“ดวงใจระบายสี”…สามเมือง สามหนุ่ม สามสีที่ปาดป้ายระบายลงในใจเธอ

“ดวงใจระบายสี”…สามเมือง สามหนุ่ม สามสีที่ปาดป้ายระบายลงในใจเธอ

โดย : อุ้มสม

อ่านเอา กับคอลัมน์ อ่าน (แล้ว)… เอา (มาเล่า) เรื่องราวของ นิยายน่าอ่าน จากนักเขียนฝีมือเยี่ยมที่ อุ้มสม อยากแนะนำให้ได้อ่านกัน แม้แต่ละเรื่องจะไม่ใช่ นิยายออนไลน์ แต่เชื่อเถอะว่า เนื้อหาของทุกเรื่องราวน่าสนใจ และสร้างความสุขทางใจให้กับทุกคนอย่างแน่นอน

……………………………………………

 “สีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน คือแม่สีของช่างเขียน

ด้วยการผสานสีสามสีนี้จะเกิดสีใหม่อีกนับร้อยนับพันสี

เกิดเป็นภาพจิตรกรรมอีกนับพันนับหมื่นภาพ

เกิดเป็นศิลปินอีกนับหมื่นนับแสนคน

ในจำนวนนั้นมี อองรี เดอ ตูลูส-โลแทร็ก… โคลด โมเนต์

และวินเซนต์ แวนโก๊ะ”

 

หากใครได้ศึกษาประวัติของ ‘ปิยะพร ศักดิ์เกษม’ จะพบว่านักเขียนผู้นี้จบการศึกษาจากคณะครุศาสตร์ เอกวิชาศิลปศึกษา จึงปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากการเขียนนิยายแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรักมากก็คืองานศิลปะ และจากประสบการณ์การไปเที่ยวต่างแดนหลายต่อหลายที่ จึงทำให้การเดินทางคืออีกสิ่งที่เป็นชีวิตและจิตใจของผู้เขียน ซึ่ง ‘ดวงใจระบายสี’ คืองานเขียนที่ ‘ปิยะพร ศักดิ์เกษม’ เขียนด้วยความตั้งใจ เขียนด้วยความรัก ความปรารถนาที่จะมอบสองสิ่งที่เธอรักให้กับผู้อ่าน, นั่นคืองานศิลปะและการเดินทาง

‘ดวงใจระบายสี’ จึงเป็นเรื่องราวการเดินทางของสาวน้อยที่มีชื่อว่า ‘ใจสกาว’ หรือ ‘น้องหนู’ หญิงสาวผู้บริสุทธิ์ราวผ้าใบสีขาว แต่การเริ่มเดินทางมายังนิวยอร์กก็ทำให้ใจสกาวค้นพบความจริงว่าโลกใบนี้ไม่ได้สวยงามไปทุกมุมดังที่ใจเธอคาดไว้ตลอดมา หากแต่นิวยอร์กก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หญิงสาวได้เดินทางไปอีกสองเมือง คือจิแวร์นี และโอแวร์ซูรัวส์ เป็นการเดินทางที่ทำให้ใจสกาวได้รับประสบการณ์อันล้ำค่าแก่ชีวิต ประสบการณ์ที่จะสอนให้เธอเติบโตขึ้น มองโลกได้กว้างขึ้น เมืองสามเมือง สามชายที่เข้ามาในชีวิตเธอทั้ง ‘นพัช’ ‘คริส’ และ ‘ไทเลอร์’ จึงกลายเป็นแม่สีสามสี แดง เหลือง น้ำเงิน ที่เข้ามาระบัดระบายในใจเธอ ดวงใจของหญิงสาวจึงมิอาจกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ตลอดกาล

เรื่องราวใน ‘ดวงใจระบายสี’ แบ่งออกเป็นสามพาร์ต ตามเส้นทางการเดินทางของนางเอก ทุกบททุกตอนเป็นการติดตามชีวิตของน้องหนู ติดตามดูการเติบโตของเธอ การใช้ภาษาของ ‘ปิยะพร ศักดิ์เกษม’ ทำให้เรารักตัวละครตัวนี้ รักและอยากเอาใจช่วย รักในความดีของใจสกาว จนอยากเอาใจช่วยให้เธอหลุดพ้นจากภยันตราย พ้นภัยจากคนพาล และไม่อยากให้ภัยพาลเข้ามาแผ้วถางชีวิตเธอ ทว่าก็เป็นความรัก ความห่วงใยที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เชื่อใจในตัวน้องหนู เชื่อว่าต่อให้สิบเรื่องร้าย ร้อยคนพาล แต่ด้วยดวงใจอันพิสุทธิ์ดวงนี้ ด้วยใจที่ยึดมั่นในความถูกต้องและความดีงาม อย่างไรใจสกาวหรือน้องหนูคนนี้ก็ผ่านพ้นเรื่องเหล่านั้นไปได้แน่นอน

การอ่าน ‘ดวงใจระบายสี’ ให้อารมณ์และความรู้สึกเสมือนว่าสองตากำลังซึมซับภาพศิลป์ที่สวยงาม ภาพศิลป์หลากสีที่สร้างสรรค์โดยจิตรกรที่ชื่อ ‘ปิยะพร ศักดิ์เกษม’ ทั้งการใช้แม่สีสามสีเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเปลี่ยนแปรในชีวิตของใจสกาว หญิงสาวผู้แรกเริ่มเธอเป็นเสมือนผืนผ้าใบสีขาวสะอาดตา ต่อเมื่อสีแดง สีเหลือง สีน้ำเงินค่อยๆ เข้ามาระบาย ผ้าใบผืนนี้จึงไม่ใช่สีขาวเนียนนั้นอีกต่อไป

ไม่เคยได้เห็นผู้เขียนตั้งชื่อตอนในนิยายของตัวเอง และไม่บ่อยนักที่เราจะอ่านนิยายสักเรื่องแล้วรู้สึกว่าการตั้งชื่อตอนแต่ละตอนนั้นมันสำคัญและสัมพันธ์กับเรื่องราวจนไม่สามารถตัดออกไปได้ แต่ ‘ดวงใจระบายสี’ ทำให้เรารู้สึกเช่นนั้น ชื่อตอนที่ผู้เขียนตั้ง ทำให้ยิ่งสร้างความรู้สึกในใจคนอ่าน รู้สึกว่านี่คือภาพจิตรกรรมที่สวยงาม เมื่ออ่านจบแต่ละบทแต่ละตอน เราเกิดภาพวาดขึ้นมาในใจ ไม่ว่าจะเป็น ‘เมื่อลำแสงส่องผ่านรอยแยก’ ‘รอยแย้มของผ้าม่าน’ ‘เริ่มผสมสี’ ฯลฯ ทั้งการตั้งชื่อตอน การใช้ภาษาในการเล่าเรื่อง ตัวอักษรของ ‘ปิยะพร ศักดิ์เกษม’ จึงเป็นเสมือนพู่กัน สิ่งเหล่านี้กลายเป็นภาพวาดที่เกิดขึ้นในใจ เกิดขึ้นในจินตนาการของคนอ่าน

ไม่เพียงเท่านั้น แต่ ‘ปิยะพร ศักดิ์เกษม’ ยังเชื่อมโยงชีวิตของใจสกาว เชื่อมโยงเรื่องราวที่เธอเผชิญให้สัมพันธ์ของศิลปินนามอุโฆษทั้งสามท่าน ในสามเมืองที่เธอเดินทางไป ไม่ว่าจะเป็น ‘อองรี เดอ ตูลูส-โลแทร็ก’ ‘โคลด โมเนต์’ และ ‘วินเซนต์ แวนโก๊ะ’ ซึ่งยิ่งทำให้ภาพจิตรกรรมที่ผู้เขียนวาดผ่านตัวอักษรชัดเจนมากขึ้น หากชั่วขณะที่ได้อ่านนิยายเล่มนี้ เมื่อผู้เขียนกล่าวถึงประวัติ ภาพวาดของศิลปินท่านใด แล้วคนอ่านลองเปิดกูเกิลค้นหาภาพวาดของศิลปินทั้งสามท่านนี้ เราเชื่อว่าจะยิ่งอิน จะยิ่งซึมซัมบรรยากาศและเรื่องราวของใจสกาวได้มากขึ้นแน่นอน

ก่อนจะเกิดแม่สีทั้งสาม ต้องเริ่มจากสีขาวเสียก่อน เช่นเดียวกับดวงใจของ ‘ใจสกาว’ ก่อนที่มันจะถูกระบายสี ก่อนที่ประสบการณ์ ผู้คนจะเข้ามาให้เธอได้เรียนรู้ แน่นอนว่ามันคือความสะอาดบริสุทธิ์ ใจสกาวสูญเสียแม่ตั้งแต่เธอถือกำเนิดลืมตาดูโลก แต่เธอก็ได้รับความรักเปี่ยมล้นจาก พ่อ ย่า และคนดูแล เป็นความรักที่ฟูมฟัก ประคบประหงมใจสกาวอย่างดี อันทำให้หญิงสาวรู้สึกว่าโลกนี้ปลอดภัยสำหรับเธอในทุกที่ทุกทาง ผู้คนบนโลกนี้เป็นคนดี หากจิตใจเธอปรารถนาดีต่อพวกเขา พวกเขาก็จะไม่ทำอะไรเธอ

จนกระทั่งการจากไปของย่า ที่ทำให้คนสองคนเข้ามาในชีวิตหญิงสาว คนหนึ่งคือ ‘ณัฐพร’ สาวรุ่นพี่ที่กลายเป็นแม่เลี้ยง คนหนึ่งคือ ‘นพัช’ ลูกพี่ลูกน้องของณัฐพร ชายผู้อยู่ในสถานะชายคนรักของเธอตลอดห้าปีที่ผ่านมา แต่ใจสกาวก็ยังเป็นใจสกาว เป็นน้องหนูที่มองทุกอย่างเป็นสีขาวที่สะอาดตา โลกของใจสกาวยังแคบจนทำให้เธอมองไม่เห็นความผิดพลาด ความน่าเคลือบแคลงของคนใกล้ตัว โดยเฉพาะผู้เป็นแม่เลี้ยง แรกเริ่มอาจจะทำให้คนอ่านหงุดหงิดหรือค่อนขอดในความดีของใจสกาว จนรู้สึกว่าเธอ ‘โลกสวย’ จนรู้สึกว่าแม่น้องหนู ‘มัวแต่วิ่งเล่นอยู่ที่ทุ่งลาเวนเดอร์’ แต่การให้เหตุผลของผู้เขียน การบอกเล่าความเป็นมา การเติบโตของใจสกาว ก็ทำให้คนอ่านอย่างเรารำคาญเธอไม่ลง หงุดหงิดไม่ได้ ทว่ามันกลายเป็นความรัก เป็นการเอาใจช่วยให้เธอมองเห็นความจริงโดยไว

การเดินทางมายังนิวยอร์กจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในดวงใจของใจสกาว เหตุการณ์ที่หญิงสาวต้องเผชิญ ชายหนุ่มที่หญิงสาวได้พานพบ กลายเป็นสีแดงในผืนผ้าใบผืนนี้ สีแดงที่แสนสดใส เพราะนี่คือการเดินทางเพียงลำพังครั้งแรกในชีวิตของใจสกาว อีกทั้งยังเป็นการเดินทางมายังต่างแดนเสียด้วย มันคือความสดใสอันแปลกใหม่ที่ใจสกาวเพิ่งได้สัมผัส

ไม่ใช่แค่ความสดใสเท่านั้น แต่สีแดงยังคงมีอีกด้านหนึ่ง คือความร้อนแรง ความร้อนรุ่มที่แผดเผาหัวใจคนได้ในพริบตา และ ‘นพัช’ คือผู้ระบายสีแดงเฉกนี้ให้เกิดขึ้นในใจของน้องหนู มันกลายเป็นความผิดหวัง โลกของใจสกาวพังภินท์ในชั่วพริบตา ความผิดหวังนั้นแทบจะแผดเผาหัวใจเธอ แต่ก็เพียงแค่ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น เพราะทันทีทันใดที่พายุแห่งความเสียใจซาลง สิ่งที่มาแทนที่คือสติ ประสานกับกำลังใจจากมิตรแท้ ใจสกาวที่ล้มลงไปก็ลุกขึ้นมายืนได้อีกครั้ง ลุกขึ้นมาเพื่อก้าวต่อไป เป็นก้าวที่จะทำให้หญิงสาวเข้มแข็งมากขึ้น เป็นก้าวที่จะทำให้หญิงได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้

การเดินทางก้าวที่สองของใจสกาวจึงเป็นที่เมืองจิแวร์นี เมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ ณ ประเทศฝรั่งเศส เห็นได้ชัดว่าใจสกาวโตขึ้น โตขึ้นกว่าเมื่อครั้งที่อยู่นิวยอร์ก โตขึ้นกว่าใจสกาวคนเดิมมาก การเติบโตอีกขั้นของใจสกาวครั้งนี้ ทำให้เราเข้าใจได้ว่าไม่จำเป็นเลยที่คนเราจะต้องเจออุปสรรค เจอความทุกข์เทวษมากมายหลายเรื่อง เพราะใจสกาวเจอแค่เรื่องเดียวแค่ทำให้หญิงสาวเติบโตได้ไกล เพราะเรื่องนั้นคือเรื่องใหญ่ในชีวิตเธอ นพัชและณัฐพร (เคย) เป็นคนสำคัญในชีวิตเธอ เมื่อความจริงกระจ่าง ม่านที่บดบังความจริงก็พลันหายไป จึงไม่แปลกเลยที่น้องหนูของเราจะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างรวดเร็ว

‘คริส’ จึงเป็นหนุ่มน้อยที่เข้ามาผิดที่ผิดเวลาในชีวิตใจสกาว ชายหนุ่มเป็นเสมือนสีเหลืองที่สดใส ร่าเริง เหมืองท้องฟ้ายามเช้า เป็นความใสซื่อแบบเด็กน้อย ทว่าใจสกาวโตขึ้นแล้ว ความรักของหนุ่มน้อยคนนี้จึงไม่ใช่รักที่เธอต้องการ ความคิดอ่านที่โตขึ้นจึงทำให้คริสดูกลายเป็นเด็กน้อยที่น่ารำคาญในสายตาคนอ่านอย่างเรา แต่ก็ชื่นชมที่สุดท้ายด้วยเวลา ด้วยประสบการณ์ จึงทำให้คริสเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น นี่จึงเป็นอีกตัวละครที่มีพัฒนาการอย่างชัดเจนจากตอนแรกที่ปรากฏไปจนถึงบทส่งท้าย

สีสุดท้ายใน ‘ดวงใจระบายสี’ ที่เข้ามาแต่งแต้มและระบายในใจของใจสกาวคือสีน้ำเงิน กับการเดินทางไปยังเมืองโอแวร์ซูรัวส์ เมืองที่ซุกซ่อนความโศกเศร้าเอาไว้ พาร์ตนี้จึงเป็นพาร์ตที่ดราม่าที่สุด เข้มข้นที่สุด หนักหน่วงที่สุด เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของใจสกาว เป็นพาร์ตที่ทำให้เราได้เห็นถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ เป็นพาร์ตที่ทำให้เราเห็นว่าใจสกาวคนนี้เติบโตขึ้นกว่าใจสกาวคนที่ปรากฏตัวเมื่อบทที่หนึ่งมาก

ชายหนุ่มผู้เป็นเสมือนสีน้ำเงินในชีวิตและดวงใจของใจสกาวคือ ‘ไทเลอร์’ ผู้เขียนค่อยๆ ทวีความเข้มเข้นของสีน้ำเงินนี้เรื่อยๆ เมื่อแรกเป็นสีน้ำเงินอ่อน คล้ายน้ำทะเลที่สดใส เย็นใจ ดังเช่นความรักของไทเลอร์กับใจสกาว ความเข้มแข็งทั้งกายใจ ความยืนหยัดอย่างมั่นคง ความอบอุ่น ทุกสิ่งอย่างเหล่านี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นความรักที่เกิดขึ้นในใจของใจสกาว, รักที่เธอมีให้ไทเลอร์

ไทเลอร์ก็เช่นกัน ชีวิตของเขามีแต่ความมืดมนมานาน ใจสกาวคือความสดใส คือความพร่างพรายในใจเขา เธอทำให้ดวงใจของเขาที่เคยหมดหวังพลันกลับมามีความหวังได้อีกครั้ง ไทเลอร์คือพระเอกที่ปรากฏตัวน้อยมากหากเทียบกับพระเอกในนิยายเรื่องอื่นๆ แต่ทุกการปรากฏตัวของเขา เราสัมผัสได้ถึงความแพง เราเห็นเกรดพรีเมียมของผู้ชายคนนี้ ความหวานละมุนของไทเลอร์กับใจสกาวจึงอยู่ในปริมาณพอดี ไม่หวานจนน้ำตาลขึ้น เป็นความหวานที่เยียวยาหัวใจให้กันและกัน ซึ่งในพาร์ตนี้ผู้เขียนยังสร้างความสงสัยใคร่รู้ให้เกิดขึ้นในใจคนอ่าน ให้สงสัยว่าความมืดในชีวิต ความอับแสงในใจของไทเลอร์มีสิ่งใดหรือใครกันที่เป็นต้นเหตุ

สิ่งที่น่าสนใจและน่าเก็บมาคิดคือความรักในเรื่องนี้ ทั้งคู่หลักคือไทเลอร์กับใจสกาว และ คู่รองคือ ‘เบญจ์’ กับ ‘อริศรา’ เป็นความรักที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นาน มองตาก็รู้ใจ มั่นใจ จึงได้สานสัมพันธ์ต่อเป็นรักแท้ที่ยาวนาน มันเป็นไปได้หรือไรที่ความรักของคนสองคนจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับความรักระหว่างนพัชกับใจสกาวที่กลายเป็นอดีตไปแล้ว ก็เห็นถึงความเป็นไปได้ ระยะเวลา 5 ปี ไม่ได้ยาวนานพอที่จะยืนยันได้เลยว่ารักนี้จะมั่นคง ตราบใดที่นพัชยังตลบตะแลงและไม่มีความจริงใจให้ใจสกาว ตราบใดที่ใจสกาวยังเป็นฝ่ายเดียวที่ให้ความจริงใจ ในทางกลับกัน สิ่งที่ชัดเจนในตัวละครทั้ง 4 (ไทเลอร์ ใจสกาว เบญจ์ และอริศรา) คือการเป็นคนจริงใจ ชัดเจนต่อความรู้สึกของตัวเอง ความรักที่เริ่มต้นจากความจริงใจ และเมื่อความจริงใจนั้นทำให้คนสองคน ‘คลิก’ กันจนลงตัว ความรักที่ใช้เวลาไม่นานในการเริ่มต้นแต่กลับอยู่ด้วยกันนานเท่านาน รักที่ดูเป็นไปได้ยากก็สามารถเกิดขึ้นได้

แต่ในที่สุดสีน้ำเงินที่ไทเลอร์ระบายลงในใจของใจสกาว ก็ค่อยๆ ทวีความเข้มขึ้น เข้มขึ้น จนเป็นสีน้ำเงินที่หนักหน่วง เป็นสีน้ำเงินที่ถูกกลั่นจากความทุกข์ทวี ความทุกข์จากปัญหาที่ไร้ทางออก มันคือความสับสนที่เกิดขึ้นในใจเธอ เช่นเดียวกับภาพเขียนของแวนโก๊ะหนักหน่วง หดหู่ สะท้อนให้เห็นชีวิตของจิตรกรผู้นี้ ศิลปินผู้อาภัพตั้งแต่มีชีวิตจนถึงวันตาย แต่ใจสกาวยังมีชีวิตอยู่ เธอจึงต้องสู้ต่อไป ต้องฝ่าฟันปัญหานี้ไปให้ได้

หากนี่คือความรักของหนุ่มสาวคู่อื่น ปัญหานี้จะแก้ไขได้อย่างง่ายดาย คนสองคนจะครองคู่กันได้สุดที่หัวใจตนเองปรารถนา แต่ใจสกาวคือหญิงสาวที่นึกถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง ใจสกาวคือหญิงสาวที่คำนึงถึงความถูกต้องมากกว่าความถูกใจ และไทเลอร์คือผู้ชายที่รักศักดิ์ศรีตนเองยิ่งชีพ การตัดสินใจของใจสกาวจึงทำให้เราได้เห็นถึงความเข้มแข็งของเธอ เห็นความรักที่เธอมีให้ไทเลอร์สุดหัวใจ เมื่อรักไทเลอร์มาก เมื่อปรารถนาดีต่อไทเลอร์มาก จึงเหลือเพียงทางเลือกเดียว ใจสกาวจึงไม่สามารถตัดสินใจเป็นอื่นได้ นอกจากเลือกเส้นทางนี้

เราเห็นความรักของคนสองคน รักที่มีให้กันมาก รักที่ไม่อาจครอบครองได้แม้ว่าในใจจะปรารถนากันและกันมากเพียงใด แต่หากการอยู่ร่วมกันแล้วทำให้ชื่อเสียง ทำให้ศักดิ์ศรีของคนที่ตนเองรักต้องพลอยมัวหมอง ใจสกาวกับไทเลอร์จะไม่มีทางทำเป็นอันขาด! ท้ายสุดแล้วจึงต้องมาลุ้นกัน ว่าทั้งคู่จะครองคู่กันดังใจปรารถนา ครองคู่โดยที่เป็นสิ่งที่ถูกต้องได้อย่างไร

ชีวิตของน้องหนูหรือใจสกาวใน ‘ดวงใจระบายสี’ จึงมีหลายเฉกสี หลากอารมณ์ มากความรู้สึก แต่ในช่วงที่คู่หลักกำลังตกอยู่ในสภาวะกดดัน หนักหน่วง ผู้เขียนก็ไม่สร้างความตึงเครียดให้กับคนอ่านมากจนเกินไป แต่ได้ส่งความน่ารักของคู่รองมาผ่อนคลายความเครียดนั้น ‘เบญจ์’ กับ ‘อริศรา’ สร้างสีสันสดใสและรอยยิ้มให้กับนิยายเรื่องนี้ เป็นคนสองคนที่แรงพอกัน ฉลาดพอกัน ร้ายพอกัน จึงสามารถรับมือกันและกันได้ ด้วยหลายสิ่งหลายอย่างที่เสมอกัน ประกอบกับหัวใจที่ตรงกัน หนุ่มสาวคู่นี้จึงเป็นคู่ที่น่ารักและเรียกเสียงกรี๊ดจากคนอ่านไปเต็มๆ

ท้ายสุดแล้วจากผืนผ้าใบสีขาวในชีวิตของใจสกาว ที่ค่อยๆ ถูกสีทั้งสามปาดป้ายระบายลง ก็ทำให้เราได้เห็นการเติบโตของเธอ ใจสกาวก้าวออกมาจากคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง ก้าวมาเพื่อพบจุดพลิกผันครั้งใหญ่ในเรื่องของความรัก มันคือความผิดหวัง มันคือความสวยงามที่พังทลาย แต่จิตใจของใจสกาวกลับแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โลกของหญิงสาวจึงงดงาม และไม่ใช่งดงามเหมือนเดิม, แต่มันคือความงดงามยิ่งกว่าเดิม!

หากคนเราเลือกอยู่ในคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง ดังเช่นใจสกาว ที่หากไม่ก้าวเดินออกมาจากโลกใบเดิม ก็คงไม่ได้พบกับโลกใบใหม่ที่กว้างขึ้น ไม่ได้พบกับโลกใบใหม่ที่สอนเรา ที่นำพาเราให้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยเรียน ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตำราไม่ได้สอน ทว่ามันคือทักษะชีวิตที่ล้ำค่า ทักษะที่จะทำให้คนเราเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและมั่นคง ทุกการเดินทาง ทุกความเจ็บปวด ทุกสีที่แต่งแต้มในดวงใจ ทุกสิ่งอย่างนี้ล้วนเป็นเบ้าหลอมให้ใจสกาวเติบโตขึ้น โตกว่าคนเมื่อวาน โตกว่าใจสกาวเมื่อห้าปีเมื่อสิบปีที่แล้ว, คนเราก็เช่นกัน ด้วยวันที่ใช้ชีวิต ทุกปัญหาที่เข้ามาในชีวิต เมื่อผ่านพ้นมันไปได้ เราจะโตขึ้นกว่าเราคนเมื่อวาน

เหมือนกับสีสันหลากหลายทั้งแดง เหลือง น้ำเงิน ที่ถูกระบายลงในชีวิต ดวงใจ และตัวตนของเรา หากมีสติ หากมีจิตใจที่ดีงาม ก็จะสามารถเกลี่ยสี ตกแต่งภาพให้สวยงามได้ เราจึงรังสรรค์ภาพจิตรกรรมชีวิตของเราให้สวยงามได้ด้วยสองมือและหนึ่งใจของเราเอง ดังเช่นใจสกาว เห็นได้ชัดว่าเมื่อจบเรื่องแล้ว หญิงสาวเข้าใจโลกมากขึ้น มองโลกได้กว้างและครบถ้วนทุกแง่มุมมากขึ้น โลกของใจสกาวจึงไม่ใช่โลกสวยในอุดมคติอีกต่อไป แต่มันคือโลกแห่งความเป็นจริง

ความน่าสนใจคือใจสกาวเติบโตโดยที่ไม่เสียตัวตนที่ดีงามไป ต่อให้พบเจอคนพาล ประสบภัยจากคนพาลมากเท่าไร แต่ใจสกาวก็คือน้องหนูที่ทำทุกอย่างด้วยความถูกต้อง มีจิตใจที่นึกถึงผู้คนรอบข้าง ผู้คนที่เธอรัก เห้นชัดเจนที่สุดคือเรื่องราวของณัฐพร แม่เลี้ยงของเธอ ความร้ายกาจของผู้หญิงคนนี้ ทำให้เรารังเกียจ เราอยากขับไล่เธอให้ไปให้พ้นจากชีวิตของน้องหนู เราไม่ต้องการให้คุณ ‘ธีรชัย’ บิดาของใจสกาวรับผู้หญิงคนนี้ไว้ในชีวิตอีก แต่มันจะทำได้อย่างไร เมื่อมองไปรอบข้างก็พบเห็น ‘ณิศรา’ น้องสาวตัวน้อย พยานรักของคุณธีรชัยกับณัฐพร การตัดสินใจของใจสกาวในเรื่องนี้ จึงมิได้ทำเพื่อความสะใจของตัวเอง มิได้ต้องการเอาคืนณัฐพรแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ใจสกาวระลึกถึงคือความสุขของพ่อและชีวิตของหนูนิด ดวงใจของเด็กหญิงณิศราที่บริสุทธิ์และไม่รู้ไม่เห็นในสิ่งที่ผู้เป็นแม่กระทำ

ใจสกาวจึงเติบโตอย่างเข้มแข็งโดยที่ยังเป็นใจสกาวที่มีใจบริสุทธิ์ ด้วยจิตใจ ด้วยการกระทำที่นึกถึงแต่คนที่ตัวเองรัก นึกถึงไทเลอร์ นึกถึงคุณธีรชัย นึกถึงหนูนิด ก่อนที่จะนึกถึงความต้องการของตัวเอง คนที่มีจิตใจเช่นนี้นี่ละคือคนที่เข้มแข็ง เสียสละ และเด็ดเดี่ยวที่สุด ภายนอกที่ดูสดใส ไม่รู้ความ ภายนอกที่ดูเปราะบาง แต่แท้จริงแล้วใจสกาวไม่ใช่คนอ่อนแอเลย หญิงสาวอาจเข้มแข็งมาตั้งแต่วันแรกที่เกิดมาด้วยความลำบากยากเข็ญกว่าทารกคนอื่นเสียด้วยซ้ำ เมื่อมองให้ดีแล้ว เด็กหญิงใจสกาวจึงมีจิตวิญญาณของนักสู้นับตั้งแต่นั้น, วันแรกที่ลืมตาดูโลก

‘ดวงใจระบายสี’ และชีวิตของใจสกาว จึงเป็นกำลังใจให้กับทุกชีวิต ในการสร้างสรรค์ภาพจิตรกรรมที่สวยงาม ภาพแห่งชีวิตของตัวเอง ในการเติบโตขึ้นทุกทุกวัน เติบโตในแต่ละวัน เติบโตโดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนร้าย แต่ความดีงามในจิตใจนี่ละ คือพลังที่จะทำให้เรายืนหยัดได้ในแต่ละวัน เติบโตไปได้ด้วยความมั่นคง, ‘ปิยะพร ศักดิ์เกษม’ ยังทำให้เราเห็นแง่งามในภาษาการเล่าเรื่องของเธอ ยังทำให้เราอิ่มใจเมื่ออ่านจบได้เสมอ.

ด ว ง ใ จ ร ะ บ า ย สี

เขียนโดย : ปิยะพร ศักดิ์เกษม

สำนักพิมพ์ : อรุณ

จำนวนหน้า : 408 หน้า

ราคาเล่มละ : 395 บาท

 

 

Don`t copy text!