“สายรัก สายสวาท” …ความรักเหมือนโรคา บันดาลตาให้มืดมน

“สายรัก สายสวาท” …ความรักเหมือนโรคา บันดาลตาให้มืดมน

โดย : อุ้มสม

อ่านเอา กับคอลัมน์ อ่าน (แล้ว)... เอา (มาเล่า) เรื่องราวของนิยายน่าอ่านจากนักเขียนฝีมือเยี่ยมที่ อุ้มสม อยากแนะนำให้ได้อ่านกัน แม้แต่ละเรื่องจะไม่ใช่ นิยายออนไลน์ แต่เชื่อเถอะว่า เนื้อหาของทุกเรื่องราวน่าสนใจ และสร้างความสุขทางใจให้กับทุกคนอย่างแน่นอน

โดย : อุ้มสม

นิสิตภาควิชาวรรณคดีแห่งทุ่งบางเขน นักอ่านและนักฝัน ผู้ปรารถนาเพียงได้ใช้ตัวอักษรเป็นเครื่องมือส่งต่อความรู้สึกดีและบอกเล่าความประทับใจหลังการอ่าน

 

“ความรักเหมือนโรคา         บันดาลตาให้มืดมน

ไม่ยินและไม่ยล         อุปสรรคใดใด

ความรักเหมือนโคถึก         กำลังคึกผิขังไว้

ก็โลดจากคอกไป         บ ยอมอยู่ ณ ที่ขัง”

 

ทันทีทันใดที่เราเริ่มอ่าน สายรัก สายสวาท ค่อยๆ ซึมซับเรื่องราวความรักของทุกชีวิตในเรื่อง จนกระทั่งอ่านจบ บทกวีข้างต้นก็ดังขึ้นในห้วงแห่งความคิดของเรา บทกวีที่ว่าด้วยความรักและความเจ็บปวด บาดแผลที่เกิดจากความรัก จากพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 เรื่อง มัทนะพาธา

ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 พระราชนิพนธ์ มัทนะพาธา เมื่อปี พ.ศ. 2466

ศรีทอง ลดาวัลย์ ประพันธ์เรื่อง สายรัก สายสวาท ในปีใดไม่ปรากฏ แต่นิยายเรื่องนี้เคยถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ทางไทยทีวีสีช่องสาม เมื่อปี พ.ศ. 2537 และในปีนี้ พ.ศ. 2561 ช่อง One 31 ได้หยิบบทประพันธ์นี้กลับมาทำเป็นละครอีกครั้ง

เรื่องราวที่ว่าด้วยความรัก บาดแผล และความเจ็บปวดอันเกิดจากรักเป็นเหตุ ไม่ว่าจะผ่านพ้นไปนานเท่าใดก็ยังคงความร่วมสมัย เพราะตราบใดที่มนุษย์เรามีชีวิต ตราบใดที่มนุษย์เรามีความรัก ก็ย่อมต้องประสบพบเจอกับความทุกข์เหล่านี้ ความทุกข์อันเป็นสากล เพราะเป็นความทุกข์ที่ใครหลายคนใฝ่หา ปรารถนาได้มาครอบครอง… ความทุกข์อันเกิดจากความรัก ความทุกข์อันเกิดขึ้นและอยู่ใกล้ตัวเราทุกคน

ด้วยเหตุนี้ เรื่องราวความรัก รักสามเส้า ชิงรักหักสวาท ชนิดที่ใครหลายคนเรียกว่า ‘เรื่องรักน้ำเน่า’ จึงยังครองใจนักอ่านหรือคอละครหลายต่อหลายคน แต่สำหรับ สายรัก สายสวาท ผู้ประพันธ์คือนักประพันธ์ชั้นครู เจ้าของนามปากกาศรีทอง ลดาวัลย์ (หม่อมหลวงศรีทอง ลดาวัลย์) ผลงานที่มีชื่อเสียงของท่าน เช่น ดาวพระศุกร์ ภาพอาถรรพณ์ ฯลฯ แน่นอนว่า สายรัก สายสวาท จึงไม่ใช่แค่เรื่องรักน้ำเน่า หากแต่เป็นนิยายที่แฝงด้วยสัจธรรมแห่งความรัก

สายรักสายสวาท

สายรัก สายสวาท เป็นเรื่องราวชีวิตของชายหญิง 5 คน ตั้งแต่เยาว์วัยจนกระทั่งโตเป็นหนุ่มสาว พวกเขาและเธอมองเห็น รับรู้ถึงความรักของบุพการี ความรักที่บ้างสมหวัง บ้างผิดหวัง ความรักอันสับสนอลหม่าน ความรักอันนำมาซึ่งความวุ่นวายมหาศาล จนกระทั่งทั้ง 5 ชีวิตต้องมาพัวพันด้วยสายใยรัก สายรัก สายสวาท ที่กลายเป็นรักหลายเส้า ไม่ได้วุ่นวายน้อยกว่าบุพการีของพวกเขาเลย แน่นอนว่าจุดจบของรักหลายเส้า อาจผิดหวังทุกคน แต่เป็นไปไม่ได้ที่ยังสมหวังทุกคน แล้วใครกันเล่าคือผู้พ่ายแพ้ในรักนี้ บทสรุปของสายรัก สายสวาทจะเป็นอย่างไร ยากที่ใครจะคาดเดา

เป็นนิยายที่อ่านแล้วลุ้นมาก ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนซ่อนเงื่อนด้วยปมสืบสวน หรือปมฆาตกรรม เพียงแค่ห้วงหัวใจของมนุษย์ที่สุดแสนจะซับซ้อน หัวใจของมนุษย์ที่มิอาจคาดเดาได้ เพียงเท่านี้ก็ทำให้เรื่องราวใน สายรัก สายสวาท สนุกสนาน ชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ และด้วยความที่มีตัวละครเยอะมาก การเล่าเรื่องแบบผู้รู้แจ้ง รู้ถึงความคิด จิตใจของทุกตัวละคร จึงเป็นพลังที่ส่งผู้อ่านถึงอย่างยิ่ง ค่าที่ผู้เล่าเรื่องสามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ทำให้ผู้อ่านเข้าถึงทุกตัวละครได้

เปิดเรื่องมาในปี พ.ศ. 2488 ตัวละครรุ่นลูกยังเล็กอยู่ พาร์ตแรกนี้ตัวละครที่โดดเด่นอย่างยิ่ง ก็คือรุ่นพ่อแม่

‘เจ้าคำฟ้า’ ผู้มีใจรักมั่นคงต่อ ‘ฟองแข’ ไม่ว่าจะนานเพียงใดเขาก็ยังรักเธอ แม้ว่าฟองแขจะไม่มีใจให้เขา แม้ว่าฟองแขจะเลือกที่จะแต่งงานกับชายอื่นแทนเขาก็ตาม

‘มีผัวผิดคิดจนตัวตาย’ คำกล่าวนี้คงเหมาะสมสำหรับตัวละครที่ชื่อฟองแขที่สุด การทิ้งเจ้าคำฟ้ามารับรัก ‘หม่อมราชวงศ์ยิ่งศักดิ์’ ไม่ได้สวยงามดังใจใฝ่ฝัน ในเมื่อแม่สามีถึงขั้นพา ‘หม่อมราชวงศ์หญิงโฉมสำอางค์’ มาสมรสกับคุณชายยิ่งศักดิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มิหนำซ้ำผู้เป็นสามียังไม่เห็นว่าเป็นเรื่องผิดปกติหรือเป็นเรื่องร้ายแรง หากจะให้ใครมาแทนที่ฟองแข… ผู้ที่เขาเรียกว่าเมียรัก

ความรักเป็นเรื่องประหลาด แม้ถูกผู้ชายคนนั้นถอนหมั้นอย่างไม่ไยดีเพียงเพราะหลงรักหญิงอื่น หากแต่ ‘เยาวลักษณ์’ ก็ยังมีใจให้เจ้าคำฟ้าไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าทุกวันนี้เธอคือหม่อมเยาวลักษณ์ของ ‘หม่อมเจ้าเกียรติก้อง’ แม้ว่าท่านชายจะทรงรักเธอมากเพียงไรก็ตาม

บางครั้งการได้สมรสกันก็ใช่ว่าจะได้ว่ารักตามมาด้วย ท่านชายเกียรติก้องประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้จริงๆ ทรงรู้มาตลอดว่าหม่อมเยาวลักษณ์ ชายาของท่าน ยังมีใจให้อดีตคู่หมั้นอย่างเจ้าคำฟ้า แต่ท่านชายทรงรักหม่อมเยาวลักษณ์เหลือเกิน รักจนมิได้สนพระทัย มิได้ไยดีเมียบ่าวอย่าง ‘นางปลื้ม’ จนนางปลื้มต้องหนีออกไปจากวัง โดยที่ท่านชายมิได้รู้เลย ว่านางปลื้มได้พรากสายเลือดครึ่งหนึ่งของเขาไปด้วย

เหตุการณ์สำคัญในพาร์ตพ่อแม่ หลักๆ จะอยู่ที่สองชุดความสัมพันธ์ โดยชุดความสัมพันธ์แรกคือ ความสัมพันธ์ของ คุณชายยิ่งศักดิ์ – คุณนายฟองแข – คุณหญิงโฉมสำอางค์ – หม่อมหยด ตัวละครฟองแขมีความน่าสงสาร เธอคือผู้ถูกกระทำ ทั้งสามีที่รัก ทั้งแม่สามี ต่างมีส่วนสำคัญที่ทำให้บั้นปลายชีวิตของเธอหาความสุขไม่ได้ อีกหนึ่งคือชุดความสัมพันธ์ของ ท่านชายเกียรติก้อง – หม่อมเยาวลักษณ์ – นางปลื้ม จะเห็นได้ว่าเมื่อเปรียบเทียบสองครอบครัวนี้ ชายหนึ่ง กับภรรยาอีกสอง มีทั้งความเหมือนและความต่างกันในตัว

คุณชายยิ่งศักดิ์คือสามีผู้ปากหวาน อ่อนแอ โลเล และรักตัวเอง ส่วนท่านชายเกียรติก้อง เป็นพระสวามีที่แม้ไม่มีคำหวานใดแต่รักก็มั่นคง ทว่าความเหมือนกันของสองชายผู้มีบทบาทเป็นสามีคู่นี้ คือความฉุนเฉียว เจ้าอารมณ์ และหึงหวงภรรยา เมื่อภรรยาของตนเข้าไปยุ่งกับผู้ชายที่ชื่อเจ้าคำฟ้า

ใช่แล้ว… ตัวละครที่เชื่อมทั้งสองครอบครัว สองความสัมพันธ์ให้เป็นหนึ่งเดียว ให้เป็นเอกภาพ ก็คือเจ้าคำฟ้า ด้วยฝ่ายหนึ่งก็เป็นหญิงสาวที่รัก อีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นอดีตคู่หมั้น เจ้าคำฟ้าคือตัวละครพาร์ตพ่อแม่ที่เราชอบมากที่สุด ชอบความสุภาพบุรุษของเจ้า ถือเป็นพระเอกรุ่นพ่อแม่เลยก็ว่าได้

คุณนายฟองแข คือภรรยาที่มาก่อน แต่เป็นภรรยาผู้อ่อนแอ บอบบาง ไม่มีเรี่ยวแรง ไม่มีความกล้าที่จะสู้ใคร ส่วนนางปลื้ม ภรรยาที่มาก่อน ผู้ปากร้าย โผงผาง เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง นางไม่เห็นหัวใครทั้งสิ้น ความเหมือนของสองตัวละครนี้คือมีบางช่วงของห้วงอารมณ์ที่ทนไม่ไหวจนต้องระเบิดใส่สามี (นางปลื้มอาจจะระเบิดทุกครั้งที่พบ แต่สำหรับคุณนายฟองแข ระเบิดออกมาเมื่อไร แสดงว่าเมื่อนั้นมันสุดจะทน!)

หม่อมเยาวลักษณ์ ภรรยาผู้ถูกต้องตามกฎหมาย หญิงสาวผู้เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว แม้จะไม่รัก หากแต่เธอก็ทำหน้าที่ภรรยาได้ดีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งยังเป็นแม่ที่ดีของลูกอีกด้วย ส่วนคุณหญิงโฉมสำอางค์ ภรรยาผู้ถูกต้องตามกฎหมาย หน้าที่ของภรรยาที่ดีไม่สำคัญเท่าการเอาชนะภรรยานอกสมรส ทั้งคุณหญิงโฉมสำอางค์กับหม่อมหยด หากคุณได้อ่านละก็… คุณจะต้องอยากเอาอะไรสักอย่างกระทบศีรษะของสองตัวละครนี้ ไม่ไม้หน้าสามก็เปลือกทุเรียน เชื่อหัวอุ้มสมเถอะ!

มาที่เรื่องราวในพาร์ตรุ่นลูกกันบ้าง ด้วยความที่ตัวละครหลักในเรื่องนี้อยู่ที่รุ่นลูก ผู้เล่าเรื่องจึงถ่ายทอดเรื่องราวให้เราได้สัมผัสถึงพัฒนาการ การเติบโตของตัวละครรุ่นลูกได้ดีอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการด้านความคิด ด้านการกระทำ หรือพัฒนาการด้านความรัก  (จริงๆ รุ่นลูกมีกัน 6 ชีวิต แต่สำหรับตัวละครศักดิ์ชาย ไม่ได้อยู่ในวังวนแห่ง สายรัก สายสวาท จึงไม่ขอนำมาพูดถึง)

ฝ่ายชายคนแรกคือ ‘ภาคิไนย’ ชายผู้พี่ หนุ่มหล่อเจ้าเสน่ห์ ปากกับใจตรงกัน คิดสิ่งใดทำสิ่งนั้น รู้ตัวว่ารักใคร ก็พร้อมแสดงออกให้อีกฝ่ายรู้ว่ารัก ต่อเมื่อเขาโตขึ้น ภาคิไนยจึงได้รู้ว่า บางครั้งแม้หัวใจมีให้ใคร กลับยากที่จะแสดงออกมาได้ ยากที่จะทำทุกอย่างตามใจตัวเองได้

ชายคนที่สองคือ ‘ภูบดี’ ชายผู้น้อง หนุ่มอารมณ์ดี แต่ภายใต้ความอารมณ์ดีนั้น ภูบดีเก็บซ่อนความรู้สึกดีที่มีต่อผู้หญิงคนหนึ่งไว้สุดหัวใจ มันคือสายรัก สายสวาทที่ร้อยรัดตัวเขามาตลอด หากแต่ความรักที่เขามีให้หญิงผู้นั้นคงมิอาจเป็นจริงได้ เมื่อเจ้าหล่อนมีใจให้พี่ชายของเขา

ท่ามกลางความรักแบบชายหญิงใน สายรัก สายสวาท เราประทับใจความรักระหว่างพี่น้องของคู่นี้มาก คุณภู คุณภา คือพี่น้องที่รักกันจริงๆ แม้ว่าจะรักผู้หญิงคนเดียวกัน แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้สองพี่น้องต้องแตกแยกกันเลยสักนิด

สำหรับตัวละครฝ่ายหญิงทั้งสามคน สามสาวสามสไตล์ การที่ผู้เล่าเรื่องเปรียบเทียบความงามของหญิงสาวทั้งสามเป็นเสมือนกับรอยยิ้มของเธอ ในห้วงแห่งความคิดของภาคิไนย รอยยิ้มนั้นบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของพวกเธอได้เป็นอย่างดี

“ยิ้มแบบแรก ดูเหมือนจะพุ่งมาจากสาวคนกลาง ซึ่งเป็นที่สะดุดตากว่าเพื่อน เพราะเหตุที่ยืนกลาง ที่ยิ้มสว่างสดใสหมายถึงไมตรีจิต แต่ทว่าแกมด้วยความลึกลับชวนศึกษาหน่อยๆ นั่นคือแม่เปลว”

ในบรรดาผู้หญิงสามคน แม่เปลวคือตัวละครที่มีพัฒนาการชัดเจนที่สุด พัฒนาการทั้งด้านนิสัยใจคอ ความคิด พัฒนาการทั้งด้านเกียรติศักดิ์ฐานันดร จาก ‘นังเปลว’ สู่ ‘หม่อมราชวงศ์หญิงเปลวกนก’ เปิดเรื่องมา ตัวละครนี้โดดเด่นมาก ความเป็นหญิงสาวแก่น ทโมน ประกอบกับนิสัยเสียแบบเด็กเกเร เด็กที่ขาดความรัก แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นพิษภัยกับใคร เพราะเมื่อนังเปลวมาซึมซับความดีงามของเพื่อนใกล้ตัว ไม่นานนักนางก็คิดได้ด้วยตัวเอง

ผู้เล่าเรื่องสร้างความสับสนให้กับเราในฐานะผู้อ่าน ว่าตกลงนังเปลว เอ้ย… หม่อมราชวงศ์หญิงเปลวกนก นางรักใครกันแน่! จะคุณภาคิไนย หรือคุณภูบดี ก็ดูว่านางจะมีใจให้หมด แต่สุดท้ายเราก็เข้าใจอย่างถ่องแท้… ไม่ใช่แค่เราหรอกที่สับสน ตัวเปลวเองก็สับสนเช่นกัน เพราะความขาดในรัก ความต้องการรักมาเติมเต็ม เปลวจึงรู้สึกว่าจะคุณภูหรือคุณภาก็ได้ ซึ่งกว่าเปลวจะรู้หัวใจตัวเอง นั่นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

“ยิ้มแบบที่สอง จากคนขวา เป็นยิ้มเย็นๆ ทว่าซ่อนความร้อนเหมือนจุดประกายไฟไว้ภายใน นั่นคือยิ้มจากโสมภา”

‘โสมภา’ คือลูกสาวคนเดียวของคุณนายฟองแข เธอคือตัวละครขั้วตรงข้ามกับแม่ของเธออย่างสิ้นเชิง ยิ่งฟองแขดีจนไร้เรี่ยวแรงจะต่อสู้มากเท่าไร โสมภายิ่งต้องร้ายเพื่อตัวเองมากเท่านั้น เป็นตัวละครที่สะท้อนให้เห็นว่า การ ‘พาล’ แบบเด็กๆ ใส่ใครสักคน บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเสมอไป เพราะมันอาจกลายเป็นว่าเราเกลียดชังคนที่เราพาลใส่แบบเด็กๆ อย่างที่ว่านั้นจนโต ประกายไฟในรอยยิ้มของโสมภาจึงมิใช่ไฟส่องแสงที่ให้ความอบอุ่น หากแต่เป็นไฟโชนแสงอันร้อนรน ไฟแห่งความรักแรกเกลียดแรก ไฟแห่งความแค้น…

“…ยิ้มแบบที่สาม จากคนสุดท้ายที่อยู่ทางด้านซ้าย เป็นยิ้มอ่อนหวานบริสุทธิ์เหมือนเพชรน้ำหนึ่งที่ส่องประกายทักทาย บริสุทธิ์สะอาดไม่มีสิ่งใดเคลือบแฝง เหมือนเพชรที่ไร้ตำหนิ นั่นคือยอเกียรติ”

ถ้าโสมภาคือคนละขั้วกับมารดาของเธอ ‘หม่อมราชวงศ์หญิงยอเกียรติ’ ก็แทบถอดแบบมาจากมารดาอย่างไรอย่างนั้นเลยละ ด้วยความดีงามจากเนื้อใจอันไร้ซึ่งมารยา จะต่างกันก็ตรงนี้หม่อมเยาวลักษณ์มีความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว ในขณะที่คุณหญิงยอเกียรติอ่อนโยน บอบบาง ความดีของหญิงยอมันดีจนเหมือนเป็นตัวละครในอุดมคติ แต่ผู้เล่าเรื่องก็ทำให้เรารู้สึกดีกับเธอ ไม่แปลกใจว่าทำไมสองพี่น้องถึงหลงรักคุณหญิงยอได้ถึงเพียงนี้

ความรักที่เราประทับใจที่สุดในเรื่อง คือคู่ของคุณภูกับหญิงยอ ผู้เล่าเรื่องทำให้เราอินกับหนุ่มสาวคู่นี้ จนรู้สึกว่าเขาถูกสร้างมาเพื่อกันและกัน คือด้วยนิสัย หัวใจ และความดีงาม แทบไม่มีอะไรต่างกันเลย ภูบดีกับคุณหญิงยอเกียรติ เป็นมนุษย์ประเภทรักคนอื่นมากกว่าตัวเอง บุคคลผู้เปี่ยมด้วยความเสียสละ ไม่อยากทำให้ใครเดือดร้อน ไม่อยากทำให้ใครต้องบอบช้ำ คุณหญิงยอเกียรติไม่ได้รักภูบดี ทว่ายอมแต่งงานกับคุณภูเพราะต้องการยุติปัญหาที่กำลังลุกลามใหญ่โต ข้างฝ่ายภูบดี แม้จะรักหญิงยอสักเพียงใด แต่การแต่งงานในครั้งนี้กลับไม่ได้เป็นการแต่งเพื่อตัวเอง เพราะวิวาห์นี้เกิดจากความปรารถนาดีที่คุณภูมีต่อคนที่เขารัก เรียกได้ว่าลุ้นมาก ลุ้นว่าความสัมพันธ์ของคู่นี้จะจบลงอย่างไร แม้กระทั่งตอนที่ต่างฝ่ายต่างใจตรงกันแล้ว ก็ยังลุ้นอยู่ดี เพราะเล่นไม่ยอมพูดคุยเคลียร์ใจกันให้รู้เรื่องซะที  

เรื่องราวของภูบดีกับคุณหญิงยอเกียรติ ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความงดงาม ความสุขอันเกิดจากความรัก แต่สัจธรรมของโลกนี้คือเมื่อมีความสุขก็ย่อมมีความทุกข์ตามมา เช่นเดียวกับสัจธรรมของความรักที่ปรากฏใน สายรัก สายสวาท

‘ไม่มีสิ่งใดบนโลกนี้ที่แน่นอน’ ความรู้สึกของคนก็เช่นกัน เวลาที่เดินไปข้างหน้า คนหนึ่งคนที่โตขึ้น ด้วยอายุ ด้วยวุฒิภาวะ ด้วยประสบการณ์การมองโลก สิ่งเหล่านี้ย่อมเปลี่ยนไป ไม่เว้นแม้กระทั่งความรัก สายรัก สายสวาท ทำให้เราเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ เข้าใจว่า ‘รักนิรันดร์ยากที่จะเกิดขึ้นจริง’ ความรู้สึกของคนเราเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ… แม้กระทั่งรู้สึกรักใครสักคน

สัจธรรมความรักข้อต่อมาคือ ‘ไม่มีความรักใดเปี่ยมด้วยความสุขเสมอไป’ ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ สายรัก สายสวาทที่เกี่ยวรัดร้อยพันทุกชีวิตในเรื่อง ล้วนแต่โยงใยกันอย่างวุ่นวาย เป็นรักสามเส้า สี่เส้า ห้าเส้า และรักนี้คงจะไม่จบลงด้วยดี ถ้าหากไม่มีใครต้องผิดหวัง แต่ผู้เล่าเรื่องก็ยังคงให้เห็นถึงความงามของความรัก แม้ผิดหวังแต่ไม่จำเป็นต้องสิ้นหวัง ‘ตราบใดที่ยังมีชีวิต ตราบนั้นยังไม่สิ้นหวัง’ ความหวังที่จะมีรักใหม่เช่นกัน

เรื่องราวที่ใครหลายคนอาจบอกว่าน้ำเน่า แต่ขอบอกว่านิยายน้ำเน่าเรื่องนี้ ถ่ายทอดบทสรุปของนางร้ายออกมาได้ตรึงใจคนอ่านอย่างเรามาก ชนิดที่เรามั่นใจว่าจุดจบนางร้ายแบบนี้ หากได้ยากในนิยายเรื่องอื่น

ความไม่แน่นอนอยู่คู่กับทุกสิ่งสรรพไม่เว้นแม้แต่ความรัก ไม่มีความรักใดจะเปี่ยมด้วยความสุขเสมอ นี่คือสัจธรรมแห่งความรักที่ทุกคนควรเข้าใจ ในขณะเดียวกันเมื่อเข้าใจสิ่งนี้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ควรมีในทุกๆ ความรัก นั่นคือความหวัง

แด่ทุกหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรัก

 

 

ส า ย รั ก    ส า ย ส ว า ท

เขียนโดย : ศรีทอง ลดาวัลย์

สำนักพิมพ์ : แจ่มใส

จำนวนหน้า : 985 หน้า (สองเล่มจบ)

ราคาชุดละ : 599 บาท

Don`t copy text!