) หนังสือ

โดย : กานต์

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ โดย กานต์ เรื่องราววุ่นๆ ในแวดวงนักเขียนผ่านตัวละครสำคัญอย่างแพรรภัส นักเขียนสาวที่ชีวิตจริงไม่ได้สดใสเช่นนิยายที่เขียน เธอต้องหนักแน่นและมุ่งมั่นแค่ไหน เพื่อให้นิยายรักเรื่องล่าสุดจบลงอย่างสวยงาม ช่วยนักเขียนสาวลุ้นกันกับ นิยายออนไลน์ ที่น่าติดตามอีกเรื่อง ซึ่ง อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

ดอกรักบานกลางดวงจำปา บทที่ 29

สายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว ทำให้ชายหนุ่มร่างสูงและหญิงสาวผมยาวในชุดเสื้อยืดสีขาวและผ้าซิ่นทอมือพื้นเมืองยาวกรอมเท้า ซึ่งกำลังเดินเล่นอยู่ริมถนน ต้องวิ่งหาที่หลบฝนกันจ้าละหวั่น

ชายหนุ่มรีบถอดเสื้อเชิ้ตลายสกอตตัวนอกออก เหลือไว้เพียงเสื้อยืด ‘ฉันรักหลวงพระบาง’ ที่เขียนด้วยตัวอักษรภาษาท้องถิ่น แล้วยกขึ้นเพื่อบังละอองฝนให้กับหญิงสาว ก่อนจะชักชวนหล่อนให้วิ่งเข้าไปหลบภายในวัดเชียงทองเป็นการชั่วคราว

หากทันใดนั้น หญิงสาวกลับหยุดวิ่งลงชั่วขณะ ละล่ำละลักแข่งกับเสียงของสายฝนที่หล่นกระทบพื้น “เดี๋ยวก่อนค่ะคุณอาทิตย์ ดอกจำปาลาวของพราวหล่นหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้”

หญิงสาวหมายถึงดอกไม้ที่ชายหนุ่มเก็บขึ้นมาจากโคนต้นไม้ บรรจงปัดฝุ่นทำความสะอาด ก่อนที่จะนำมาทัดเข้ากับใบหูของหล่อน

“ไม่เป็นไรครับคุณพราว เดี๋ยวผมเก็บดอกใหม่ให้”

“ไม่ได้ค่ะ ดอกไหนๆ ก็ไม่เหมือนดอกนั้น เพราะมันเป็นดอกไม้ดอกแรกที่คุณอาทิตย์ให้ พราวตั้งใจจะเก็บรักษามันเอาไว้ให้ดีที่สุด” สิ้นสุดคำพูด หญิงสาวก็วิ่งฝ่าสายฝนไปหยิบดอกจำปาลาวสีขาวซึ่งหล่นอยู่ที่พื้นเบื้องหลัง จนหล่อนนั้นเปียกปอนไปทั่วทั้งตัว

ชายหนุ่มวิ่งตามมา หัวเราะให้กับความดื้นรั้นทว่าน่าเอ็นดูของหญิงสาว

ช่วงเวลาสั้นๆ นั้นให้ความรู้สึกเนิ่นนานราวกับนิรันดร์… เมื่อดวงตาสองคู่สบกัน ดอกรักของพวกเขาผลิบานท่ามกลางหมู่มวลดอกจำปาลาวมากมาย…

 

เขียนถึงตรงนี้ แพรรภัสอดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างอย่างมีความสุขไปกับตัวละครในนิยายของเธอ… หล่อนจินตนาการให้ตัวเองเป็นนางเอกที่ชื่อพราว และปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณอาทิตย์นั้นก็ถอดแบบมาจากคุณซันของเธอแทบจะทุกกระเบียดนิ้ว รวมถึงแอบใส่ฉากในวัดเชียงทองซึ่งหล่อนยังไม่มีโอกาสได้ไป หากเสกวสันต์เคยบอกว่าจะพาหล่อนไป ลงในนิยายด้วย

ก่อนหน้านี้ หญิงสาวรู้สึกว่าตัวเองเขียนนิยายได้ไม่ลื่นไหลเอาเสียเลย นั่นอาจเพราะว่าหล่อนไม่สามารถแยกแยะความรู้สึกจริงๆ ที่มีต่อชายหนุ่ม กับตัวละครพระเอกที่จะเขียนในนิยายได้ ซึ่งผิดวิสัยนักเขียนมืออาชีพของตัวเองเป็นอย่างมาก

ในวันที่หญิงสาวมีความรู้สึกที่ไม่ดีกับเสกวสันต์ หล่อนไม่สามารถเขียนให้คุณอาทิตย์นั้นเป็นพระเอกหนุ่มแสนดีอย่างที่ตั้งใจได้ หากในวันนี้ สองวันให้หลังจากทริปที่หัวหิน ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อเขาก็หวนคืนกลับมา

หญิงสาวนั่งเอนหลังทิ้งตัวลงพิงพนักแล้วหลับตาลงเพื่อคลายความอ่อนล้าจากการทำงาน พลางย้อนคิดไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา แล้วก็เลยไปนึกถึงคำพูดของเพื่อนสนิทที่เอ่ยกับเธอในวันหนึ่ง

‘ชีวิตแกนี่มันน้ำเน่ายิ่งกว่านิยายที่แกเขียนอีกนะยัยแพรว’ นีรนาทบอกกับหล่อนแบบนั้น เมื่อทั้งสองพูดกันถึงเรื่องระหว่างเธอและชายหนุ่มที่ชื่อเสกวสันต์

ใครจะคิดว่าผู้ชายที่ทำให้หล่อนใจเต้นแรง ที่พบโดยบังเอิญที่หลวงพระบาง จะเป็นคนเดียวกับคู่หมั้นคู่หมายที่หล่อนตั้งใจจะถ่วงเวลาที่จะได้พบหน้าให้นานที่สุด

และใครจะไปรู้ว่าเหตุการณ์ในร้านอาหารฝรั่งเศสวันนั้น จะทำให้การกลับมาพบกันอีกครั้งระหว่างหล่อนกับเขา กลายเป็นความบาดหมางจนหล่อนไม่อยากเห็นหน้าเขา

และเช่นกัน ใครจะเชื่อ เพียงแค่หล่อนยอมลดทิฐิในหัวใจตนเอง และยอมรับฟังสิ่งที่เขาพยายามอธิบาย กลับทำให้หล่อนต้องมานั่งขอบอกขอบใจตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่ตัดสินใจทำแบบนั้น

ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อเขากลับคืนมาแล้ว แต่แพรรภัสยังไม่รู้ว่าเรื่องราวระหว่างเธอและเสกวสันต์จะดำเนินไปถึงไหน ถึงจะเคยเป็นคู่หมาย หากยังไม่ได้เป็นคู่หมั้น ที่สำคัญ หล่อนปฏิเสธพ่อของเขาไปแล้วด้วย

เมื่อคิดถึงตรงนี้ หญิงสาวก็ลืมตาขึ้น จ้องมองไปยังจอคอมพิวเตอร์เบื้องหน้า พยายามตั้งสมาธิจดจ่อกับงานของตน

หากในใจยังหวังเอาไว้ว่าสักวันหนึ่ง… ความสัมพันธ์ระหว่างหล่อนกับเขาที่เพิ่งกลับมาดีอีกครั้งนั้น จะผลิดอกออกผลเป็นความสัมพันธ์ที่งดงามมากขึ้น

รอจนถึงวันที่หล่อนและเขา จะมี ‘ดอกรัก’ เป็นของตนเอง

 

ที่ว่ากันว่า ‘เวลานั้นเดินทางรวดเร็วราวกับติดปีก’ เห็นจะเป็นความจริง เพราะเพียงไม่นานก็ล่วงเลยเข้าสู่กลางเดือนตุลาคมแล้ว…วันนี้เป็นวันเสาร์แรกของงานมหกรรมหนังสือฯ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเวลานี้ สำนักพิมพ์ลำนำอักษรา ในเครือบริษัทเพลินอักษราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้มาออกบูธจำหน่ายนิยายและหนังสืออื่นๆ ในงานนี้ด้วย

นับเป็นช่วงเวลาที่เหล่าคนทำงานในวงการหนังสือจะรู้สึกคึกคักเป็นพิเศษ ว่ากันว่าสำหรับสำนักพิมพ์น้องใหม่หรือสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก งานหนังสือใหญ่เช่นนี้จะเป็นตัววัดว่าจะสามารถอยู่รอดในวงการนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน เพราะรายได้จากการขายหนังสือภายในงานเดียว อาจจะมากกว่าการจำหน่ายหนังสือตามร้านตลอดทั้งปีรวมกันด้วยซ้ำ และจะมีรายได้มาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจได้ต่อไป

แต่สำหรับสำนักพิมพ์ใหญ่ซึ่งอยู่ในเครือบริษัทมหาชน อย่างสำนักพิมพ์ลำนำอักษรา การออกบูธ นอกเหนือจะเป็นโอกาสในการจำหน่ายหนังสือแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่สำนักพิมพ์จะได้พานักเขียนหลายสิบชีวิต มาพบปะแฟนหนังสือนักอ่าน และทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันด้วย

แพรรภัสมีคิวแจกลายเซ็นวันแรกในวันนี้ร่วมกับนักเขียนหลายคน ซึ่งทางสำนักพิมพ์เป็นผู้จัดสรรเวลาให้ หล่อนเห็นรายชื่อเพื่อนนักเขียนที่จะได้พบในวันนี้แล้วก็รู้สึกทั้งดีใจและหนักใจ

4 คนแรกเป็นนักเขียนหญิงและชายหน้าใหม่ที่สำนักพิมพ์กำลังปั้น หากแพรรภัสยังไม่รู้จักและจะมีโอกาสได้พบเป็นครั้งแรกในวันนี้ หล่อนหวังว่าเพื่อนใหม่ทุกคนจะมีมิตรไมตรีที่ดีต่อกันและต่อรุ่นพี่นักเขียนเก่าๆ ด้วย ซึ่งทั้ง 4 คนนี้มีคิวแจกลายเซ็นในช่วงเที่ยงตรงจนถึงบ่าย 2 โมงตรง

ส่วนอีก 3 คน ที่มีคิวแจกลายเซ็นพร้อมกับเธอในช่วงบ่าย 2 โมงตรงจนถึง 4 โมงเย็นก็คือ สิริฉัตร จิตรตรี และอารยา… นักเขียนรุ่นพี่ที่มีอัธยาศัยดีและเป็นมิตรกับหล่อน

และอีก 1 คน ที่มีคิวแจกลายเซ็นเพียงคนเดียวตอนช่วง 4 โมงตรงจนถึง 6 โมงเย็นตามที่เจ้าตัวประกาศว่าไม่อยากร่วมแจกลายเซ็นพร้อมกับใคร คือหม่อมหลวงวรรณวนิดา นักเขียนสาวใหญ่ผู้ซึ่งจงเกลียดจงชังหล่อนอย่างออกนอกหน้า

แพรรภัสรู้สาเหตุว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น หากหล่อนไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ให้หม่อมหลวงนักเขียนเลิกมีอคติต่อเธอ

ที่ผ่านมา หล่อนไม่เคยแสดงตนว่ามีชื่อเสียงทัดเทียมหรือเหนือกว่านักเขียนรุ่นใหญ่คนนั้น จะมีก็แต่ความเคารพนอบน้อมที่เธอแสดงออกจากใจจริง หากอีกฝ่ายกลับไม่เคยตอบรับความปรารถนาดี ซ้ำร้ายยังเอาหล่อนไปต่อว่ากับคนนั้นคนนี้บ่อยๆ ว่าหล่อนเป็นคนปากว่าตาขยิบ เสแสร้งไม่จริงใจ และไม่เห็นหัวผู้อาวุโสกว่าอีกด้วย

หญิงสาวหวังว่าวันนี้ ช่วงเวลาสั้นๆ ที่คาบเกี่ยวกันตอนประมาณ 4 โมงเย็น ซึ่งหล่อนจะได้พบหม่อมหลวงวรรณวนิดา ทุกอย่างคงจะผ่านไปได้เป็นอย่างดี ไม่มีปัญหาให้ขัดเคืองใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเหมือนอย่างทุกครั้ง

หากความปรารถนาของหญิงสาวนั้นคงไม่สมหวัง เพราะเรื่องราววุ่นวายของเหล่านักเขียนกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า โดยที่หญิงสาวไม่มีทางจะรู้ล่วงหน้าเลยสักนิด

แพรรภัสเดินทางมาถึงที่บูธขนาด 8 คูหาของสำนักพิมพ์ลำนำอักษราซึ่งตั้งอยู่ในอาคารหลังใหญ่สุด ในช่วงเวลาบ่าย 2 โมงตรง ตามที่สำนักพิมพ์ได้นัดแนะและประชาสัมพันธ์ให้เหล่านักอ่านที่ชื่นชอบผลงานของเธอทราบทางช่องทางประชาสัมพันธ์ต่างๆ

เมื่อมาถึง หญิงสาวเห็นนักเขียนใหม่ทั้ง 4 คนยังยืนปักหลักอยู่ที่บูธ และเหลือบไปเห็นรุ่นพี่นักเขียนทั้งสามสาวที่มาถึงก่อนหน้าเธอ กำลังยืนยุ่งกับการแจกลายเซ็นให้นักอ่านที่ซื้อผลงานของพวกตนอยู่ หล่อนจึงเดินไปทักทายคุณจงกล เจ้าหน้าที่การเงินอาวุโสของบริษัทเพลินอักษรา ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลบรรดาพนักงานขายและพนักงานคิดเงินทุกคนที่อยู่ในบูธ หลังจากยกมือไหว้ผู้อาวุโสกว่าเสร็จ หญิงสาวจึงส่งถุงใส่ขนมนมเนยมากมายที่ตนตั้งใจหิ้วมาฝาก ให้กับสาวใหญ่ที่หน้าตาใจดีคนนั้น

หล่อนอยากขอบคุณคนเบื้องหลังทุกคนที่ทำงานหนัก ไม่ว่าจะทีมฝ่ายผลิต หรือฝ่ายบรรณาธิการ รวมถึงน้องๆ พนักงานขายที่ช่วยขายหนังสือ ทั้งของ ‘แพรราตรี’ และของนักเขียนคนอื่นมาโดยตลอด แม้ขนมเหล่านี้อาจไม่ได้มีมูลค่าราคาแพงมาก หากน่าจะสร้างขวัญและกำลังใจให้พวกเขาได้ไม่น้อย

หญิงสาวสำนึกเสมอว่า ‘แพรราตรี’ จะมีชื่อเสียงอย่างทุกวันนี้ไม่ได้หากไม่มีคนอ่าน…และ ‘แพรราตรี’ จะมีคนอ่านมากมายอยากทุกวันนี้ไม่ได้ หากไม่มีทีมงานเบื้องหลังที่มีคุณภาพ และมีพนักงานขายที่ช่วยเชียร์หนังสือเล่มแรกในชีวิตของเธอ

ถึงแม้ในงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งนี้ ‘แพรราตรี’ จะยังไม่มีผลงานใหม่ แต่หล่อนก็พยายามเร่งเขียนผลงานนิยายในโปรเจกต์ ‘หลากรักใต้ฟ้าอาเซียน’ ซึ่งจะมีกำหนดวางจำหน่ายในงานสัปดาห์หนังสือฯ เดือนมีนาคมปีหน้าอยู่

บรรดาแฟนคลับนักอ่านซึ่งพอเห็นว่าแพรรภัสเดินทางมาถึงแล้ว ก็รีบกระซิบกระซาบกันอย่างยินดี แล้วพากันไปหยิบผลงานเก่าๆ ของ ‘แพรราตรี’ อย่างน้อยคนละเล่มสองเล่ม เพื่อจะนำไปชำระเงินและจะได้มาต่อแถวเพื่อให้หล่อนเซ็นชื่อให้

ลายเซ็นนักเขียนยังคงมีมนตร์ขลัง…ยิ่งถ้าเป็นนักเขียนที่ชื่นชอบแล้ว ต่อให้ซื้อหนังสือเล่มนั้นซ้ำเพื่อให้ได้ลายเซ็นมา นักอ่านกระเป๋าหนักบางคนก็ยอม

ระหว่างที่รอนักอ่านเลือกซื้อหนังสือ แพรรภัสหันไปยิ้มให้กลุ่มนักเขียนใหม่ที่ยืนอยู่อีกมุมหนึ่งอีกครั้ง ฝ่ายนั้นก้มหัวให้เล็กน้อยและยิ้มตอบกลับมา จากนั้นหล่อนก็รอจังหวะจนรุ่นพี่ทั้ง 3 คนว่าง จึงเดินเข้าไปทักทายอย่างสนิทสนมหากเต็มไปด้วยความนอบน้อม

“สวัสดีค่ะพี่ฉัตร พี่จิ๊ตตี้ พี่ยา มาถึงกันนานหรือยังคะ”

“อุ๊ย สวัสดีค่ะน้องแพรว พวกพี่เพิ่งมาค่า…นี่ไม่ได้เจอกันตั้งนาน พี่ละคิดทึ้ง คิดถึง” นักเขียนสาวใหญ่อย่างสิริฉัตร เจ้าของนามปากกา ‘โพยมฉวี’ เอ่ยทักนักเขียนรุ่นน้องทันทีที่หันมาเห็น

“ใช่ๆ ตั้งแต่ทริปที่หัวหินก็ไม่ได้เจอกันเลยนะคะ พี่จิ๊ตตี้ก็คิดถึงน้องแพรวค่ะ” นักเขียนรุ่นพี่อีกคนเจ้าของนามปากกา ‘จิตกวี’ ที่ชื่อจิตรตรี หันมาส่งเสียงทักทายบ้าง ขณะที่ว่างเว้นจากการแจกลายเซ็นให้นักอ่าน

ทักทายกันพอหอมปากหอมคอ หญิงสาวทั้ง 4 คนจึงเริ่มทำหน้าที่ของตน ด้วยการยืนเรียงหน้ากระดานอยู่ด้านในของบูธ เพื่อช่วยแนะนำหนังสือ แจกลายเซ็น และถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับนักอ่าน

สักพักหนึ่ง พอคนเริ่มซา จึงมีเวลาหันมาล้อมวงเสวนากันต่อ

“น้องแพรวเขียนนิยายในโปรเจกต์ใหม่ไปถึงไหนแล้วคะ ของพี่เขียนใกล้จะจบแล้ว คุณกรรณาบอกว่ากำหนดที่จะให้ส่งงานในเดือนธันวาคมนี้ จะให้พวกเราส่งต้นฉบับกันอย่างน้อยครึ่งเรื่อง หรือถ้าใครสามารถเขียนได้จนจบ ก็ส่งหมดทั้งเรื่องได้เลย นี่พี่ก็ว่าจะปั่นให้จบ คิดว่าคงส่งได้ครบในทีเดียวเลยละค่ะ” อารยา เจ้าของนามปากกา ‘รวีรัมภา’ เริ่มหันหน้าล้อมวงชวนหล่อนคุยต่อ

“ของแพรวเขียนไปได้ 80% แล้วน่ะค่ะ เหลือแค่ช่วงไคลแมกซ์ กับอีดิตใหม่ก็ส่งได้แล้ว แต่คิดว่าอาจจะส่งไปแค่บางส่วนก่อน เพราะอยากอ่านทวนอีกหลายๆ รอบน่ะค่ะ”

แม้จะเขียนนิยายมาหลายปีแล้ว หากแพรรภัสยังคงเชื่อเสมอว่า ผลงานจะดีได้ หากหล่อนตั้งใจเขียนและให้เวลาในการทบทวนมากๆ  

ขณะที่คุยกันอยู่นั้น สิริฉัตรซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่สุดในกลุ่ม เหลือบตาไปเห็นกลุ่มนักเขียนรุ่นน้องซึ่งยืนอยู่อีกมุมหนึ่งของบูธ แสดงพฤติกรรมอย่างหนึ่งที่ไม่เหมาะสม จึงทำท่าจะเดินไปห้ามปราม หากถูกอารยาดึงแขนไว้เสียก่อน

“มาจับพี่ทำไมล่ะน้องยา พี่จะเดินไปคุยกับน้องใหม่พวกนั้นเสียหน่อย” สิริฉัตรบอกกับนักเขียนรุ่นน้องคนสนิท

“แหม เห็นสายตาพี่ฉัตร หนูก็รู้ว่าคงไม่แค่คุยหน่อยอย่างที่ว่ามั้งคะ” อารยารีบตอบ

“ก็ต้องตักเตือนกันหน่อยค่ะ เรื่องมารยาทและอะไรควรไม่ควร ถึงเขาไม่รู้แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ผิด และถึงจะผิดครั้งแรก แต่ถ้าไม่ตักเตือนพวกเขาแล้วปล่อยให้ทำซ้ำ ก็จะกลายเป็นว่าเราไม่สอนสั่งน้องๆ ร่วมอาชีพเดียวกัน” นักเขียนผู้อาวุโสที่สุดตอบ

แพรรภัสซึ่งพอหันไปมองตามสายตาของนักเขียนรุ่นพี่สามสาว ก็พบว่าสิ่งที่สิริฉัตรและอารยากำลังพูดถึงอยู่นั้น เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรจริงๆ

หล่อนเห็นแต่แรกแล้วว่านักเขียนใหม่ทั้ง 4 คน ยังคงปักหลักอยู่ที่บูธ ไม่ยอมกลับแม้ว่าจะหมดเวลาแจกลายเซ็นของตนเอง และนักเขียนกลุ่มอื่นซึ่งมีคิวแจกลายเซ็นต่อจากนั้นได้มาถึงแล้ว

การที่สำนักพิมพ์แบ่งเวลาให้นักเขียนที่มาแจกลายเซ็นกันเป็นช่วงๆ เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้มีโอกาสใกล้ชิดกับนักอ่าน เพราะถ้าไม่ทำเช่นนี้แล้ว หากนักเขียนที่มีชื่อเสียงมากๆ ยังอยู่ ไม่ยอมกลับ คนอ่านส่วนใหญ่ก็จะไม่สนใจนักเขียนหน้าใหม่หรือนักเขียนที่มีความนิยมรองลงมาเท่าไรนัก

จริงอยู่ว่าสำหรับบางสำนักพิมพ์ อาจจะตั้งใจให้นักเขียนรุ่นพี่หรือผู้ที่มีชื่อเสียงกว่ายืนอยู่รวมกันกับกลุ่มนักเขียนหน้าใหม่ด้วย เพื่อให้รุ่นพี่นั้นช่วยแนะนำและเชียร์หนังสือของน้องๆ แก่นักอ่านของตน ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้น้องๆ ทางหนึ่ง

หากสำนักพิมพ์ของเธอเลือกทำแบบแรกเนื่องจากเป็นสำนักพิมพ์ใหญ่ เพราะถ้าไม่จัดตารางการแจกลายเซ็นให้ดี เหล่านักเขียนทั้งหมดที่มีกันมากกว่า 30 ชีวิตอาจจะมายืนออกันแน่นอยู่ในบูธอย่างไม่ได้นัดหมาย พนักงานขายก็ทำงานไม่ถนัด และอาจไม่สามารถรับมือกับบรรดาแฟนคลับนักอ่านของนักเขียนทั้งหมดพร้อมกันได้ และนั่นคือสิ่งที่นักเขียนทุกคนในสำนักพิมพ์นี้ควรเคารพกติกาที่สำนักพิมพ์ตั้งขึ้น

อย่างที่สองคือทั้งสิริฉัตร จิตรตรี และอารยา รวมถึงตัวหล่อนเองด้วยนั้นมีอาวุโสกว่า โดยมารยาทแล้วผู้ที่อ่อนอาวุโสควรจะเป็นฝ่ายเข้ามาทักและแนะนำตัว…แม้ว่าหล่อนจะส่งยิ้มเพื่อเปิดทางให้แล้ว แต่นักเขียนเหล่านั้นก็ได้แต่ส่งยิ้มกลับมาให้ ไม่ได้มีทีท่าที่จะอยากจะเข้ามาทำความรู้จักแต่อย่างใด

แพรรภัสไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่าง หล่อนพยายามคิดว่าบางทีรุ่นน้องเหล่านั้นอาจจะเขินหรือไม่กล้าที่จะเดินเข้ามาทำความรู้จักนักเขียนรุ่นพี่ก่อน เอาไว้มีจังหวะหล่อนอาจจะเดินเข้าไปหาน้องใหม่เหล่านั้นและแนะนำตัวเองก่อนก็เป็นได้

แต่สิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรที่สุดที่หล่อนเห็นอยู่ในขณะนี้ คือการที่น้องๆ เหล่านั้นหยิบหนังสือของตนเองมาวางทับกองหนังสือของนักเขียนคนอื่น เพื่อให้หนังสือของตนมีพื้นที่วางจำหน่ายมากขึ้น

จริงอยู่ที่ทุกคนอยากให้ผลงานของตนเองขายได้ เพราะถ้าขายได้หรือขายดี นั่นก็หมายถึงโอกาสที่จะมีคนอ่านมากและมีกระแสตอบรับมาก ยิ่งมีกระแสตอบรับที่ดีก็จะขายได้ไวและมีโอกาสได้พิมพ์ซ้ำ เพราะการได้พิมพ์ซ้ำ ก็คือการที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากผลงานชิ้นเดิม

สำหรับหล่อน เงินหรือรายได้นั้นไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด ไม่ใช่เพราะครอบครัวของหล่อนมีฐานะดี แต่แพรรภัสเชื่อว่าคนเราไม่สามารถทำอะไรโดยคิดถึงแต่เงินเพียงอย่างเดียวได้ เพราะถ้าการที่ทำอะไรก็ตามซึ่งเกิดจากการกระทำที่ผิดศีลธรรม หรือผิดกติกา เบียดเบียนคนอื่นเพื่อให้ได้มา สุดท้ายแล้วผู้กระทำก็จะไม่มีความสุข และไม่มีความภาคภูมิในการกระทำนั้นๆ ของตนเอง

เมื่อคิดถึงตรงนี้ หล่อนเห็นสิริฉัตรเดินฉับๆ เข้าไปคุยกับนักเขียนรุ่นน้องทั้ง 4 คนเรียบร้อยแล้ว

คนทั้ง 4 รีบพนมมือยกขึ้นไหว้สิริฉัตรอย่างตกใจ จากนั้นก็ได้แต่ทำหน้าขัดเขิน และพยักหน้าหงึกๆ ให้กับสิ่งที่นักเขียนสาวรุ่นพี่กำลังพูด

หล่อนไม่รู้หรอกว่าสิริฉัตรพูดอะไรกับน้องใหม่ทั้ง 4 คนนั้นบ้าง รู้ว่าแต่นักเขียนสาวใหญ่นั้นแม้จะเป็นคนปากร้ายไปบ้าง ดูโผงผางไปสักหน่อย หากหล่อนมีความปรารถนาดีที่ยินดีมอบให้คนอื่นเสมอ เวลาสิริฉัตรเห็นรุ่นน้องทำสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร ก็มักที่จะเข้าตักเตือน ไม่ปล่อยให้พวกเขาทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือทำจนเป็นความเคยชิน

จากนั้นไม่นาน ทั้ง 4 คนก็เดินตามสิริฉัตรมาด้วยสีหน้าที่เดาความรู้สึกไม่ออก เมื่อมาถึง พวกเขายกมือไหว้นักเขียนรุ่นพี่อีก 3 คนที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ และกล่าวขอโทษที่ไม่ได้เดินเข้ามาทักทายตั้งแต่แรก ด้วยเหตุผลที่ว่า พวกเขา ‘ประหม่า’ ที่เห็นนักเขียนชื่อดังยืนรวมตัวกัน

อารยา จิตรตรี และแพรรภัส ส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ไม่ถือสาหาความ และพูดคุยกับรุ่นน้องเหล่านั้นด้วยความอารี โดยจิตรตรียังบอกอีกว่า ‘ถ้ามีโอกาสพบกันเมื่อไร ให้เข้ามาทักทายได้เลย คนแก่อย่างพวกพี่ ไม่ดุ ไม่กัด นะคะ’ ซึ่งนั่นก็เรียกเสียงหัวเราะให้กับคนทั้ง 8 คนได้อย่างสนุกสนาน และดอกไม้แห่งมิตรภาพบนถนนวรรณกรรมของพวกเขาก็ผลิบานสวยงามตั้งแต่นั้น

แต่ความสนุกสุขสันต์อยู่เพียงไม่นาน…

หลังจากการอำลาของน้องใหม่ทั้ง 4 คน แพรรภัสก็รับรู้ได้ถึงการมาของนักเขียนใหญ่ซึ่งไม่ได้มาคนเดียว หากมีน้องและหลานสาวคนที่เป็นนางเอกละคร รวมถึงบรวัตรซึ่งเป็นบรรณาธิการ และกลุ่มแฟนคลับนับ 10 คน ที่เดินล้อมหน้าล้อมหลังราวกับเป็นองครักษ์ของราชินีในนิยายประเทศสมมติที่แพรรภัสเคยอ่านก็ไม่ปาน!

Don`t copy text!