วัสส์ วรา จากสถาปัตย์ฯ การนิยาย สู่นักเขียนวรรณกรรมแฟนตาซีร่วมสมัย

วัสส์ วรา จากสถาปัตย์ฯ การนิยาย สู่นักเขียนวรรณกรรมแฟนตาซีร่วมสมัย

โดย : ศรัณยู นกแก้ว

‘ดุจฟ้าบาดาล’ นิยายแฟนตาซีเรื่องล่าสุดหลังการห่างหายไปจากนักอ่านนานกว่า 3 ปี โดยจุดเริ่มต้นที่ วัสส์ วรา กลับมาทำงานเขียนอีกครั้งก็ด้วยเสียงปลายสายที่เธอโทรเข้ามาถามพี่ๆ นักเขียนในทีมอ่านเอาว่า…“เรายังเขียนหนังสือกันอยู่ใช่ไหม”

 

“เออร์เบินแฟนตาซีไม่ใช่วรรณกรรมเยาวชน

และเราจินตนาการทุกอย่างขึ้นเองไม่ได้

มันต้องมีข้อมูลทั้งในส่วนของฉาก สถานที่ โลกจริง

และข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ผสมลงไปด้วย”

บนชั้นหนังสือขายดีของ New York Times และวรรณกรรมฟากฝั่งตะวันตก นิยายสไตล์แฟนตาซีถือเป็นอีกหมวดมาแรง ที่สามารถดึงดูดนักอ่านทุกวัยได้อย่างไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเยาวชน โดยเฉพาะนิยายแฟนตาซียุคใหม่ที่เรียกว่า ‘เออร์เบินแฟนตาซี’ (Urban Fantasy) ถือเป็นอีกความสนุกที่ยากจะคาดเดา ทั้งยังฉีกทุกกฎของพล็อตนิยายแบบเดิมๆ ที่เคยมีมา เพราะคำนิยามแห่งจิตนาการของเออร์เบินแฟนตาซีไม่มีการตีกรอบด้วยวัฒนธรรม ธรรมเนียม หรือความเชื่อใดความเชื่อหนึ่ง

ตรงกันข้ามในโลกจินตนาการแห่งเออร์เบินแฟนตาซีนั้น นักเขียนสามารถปั้นแต่งให้แวมไพร์หนุ่มมาตกหลุมรักแม่ค้าขายข้าวแกงในรถเข็นข้างทางได้ทันที เช่นเดียวกับนิยายเออร์เบินแฟนตาซี ของสาวสถาปัตย์ฯ การนิยาย ‘วัสส์ วรา’ ที่นำพญานาคหนุ่มสุดสมาร์ต ผู้ฉีกทุกกฎตำนานพญานาคไทย ให้หวนมาเจอกับหญิงสาวที่พลัดพรากจากกันนานหลายร้อยปีอีกครั้ง ณ นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา ผ่านการปรุงอักษรรสชาติใหม่ใน ‘ดุจฟ้าบาดาล’ นิยายแฟนตาซีเรื่องล่าสุดหลังการห่างหายไปจากนักอ่านนานกว่า 3 ปี โดยจุดเริ่มต้นที่ วัสส์ วรา กลับมาทำงานเขียนอีกครั้งก็ด้วยเสียงปลายสายที่เธอโทรเข้ามาถามพี่ๆ นักเขียนในทีมอ่านเอาว่า…“เรายังเขียนหนังสือกันอยู่ใช่ไหม”

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงของวงการวรรณกรรมย่อมทำให้นักเขียนหลายต่อหลายคนจำต้องถอดใจ ซึ่ง วัสส์ วรา ก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น ต่อเมื่อเธอตั้งหลักได้ว่าความวิตกกังวลทั้งเรื่องยอดขายและผู้อ่าน จะยิ่งทำให้เธอไม่สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้ เธอจึงหยิบ ‘ดุจฟ้าบาดาล’ ออกมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งหลังจากเขียนแล้วรื้อ เขียนแล้วลบ เขียนแล้วเขียนใหม่ด้วยความกังวลต่างๆ นานา เป็นเวลาร่วม 1 ปี

 

โลกพหุวัฒนธรรมแห่งเออร์เบินแฟนตาซี

ดุจฟ้าบาดาล เริ่มต้นด้วยความชอบ ความอยากเขียนส่วนตัวล้วนๆ เป็นการเขียนเพื่อที่จะอ่านเอง ก่อนหน้านั้นเราห่างหายจากการเขียนนิยายไปนาน 3-5 ปี ยิ่งวงการหนังสือมีความเปลี่ยนแปลง ก็ยิ่งทำให้เราไม่แน่ใจว่ายังจะเขียนหนังสือกันต่อไปได้ไหม และหลังจากที่เห็นการกลับมาของนิยายผ่านอ่านเอา คำถามแรกที่เราโทรเข้ามาหาก็คือ เรายังจะเขียนหนังสือกันต่อจริงๆ ได้ใช่ไหม”

วัสส์ วรา ย้อนความไปเมื่อหลายเดือนก่อนตอนที่เริ่มนำ ดุจฟ้าบาดาล ออกมาปัดฝุ่น รื้อ และเรียบเรียงใหม่อีกครั้ง แม้ในตอนนั้นเธอจะมีความกังวลอยู่บ้างว่าผู้อ่านจะเปิดรับโลกแห่งนิยายแฟนตาซีแนวใหม่เช่นนี้หรือไม่ กังวลว่างานแนวใหม่จะกลายเป็นตัวถ่วงยอดให้สำนักพิมพ์ต่างๆ แต่ด้วยเสียงท้าทายตัวเองที่แว่วดังกว่า ในที่สุด ‘ดุจฟ้าบาดาล’ จึงได้โอกาสโคจรมาเจอกับแฟนๆ อ่านเอา

“พื้นฐานของดุจฟ้าบาดาลคือนิยายแฟนตาซี แต่ในความแฟนตาซีนี้ก็ย่อยลงไปเป็นเออร์เบินแฟนตาซี ซึ่งไม่เหมือนแฟนตาซีรูปแบบเดิมๆ ที่นักอ่านคนไทยคุ้นเคย แฟนตาซีที่เราคุ้นเคยคืออะไร คือแฟนตาซีที่มีกรอบกำหนดไว้ เช่น พญานาคต้องมาจากความเชื่อแบบนี้ มีพลังอำนาจแบบนี้ แวมไพร์ต้องเป็นแบบนี้ พ่อมด แม่มดต้องเป็นแบบนี้ มีพลังวิเศษอย่างนี้ แต่เออร์เบินแฟนตาซีไม่ใช่เลย

“นิยายเออร์เบินแฟนตาซีเพิ่งเกิดมาประมาณ 20 ปีก่อน และมาบูมเป็นที่นิยมเมื่อช่วง 10 ปีหลัง โดยเฉพาะในฝั่งอเมริกา นิยายประเภทนี้ได้รับความนิยมมาก เพราะเออร์เบินแฟนตาซีคือการเอาโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้เชื่อมต่อทุกวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน โลกของเออร์เบินแฟนตาซีจึงคล้ายกับเมืองใหญ่ที่เป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรม แวมไพร์สามารถอยู่รวมกับเทพเจ้าฮินดูได้อย่างไม่แปลกแยก ส่วนตัวคาดว่าเออร์เบินแฟนตาซีน่าจะเริ่มมาจากอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่หลอมรวมทุกวัฒนธรรมไว้เช่นกัน จากมุมมองของเรา ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และถ้าเราจะใส่เรื่องไทยๆ ลงไปก็น่าจะสนุกได้เหมือนกัน”

และความสนุกของ ดุจฟ้าบาดาล คือส่วนผสมระหว่างเรื่องรักโรแมนติก ฆาตรกรรม วิทยาศาสตร์ รวมทั้งความเชื่อเรื่องพญานาคที่ย้อนไปตั้งแต่การนับถืองูของชนเผ่าโบราณ โดยมีข้อแม้ว่าสัดส่วนทั้งหมดในโลกจินตนาการที่กล่าวมาต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของโลกจริง ซึ่งนั่นคือความยากและเสน่ห์ของนิยายที่เรียกว่าเออร์เบินแฟนตาซี ที่ทำให้ วัสส์ วรา อยากถ่ายทอดออกมาให้ได้

“เออร์เบินแฟนตาซีไม่ใช่วรรณกรรมเยาวชน และเราจินตนาการทุกอย่างขึ้นเองไม่ได้ มันต้องมีข้อมูลทั้งในส่วนของฉาก สถานที่ โลกจริง ข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ผสมลงไปด้วย ทำให้การทำงานเราต้องหาข้อมูลที่ลึกและตรงกับความเป็นจริง จากปกตินิยายเรื่องหนึ่งควรจะเขียนเสร็จไม่เกิน  6 เดือน ก็กลายเป็นว่า ดุจฟ้าบาดาล ใช้เวลาแก้เกือบ 1 ปี แต่ก็ยังไม่จบ ต้นฉบับที่ทิ้งไปหนาเป็น 3 เท่าของต้นฉบับจริงเลยก็ว่าได้”

“พื้นฐานของดุจฟ้าบาดาลคือนิยายแฟนตาซี

แต่ในความแฟนตาซีนี้ก็ย่อยลงไปเป็นเออร์เบินแฟนตาซี

ซึ่งไม่เหมือนแฟนตาซีรูปแบบเดิมๆ ที่นักอ่านคนไทยคุ้นเคย”

ดุจฟ้าบาดาลให้รักการเขียน

การฉีกกรอบของตัวเองไปสู่งานชิ้นเขียนใหม่ของ วัสส์ วรา ว่ายากแล้ว แต่เส้นทางนักเขียนของเธอก็ยากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรม ที่ตั้งใจเรียนต่อปริญญาโทด้านกราฟิกดีไซน์ จะลงเอยด้วยการคว้าใบปริญญาด้านการแปล และได้ต่อยอดสู่นักเขียนนิยายในภายหลัง

“จำได้ว่าชีวิตนักศึกษาในตอนนั้นกลางวันเรียนสถาปัตย์ฯ กลางคืนกลับมาเขียนนิยายลงเว็บไซต์พันทิป ซึ่งในยุคนั้นพันทิปเป็นเวทีเดียวที่เราจะสามารถเขียนสิ่งที่เราอยากจะเขียนลงไปได้ ถ้านิยายของเราไม่ได้รับการคัดเลือกให้ลงนิตยสาร”

แม้จะเริ่มจริงจังกับการเขียนนิยายเมื่อตอนเรียนปริญญาตรี แต่ วัสส์ วรา แอบกระซิบว่าเธอเองเริ่มต้นหัดขีดเขียนมาตั้งแต่สมัยมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นการเขียนเรื่องสั้น เรื่องยาว เรื่องต่างๆ ที่อยากเขียนรวมเล่มไว้ในสมุด และผู้อ่านจะเป็นใครไม่ได้ถ้าไม่ใช่ตัวเธอเอง

“เขียนเอง อ่านเองไปเรื่อยๆ ตอนนั้นก็รู้นะว่างานเขียนเราไม่ดี ถึงขั้นไม่ได้เรื่อง แต่ก็อยากเขียน พอช่วงมหาวิทยาลัยก็มีส่งไปตามนิตยสารต่างๆ บ้าง จนเรื่องสั้นแนวสะท้อนสังคมเรื่อง ‘ยา พ่อ คอร์รัปชัน’ ได้ตีพิมพ์ลงนิตยสาร สกุลไทย ซึ่งก็เป็นกำลังใจให้เราขยันเขียนนิยายไปลงในพันทิปเรื่อยๆ และพอสำนักพิมพ์แจ่มใสเปิด นิยายรักแนวโรแมนติกที่เคยลงในพันทิปก็ถูกนำไปตีพิมพ์ในแจ่มใสบ้าง และก็เริ่มมีแฟนๆ นักอ่าน โดยเรื่องที่ถือว่าประสบความสำเร็จในตอนนั้นคือ ‘บ่วงบัลลังก์’ เป็นนิยายรักโรแมนติกแทรกการเมืองเล็กน้อย แต่โดยรวมงานในช่วงเริ่มต้นค่อนข้างหลากหลาย ถือได้ว่าเป็นช่วงที่กำลังค้นหาแนวทางที่ชัดเจนของตัวเองอยู่”

 

สั่งสมประสบการณ์ใหม่กับอาชีพนักแปล

นอกจากจะค้นหาแนวทางด้านการเขียนแล้ว สาวสถาปัตย์ฯ คนนี้ยังเดินทางออกค้นหาตัวเองด้วยการลงเรียนปริญญาโทด้านกราฟิกดีไซน์ในต่างประเทศ เธอเล่าว่าในขณะเรียน ได้เห็นเพื่อนๆ ในชั้นต่างก็มีแรงบันดาลใจและลมหายใจเข้าออกเป็นงานออกแบบทั้งสิ้น ต่างกับเธอที่แม้จะบินไกลไปเรียนด้านการออกแบบ แต่สุดท้ายก็ยังคงหมกมุ่นอยู่กับการเขียนนิยาย

“ที่ต่างประเทศ เวลาที่คนคนหนึ่งเขาตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทสักใบ ย่อมหมายความว่าเขามีความหมกมุ่น จริงจัง มีแพสชัน แรงบันดาลใจในเรื่องนั้นๆ เต็มที่ ในขณะที่เราเองไปเรียนด้านกราฟิกดีไซน์ แต่สุดท้ายก็เอาแต่เขียนนิยาย ก็เลยคิดว่าทางนี้มันไม่ใช่แล้ว ก็เลยกลับมาเมืองไทย มาเรียนปริญญาโทด้านการแปล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ และหลังจากเรียนจบก็ได้เริ่มงานแปลนิยายอย่างจริงจังกับทางสำนักพิมพ์อมรินทร์ เน้นนิยายฆาตรกรรม สืบสวนสอบสวน และมีแฟนตาซีบ้างเล็กน้อยซึ่งเราก็จะรู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้แปลงานแฟนตาซี

“งานแปลก็สนุก สร้างรายได้ แต่เราจะถูกกำหนดด้วยกรอบของเดดไลน์ที่แน่นอน ทำให้ไม่สามารถเขียนนิยายต่อไปได้ ก็เลยตัดสินใจหยุดงานแปลไปพักใหญ่เพื่อที่จะทุ่มเวลาให้กับการเขียนนิยาย ส่วนปัจจุบันก็มีงานหลักคือแปลซับไตเติล และได้กลับมาเขียนนิยายอีกครั้งก็คือเรื่อง ดุจฟ้าบาดาล

ด้วยประสบการณ์การทำงานแปลมาหลายปี ทำให้การกลับมาครั้งนี้ของ วัสส์ วรา ย่อมมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นมุมมองการเล่าเรื่อง ความกระชับฉับไวของสำนวนภาษาแบบนิยายตะวันตก รวมทั้งความกล้าที่จะฉีกกฎของนิยายแฟนตาซีที่คนไทยคุ้นเคย สู่ความเป็นเออร์เบินแฟนตาซี ที่รับประกันได้ว่าผู้อ่านจะตกหลุมรักเสน่ห์ของพญานาครูปหล่อที่แฝงไว้ด้วยความรักโรแมนติก ที่จะขาดไม่ได้คืออิทธิฤทธิ์ต่างๆ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงไปจากความเชื่อเรื่องพญานาคที่คนไทยคุ้นเคยอย่างแน่นอน เพราะนี่คือพญานาคในโลกแห่งแฟนตาซีฉบับใหม่ที่ชื่อ ‘ดุจฟ้าบาดาล’

 

……………………………………………….

ภาพ : อนุวัฒน์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

Don`t copy text!