5 เล่มทรงอิทธิพลกับตัวตนของ ‘ปราปต์’

5 เล่มทรงอิทธิพลกับตัวตนของ ‘ปราปต์’

โดย : แพร ปุโรทกานนท์

‘ อ่านเอา ’ ชวน ปราปต์ หรือ เต็ก – ชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์ เจ้าของผลงานนิยายแนวสืบสวนสอบสวนที่เขย่าวงการวรรณกรรมไทย ทั้ง กาหลมหรทึก, นิราศมหรรณพ และล่าสุด ลิงพาดกลอน ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์อ่านเอา นั่งลงพูดคุยกันถึง หนังสือ 5 เล่ม ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตทั้งความคิดและงานเขียนอันเปี่ยมเอกลักษณ์ และสะท้อนบางช่วงตอนของชีวิตจวบจนถึงวันนี้ที่เขาลาออกจากงานประจำ เพื่อดำรงตนเป็นนักเขียนอาชีพเต็มตัวอย่างที่ใฝ่ฝัน

 

“มันก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะได้คำตอบเมื่อเราตั้งคำถาม

แต่เราจะได้อะไรใหม่ๆ กลับมา

อย่างเรื่องล่าสุดคือ ลิงพาดกลอน

มันทำให้เราได้สืบลึกเข้าไปว่า จริงๆ แล้ว ทำไมชนกลุ่มน้อยนั้นถึงไม่เป็นที่ยอมรับ”

 

“ตั้งแต่เด็กมาผมเป็นคนอ่านหนังสือละเอียด อาจจะด้วยเพราะเราอยากเป็นนักเขียนอยู่แล้ว จึงมีความรู้สึกว่าเราต้องเคารพงานของเขา คืออ่านทุกตัวอักษร ทำให้เรากลายเป็นคนค่อนข้างสังเกตว่านักเขียนเขาใช้ถ้อยคำแบบไหน วิธีการจัดเรียงประโยค แล้วเมื่อก่อนผมอ่านงานของ ทมยันตี พนมเทียน ก็จะได้คำประหลาดๆ มา เลยกลายเป็นว่ามีคนบอกว่าผมใช้คำเก่า ใช้คำแปลก ซึ่งจริงๆ ผมว่าไม่ใช่เลย เขาใช้กันมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ว่าคนเขียนสมัยนี้ไม่ใช้ ไม่มีการหลากคำ”

ปราปต์ย้อนความหลังถึงตัวเอง ก่อนจะเล่าเพิ่มเติมว่าตั้งแต่จำความได้ เขาก็รู้ตัวเองว่าอยากเป็นนักเขียนแล้ว หนังสือนิทานที่เน้นภาพให้ระบายสี และมีตัวหนังสือน้อย ที่แม่ซื้อให้ ปราปต์ในวัยเยาว์ก็จัดการเติมคำต่อเรื่องเองมาแล้วแทบจะทุกเล่ม ปราปต์เขียนเรื่อยมานับแต่นั้น จนกระทั่งขึ้นชั้นมัธยมต้น เขาก็ได้รู้จักนิยายเล่มแรกที่บันดาลใจให้อยากเขียนแบบนั้นบ้าง

“นิยายเรื่องแรกในชีวิตที่อ่านคือ หุบเขากินคน ของอาจารย์มาลา คำจันทร์ ครับ ผมใช้เวลาอ่านนานถึง 3 ปี เพราะไม่กล้ายืมจากห้องสมุดโรงเรียน เป็นอะไรไม่รู้ตอนนั้น (หัวเราะ) ก็คอยไปหยิบๆ อ่านเอา เป็นเรื่องแนวพีเรียดด้วย คืออาณาจักรฟูนัน ย้อนกลับไปกี่พันปีก็ไม่รู้ ภาษาและวิธีการบรรยายของคุณ มาลา คำจันทร์  มันเหมือนเปิดโลกเรา จากเด็กที่อ่านแต่นิทาน พอได้มาอ่านเล่มนี้มันเหมือน โอ้โห ทำไมเขียนดีจังเลย ทำให้เรารู้สึกอยากเขียนแบบนี้ แล้วเป็นการเซ็ตเราด้วยนะ ทำให้เราติดการใช้ภาษาสวยๆ”

หนังสือเล่มถัดมา ปราปต์เลือกนิยายที่เขาซื้อเองเป็นเล่มแรก คราวนี้เป็นผลงานของ ทมยันตี นักเขียนชั้นครูของเมืองไทย “ชื่อเรื่องว่าใบไม้ที่ปลิดปลิว ครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับปมทางจิตของผู้ชายที่ผ่าตัดแปลงเพศเป็นผู้หญิง แล้วก็อยากจะแต่งงานกับอาของตัวเอง คือ สมัยก่อนตอนเด็กๆ เราดูแต่ละคร เราก็ไม่รู้ว่ามันมีเรื่องแบบนี้ที่สามารถเอามาเขียนเป็นหนังสือได้ ผมอ่านเรื่องนี้ตอนยังเด็ก ก็รู้สึกว่าทำไมมันล้ำยุคจัง รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่แปลก แล้วการใช้ภาษาดี มีวิธีการให้ข้อมูลที่ดี ส่วนที่เลือกซื้อเล่มนี้ก็เพราะเล่มมันบางที่สุดเท่าที่ผมตอนเด็กๆ จะมีเงินซื้อได้ ผมอ่านไม่รู้ซ้ำกี่รอบ ทั้งที่เรื่องมันหนักมากสำหรับเด็ก แต่ผมชอบมาก แล้วเราก็เลยติดกับการอ่านอะไรที่มีประเด็นค่อนข้างหนัก”

สำหรับหนังสือเล่มที่สาม ถือว่ามีอิทธิพลต่อนักเขียนหนุ่มอย่างชัดเจน และสะท้อนผ่านงานเขียนแนวสืบสวนสอบสวนของเขา ที่ยอกย้อนซ่อนกลจนผู้อ่านวางไม่ลง

“คินดะอิจิครับ (คินดะอิจิยอดนักสืบ) ของโยโคมิโซะ เซชิ  ผมชอบงานสืบสวนสอบสวนอยู่แล้ว เล่มที่ผมชอบที่สุดคือหมู่บ้านแปดหลุมศพ เพราะว่าพออ่านถึงตอนที่เฉลย มันกลายเป็นแบบว่า เฮ้ย ทำไมหลอกเราได้ถึงขนาดนี้นะ ถ้าเขียนสืบสวนสอบสวน ผมก็อยากเขียนให้ได้แบบนี้ อยากได้อารมณ์ที่มันหลอน มันดาร์ค ผมก็ตามอ่านคินดะอิจิมาเรื่อยๆ เป็นหนังสือที่ทำให้รู้สึกอยากเขียนสืบสวนสอบสวน”

ปราปต์บอกว่านิยายสืบสวนสอบสวนของเขาเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ในแต่ละเล่ม ย้อนไปตอนกาหลมหรทึก เจ้าตัวเน้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น มากกว่าจะเน้นใส่ประเด็นมากมาย ส่วนนิราศมหรรณพก็โดดเด่นเรื่องเทคนิคการเล่าเรื่อง พอมาถึงลิงพาดกลอน ที่ลงในเว็บอ่านเอาของเรา กลวิธีการนำเสนอก็ปรับเปลี่ยนไปอีก

“ลิงพาดกลอนนี่เหมือนกลับคืนสู่สามัญ เราหาวิธีการเล่าที่มันง่ายๆ แต่ว่าไปเน้นการตั้งคำถามกับสังคม ประเด็นคือเรื่องชนกลุ่มน้อยที่อพยพมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นประเทศสมมุติ ตั้งชื่อใหม่ คือผมพูดในแง่ว่าทำไมประเทศเขาถึงไม่ยอมรับ รวมถึงพูดด้านอื่นๆ ด้วย ซึ่งผลตอบรับจากนักอ่านในทวิตเตอร์โอเคเลยนะ เป็นกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ที่เขาอ่านแล้วคิดตามไปด้วย พอลงไป 3 ตอนแรก เริ่มมีคนตายหนึ่งคนโดยวิธีที่อิงจากการสังหารในอดีตจากยุคอยุธยา ซึ่งเรายังไม่ได้เฉลยตอนนั้น แต่ลงไปแค่นั้น คนอ่านสามารถค้นข้อมูลรู้ได้แล้วว่าต้องอย่างนี้แน่นอน ตอนแรกผมอ่านแล้ว ตกใจเลย ทำไมรู้เร็วขนาดนี้ แต่มันดีที่ประเด็นนี้เราเฉลยในอีกไม่กี่ตอนถัดมา แล้วประเด็นที่เป็นหลักๆ เราก็เก็บไว้ มันเลยกลายเป็นการเขียนที่สนุก เพราะเป็นการเขียนไปด้วย และรับรู้การตอบสนองจากคนอ่านไปด้วย คนอ่านเดี๋ยวนี้เก่งมาก เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถคิดแค่ชั้นเดียว แค่หาข้อมูลแล้วจบ ไม่ได้”

หนังสืออีกเล่มที่สั่นสะเทือนความรู้สึกปราปต์อย่างมาก และเขาไม่เคยหยิบมาอ่านอีกเลยจวบจนกระทั่งปัจจุบัน คือผลงานของ Khaled Hosseini นักเขียนชาวอัฟกานิสถานผู้จากบ้านเกิดมาเติบโตในโลกตะวันตกตั้งแต่เด็ก

The Kite Runner ครับ ชื่อภาษาไทยคือ เด็กเก็บว่าว เป็นช่วงเบญจเพสเข้าหรืออะไรไม่รู้ (หัวเราะ) คืออ่านตอนช่วงที่ชีวิตเราเริ่มโตขึ้นแล้วเห็นว่าบริษัทที่เราคิดว่าดี มันก็ไม่ได้ขนาดนั้นนะ คนรอบๆ ตัวเราทำไมร้ายกาจจังวะ (หัวเราะ) คือเราไม่สามารถอ่านเรื่องสวยๆ ที่เราเคยอ่านแล้วอินกับมันได้แล้ว ก็กลายเป็นว่าผมขยับไปอ่านเรื่องที่หนักขึ้น เช่น คำพิพากษา แล้วก็มาเจอเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ดาร์คมาก ผมอ่านแล้วจิตตกไปประมาณเดือนนึง อ่านอะไรไม่ได้อีกเลย แล้วมันติดอยู่ในใจ ทุกวันนี้ผมไม่กล้ากลับไปอ่านอีก เพราะกลัวว่าความรู้สึกที่ประทับใจขนาดนั้นมันจะหายไป”

“มันเป็นเรื่องของเด็กชายสองคนที่มีความสัมพันธ์กันแบบนายกับบ่าว เกิดที่อัฟกานิสถาน เด็กคนนึงเป็นลูกของนาย อีกคนเป็นลูกของบ่าว และเด็กสองคนนี้สนิทกัน คนที่เป็นบ่าวก็จะรักนาย ยอมนายทุกอย่าง แล้วมีวันนึงมีการแข่งว่าวของเด็กที่นั่น เป็นเหมือนประเพณี ซึ่งใครที่สามารถใช้เชือกว่าวที่คมด้วยเศษแก้วไปตัดเชือกว่าวของอีกฝ่าย และวิ่งไปเก็บว่าวของฝ่ายนั้นมาได้ก็จะชนะ ก็ปรากฏว่าเด็กที่เป็นนายทำได้ แล้วก็ใช้ลูกน้องไปเก็บว่าวของเพื่อนที่เป็นแก๊งอันธพาลมา แต่ปรากฏว่าการที่จะไปเอาว่าวมา มันทำให้แก๊งอันธพาลทำอะไรบางอย่างกับเด็กคนนี้ แล้วคนที่เป็นเจ้านายก็เห็นแต่ไม่ช่วย ก็ปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้น สุดท้ายคนที่เป็นบ่าวก็เอาว่าวมาให้ประมาณว่าผมทำให้คุณได้แล้ว เล่าแล้วจะร้องไห้ แล้วบาปนี้มันก็ติดอยู่ในใจคนที่เป็นนาย จนตอนที่โตแล้วก็ต้องกลับมาเพื่อแก้ปมบาปในใจตัวเอง มันเศร้ามากจริงๆ พอมาเจอเล่มนี้ก็เหมือนโตขึ้นเลย”

ดูเหมือนว่าบางช่วงตอนในชีวิตของปราปต์สะท้อนผ่านหนังสือทุกเล่มที่เขาหยิบอ่าน บางเล่มคือการเปิดโลกทางการเขียน บางเล่มคือหน้าต่างบานกว้างที่ทำให้เห็นโลกในมุมที่ต่างไป และบางเล่มก็เขย่าความนึกคิดอันส่งผลต่อการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และหนังสือเล่มท้ายสุดที่ปราปต์เลือกมาพูดถึงก็เช่นกัน ตัวหนังสือเหล่านั้นเดินทางมาสู่นักเขียนหนุ่มในวันที่เจ้าตัวรู้สึกว่าอ่านอะไรก็คล้ายจะไม่สนุกเหมือนเก่า

“เล่มนี้เพิ่งอ่านจบไปเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เองครับ ชื่อเรื่องว่า กฎหมายให้ฆ่า  ช่วงหลังๆ นี้ ผมจะมีปัญหาเรื่องไม่มีเวลา คือผมต้องเขียนหนังสืออย่างเดียว แล้วก็ต้องอ่านบทความจากสำนักข่าวต่างๆ เพื่อให้ได้วัตถุดิบ เหมือนเราอ่านเพื่องานตลอดเวลา พอจะอ่านอะไรเพื่อผ่อนคลายก็กลายเป็นว่าอ่านอะไรก็ไม่สนุก เพราะเหมือนเราคิดอยู่ตลอดเวลา แต่พอมาเจอเล่มนี้ ผมอ่านอยู่สองวันเอง มันไม่ได้เป็นหนังสือที่ดีมากๆ แต่มันเหมือนเชื่อมโยงกับเราได้ ประเด็นของมันพูดเรื่องประหารกับไม่ประหาร อะไรคือดี อะไรคือไม่ดี แต่มันเปลี่ยนไปเป็นว่า ประเทศญี่ปุ่นมีกฎหมายแก้แค้น คือ ญาติของคนที่ถูกฆ่าสามารถเลือกได้ว่าจะให้ดำเนินกฎหมายตามปกติ คือให้คนร้ายโดนขังคุกตลอดชีวิต กับอีกอย่างหนึ่งคือกฎหมายแก้แค้น คุณสามารถทำอะไรก็ได้กับคนร้าย ตามที่คนร้ายทำกับญาติของคุณ เป็นนิยายที่ทั้งเรื่องมันจะดูดาร์ค แต่ว่ามันพูดถึงในแง่ของจิตใจคนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งตัวญาติ ทั้งตัวเจ้าหน้าที่ และทั้งตัวคนร้ายเอง ว่าทำไมถึงทำแบบนั้น พูดรอบด้านหมด  และเกิดการตั้งคำถามว่า สุดท้ายแล้วแม้แต่การที่คุณให้ทำแบบนี้ มันยุติธรรมจริงไหม เป็นงานเขียนของนักเขียนญี่ปุ่น ชื่อ โคะบะยะชิ ยุกะ เป็นหนังสือใหม่เพิ่งออกครับ”

อย่างที่ปราปต์พูดถึงตัวเองไว้ ทั้งสิ่งที่เขาอ่านและงานที่เขาเขียน มักสอดแทรกประเด็นชวนให้ขบคิด และตั้งคำถาม “ผมว่าโดยเนื้อแท้ของผมเป็นอย่างนั้นนะ ตั้งคำถามกับสังคม แต่ด้วยวิธีการที่ผมถูกเลี้ยงมา ที่บ้านค่อนข้างจะหัวเก่า ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ ผมเป็นคนชอบถามโน่นถามนี่ แต่แม่จะบอกให้เลิกถามได้แล้ว เราก็เลยโตมาด้วยการที่ไม่ค่อยถามอะไร แต่ลึกๆ แล้วผมเข้าใจว่าตัวเองก็ยังเป็นคนช่างถามอยู่ เพียงแต่เราไม่ได้เปล่งมันออกมาแค่นั้น”

“มันก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะได้คำตอบเมื่อเราตั้งคำถาม แต่เราจะได้อะไรใหม่ๆ กลับมา อย่างเรื่องล่าสุดคือลิงพาดกลอน มันทำให้เราได้สืบลึกเข้าไปว่า จริงๆ แล้ว ทำไมชนกลุ่มน้อยนั้นถึงไม่เป็นที่ยอมรับ ทำไมถึงโดนขับไล่ เราอาจจะตอบเองไม่ได้นะ แต่จากการค้นข้อมูลทำให้เราเหมือนเปิดโลกใหม่ แล้วเราก็จะเริ่มตกตะกอนว่า อ๋อ จริงๆ คนก็เป็นแบบนี้ อย่างเรื่องนี้ที่ผมเขียน ผมรู้สึกว่าความยุติธรรมมันไม่มี  แล้วพอมาอ่าน กฎหมายให้ฆ่า ถึงเชื่อมโยงกับผม เพราะมันเป็นสิ่งเดียวกับที่เรารู้สึกนั่นเอง” ปราปต์กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ

แม้ลิงพาดกลอนของปราบต์จะลงจนจบและ อ่านเอาจำเป็นที่จะต้องลบออกตามกฎของเราเพื่อให้นักเขียนนำไปรวมเล่ม แต่ปราปต์ก็ยังใจดีเหลือทิ้งไว้ให้เราได้อ่านกันเป็นน้ำจิ้มอยู่อีก 5 ตอน โดยคุณผู้อ่านสามารถอ่านได้ภายในหมวดอ่านเอาเรื่อง

และถ้าหากว่าติดใจอยากจะอ่านลิงพาดกลอนต่อให้จบละก็ ไม่ต้องกังวลไปเพราะกำลังจะมีฉบับรวมเล่มโดยแพรวสำนักพิมพ์ให้ได้อ่านกันอีกด้วย โดยจะวางจำหน่ายที่ร้านหนังสือชั้นนำในช่วงเดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป หรือถ้าอยากจะสั่งหนังสือออนไลน์ก็เข้าไปที่เว็บไซต์ของแพรวสำนักพิมพ์กันได้จ้า 🙂

ภาพ : อนุวัฒ เสนีย์วงศ์ ณ​ อยุธยา

Don`t copy text!