นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 30 : เลือกที่ (รัก) มักที่ชัง

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 30 : เลือกที่ (รัก) มักที่ชัง

โดย : กานต์

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ โดย กานต์ เรื่องราววุ่นๆ ในแวดวงนักเขียนผ่านตัวละครสำคัญอย่างแพรรภัส นักเขียนสาวที่ชีวิตจริงไม่ได้สดใสเช่นนิยายที่เขียน เธอต้องหนักแน่นและมุ่งมั่นแค่ไหน เพื่อให้นิยายรักเรื่องล่าสุดจบลงอย่างสวยงาม ช่วยนักเขียนสาวลุ้นกันกับ นิยายออนไลน์ ที่น่าติดตามอีกเรื่อง ซึ่ง อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

“พี่จงกลให้เด็กจัดโต๊ะหรือยังครับ” บรวัตรในชุดกางเกงยีนส์และเสื้อยืดสีขาวพิมพ์ข้อความ ‘คลับเบญจกัลยาณี’ เหมือนกับนักอ่านอีก 10 กว่าคนที่มาพร้อมกัน เอ่ยถามเจ้าหน้าที่อาวุโสอย่างสุภาพ ทันทีที่เดินเข้ามาถึงภายในบูธ

“โต๊ะอะไรคะน้องบอลลี่” สาวใหญ่ถามพลางทำหน้างง

“ก็โต๊ะแจกลายเซ็นตามที่คุณวรรณเธอแจ้งมายังไงล่ะครับ” บรรณาธิการหนุ่มซึ่งไม่กล้าพูด ‘คะ’ กับพนักงานอาวุโส จีบปากจีบคอบอก

“อุ๊ย พี่ลืมไปเลย พอดียุ่งๆ กับการเก็บเงินไม่ได้เหลือบดูเวลา…แต่เอ๊ะ นี่ยังเหลืออีกตั้งครึ่งชั่วโมงนี่คะ” จงกลยกข้อมือตนเองขึ้นเพื่อดูนาฬิกา เพียงเพื่อจะพบว่าตอนนี้เป็นเวลาบ่าย 3 โมงครึ่งเท่านั้นเอง

“แต่คุณวรรณมาถึงแล้วจะให้ยืนอยู่เฉยๆ ได้ยังไง มาแล้วก็เตรียมที่นั่งเลยละกันครับ จะได้เริ่มแจกลายเซ็นกันเลย เห็นไหมนั่น คนอ่านมายืนรอกันแล้ว” บรวัตรบุ้ยใบ้ให้จงกลหันไปมองนอกบูธ

สาวใหญ่มองไปตามที่บรวัตรบอก เห็นว่าคนที่มายืนอยู่หน้าบูธนั้นก็พวกเดียวกับที่เดินมาพร้อมกันนี่นา เพราะใส่เสื้อยืดสีขาวสกรีนลายเหมือนกันกับบรวัตร แต่เอาเถอะ เป็นหน้าที่ที่หล่อนต้องช่วยดูแลนักเขียนตามคำสั่งที่เสกวสันต์มอบหมายให้อยู่แล้ว ดังนั้นสาวใหญ่จึงหันไปสั่งพนักงานขายวัยรุ่นสองคนให้ไปยกโต๊ะสีขาวมากางออก คนหนึ่งวิ่งไปหยิบผ้าปูโต๊ะสีชมพูตกแต่งด้วยลูกไม้ประดิษฐ์ที่ริมชายขอบ อีกคนวิ่งไปหยิบแจกันดอกไม้ประดิษฐ์ขนาดย่อม ส่วนอีกคนรีบไปเตรียมน้ำดื่มและแก้วมาต้อนรับนักเขียนใหญ่

เหล่านักเขียนทั้ง 4 คนที่มาก่อนหน้าได้แต่ยืนทำหน้าที่ไม่สามารถบรรยายความรู้สึกได้ถูก เมื่อเห็นการต้อนรับที่แสนจะเอิกเกริกจนสิริฉัตรอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเหน็บออกมา

“แหม น่าจะนั่งเสลี่ยงเข้ามาให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยนะคะ ทำตัวอย่างกับเป็นเจ้านางในนิยายย้อนยุคเสียขนาดนี้”

อารยาและจิตรตรีซึ่งพอได้ยินก็พากันหัวเราะ ส่วนแพรรภัสนั้นไม่แสดงความเห็นใดๆ ถึงจะไม่ได้หัวเราะตามรุ่นพี่ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะยอมรับว่าตัวเองก็รู้สึกอย่างที่สิริฉัตรพูด

เวลาหญิงสาวมาแจกลายเซ็น หล่อนไม่เคยเรียกร้องอะไรนอกเหนือจากที่สำนักพิมพ์จัดเตรียมไว้ให้ เพราะหล่อนไม่ได้ใช้เวลาอยู่ที่บูธนานเท่ากับพนักงานที่มาทำหน้าที่ขายและแนะนำหนังสือ ดังนั้นอะไรก็ตามที่สร้างความยุ่งยากให้พวกเขา หล่อนจะไม่ทำ

สำหรับหม่อมหลวงวรรณวนิดา หญิงสาวไม่อยากออกความเห็น เนื่องจากแพรรภัสไม่รู้ว่าที่นักเขียนใหญ่ต้องการแบบนั้น เนื่องมาจากอะไร

จะด้วยเพราะอายุขัยที่มากแล้ว ทำให้ยืนนานๆ ไม่ไหว จึงต้องมีที่นั่ง?  หรือเพราะชื่อเสียงที่โด่งดัง การได้นั่งเซ็นชื่อบนโต๊ะสวยๆ ดูดีกว่าการยืนเป็นไหนๆ ? หรือเพราะอะไรก็ตามแต่ หญิงสาวไม่รู้และไม่มีทางรู้

แพรรภัสรู้แต่เพียงว่านักเขียนใหญ่เป็นผู้อาวุโสกว่า เมื่อมาถึงแล้ว หล่อนควรเป็นฝ่ายที่เข้าไปทักทาย

“อ๊ะ นั่นจะไปไหนคะน้องแพรว” สิริฉัตรร้องทัก ทั้งยังเอื้อมมือมายื้อแขนของแพรรภัสไว้ ทันทีที่หญิงสาวจะเดินเข้าไปหาหม่อมหลวงนักเขียน

“แพรวจะไปสวัสดีคุณวรรณวนิดาเธอน่ะค่ะ” หญิงสาวตอบ

“โอ๊ย จะไปทำไมให้เสียเวลาคะ น้องแพรวจำไม่ได้เหรอว่าแม่นั่นเคยรับไหว้ใครเสียที่ไหน…งานแถลงข่าวเมื่อคราวที่แล้ว น้องแพรวยังอายไม่พอเหรอคะ” สิริฉัตรพูดอย่างเป็นเดือดเป็นแค้นแทน

“แต่คุณวรรณเธอเป็นผู้ใหญ่นะคะ อีกอย่าง พี่ฉัตรก็เพิ่งสอนน้องๆ ที่เพิ่งกลับไปเมื่อสักครู่นี้นี่เอง ว่าเราต้องรู้จักเคารพรุ่นพี่หรือนักเขียนที่อาวุโสกว่า”

“แหมน้องแพรว มันก็จริงค่า แต่มารยาทแบบนั้นเอาไว้ใช้กับผู้อาวุโสที่จิตใจปกติดีกว่าไหมคะ พวกจิตไม่ปกติ วันๆ เอาแต่ริษยาคนอื่นแบบนี้ จะไปไหว้ทำไมให้เสียมือ” สิริฉัตรยังคงยืนกราน

“แต่แพรวไม่สบายใจค่ะ ขอแพรวเข้าไปสวัสดีเธอแป๊บเดียวนะคะ ถ้าคุณวรรณเธอจะไม่รับไหว้ก็ไม่เป็นไร” หญิงสาวซึ่งหลุดจากการเกาะกุมของสิริฉัตรได้แล้ว รีบเดินเข้าไปทางหม่อมหลวงนักเขียน โดยนักเขียนสามสาวรุ่นพี่ได้แต่มองตามอ้าปากค้างไปตามๆ กัน

เมื่อเดินเข้าไปถึงยังบริเวณโต๊ะที่หม่อมหลวงวรรณวนิดานั่งอยู่ หม่อมหลวงผู้เป็นน้องสาวและลูกสาวของเธอเป็นฝ่ายที่แสดงท่ารับรู้การมาของแพรรภัส ทั้งสองคนเหลือบตามองหญิงสาวเล็กน้อย ก่อนจะหันไปสบตากัน หากไม่ได้ส่งเสียงใดๆ ออกมา

“สวัสดีค่ะหม่อมหลวงวรรณวนิดา” แพรรภัสยกมือสวัสดีพร้อมกับส่งยิ้มให้ผู้ที่นั่งอยู่อย่างโดดเด่นเป็นสง่า

เงียบ…

อีกฝ่ายไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ ราวกับว่าหล่อนไม่มีตัวตน จนสิริฉัตรซึ่งมองดูอยู่นั้น อดไม่ได้ที่จะเดินเข้ามาเรียกหญิงสาวด้วยเสียงที่ดังลั่นท่ามกลางความเงียบงัน

“เขาไม่รับไหว้ก็ไม่ต้องไปไหว้หรอกค่ะน้องแพรว มาๆ มาแจกลายเซ็นกันต่อดีกว่า ดูซิ แฟนหนังสือของน้องแพรวมายืนออกันเต็มหน้าบูธแล้วนั่น ไม่ต้องหลอกตัวเองด้วยการพกแฟนคลับมาจากบ้านเหมือนใครบางคน”

ได้ผล…ดูเหมือนว่าคำประชดประชันของสิริฉัตรจะมีผลต่อผู้ฟัง

สาวใหญ่เจ้าของนามปากกา ‘เบญจกัลยาณี’ เงยหน้าขึ้นมาสบตาผู้พูด เอ่ยถามเสียงเรียบ “เธอว่าใคร”

ข้างฝ่ายสิริฉัตรก็ไม่สะทกสะท้าน จ้องหน้ากลับ ราวกับอยากจะถามว่า ‘ทำไม หล่อนมีปัญหาอะไรกับฉัน’ หากไม่ได้เปล่งเสียงใดๆ ออกมา…ทั้งสองฝ่ายจ้องหน้ากันอยู่เนิ่นนาน จนแพรรภัสที่เห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดี ต้องรีบดึงให้สิริฉัตรเดินห่างออกมา เพื่อกลับไปรวมกลุ่มกับอารยาและจิตรตรี

“เห็นไหมคะน้องแพรว พี่บอกแล้วว่าอย่าไปยุ่งกับยัยนั่น พี่ละโกรธแทน” สิริฉัตรพูดอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเมื่อเดินกลับมารวมกลุ่มกับเพื่อนๆ

“ช่างเถอะคะพี่ฉัตร แพรวถือว่าไหว้เขาแล้ว เขาจะไม่รับก็ไม่เป็นไรค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงเรียบ

“แต่คนอาไร้ ช่างไม่มีมารยาท น้องแพรวอุตส่าห์เข้าไปสวัสดีเขา จะยกมือขึ้นมารับไหว้หน่อยก็ไม่ได้” อารยาเป็นอีกคนที่ไม่พอใจแทนหญิงสาว

แพรรภัสรู้สึกเสียใจที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้นักเขียนทั้งสองฝ่ายมีเรื่องกระทบกระทั่งกัน นี่ถ้าหล่อนยอมฟังที่สิริฉัตรเตือน แล้วยอมเป็นคนไร้มารยาทในสายตาของฝ่ายนั้น โดยทำเป็นเมินเฉยแต่แรก เรื่องก็คงไม่ยุ่งแบบนี้

เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตกอยู่ในสายตาของจงกล บรวัตร และเสกวสันต์ผู้ซึ่งเดินมาถึงก่อนหน้านั้นไม่กี่นาที

สาวใหญ่ฝ่ายการเงินเพิ่งเคยเห็นปฏิกิริยาของหม่อมหลวงนักเขียนที่มีต่อแพรรภัสจะๆ ก็วันนี้นี่เอง…หล่อนเคยได้ยินมาบ้างเหมือนกัน ว่านักเขียนใหญ่นั้นไม่ชอบหน้านักเขียนรุ่นน้อง เนื่องจากฝ่ายหลังนั้นทำท่าจะโด่งดังมีชื่อเสียงกว่า หากไม่เคยเห็นด้วยสองตาของตัวเองอย่างนี้

ข้างฝ่ายบรวัตรนั้นได้แต่ยืนทำหน้าเหลอหลา จะให้แสดงออกนอกหน้าว่าเห็นด้วยกับนักเขียนในความดูแลของตนคนใดคนหนึ่งก็ทำไม่ได้ เพราะทั้งสองฝ่ายที่ปะทะฝีปากกันนั้นล้วนแต่อยู่ในความดูแลของตนแทบทั้งสิ้น

สำหรับเสกวสันต์ ชายหนุ่มไม่แปลกใจที่ได้เห็นหม่อมหลวงวรรณวนิดาทำตัวแบบนี้กับเพื่อนนักเขียนคนอื่น หลายครั้งเกิดในห้องประชุม ล่าสุดก็เกิดขึ้นในงานแถลงข่าวเปิดตัวโปรเจกต์นิยาย ยังไม่รวมการได้พบเจอกันระหว่างนักเขียนสาวใหญ่กับนักเขียนคนอื่นตามที่ต่างๆ อีกด้วย ดูเหมือนหม่อมหลวงวรรณวนิดาจะไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่นิดที่จะเสแสร้งทำตัวเป็นคนมีมารยาทสังคม หล่อนคิดแบบไหน คงแสดงออกแบบนั้น แววตาที่เต็มไปด้วยความจงเกลียดจงชังและปฏิกิริยาที่ทำหมางเมินต่อแพรรภัส ก็คงเพราะนักเขียนใหญ่เกลียดนักเขียนรุ่นน้องจริงๆ เกลียดมากเสียจนชายหนุ่มรู้สึกหวั่นว่านักเขียนรุ่นพี่คนนั้นจะกล้าทำเรื่องร้ายๆ กับแพรรภัสได้ในสักวันหนึ่ง

การมาถึงของเสกวสันต์ไม่ได้ตกอยู่ในการรับรู้ของใครเลยแม้แต่สักคน เพราะทุกคนในบูธล้วนแล้วแต่กำลังจับตามองมวยคู่เอกระหว่างหม่อมหลวงวรรณวนิดากับสิริฉัตร โดยมีแพรรภัสเป็นต้นเหตุ

ชายหนุ่มจึงแสร้งทำเป็นว่าเพิ่งมาถึง ตะโกนเสียงดังพร้อมกับชูของในมือขึ้นเหนือหัว “สวัสดีครับทุกคน ผมมีขนมมาฝากครับ”

ได้ผล…ทุกคนในที่นั้นหันมามองตามเสียง และพอรู้ว่าใครเป็นผู้พูด คนทั้งหมดก็ทำสีหน้าตกใจ และแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน

จงกลและบรวัตรเป็นสองคนแรกที่เดินเข้ามาหาชายหนุ่ม

“อุ๊ย น้องซันนี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ พี่ไม่ทันเห็น” หัวหน้าฝ่ายการเงินของบริษัทที่มีศักดิ์เป็นเพื่อนของแม่ของเสกวสันต์ เป็นคนแรกที่เอ่ยทัก ตามด้วยบรวัตรที่เดินเข้ามาช่วยหยิบยกของในมือชายหนุ่มไป แล้วร้องเรียกให้พนักงานขายที่ยืนอยู่แถวนั้นให้มาช่วยหิ้วไป

“เพิ่งมาถึงเมื่อสักครู่นี้เองครับ เดี๋ยวผมขอไปทักทายนักเขียนของเราก่อนดีกว่า ว่าแต่วันนี้มีใครมาบ้างครับ” ชายหนุ่มแกล้งถาม ทำทีเป็นกวาดตามอง ทั้งๆ ที่ตนรู้มาล่วงหน้าแล้วว่านักเขียนคนใดมีคิวแจกลายเซ็นวันนี้บ้าง ไม่อย่างนั้นเขาจะรีบเข้ามาในเวลานี้หรือ

ชายหนุ่มเลือกเดินเข้าไปสวัสดีนักเขียนผู้อาวุโสที่สุดก่อน ฝ่ายนั้นยกมือรับไหว้แต่ไม่ส่งยิ้มเหมือนกันทุกครั้ง หากคนที่ยืนยิ้มร่าเบิกบานอย่างออกนอกหน้า เห็นจะเป็นพราวชมพูและแม่ของหล่อน

พราวชมพูปรี่เข้ามาทักทายอย่างสนิทสนม จับมือถือแขนชายหนุ่มอยู่นาน จนเสกวสันต์ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะหลีกหนีจากการเกาะแกะนั้นได้

จากนั้นเสกวสันต์จึงเดินมาทางสิริฉัตร อารยา จิตรตรี และแพรรภัส…ทั้ง ๔ คนทักทายชายหนุ่มอย่างเป็นกันเอง แม้ว่าสิริฉัตรจะยังมีท่าทีหัวเสีย และแพรรภัสมีท่าทีมึนตึงเล็กน้อยที่เห็นดาราสาวเข้ามาเกาะแขนชายหนุ่ม และทักทายเขาอย่างถึงเนื้อถึงตัว หากหล่อนพยายามสลัดความรู้สึกเหล่านั้นทิ้งไป และให้เหตุผลที่ทำให้ตัวเองพอยิ้มได้ว่า ‘ชายหนุ่มไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อนนี่นา’

เหตุการณ์ในบูธกลับสู่ภาวะปกติ เหลืออีกเพียงไม่กี่นาทีก็จะหมดเวลาแจกลายเซ็นของทั้ง 4 สาวแล้ว หากบรรดานักอ่านแฟนคลับยังมะรุมมะตุ้มนักเขียนคนโปรดกันอย่างไม่ลดละ

ข้างฝ่ายหม่อมหลวงวรรณวนิดานั้นได้แต่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ เนื่องจากตนเองนั้นมีนักอ่านเข้ามาขอลายเซ็นน้อยกว่า ซึ่งเจ้าหล่อนมัวแต่โกรธจนไม่รู้ตัวว่าเพราะเหตุใด

จงกลซึ่งนั่งนับเงินอยู่บริเวณกลางบูธลอบมองทั้งสองกลุ่มอย่างใช้ความคิด สาวใหญ่สังเกตเห็นว่า อันที่จริง ระดับความนิยมของ ‘แพรราตรี’ กับ ‘เบญจกัลยาณี’ นั้นก็ไม่ต่างกันมากนัก

หากแต่แพรรภัสนั้นดูเป็นกันเอง มีสีหน้ายิ้มแย้ม และทำตัวใกล้ชิดกับนักอ่านมากกว่า ใครอยากถ่ายรูปก็พร้อมจะให้ถ่าย ใครอยากจับมือ หรืออยากขอลายเซ็น หญิงสาวก็ไม่มีท่าทีอิดออด

ในขณะที่ของหม่อมหลวงวรรณวนิดานั้น หากใครต้องการลายเซ็นก็จะต้องเดินฝ่าด่านองครักษ์นับ 10 คนที่ส่งเสียงเชียร์เย้วๆ น่ารำคาญ และต้องมานั่งบนเก้าอี้ตรงข้าม หรือบางทีจะต้องนั่งคุกเข่าข้างๆ เพื่อขอลายเซ็นและขอถ่ายรูป ให้ความรู้สึกอึดอัดชอบกล

เมื่อถึงเวลาบ่าย 4 โมงตรง สามสาวนักเขียนและแพรรภัสก็ทำท่าเตรียมตัวกลับ เมื่อทั้ง 4 คนเดินมาบอกลาจงกลด้วยมารยาทแล้ว สิริฉัตรก็เป็นคนแรกที่เอ่ยถามสาวใหญ่ด้วยท่าทีขัดเขิน

“เอ่อ อย่าหาว่าดิฉันทวงนะคะคุณจงกล แค่อยากจะสอบถามว่าเช็กสั่งจ่ายค่าลิขสิทธิ์บทประพันธ์เรื่อง ‘เร้นรักเลือดทรนง’ ของดิฉันเรียบร้อยหรือยังคะ เห็นปกติคุณจงกลจะทำจ่ายให้ไม่เกิน 1 เดือนหลังจากหนังสือวางจำหน่าย แต่นี่ดิฉันเห็นว่าเลยมา 6-7 เดือนแล้วน่ะค่ะ พบกันวันนี้เลยขออนุญาตถามอีกที ว่ามีอะไรผิดพลาดหรือเปล่านะคะ”

“ตายจริงคุณฉัตร เดี๋ยวพี่ขอโทรไปสอบถามน้องในแผนกคนที่มีหน้าที่ทำจ่ายค่าลิขสิทธิ์ก่อนนะคะ รอสักครู่ค่ะ” จงกลยกหูโทรศัพท์ต่อสายไปยังลูกน้องของตน

ชั่วครู่ สาวใหญ่กดปุ่มวางสายแล้วยัดโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋ากางเกงของตน ก่อนจะหันไปเรียกบรวัตรให้ช่วยเดินเข้ามาหา

“น้องบอลลี่คะ พอดีพี่ฉัตรมาสอบถามเรื่องเช็กที่ทำจ่ายค่าลิขสิทธิ์เรื่องเร้นรักเลือดทรนงน่ะค่ะ เธอบอกว่ายังไม่ได้รับ แต่พี่เพิ่งวางสายกับกุ๊กไก่ น้องเขาบอกว่าทำเช็กจ่ายให้ตั้งแต่เดือนเมษายนแล้ว และน้องบอลลี่เป็นคนบอกว่าคุณฉัตรขอรับเป็นเงินสดเพราะกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ เลยบอกว่าให้น้องบอลลี่รับให้แทน และจะฝากให้เอาเงินไปแลกให้เลย จะได้ไม่ต้องโอนไปโอนมา ไม่ทราบเกิดอะไรขึ้นคะ” สาวใหญ่ถามบรวัตรเสียงเครียดต่อหน้าสิริฉัตร

“ว้าย…หนูลืมไปเลยค่ะ” เมื่อกำลังตกใจ บรรณาธิการหนุ่มก็ลืมไปเลยว่าต้องวางมาดต่อหน้าจงกล “คือตอนนั้นพี่ฉัตรบอกว่าจะไปญี่ปุ่น แล้วโทรมาถามหนูว่าจะแลกเงินที่ไหนดี หนูก็เลยบอกว่าจะไปแลกให้ยังไงล่ะคะ ทีนี้พี่ฉัตรเปลี่ยนใจ บอกว่าน้องชายแลกให้แล้ว หนูเลยตั้งใจว่าจะโอนเงินคืนไปให้ แต่ว่าพี่ฉัตรให้เลขบัญชีมาไม่ครบ ขาดไปตัวหนึ่ง บอลลี่ก็เลยยังไม่ได้โอนแล้วก็ลืมไปเลย” บรวัตรรีบแก้ตัว

“น้องบอลลี่ พี่ว่าไม่ใช่หรือเปล่าคะ เรื่องแลกเงินอะไรนั่น พี่จำได้ว่าไม่ได้พูด แค่บอกเล่าให้ฟังเฉยๆ ว่ากำลังจะไปเที่ยวญี่ปุ่น น้องบอลลี่ยังฝากพี่ซื้อของสารพัดตั้งแต่ทิชชูเปียก ยันแผ่นมาสก์หน้าเป็นสิบๆ กล่องเลย อีกอย่าง ถึงจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ น้องบอลลี่ก็มีเลขบัญชีของพี่อยู่แล้ว และก็เคยโอนเงินให้ตั้งหลายครั้ง ตัวเลขมันจะหายไปได้ยังไง ส่วนเรื่องเช็กหรือเงินสดที่จ่ายสำหรับเรื่องเร้นรักเลือดทระนง จนป่านนี้พี่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณจงกลทำจ่ายให้พี่แล้ว ตกลงนี่มันอะไรกันคะ ถ้าน้องบอลลี่ไม่มีคำตอบที่ดีกว่านี้ให้พี่ พี่จะไปถามคุณเสกวสันต์ตอนนี้เลย” นักเขียนสาวใหญ่เริ่มมีน้ำเสียงหงุดหงิด ทำสีหน้าคลางแคลงใจในตัวบรรณาธิการของตน

“เอางี้ละกันค่ะ” บรวัตรทำเสียงกระแทกกระทั้นอย่างไม่พอใจ “ถ้าพี่ฉัตรลืมไปจริงๆ หรือไม่ไว้ใจกัน งั้นเดี๋ยวหนูไปกดเอทีเอ็มให้พี่ฉัตรเดี๋ยวนี้เลยก็ได้”

“ดีค่ะ พี่จะรอตรงนี้นะคะ หวังว่าคงจะไม่มีอะไรผิดพลาดอีก” สิริฉัตรเน้นคำว่า ‘ผิดพลาดอีก’ อย่างจงใจ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องทำนองนี้ ทั้งกับตนและกับนักเขียนคนอื่นในความดูแลของบรวัตร

อันที่จริง บรรณาธิการไม่ได้มีหน้าที่ในการดูแลเรื่องเงินๆ ทองๆ ให้กับนักเขียนเลยแม้แต่น้อย แต่บรวัตรมักจะถือวิสาสะ ทำทีเป็นสนิทสนมกับเหล่านักเขียนให้กับแผนกการเงินเห็น และอาสาเป็นคนจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ ให้โดยหลายคนไม่รู้ว่าบรรณาธิการหนุ่มนั้นมักจะรับเงินมา แล้วเอาเงินไปหมุนในโต๊ะแชร์หรือใช้หนี้ของตนเองหลายต่อหลายหน จากนั้นจึงจะหาเงินมาคืนให้กับนักเขียน ข้างฝ่ายนักเขียนก็ไม่รู้ รู้เพียงว่าสำนักพิมพ์จ่ายเงินช้า แต่ตัวเองก็ไม่กล้าที่จะทวง

นักเขียนหลายคนรู้ว่าบรวัตรเป็นคนเช่นนี้ หากไม่ปริปากเพราะไม่อยากมีเรื่องบาดหมางกับบรรณาธิการหนุ่ม ด้วยเพราะเกรงว่าเขาจะไม่ช่วยขายบทประพันธ์ให้ไปทำละคร หรือกลัวว่าเขาจะเลือกที่รักมักที่ชัง ทำงานเฉพาะของคนที่สนิทสนมกว่าก่อน ส่วนคนที่บาดหมางหรือสนิทรองลงมา ก็จะมีผลงานออกช้า ด้วยเพราะบรรณาธิการให้เหตุผลว่า ‘ต้องรอคิว’

หากแต่คราวนี้ สิริฉัตรรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก เมื่อแรกที่ถามจงกลนั้น เพราะหล่อนคิดว่าเป็นฝ่ายบัญชีและการเงินของจงกลที่อาจจะลืมจริงๆ แต่พอได้ความว่าบรวัตรนั้นรับเงินมาแล้วโดยไม่บอก แล้วยังโกหกหาว่าหล่อนให้หมายเลขบัญชีไม่ครบ หล่อนจึงรู้สึกไม่ไว้ใจบรรณาธิการหนุ่มคนนี้อีกต่อไป

ความไม่พอใจในครั้งนี้ ไม่รวมถึงการที่วันนี้เขาทำท่าทางพะเน้าพะนอนังนักเขียนใหญ่นั่น โดยไม่หันมาแลหล่อน อารยา และจิตรตรีซึ่งอยู่ในความดูแลเหมือนกันเลยแม้แต่น้อย

สิริฉัตรรอจนบรวัตรเดินไปกดเงินสดมาให้ แล้วจึงขอตัวลากลับ โดยมีสองสาวเพื่อนสนิทเดินขนาบข้าง พร้อมกับกระซิบกระซาบกันออกไปด้วย โดยมีจงกลมองตามอย่างใช้ความคิด หล่อนคิดว่าอาจจะต้องหาเวลาสักวัน เอาเรื่องของบรวัตรเข้าไปคุยกับผู้บริหารในบริษัทอย่างจริงๆ จังๆ สักหน

ส่วนแพรรภัส เมื่อเห็นว่าพี่ๆ ทั้ง 3 คนเดินทางกลับแล้ว ตนเองก็เลยจะกลับบ้าง เสกวสันต์ซึ่งไม่ได้เห็นเหตุการณ์ระหว่างสิริฉัตรกับบรวัตร เพราะมัวแต่ชวนแพรรภัสคุยตลอด เมื่อเห็นหญิงสาวทำท่าจะกลับ จึงรีบปรี่เข้ามาหาพร้อมกับถามหล่อนว่าจะไปไหนต่อ

แพรรภัสตอบว่าจะกลับบ้าน เพราะไม่ได้มีธุระต่อที่ไหน ชายหนุ่มจึงอาสาไปส่ง หากหญิงสาวบอกว่าตนเองเอารถมา ชายหนุ่มเลยต้องพยายามหาทางอื่นเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกับหล่อนต่อแทน

“งั้นเราไปหาอะไรกินกันก่อนไหมครับ ผมหิวมาก ยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เที่ยง อีกอย่างผมมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณด้วย เรื่องพวกเกรียนคีย์บอร์ดที่ชอบหาเรื่องคุณตามเว็บต่างๆ” เสกวสันต์พูดให้พอได้ยินกันแค่สองคน

แพรรภัสทำสีหน้าครุ่นคิด ในใจอยากไปกับเขา ไม่ได้สนใจหรอกเรื่องคนที่ชอบด่าทอหล่อนตามเว็บไซต์ต่างๆ เพราะต่อให้รู้ตัวว่าเป็นใคร หล่อนก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับคนพวกนั้น…เมื่อไม่รักไม่ชอบกัน ทำอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้รักให้ชอบได้อยู่ดี

หากในที่สุด หล่อนก็ตอบตกลงด้วยเหตุผลที่ว่า ‘อยากทำตามเสียงหัวใจตัวเอง’

พราวชมพูซึ่งมองอยู่นาน พอเห็นชายหนุ่มและหญิงสาวทำท่าจะเดินออกไปจากบูธด้วยกัน ก็รีบเดินเข้ามาเกาะแขน ทำทีสนิทสนมกับชายหนุ่มอย่างออกนอกหน้า

“จะไปไหนกันต่อหรือเปล่าคะคุณเสกวสันต์ ให้ชมพูไปด้วยคนสิคะ อยู่ที่นี่ละเบื้อเบื่อ”

ชายหนุ่มตกใจ เนื่องจากไม่คิดว่าจะมีใครเข้ามาประชิดอย่างถึงเนื้อถึงตัวจากทางด้านหลัง พอเห็นว่าเป็นใครเท่านั้น ชายหนุ่มก็รีบพยายามแกะแขนที่ติดหนึบราวกับหนวดปลาหมึกยักษ์ออกทันที

“คุณชมพู” เสกวสันต์พูดได้เพียงเท่านั้นและพูดอะไรต่อไม่ถูก

“ก็ชมพูยังไงล่ะคะ แหม เพิ่งได้คุยกันแป๊บเดียวคุณเสกวสันต์จะกลับแล้วหรือคะ เสียดายจัง ชมพูมัวแต่คอยช่วยคุณป้าอยู่น่ะค่ะ” หญิงสาวพยายามทำเสียงน่ารักอ่อนหวาน “ว่าแต่คุณเสกวสันต์จะไปไหนต่อหรือเปล่าค่ะ ขอชมพูไปด้วยคนสิ”

“เอ่อ…คือผมกับคุณแพรรภัสมีธุระที่ต้องไปคุยกันแค่สองคนน่ะครับ” ชายหนุ่มพยายามบ่ายเบี่ยงอย่างสุภาพ

“แหม ธุระอะไรกันต้องไปสองคนล่ะคะ ไม่เอาละ ชมพูอยากไปด้วย นะ นะ” หญิงสาวส่งหนวดปลาหมึกยักษ์มารัดแขนชายหนุ่มเอาไว้ต่อ

เสกวสันต์พยายามบ่ายเบี่ยงอยู่นาน เมื่อเห็นแล้วว่าพูดยังไงหญิงสาวก็ไม่ฟัง ตั้งท่าจะไปกับเขาลูกเดียว ชายหนุ่มจึงรู้สึกว่าหมดเวลาที่จะรักษามารยาทแล้ว จากนั้นจึงเอ่ยกับพราวชมพูด้วยน้ำเสียงราบเรียบและสุภาพ

“เอาไว้โอกาสอื่นดีกว่านะครับคุณชมพู ไว้รอมีนายภีม นายหมอก หรือคุณนีรนาทไปด้วยดีกว่า วันนี้ผมอยากไปทานอาหารเย็นกับว่าที่คู่หมั้นของผมตามลำพัง”

Don`t copy text!