“มนตร์ทศทิศ” …ใจพม่ารามัญ เคยว่าเป็นดั่งหินผา

“มนตร์ทศทิศ” …ใจพม่ารามัญ เคยว่าเป็นดั่งหินผา

โดย : อุ้มสม

อ่านเอา กับคอลัมน์ อ่าน (แล้ว)… เอา (มาเล่า) เรื่องราวของนิยายน่าอ่านจากนักเขียนฝีมือเยี่ยมที่ อุ้มสม อยากแนะนำให้ได้อ่านกัน แม้แต่ละเรื่องจะไม่ใช่ นิยายออนไลน์ แต่เชื่อเถอะว่า เนื้อหาของทุกเรื่องราวน่าสนใจ และสร้างความสุขทางใจให้กับทุกคนอย่างแน่นอน

……………………………………………

ก่อนที่จะอ่าน มนตร์ทศทิศ มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เราตั้งความหวังกับนิยายเรื่องนี้มาก

ทั้งในแง่ของคำชม กระแสตอบรับที่มีต่อนวนิยายเรื่องนี้ ส่วนใหญ่ล้วนกล่าวขานไปในเสียงเดียวกัน คือด้านความสนุก ความหวานซึ้ง และจบลงด้วยความประทับใจ

ทั้งในแง่ของความเป็นแรร์ไอเท็ม ด้วย ‘ราตรี อธิษฐาน’ ผู้ประพันธ์นวนิยายเรื่องนี้ เคยนำมาจัดพิมพ์เองเมื่อ 4-5 ปีก่อน ไม่ได้จัดจำหน่ายในวงกว้างมากนัก แต่ด้วยกระแสตอบรับที่ดี ทำให้ มนตร์ทศทิศ ในช่วงนั้นกลายเป็นของหายาก กลายเป็นว่ามีคนนำมาขายมือสองในราคาสูงสุดถึงห้าพันบาท!

มาถึงตอนนี้ ปี 2561 สำนักพิมพ์อรุณได้นำนวนิยายเรื่องนี้มาจัดพิมพ์อีกครั้ง โดยนักเขียนได้แก้ไขเนื้อหาบางส่วนเพื่อให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทุกเหตุผลที่เรากล่าวมาคงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยหากว่าเราจะคาดหวังกับการอ่านนิยายเรื่องนี้… แล้วมันก็ไม่ได้ผิดหวังเสียด้วยสิ

ตรงกันข้าม มนตร์ทศทิศ มีพลังบางอย่างที่ทำให้เราอยากลุกขึ้นมาเขียนถึงในทันทีทันใดที่อ่านจนจบ

มนตร์ทศทิศ

รักข้ามภพ ย้อนเวลาไปยังประเทศไทยในยุคสมัยต่างๆ เพื่อจะได้พบรักกับใครสักคนที่อยู่ในช่วงเวลานั้น พล็อตนิยายสไตล์นี้ยังคงความคลาสสิก ยังเป็นที่ประทับใจแก่นักอ่านได้เสมอมา เช่นเดียวกับ มนตร์ทศทิศ

เรื่องราวของสาวน้อยชาวไทย ด้วยอุบัติเหตุจากการไปสักการะพระธาตุอินแขวน นำพาให้เธอย้อนเวลากลับมายังกรุงหงสาวดีในยุคที่พม่ารามัญรุ่งเรือง ในยุคที่ทั่วสารทิศล้วนตกเป็นเมืองขึ้นของนครแห่งนี้ ไม่เว้นแม้แต่… กรุงศรีอยุธยา อุบัติเหตุครั้งนี้อาจจะเป็นโชคชะตาหรือพรหมลิขิตกระมัง ที่นำพาให้ ‘เอื้องดาวเรียง’ ได้พบกับผู้คน ได้สัมผัสกับเรื่องราวที่มิอาจจารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ และที่มิอาจคาดคิด ก็คือการที่เธอได้พบรักกับเจ้าชายแห่งหงสาวดีผู้มีนามว่า ‘เมงจีสวา’

มนตร์ทศทิศ เป็นนิยายพีเรียด ย้อนยุค ที่บอกเล่าเรื่องราวในช่วงเวลาที่เราคนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี ผ่านประวัติศาสตร์ที่เคยศึกษา หรือแม้แต่ภาพยนตร์ที่เคยชม นั่นคือช่วงเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 ให้แก่กรุงหงสาวดี ก่อนที่สมเด็จพระนเรศวรจะประกาศอิสรภาพหรือทำยุทธหัตถี แต่เหตุการณ์กว่าร้อยละ 80 ในนิยายเรื่องนี้ล้วนเกิดขึ้นโดยมีฉากท้องเรื่องเป็นกรุงหงสาวดี ตัวละครสำคัญส่วนใหญ่ก็เป็นพม่ารามัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเอกของเรื่องคือเจ้าชายเมงจีสวา หรือที่เราคนไทยรู้จักกันดีในนามพระมหาอุปราชา ผู้กระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวรนั่นเอง

ถึงแม้ภาพจำที่เรามีต่อเจ้าชายองค์นี้จะดูเหมือนว่าเขาเป็นตัวร้าย แต่ด้วยการตีความ ด้วยจินตนาการของ ‘ราตรี อธิษฐาน’ ด้วยข้อความที่ผู้เขียนบอกกับเราในคำนำไว้ว่า ‘…อยากให้อ่านเอาเป็นนิทานเพื่อความบันเทิงมากกว่าเป็นตำราทางประวัติศาสตร์…’ และด้วยเสน่ห์ ลีลา สำนวนการเล่าเรื่องของผู้เขียน ทำให้นิยายรักโรแมนติกเรื่องนี้เป็นมากกว่านิทาน มันคือตำนานรักของชายหนุ่มกับหญิงสาวคู่หนึ่ง ตำนานรักที่แม้จะจบลงด้วยการจากลา หากแต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือความซาบซึ้ง ความประทับใจที่จะอยู่ในความทรงจำของเขาและเธอตราบนิรันดร์

ความประทับใจอย่างแรกที่เราสัมผัสได้ตั้งแต่ช่วงแรกของนิยายเรื่องนี้ นั่นคือการเล่าเรื่อง… เราหลงรักสำนวนภาษาของ ‘ราตรี อธิษฐาน’ นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องรักระหว่างรบ กว่าสิบปีที่เอื้องดาวเรียงมาอยู่กรุงหงสาวดี มีสงครามเกิดขึ้นหลายครั้งหลายครา หากแต่ผู้เขียนมุ่งให้ความสำคัญกับความรักเป็นหลัก สำนวนภาษาของ ราตรี อธิษฐาน ให้ความรู้สึกเหมือนมีผู้หญิงคนหนึ่ง เหมือนมีน้องสาวคนหนึ่งมาเล่าเรื่อง แต่ผู้ชายอย่างเรากลับไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ตรงกันข้ามมันคือความอ่อนหวาน ความนุ่มนวล ที่ทำให้เราซึมซับและรับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิด ถึงหัวใจของทุกตัวละครได้เป็นอย่างดี

โดยเฉพาะกับนางเอกของเรื่องอย่าง ‘เอื้องดาวเรียง’ ที่ย้อนเวลามาเป็นสาวใช้ชาวโยเดีย (อโยธยา) นามว่า ‘แม่เอื้อง’ เปิดเรื่องมาเธอคือสาวน้อยผู้ร่าเริงสดใส มีความสุขกับธรรมชาติรอบตัว อำพรางตัวให้ดำเหมือนถ่านเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง เราซึมซับได้ถึงความสุขของสาวน้อยคนนี้ แต่คนเรามิได้เกิดมาเพื่อพบแต่ความสุขเท่านั้น ยังมีความทุกข์อีกมหาศาลที่แม่เอื้องต้องเผชิญ ซึ่งเสน่ห์ของ ราตรี อธิษฐาน ก็คือการถ่ายทอดความทุกข์ในจิตใจของตัวละครออกมาได้ดีมาก ด้วยสำนวนภาษาที่อ่านแล้วทั้งหน่วง ทั้งเหงา ทั้งเศร้า มันนำพาให้เรารู้สึกเหมือนกันกับตัวละคร และเอาใจช่วยให้พวกเขาและเธอผ่านพ้นความทุกข์ร้อนนี้ไปให้ได้

พอเป็นเรื่องสงคราม เรื่องการรบ ผู้หญิงคนนี้ก็ยังเล่าเรื่องในแบบของเธอ มนตร์ทศทิศ ปราศจากตำราพิชัยสงคราม แต่เป็นการบอกเล่าสงครามในมุมมองของผู้สูญเสีย ในมุมมองของผู้ที่มองเห็นว่าสุดท้ายแล้ว สงครามส่งผลเสียแก่ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะผู้แพ้หรือผู้ชนะก็ตาม เพราะอย่างน้อยที่สุด แน่นอนว่าเมื่อเกิดสงครามขึ้น หลายชีวิตย่อมสูญสิ้นไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมา

…ทุกคนมองตากัน สังหรณ์ถึงอะไรบางอย่าง รีบลุกกลับไปที่ห้องบรรทม แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ภายในห้อง พระวรกายประทับนอนแน่นิ่ง พระศอชุ่มโลหิตอาบที่บรรทม ในหัตถ์กำพระจุฑามณีไว้ โลกนี้คงทุกข์เกินกว่าที่พระนางจะทรงรับไหว

เอื้องดาวเรียงล้มลงไป รู้สึกเหมือนใจจะขาด แล้วก้มลงกราบลาทั้งน้ำตา(หน้า 218)

ไม่เพียงแค่บทบรรยายเท่านั้นที่ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของตัวละคร แต่บทกวีก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราเข้าถึงอารมณ์ของทุกตัวละครในเรื่อง มนตร์ทศทิศ คือนิยายรักที่อบอวลไปด้วยความงดงามของบทกวี ไม่ว่าจะสุขจะทุกข์ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น บทกวีเป็นเครื่องมือที่ถ่ายทอดและบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี

แม้นเพียง… ลมชะตา

พัดพา… เพื่อเพียงจาก

ลมพัดพราก… มิอาจลบ

ฤๅฝังกลบ… รักลงดิน

แม้นมลายไร้สิ้น… กายกอด

จักขอถอด… ดวงหทัย

ไว้ที่เจ้า… นิจนิรันดร์ (หน้า 439)

ช่วงเวลากว่าสิบปีที่เกิดขึ้นใน มนตร์ทศทิศ คือช่วงเวลาที่เอื้องดาวเรียงได้ย้อนเวลามาอยู่ที่นี่ เวลาที่ผ่านไป หญิงสาวก็เติบโตขึ้นตามกาล เติบโตที่ไม่ใช่เพียงแค่ร่างกาย หากแต่ยังหมายถึงความคิดและจิตใจ จากเด็กสาวผู้ร่าเริงสดใส ดื้อรั้นตามประสาเด็ก คิดสิ่งใดก็พูดก็ทำ อยากไปไหนก็จะไปให้ได้ เอื้องดาวเรียงกลายเป็นเจ้าเอื้องที่มากด้วยสติสัมปชัญญะ และปัญญาในการดำเนินชีวิต ยิ่งเมื่อเธอเลือกที่จะรักผู้ชายที่หาใช่คนธรรมดา แต่คือเจ้าชายรัชทายาทผู้จะดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชาในไม่ช้า เอื้องดาวเรียงยิ่งต้องโตเป็นผู้ใหญ่ ยิ่งไม่อาจเป็นเด็กน้อยเหมือนดั่งวันวานได้

หนึ่งคือเพื่อความปลอดภัยของตัวเธอเอง การเป็นคนรักของเจ้าชายผู้มีชายาถึงสอง และหนึ่งในนั้นคือเจ้าหญิงผู้พร้อมกำจัดหญิงทุกคนที่เธอเห็นว่าเป็นมารหัวใจ เจ้าเอื้องมิอาจรอให้ชายผู้เป็นที่รักมาช่วยเธอตลอดเวลาได้ บางครั้งเธอต้องหาทางเอาตัวรอดด้วยตัวเธอเอง

และสองคือเพื่อชายที่เธอรัก เจ้าชายผู้เผชิญกับแรงกดดันอันมหาศาล เผชิญกับเรื่องราวที่มีแต่สร้างความไม่สบายใจ ไม่เคยได้เป็นตัวของตัวเอง เอื้องดาวเรียงต้องเติบโตเพื่อเป็นกำลังใจให้เขา เป็นเสมือนสายลมและสายน้ำที่สร้างความชุ่มฉ่ำ ชื่นบาน และร่มเย็นให้กับเขา อยู่กับเธอเขาไม่จำเป็นต้องเป็น เจ้าชายเมงจีสวาเป็นเพียงแค่ อาโกจีจาของเธอก็พอ

ความรักของเอื้องดาวเรียงกับเจ้าชายเมงจีสวา จัดว่าเป็นความรักแบบหน่วงๆ ก็ว่าได้ แม้จะรักกันมากเพียงใดแต่มันก็เป็นความสุขที่ยังคงมีความทุกข์ขวางทางรักของทั้งคู่อยู่ ทุกข์ที่ไม่สามารถอยู่ด้วยกันอย่างเปิดเผยได้ ทุกข์ที่ต่างฝ่ายต่างเป็นเสมือนเส้นขนานของกันและกัน แต่ต่อให้เป็นทุกข์มากเท่าใด ความรักแบบนี้ต้องอาศัยความมั่นคงและความอดทนของทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งท้อแท้หรือหมดใจไปก่อน รักนี้คงเหลือแต่ความทุกข์ทน ไร้ซึ่งความสุขอีกต่อไป

ความหวานล้ำ ความหวานละมุน ที่เจ้าชายเมงจีสวาแสดงออกต่อแม่เอื้องผู้เป็นยอดรักของพระองค์ จึงไม่ได้มากเกินไปหากเทียบกับความทุกข์ที่ทั้งคู่ต้องเผชิญ ตรงข้ามกัน มันคือน้ำผึ้งรสหวานที่มาบรรเทาความขมขื่นจากบอระเพ็ดได้ดีทีเดียว

เราบอกไปตั้งแต่ต้นว่า สำนวนของผู้เขียนมีความอ่อนหวาน นุ่มนวล สุข เศร้า เหงา ซึ้ง ล้วนถ่ายทอดออกมาได้ดี ความนุ่มนวลที่คล้ายกับห้วงอารมณ์และท่วงทีของหญิงสาว มันกลับกลายเป็นความมหัศจรรย์อย่างยิ่ง เมื่อ ราตรี อธิษฐานใช้ลีลาการเล่าเรื่องดังกล่าว มาถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครฝ่ายชาย โดยเฉพาะตัวพระเอกของเรื่อง และยิ่งทำให้แก่นเรื่องที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นความกระจ่างแจ้งและปราศจากความกังขา… แก่นเรื่องที่ว่าด้วยจิตใจของคน… ใจของบุรุษ… ใจของพม่ารามัญ

ใจพม่ารามัญ เคยว่าเป็นดั่งหินผา

ใช้สองมือกำดาบไว้เพียงเข่นฆ่า

แต่ใจหนอใจ ใจใดเล่า หากลองใช้มีดกรีดออกมา

ก็จักได้รู้ว่า… มันเป็นเพียงก้อนเนื้ออ่อน ๆ เท่านั้น

ใจของ เจ้าชายเมงจีสวาก็เช่นกัน…

เจ้าชายผู้เกิดมาพรั่งพร้อมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติและรูปสมบัติ

เจ้าชายผู้เป็นที่รักของสมเด็จปู่ คือพระเจ้าบาเยงนอง กษัตริย์ผู้เก่งกาจเกรียงไกรแห่งกรุงหงสาวดี

เจ้าชายผู้ในไม่ช้าจะได้ดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชา… เมื่อบิดาตนขึ้นครองราชย์

ฟังดูแล้วน่าอิจฉา ด้วยเหมือนว่าเกิดเป็นเจ้าชายเมงจีสวามันช่างดีเหลือเกิน จะเอาอะไรมาทุกข์ได้เล่า แต่เมื่อลองมองให้ดี…

เจ้าชายองค์นี้มีย่าแค่คนเดียว แต่ย่าแท้ๆ ของเรา ผู้มีหลานรายล้อมมากมาย กลับให้ความรักที่หลานชายคนหนึ่งมากเป็นพิเศษ และไม่เคยมองเห็นหลานชายผู้นามว่าเมงจีสวาอยู่ในสายตา

เจ้าชายองค์นี้มีพ่อผู้โมโหร้าย พ่อผู้หวาดระแวงคนรอบข้าง พ่อผู้คาดหวังให้เขาเข้มแข็ง จึงเลี้ยงดูโอรสอย่างเจ้าชายเมงจีสวาประดุจครูมีต่อศิษย์ เลี้ยงดูด้วยความเข้มงวด ทำดีก็เสมอตัว ทำผิดเมื่อใดก็ลงโทษสถานหนักเมื่อนั้น

เจ้าชายองค์นี้มีแม่ แต่ก็ไม่ได้ได้รับอ้อมกอดจากคนเป็นแม่… ด้วยมารดามองว่าชายใดที่อยู่ใกล้แม่ ชายนั้นคือผู้อ่อนแอ เพื่อหงสาวดี เจ้าชายเมงจีสวาควรยืดหยัดได้ด้วยพระองค์เอง โดยมิจำเป็นต้องมีมารดาคอยปลอบประโลม

เจ้าชายผู้ไม่เคยทำอะไรดีสักอย่าง เป็นได้เพียงเจ้าชายไม่เอาไหน เจ้าชายขี้แพ้ในสายตาของเสนาอำมาตย์ และอาณาประชาราษฎร์

เช่นนี้แล้ว… เกิดเป็นเจ้าชายเมงจีสวามันช่างโชคดีจริงๆ น่ะหรือ?

ราตรี อธิษฐาน ใช้ความนุ่มนวล ความอ่อนหวานและอ่อนโยนทางวรรณศิลป์ของเธอ ถ่ายทอดอารมณ์ ความคิด และหัวใจของ ผู้ชายคนนี้ออกมาได้ดี ดีจนคนอ่านอย่างเราต้องรู้สึกรักและเห็นใจเขา… เจ้าชายเมงจีสวา

เหตุผลที่กล่าวมา จึงมิแปลกเลยที่บางครั้งเจ้าชายเมงจีสวาจะปรารถนาเป็นคนอื่นที่มิใช่ตัวเอง มิใช่เจ้าชายผู้สูงศักดิ์ เจ้าชายผู้แบกรับภาระและแรงกดดันไว้มากมาย ซึ่งผู้ที่ทำให้ความปรารถนาของพระองค์เป็นจริงก็คือเด็กสาวอย่างเจ้าเอื้อง เมื่ออยู่กับเจ้าเอื้องแล้ว พระองค์ก็เป็นเพียง อาโกจีจาคนธรรมดาที่มีหัวใจให้เจ้าเอื้องเพียงเท่านั้น เป็นคนธรรมดาที่ได้สัมผัสกับ ความรักอย่างที่เมื่อเป็นเจ้าชายเมงจีสวาแล้ว… พระองค์มิเคยได้รับมันเลย

แต่ความจริงก็คือความจริง ไม่ว่าใครก็หนีความจริงไม่พ้น

ถึงแม้เจ้าชายเมงจีสวาจะเป็นแม่ทัพนำทหารไปออกรบหลายครั้งหลายครา จะเข่นฆ่าศัตรูไปหลายชีวิต ต่อเมื่อพระองค์สูญเสียหญิงสาวที่รัก เป็นการจากลาอย่างไม่มีวันหวนคืนกลับมา ต่อเมื่อพระองค์ได้แก้แค้นทุกชีวิตที่มาพรากชีวิตคนที่พระองค์ทรงรักไป ตอนนั้น… เจ้าชายเมงจีสวาก็ได้รับรู้ ว่าดวงใจของพระองค์มันช่างเปราะบางเหลือเกิน

ไม่มีใครหรอกที่จะเข้มแข็งดั่งหินผาได้ตลอดเวลา ทุกคนย่อมมีจุดอ่อนที่ทำให้ตนเองเพลี่ยงพล้ำ จุดอ่อนที่ทำให้เห็นความอ่อนแอของใจตน ต่อให้เป็นบุรุษหรือสตรี ต่อให้เป็นพม่ารามัญหรือชนชาติใดๆ แต่จุดอ่อนที่ทำให้จากดวงใจอันเข้มแข็งพลันเปราะบางอย่างไม่คาดคิดก็เหมือนกันทั้งสิ้น… นั่นคือ ความรักและคนที่รัก นั่นเอง

ทรงค้ำพระวรกายไว้ที่สะพาน หลับพระเนตรลง ริมพระโอษฐ์เริ่มสั่น สุรเสียงคร่ำครวญลอดออกมา พระวรกายสั่นสะท้านไปด้วยความร้าวรานพระทัย

บัดนี้จึงมีเพียงสายลมอ่อยเอื่อยคอยพัดเอาความเย็นเข้ามาประโลม เมื่อความแค้นผ่านไปจึงเหลือเพียงความเงียบเหงาผ่านเข้ามาแทน(หน้า 571)

ราตรี อธิษฐานไม่เพียงแต่ถ่ายทอดเรื่องราวของเจ้าชายเมงจีสวากับเอื้องดาวเรียงเพียงเท่านั้น หากแต่ยังมีเรื่องราวของหลายชีวิตใน มนตร์ทศทิศ ที่จะทำให้เข้าใจความเป็นจริงของใจคนเรามากขึ้น ทุกชีวิตต่างมีมุมอ่อนแอให้ผู้อ่านได้เห็นใจ ทุกชีวิตที่ทำให้เราเข้าใจว่ารักที่เป็นไปไม่ได้… มันช่างปวดใจเหลือเกิน

เจ้าชายผู้หนึ่ง… ผู้ร้อยเล่ห์ ฉลาดแกมโกง เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวยากที่ใครจะจับได้ แต่เล่ห์เหลี่ยมของพระองค์มิอาจทำให้หญิงสาวที่ทรงรักสุดหัวใจหันมามีใจให้พระองค์ได้เลย ในเมื่อเจ้าหญิงพระองค์นั้นกลายเป็นชายาของผู้อื่น เป็นผู้อุทิศชีวิตให้กับหลักธรรมและศาสนา เลือกเดินบนเส้นทางที่มั่นใจว่าปราศจากความทุกข์

เจ้าหญิงผู้หนึ่ง… รักข้างเดียวเสมอมา รักชายผู้มิเคยหันมามองเธอเลยสักนิด ในเมื่อรักแล้วไม่ได้หัวใจ แต่เธอก็ยังหมายเอาร่างกายชายผู้นั้นมาเป็นของเธอ พร้อมกำจัดมารหัวใจทุกคน และคนข้างกายเธอ คือนายทหารคนสนิทผู้พร้อมทำทุกอย่างตามที่เจ้าหญิงของมันต้องการ

เจ้าหญิงผู้หนึ่ง… ภายนอกด้วยห้าวหาญเยี่ยงชายชาตรี แต่ในใจมีเพียงรักให้กับชายผู้ต่ำศักดิ์กว่า

ตัวละครเหล่านี้ต่างมาโลดแล่นและสร้างสีสันให้กับ มนตร์ทศทิศ น่าสนใจไม่แพ้เรื่องราวของพระนาง ราตรี อธิษฐาน มีพรสวรรค์ในการสร้างตัวละครทุกตัวให้มีพลัง มีความน่าสนใจ มีเรื่องราวเป็นของตัวเอง แม้กระทั่งตัวละครที่ออกมาไม่มากอย่างพระเทพกษัตรีย์ พระมเหสีอดุลสิริมหาเทวี หรือหมอหลวงผู้เป็นห่วงชีวิตหลานสาวตนเอง ตัวละครเหล่านี้มีพลังมากพอให้เราสนใจใคร่รู้เรื่องของพวกเขา โดยที่พระนางอย่างเจ้าชายเมงจีสวาและเอื้องดาวเรียงก็ยังคงบทบาทความเป็นตัวละครเอกอยู่ ไม่ได้ถูกกลบแต่อย่างใด… ราตรี อธิษฐานถือเป็นนักเขียนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าผลงานเรื่องต่อๆ ไปของเธอจะสร้างตัวละครทั้งตัวเอกและตัวประกอบได้มีพลังดึงดูดคนอ่านมากเพียงไร

บทสรุปเรื่องราวของ มนตร์ทศทิศ อาจมีบางส่วนที่ยังค้างคาใจสำหรับเรา ทั้งเรื่องที่ทำไมพี่ชายของเอื้องดาวเรียงในพาร์ตปัจจุบันถึงได้หน้าเหมือนกับมหาดเล็กของเจ้าชายเมงจีสวา หรือแม้กระทั่งมูลเหตุที่แท้จริงถึงการย้อนเวลามาของเอื้องดาวเรียง เหตุใดเธอจึงย้อนเวลามาได้ และอะไรคือความหมายของคำว่า มนตร์ทศทิศ ความหมายของชื่อนิยายเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งหากผู้เขียนคลายปมในส่วนนี้ให้ชัดเจนกว่านี้ มนตร์ทศทิศ ก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในความรู้สึกเรา

แต่สำหรับบทสรุปความรักระหว่างเอื้องดาวเรียงหรือแม่เอื้อง กับเจ้าชายเมงจีสวาหรืออาโกจีจา เรียกได้ว่าจบลงอย่างน่าประทับใจ แม้ว่าจะจบลงด้วยความสูญเสีย การพลัดพรากจากกัน แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมา ช่วงเวลาที่ทั้งคู่ยังอยู่ด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างมอบความรักให้แก่กัน เติมเต็มความรักและกำลังใจให้กันและกัน มากพอที่ทำให้ทั้งสองชีวิต สองหัวใจ ได้รู้จักกับ รักแท้

โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นมิอาจพร่าผลาญความรัก ความสุข ความทรงจำที่ทั้งคู่มีให้แก่กันได้

เป็นความเศร้าที่เปี่ยมด้วยความหวัง

หวังว่าสักวันหนึ่ง… สองหัวใจจะได้มาพบกัน… อีกครั้ง

 

ม น ต ร์ ท ศ ทิ ศ

เขียนโดย : ราตรี อธิษฐาน

สำนักพิมพ์ : อรุณ

จำนวนหน้า : 576 หน้า

ราคาเล่มละ : 435 บาท

Don`t copy text!