‘ณ ที่ซึ่งความจริงไม่อาจดำรงอยู่’ …แด่เจ้าความจริงผู้น่าสงสาร  

‘ณ ที่ซึ่งความจริงไม่อาจดำรงอยู่’ …แด่เจ้าความจริงผู้น่าสงสาร  

โดย : อุ้มสม

อ่านเอา กับคอลัมน์ อ่าน (แล้ว)… เอา (มาเล่า) เรื่องราวของนิยายน่าอ่านจากนักเขียนฝีมือเยี่ยมที่ อุ้มสม อยากแนะนำให้ได้อ่านกัน แม้แต่ละเรื่องจะไม่ใช่ นิยายออนไลน์ แต่เชื่อเถอะว่า เนื้อหาของทุกเรื่องราวน่าสนใจ และสร้างความสุขทางใจให้กับทุกคนอย่างแน่นอน

……………………………………………

 

ถ้าให้เลือกระหว่างฟังความจริงกับความลวง… คุณจะเลือกฟังอะไร ?

ถ้าให้เลือกระหว่างคนจริงกับคนหลอกลวง… คุณจะเลือกอยู่กับคนแบบไหน ?

ถ้าให้เลือกระหว่างโลกที่เป็นไปตามความคิดของคุณกับโลกที่เป็นขั้วตรงข้ามกับสิ่งที่คุณคิดหรือเห็น… คุณชอบโลกแบบไหนมากกว่ากัน ?

ถ้าหากถึงยามคับขันหรืออันจบหนทาง ระหว่างยืนหยัดอยู่ในความจริง กับโกหกเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง… คุณจะเลือกทำแบบไหน ?

แน่นอนว่าคำถามสามข้อแรก… คุณทุกคนคงตอบตัวเลือกแรกอย่างไม่มีความลังเล นั่นเป็นเพราะมนุษย์เราให้ความสำคัญต่อ ‘ความจริง’ และไม่อยากได้ยิน รับฟัง หรือเข้าไปพัวพันกับความลวง

แต่เมื่อมาถึงคำถามข้อสุดท้าย แน่นอนเช่นกันว่าความลังเลย่อมบังเกิดในห้วงความคิดของคนบางคน บางครั้งคนเรายอมทำผิดเพื่อปกป้องตัวเอง และบ่อยครั้งที่ความผิดนั้นคือการโกหกหลอกลวง หรือทำให้คนเข้าใจในสิ่งที่ไม่ใช่ ‘ความจริง’

‘ความจริง… ควรเป็นที่ประจักษ์ ปรากฏ เป็นปกติ แต่หลายครั้งมันถูกแสดงน้อยกว่าความไม่จริง’

แนวคิด ข้อความที่เราพูด (หรือเขียน) เพื่อบอกคุณข้างต้น ล้วนเป็นหัวใจสำคัญของนวนิยายเรื่องนี้…ผลงานล่าสุดของนักเขียนหนุ่ม ‘ปองวุฒิ รุจิระชาคร’ ในเรื่อง ณ ที่ซี่งความจริงไม่อาจดำรงอยู่

ปองวุฒิ

น่าสนใจตั้งแต่ชื่อเรื่องและคำโปรยปกหน้า กับเรื่องราวของความจริง ความลวง และชวนให้สงสัยว่า ‘ณ ที่ซึ่งความจริงไม่อาจดำรงอยู่’ มันคือที่ไหนกัน แล้วเหตุใดความจริงจึงไม่อาจดำรงอยู่ได้ ?

ฟังดูแล้วเหมือนจะเครียด เหมือนจะมากด้วยปรัชญา หรือแนวคิดอะไรที่น่าเวียนหัว แต่เปล่าเลย… มันอ่านรู้เรื่อง และอ่านได้อย่างสนุกเสียด้วย สนุกจนเราบอกได้เลยว่า 295 หน้าในนิยายเรื่องนี้ เป็น 295 ที่มีความยาวพอดิบพอดี ไม่บางไม่หนาจนเกินไปและไม่ยากที่จะอ่านรวดเดียวจบ ดังที่ปกหลังได้บอกไว้ว่า ‘ณ ที่ซึ่งความจริงไม่อาจดำรงอยู่ เป็นงานแนว Psychological Thriller แสดงโครงสร้างจิตใจของมนุษย์และสังคม ว่าด้วยเรื่องราวของผู้คนที่เจอความตายของบุคคลสำคัญในชุมชน ซึ่งพวกเขามองว่าน่าหวาดหวั่น ก่อนค้นพบภายหลังว่ามันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นที่เปิดเปลือยเรื่องเลวร้ายที่ซุกซ่อนไว้อีกมากมาย’

หากถามว่า ณ ที่ซึ่งความจริงไม่อาจดำรงอยู่ เป็นนิยายแนวอะไร ? นี่เป็นการผสมผสานระหว่างนิยาย 2 แนว ที่ดูเหมือนเป็นคู่ขนานกัน ให้อยู่ในนิยาย 1 เรื่องได้อย่างกลมกลืน หากมองให้เป็นแนว Thriller คุณจะได้พบกับคดีฆาตกรรมอันมีเงื่อนงำในตำบลดงกาหลง เรื่องราวซับซ้อนซ่อนเงื่อนอันชวนให้ตามหาความจริง ว่าใครคือฆาตกรผู้สังหารครูใหญ่ แต่เมื่อมองให้เป็น Psychological คุณจะได้รู้จักผู้คนมากหน้าหลายตาในตำบลดงกาหลง ได้รู้จักความคิดและจิตใจของผู้คนที่นี่ หากอ่านจนจบแล้วบางทีคุณอาจเกิดความรู้สึกว่าชาวบ้านตำบลดงกาหลงที่คุณรู้จักตั้งแต่อ่านบทแรก กับคนที่ปรากฏจนถึงบทสุดท้าย มันช่างแตกต่างกันอย่างลิบลับ ต่างจนเหมือนคนละคน… แต่นั่นคือความจริง

สำนวนภาษาของ ปองวุฒิ รุจิระชาคร ช่างเรียบง่ายและไหลลื่น ทว่ามันคือความเรียบง่ายที่เฉียบคมและทรงพลัง เป็นความเรียบง่ายของภาษาที่ทำให้เราซึมซับถึงสารที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ และมองเห็นภาพที่ปรากฏมาในความคิดหรือในจินตนาการขณะที่อ่าน ภาพที่ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ ฆาตกรรมหรือชาวบ้านตำบลดงกาหลงแต่เพียงเท่านั้น

‘ศพของครูใหญ่ถูกพบในท้องร่องสุดแนวชายป่าเชิงเขา ร่างไร้วิญญาณซุกซ่อนอยู่หลังกองไม้แห้งแตกระแหงที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ร่างนั้นนอนหงายราวกับจะท้าทายตะวันยามสาย แขนข้างหนึ่งชี้ขึ้นในลักษณะแข็งแกร่ง ขากางออกเล็กน้อย ริมฝีปากเผยอบิดเบี้ยว ศีรษะพลิกตะแคงไปทางด้านขวา ดวงตาเบิกค้างจ้องมองผู้พบเห็นชวนขนลุก ใบหน้าซี่งครั้งหนึ่งเคยฉายแววเข้มงวดปนอารีแข็งทื่อไม่ต่างปูนปั้น หากกลับสะท้อนความทุกข์ทรมานราวกับวิญญาณยังไม่ละสังขาร ก้ำกึ่งระหว่างความเป็นกับตาย และปรารถนาจะเอ่ยความลับบางอย่างออกมาให้ผู้คนได้รู้’ (หน้า 1)

ประโยคเปิดเรื่องของ ‘ณ ที่ซึ่งความจริงไม่อาจดำรงอยู่’ ชวนให้ติดตามอย่างยิ่ง ว่าเกิดอะไรขึ้นกับครูใหญ่ ผู้เป็นคนสำคัญของตำบลดงกาหลง ครูใหญ่ผู้ที่ชาวบ้านให้การนับหน้าถือตา การสืบสวนคดีฆาตกรรมครูใหญ่ ทั้งจากตำรวจที่อาจทำอะไรเชื่องช้าไม่ทันใจชาวบ้าน ทั้งจากชาวบ้านบางส่วนที่มั่นใจอย่างยิ่งยวดว่าใครคือฆาตกร ที่บอกเล่าผ่านสายตาของตัวละครที่ชื่อ ‘กันต์’ เด็กหนุ่มมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่สอบเข้าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพมหานครได้ ระหว่างการรอเวลามหาวิทยาลัยเปิดเทอม กันต์เลือกที่จะมองภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตำบลดงกาหลงแห่งนี้ ว่าใครคือฆาตกรที่สังหารครูใหญ่อย่างโหดเหี้ยม

เงื่อนงำที่ค่อยๆ เปิดเผยทีละนิดทีละน้อย ผ่านสายตาของกันต์ ยิ่งเผยออกมามากเท่าไร ก็ยิ่งดูไม่เหมือนช่วยคลายปมคดีฆาตกรรมครูใหญ่เลยสักนิด ทว่ามันยิ่งเพิ่มปมขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มันพัวพันกันจนวุ่นวาย ยากที่จะคลายออกมาอย่างง่ายดาย ประกอบกับชื่อเรื่องทำให้ในชั่วขณะที่อ่าน เราพยายามเดาเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อไปว่ามันจะเป็นอย่างไร และจะจบลงอย่างไร?

ใครกันคือฆาตกรผู้สังหารครูใหญ่?

ครูใหญ่เป็นคนดีอย่างที่ชาวบ้านคิดจริงหรือเปล่า?

เฮียสุรเดช ผู้ต้องสงสัยหมายเลขหนึ่งที่ชาวบ้านมองว่าเลวนักเลวหนา เขาเลวอย่างที่ทุกคนเห็นจริงหรือเปล่า ?

หรือว่า… คนร้ายตัวจริงคือคนที่เราไม่คาดคิด ?

ฯลฯ

สารพัดสารพันเรื่องราวที่เราเดาไปเรื่อยในระหว่างที่อ่าน เดาถูกบ้างผิดบ้าง พยายามเชื่อมโยงเบาะแสที่นายกันต์พบเห็นหรือรับรู้ แต่เชื่อได้เลยว่าชั่วขณะที่คุณกำลังอ่าน กำลังซึมซับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตำบลดงกาหลง เรื่องราวในนิยายเรื่องนี้ ไม่มีทางที่คุณจะอยู่เฉยหรืออ่านให้ผ่านไป ความลึกลับในเรื่องมันชวนให้เราขบคิดตามได้ในทุกบททุกตอน

ตลอดระยะเวลาที่ ณ ที่ซึ่งความจริงไม่อาจดำรงอยู่ ดำเนินเรื่อง กันต์ไม่ใช่แค่ได้ติดตามเงื่อนงำคดีฆาตกรรมครูใหญ่ แต่เขากำลังค่อยๆ ทำความรู้จักชาวบ้านดงกาหลงทีละนิด ทีละนิด มันทำให้กันต์ได้เห็นภาพชาวบ้าน ภาพดงกาหลงอีกด้าน ด้านที่กันต์ไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นและมีอยู่ในบ้านเกิดของเขา ด้านที่เป็น ‘ความจริง’

ยิ่งได้หยิบนวนิยายเรื่องนี้มาอ่านในตอนนี้ ช่วงที่ประเทศไทยเรากำลังสนใจและใส่ใจกับเรื่องเดียวกัน ข่าวใหญ่ที่รวมใจคนไทยทั้งประเทศ รวมให้คนไทยจดจ่อในเรื่องเดียวกัน แต่ในไม่ช้าก็บังเกิดความขัดแย้ง ทำให้มันกลายเป็นความสนใจในเรื่องเดียวกัน… ทว่ายืนอยู่กันคนละฟากฝั่ง

การได้ทำความรู้จักกับชาวบ้านตำบลดงกาหลง ที่มีความคิดและการกระทำที่แสดงออกมาแตกต่างกันไป นับว่าเป็นการอ่านในช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง คุณอาจได้วิเคราะห์ว่าผู้คนรอบตัวคุณทั้งในโลกจริงและโลกเสมือน หรือแม้กระทั่งตัวคุณเอง… ว่าเหมือนใครตำบลดงกาหลงหรือเปล่า ?

ประเด็นแรกคือการลงโทษคนที่ตัวเองมองว่าอยู่ ‘คนละฝ่าย’ กับตน คดีฆาตกรรมครูใหญ่มีผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งคือ ‘เฮียสุรเดช’ ชาวดงกาหลงที่ไปเรียนต่อกรุงเทพฯ จนกลับมาดงกาหลงอีกครั้งในคราบเศรษฐี นำพาความเจริญมาสู่ดงกาหลง แต่ความเจริญนั่นกลับไม่ใช่ความเจริญที่ชาวบ้านบางส่วนต้องการ อันทำให้ครูใหญ่ต้องเป็นแกนนำในการประท้วงโครงการของเขา มันคงไม่ใช่เรื่องแปลกหากผู้สังหารครูใหญ่จะเป็นเฮียสุรเดช หลักฐานยังหาไม่พบ แต่ความสมเหตุสมผลบังเกิดขึ้นในใจชาวบ้านอยู่แล้ว หรือคนคนนั้นคือศัตรูที่ยืนอยู่คนละฟากฝั่งเป็นทุนเดิม ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาน้ำใจหรือสนใจความรู้สึก

ไม่ใช่แค่เฮียสุรเดชที่ใครต่อใครมั่นใจว่าเป็นคนชั่ว แต่คนธรรมดาบางคน คนที่ไม่ใช่ชาวดงกาหลงแต่กำเนิด เพียงแค่ย้ายมาอยู่ที่นี่อย่างสันโดษ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร แต่อนิจจาที่ใครหลายคนมองว่าการไม่ข้องเกี่ยวคือการอยู่คนละฝ่าย เมื่อตกเป็นผู้ต้องสงสัยอีกคน สิ่งที่ตามมามันมากกว่าการลงโทษ แต่ทว่ามันคือการรังแกและกลั่นแกล้งเสียด้วยซ้ำ

ชาวบ้านตำบลดงกาหลงมักมีเรื่องมาคุยกันเสมอ และเรื่องมรณกรรมของครูใหญ่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่พูดคุยกันไปทั้งบาง ชนิดว่าทอล์กออฟเดอะทาวน์ มันทำให้เห็นว่ามนุษย์บางคนมักมีความต้องการบางอย่างอันแรงกล้า มันคือความต้องการให้ตนเองเป็นคนสำคัญ เป็นความปรารถนาให้คนรอบข้างหันมาสนใจตนเอง ต้นเหตุการตายของครูใหญ่จึงเปลี่ยนไปเรื่อย ตามที่ใครจะนึกออก ตั้งแต่คนทำยันฝีมือผีสางนางไม้ จนต้องไปพึ่งคนทรงเจ้า และบางครั้งความต้องการให้ผู้อื่นมาสนใจตนเองดังกล่าว มันร้ายแรงจนถึงขั้นใส่ร้าย พูดจาเกินจริงให้ผู้อื่นเข้าใจผิด คนที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘เพื่อน’ ของตนเอง หรือบางคราจากความรักและเคารพต่อครูใหญ่ ก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นความรังเกียจเดียดฉันท์ได้ หากพูดเป็นศัพท์แสงที่เข้าใจได้ง่ายในยุคปัจจุบัน คงต้องบอกว่า เพื่อ ‘หาซีน’ ให้ตัวเอง คนเราทำได้ทุกอย่าง พูดได้ทุกอย่าง โดยไม่ได้คำนึงว่าอะไรคือ ‘ความจริง’

ผู้เขียนไม่ได้ใจร้ายถึงขั้นใส่แต่คนร้ายๆ ไว้ในตำบลดงกาหลง เพราะอย่างน้อยเด็กหนุ่มอย่างเจ้ากันต์ก็ยังรักคนที่ดี ยังศรัทธาบ้านเกิดของตน ยังเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าแม้โลกภายนอก ประเทศของเราจะเต็มไปด้วยเรื่องร้ายๆ คนเลวๆ มากเพียงใด แต่เมื่อมองมาที่ดงกาหลง ที่นี่ยังเปี่ยมไปด้วยความดีงาม ความบริสุทธิ์ เป็นดุจเซฟโซนของเขา กันต์รักผู้คนที่นี่ กันต์รักดงกาหลง และกันต์เชื่อว่าความตายของครูใหญ่เป็นเรื่องร้ายเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่เกิดขึ้นที่นี่ มันคงจะดีไม่น้อยหากสิ่งที่กันต์เชื่อคือ ‘ความจริง’

ในความจริง คดีฆาตกรรมครูใหญ่ก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ยังคงมีเรื่องเลวร้ายตามมา และยังมีเรื่องเลวร้ายอีกมากที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้ อนิจจา… ความจริงเอ๋ยความจริง บางเรื่องที่คนอย่างกันต์ได้รู้ ปะติดปะต่อและคาดเดาออกมาได้ แต่รู้แล้วทำอะไรได้ ในเมื่อเขายังเป็นแค่เด็กธรรมดาที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยเพียงเท่านั้น เหมือนกับมดที่บังเอิญได้เห็นการตายของช้าง… ได้แต่เห็นแต่ทำอะไรไม่ได้ ทว่ามันก็ไม่น่าหดหู่ใจเท่าว่าด้วยเวลาที่ผ่านพ้นมานานแล้ว ถึงตอนนี้มันก็สายเกินที่จะรับรู้ เพราะความจริงนั้นได้สูญเสียไปพร้อมกับธรรมชาติ กาลเวลา หรือความตายของใครบางคนมาแล้ว

เรื่องราวบางเรื่องยังติดค้างคาใจกันต์ รวมทั้งตัวเราผู้เป็นคนอ่าน นี่คือการเลือกใช้ผู้เล่าเรื่องที่เปี่ยมด้วยความฉลาดหลักแหลมของผู้ประพันธ์

กันต์รู้ เราคนอ่านก็รู้

ความจริงใดที่ยังคงเป็นความลับที่ถูกซุกซ่อนไว้ตลอดไป กันต์ไม่รู้ เราคนอ่านก็ไม่อาจรู้ได้

ท้ายที่สุดแล้วมีเพียงสิ่งเดียวที่กันต์กระจ่างแจ้งที่สุด นั่นคือการที่เขาอยู่ที่ตำบลดงกาหลง ก็เปรียบได้กับการอยู่ ‘ณ ที่ซึ่งความจริงไม่อาจดำรงอยู่’

ดังข้อความที่ปรากฏก่อนเริ่มเรื่อง ‘แด่เจ้าความจริงผู้น่าสงสาร เพราะผู้คนในประเทศนี้ชอบแสร้งเมินเฉย ทำเสมือนเจ้าไม่มีตัวตน’

‘ณ ที่ซึ่งความจริงไม่อาจดำรงอยู่’ อาจไม่ได้หมายความแค่ตำบลดงกาหลง แต่อาจรวมได้ถึงชุมชนของเรา เมืองของเรา และประเทศของเรา… ก็เป็นได้

ท่ามกลางความวุ่นวายของประเทศเรา ผู้เขียนคงมิได้หวังให้เจ้าความจริงผู้น่าสงสารมันถูกรื้อฟื้นขึ้นมา แต่เราเชื่อว่านวนิยายเรื่องนี้มีพลังมากพอที่จะทำให้คนอ่านอ่านจนจบแล้วเกิดความรู้สึกว่านี่คือกระจกที่สะท้อนตนเอง นี่คือธารใสที่สะท้อนสังคมที่ตนอยู่

เมื่ออ่านจบแล้วพลันรู้สึกอยากเป็นคนจริง อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยความจริง ไม่ได้หลอกลวงตนเองหรือใครๆ ให้ละอายแก่ใจตน …เพียงเท่านี้ก็แสดงถึงพลังของ ณ ที่ซึ่งความจริงไม่อาจดำรงอยู่ และถือได้ว่านวนิยายเรื่องนี้ได้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์…

ณ   ที่ ซึ่ ง ค ว า ม จ ริ ง ไ ม่ อ า จ ดํ า ร ง อ ยู่

เขียนโดย : ปองวุฒิ รุจิระชาคร

สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์

จำนวนหน้า : 295 หน้า

ราคาเล่มละ : 295 บาท

Don`t copy text!