14  เล่มหนังสือเปลี่ยนชีวิต ของ 14 นักเขียนชาวอ่านเอา

14  เล่มหนังสือเปลี่ยนชีวิต ของ 14 นักเขียนชาวอ่านเอา

ในชั่วชีวิตของเรา คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีหลายครั้งที่ชีวิตต้องเดินมาถึงทางเลือก บางครั้งเกิดวิกฤตการณ์บางอย่างที่ส่งผลกระทบกับตัวเรามากๆ หลายคนมีที่ปรึกษาที่ดี หลายคนเลือกตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง เราเชื่อว่าหลายคนมีหนังสือเป็นแรงบันดาลใจ และเนื่องในวาระที่งานมหกรรมหนังสือระดับชาติเดินทางมาถึงอีกครั้งหนึ่ง นักเขียนของอ่านเอาจึงได้มาบอกเล่าให้พวกคุณฟังว่า หนังสือที่มีอิทธิพลกับความคิด หนังสือเปลี่ยนชีวิต ของพวกเขา คือเล่มไหนบ้าง

 

1. ปิยะพร ศักดิ์เกษม

“ดิฉันเกิดในบ้านที่เต็มไปด้วยหนังสือ อยู่ในครอบครัวที่รักหนังสือ พาให้เป็นคนที่ชอบอ่านและอยากเขียนมาตั้งแต่เด็ก เรียกได้ว่ารักการอ่านการเขียนตั้งแต่เริ่มอ่านออกเขียนได้

“ในวัยเด็ก… การอ่านก็เป็นธรรมชาติของชีวิตเหมือนการหายใจที่ต้องทำทุกวันทุกวินาที ส่วนการเขียนนั้นแค่ผ่อนคลายทำเล่นสนุกๆ… นานๆ ครั้งก็เขียนเสียที เขียนกลอนเขียนเรื่องสั้น แปล รวมทั้งวาดรูปส่งไปลงนิตยสารและหนังสือสำหรับเด็ก

“แม้จะรู้ตัวว่าเราเป็นคนชอบเขียน เขียนได้ และอยากเป็นนักเขียนนวนิยาย แต่ในยุคนั้นการจะก้าวเข้าไปเป็นนักเขียนเป็นเรื่องยากจนถึงขั้นเป็นไปไม่ได้ การเรียนหนังสือให้จบและประกอบอาชีพจึงต้องมาก่อน

“แรงผลักดันรุนแรงเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๒๓ เมื่อนิตยสาร สกุลไทย ลงพิมพ์เรื่องสั้นขนาด ๑๘ หน้ากระดาษ เรื่อง สายรุ้งสลาย เป็นเรื่องแรกที่ดิฉันเขียนอย่างผู้ใหญ่ เขียนอย่างเป็นงานที่รัก เขียนอย่างมีแนวทางและความต้องการของตัวเอง ไม่ใช่การเขียนแบบเด็กๆ ส่งไปร่วมสนุกในคอลัมน์ต่างๆ ของนิตยสารแบบที่เคยทำ

“ผลของการลงตีพิมพ์ในนิตยสาร สกุลไทย ครั้งนั้น ผลักดันและสร้างความมั่นใจว่าเราทำได้ เราได้รับการตอบรับ และนี่คือเส้นทางชีวิตเส้นทางใหม่ที่เราจะก้าวเดิน

“หนังสือนิตยสาร สกุลไทย ฉบับนี้… ฉบับที่ ๑๓๓๖ ปีที่ ๒๖ วางตลาดในเดือนพฤษภาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๒๓ จึงเป็นนิตยสารเล่มที่เปลี่ยนชีวิต

เปลี่ยนนักอ่าน นักเขียนสมัครเล่นคนหนึ่ง มาสู่การเป็นนักเขียนอาชีพในปัจจุบัน”

หมายเหตุ : นิตยสาร สกุลไทย ปัจจุบันปิดตัวไปแล้ว

 

2. กิ่งฉัตร

จิ๊ปดอจ์ดขนาดใหญ่หลายคันเคลื่อนผ่านประตูเหล็กมหึมาที่เปิดกว้างออกหมดทั้งสองบานของสถานีกักสัตว์บริษัทไทย-ไวล์คไลฟ์เข้ามาอย่างแช่มช้า เรียงกันมาเป็นขบวน  เสียงเครื่องยนต์ที่กระหึ่มอยู่ในเกียร์ต่ำขณะที่ชะลอผ่านช่องประตูเข้ามา เสียงตะโกนทักทายและสรรพสำเนียงแห่งการโกลาหลอลหม่านวุ่นวาย อันเป็นธรรมดาของทุกครั้งที่การขนสัตว์ป่ามาถึง…*

“เพียงเริ่มต้นตัวอักษรของ เพชรพระอุมา ก็สามารถเปลี่ยนชีวิตของฉันไปตลอด   ทุกวันยามก่อนเข้าเรียน ก่อนกินอาหารกลางวันต้องมาขลุกในห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือ 21 เล่มนี้ให้จบ จากนั้นก็ต่อเนื่องไปยังหนังสือเล่มอื่นๆ ที่เรียงรายอยู่ข้างเคียง  

“ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยมักคิดว่าการให้เด็กอ่านหนังสืออ่านหนังสืออ่านเล่นหรือหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือเรียนจะทำให้การเรียนของลูกหลานตกลง หรือทำให้ไม่มีสมาธิในการเรียน แต่สำหรับฉันมันตรงกันข้าม การอ่านหนังสือมากๆ นอกจากจะได้รับความสนุกสนานแล้วยังสร้างเสริมประสบการณ์ทางอ้อม  ได้เรียนรู้เหมือนเปิดโลกกว้าง การใช้ภาษาดีขึ้น อ่านหนังสือเข้าใจและสรุปใจความต่างๆ ได้ดีขึ้น ความรู้รอบตัวเพิ่มพูนจากเนื้อหาและคำบอกเล่าของตัวตัวละคร แถมผลการเรียนก็ดีขึ้นด้วย

“ชีวิตของฉันเปลี่ยนไปหลังจากได้รู้จักกับโลกสี่เหลี่ยมผืนผ้าใบเล็ก เพชรพระอุมา  ฟ้าจรดทราย ปริศนา และหนังสืออื่นๆ ทำให้ฉันรักการอ่านจนต่อยอดมาเป็นรักการเขียน

“จะเอ่ยว่าชีวิตการเป็นนักเขียนเริ่มต้นขึ้นเพราะหนังสือที่มีความยาวที่สุดของประเทศไทยในห้องสมุดโรงเรียนสตรีวิทยานี่เอง”

หมายเหตุ : เพชรพระอุมา บทประพันธ์ของ พนมเทียน จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม

 

3. พงศกร

“หนังสือเปลี่ยนชีวิตของผม คือ The Tibetan Book of Living and Dying เขียนโดย Sogyal Rinpoche พระชาวทิเบต เป็นหนังสือที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของชีวิตและความตาย

ผมได้มาอ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะเพื่อนสนิทคนหนึ่งป่วยหนักเป็นมะเร็งตอนอายุยังไม่สี่สิบ

พี่เก๋รู้สึกโศกเศร้า และโกรธแค้นทุกอย่างสารพัด พี่เก๋หงุดหงิด เหวี่ยงวีน อาละวาด จนคนเข้าหน้าไม่ติด พอได้คุยกัน เราจับประเด็นได้ว่าพี่เก๋โกรธโชคชะตา เธอไม่เข้าใจว่าอายุเพิ่งเท่านี้เอง ทำไมจะต้องมาตายแล้ว เพื่อนฝรั่งของเราคนหนึ่งเคยไปทิเบตและเข้าเฝ้าองค์ทะไลลามะ รู้จักหนังสือเล่มนี้ เลยเอามาให้พี่เก๋อ่าน ผมพบด้วยความอัศจรรย์ใจว่า หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบลง พี่เก๋ก็สงบลงอย่างไม่น่าเชื่อ พี่เก๋กลายมาเป็นคนที่มีความสุข ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต เพราะความอยากรู้ ผมเลยซื้อมาอ่านบ้าง แล้วก็พบว่ามันได้เปลี่ยนมุมมองของชีวิตไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ

แน่นอนครับว่าคนเราย่อมกลัวความตาย ทั้งๆ ที่เป็นสัจธรรมที่เราหนีไม่พ้น การเป็นหมอทำให้ผมเห็นความตายมาไม่น้อย ได้เห็นว่าที่คนจำนวนมากกลัวความตาย เพราะกลัวความเจ็บปวดทรมานก่อนตาย ไม่รู้ว่าขณะกำลังเผชิญหน้ากับความตายจะเป็นอย่างไรบ้าง

หนังสือเล่มนี้อธิบายทุกอย่างโดยละเอียด เป็นเสมือนดั่งคู่มือเตรียมตัวตาย เป็นไกด์บุ๊กให้เราเห็นว่า เวลาคนเราจะตาย จะต้องเจอกับอะไรบ้าง รวมถึงบอกเล่าอีกด้วยว่าความตายไม่ใช่ที่สิ้นสุด ยังมีชีวิตหลังความตายและชีวิตหน้ารอเราอยู่

และนั่นทำให้มุมมองของผมเปลี่ยนไป

หากใครสนใจจะอ่าน มีข่าวดีว่าตอนนี้มูลนิธิโกมลคีมทอง ได้นำหนังสือเล่มนี้มาแปลเป็นภาษาไทยแล้ว ผู้แปลคือ พระไพศาล วิสาโล ใช้ชื่อว่า ประตูสู่สภาวะใหม่ อยากชวนให้ลองอ่านกันดูครับ”

หมายเหตุ : The Tibetan book of Living and Dying ฉบับแปลชื่อ ประตูสู่สภาวะใหม่ โดย พระไพศาล วิสาโล จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โกมลคีมทอง

 

4. โสภี พรรณราย

“เมื่อเป็นเด็กอายุสิบปีเศษ ชอบอ่านหัสนิยาย พล นิกร กิมหงวน ชุดสามเกลอของ ป.อินทปาลิต เป็นเล่มเล็กๆ เล่มละตอน

เรื่องชุดนี้นอกจากสนุก ตลก แปลก แล้วยังอ่านง่ายอ่านเพลิน ช่วยให้มีทักษะในการอ่านวัยเด็ก แต่ละเล่มพลอตจะแตกต่าง ยังสอดแทรกข้อมูลวิวัฒนาการสังคม ประวัติศาสตร์ เหตุการณ์บ้านเมืองในเวลานั้น มารวมกับบุคลิกของตัวละครที่แตกต่างกัน แต่มารวมกันอย่างลงตัว

ส่วนตัวคิดเสมอว่านักเขียนเก่งมาก ที่สามารถหาเรื่องมาร้อยเรียงได้สนุก ตลก อ่านไปอมยิ้มไป บางครั้งถึงกับหัวเราะเสียงดัง เป็นแบบอย่างให้อยากเขียนนิยายสนุกๆ บ้าง นี่ล่ะค่ะหนังสือเปลี่ยนชีวิตของ โสภี พรรณราย”

หมายเหตุ : หัสนิยายชุด สามเกลอ ปัจจุบันจัดพิมพ์โดยหลายสำนักพิมพ์ เช่น สำนักพิมพ์แสงดาว สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น เป็นต้น

 

5. กานต์

“หนังสือ… เป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวผมมาตั้งแต่เกิด… สมัยยังเด็ก ครอบครัวผมทำกิจการร้านหนังสือ เป็นร้านเล็กๆ ที่ขายหนังสือหลากหลาย แต่เน้นไปที่หนังสือพิมพ์และนิตยสาร

ช่วงปิดเทอมทุกครั้ง ผมก็มีโอกาสได้ไปช่วยเฝ้าหน้าร้าน แล้วก็ใช้เวลานั้นหยิบหนังสือเล่มต่างๆ มาอ่านฆ่าเวลา ผมอ่านได้หมดทุกแนว ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารอย่าง สตรีสาร, สกุลไทย, บางกอก หรือ พลอยแกมเพชร รวมถึงพวกหนังสือการ์ตูน และหนังสือที่เปิดโลกทัศน์ของผมในสมัยนั้นอย่าง ต่วยตูน ด้วย

แต่ถ้าถามว่าหนังสืออะไรที่ทำให้รักการอ่าน (เรื่องยาวๆ) มาจนทุกวันนี้ คงจะเป็นนิยายแปลของ อกาธา คริสตี้ และ สตีเฟน คิง ที่คุณยายข้างบ้านให้ยืมอ่าน… คุณยายจะมีหนังสือแปลของฝรั่งเยอะ คุณยายไม่เคยหวง บอกว่าอยากอ่านเล่มไหน ให้หยิบไปได้เลย ขอแค่อย่างเดียว ให้ถนอมหนังสือด้วย เพราะท่านเป็นคนที่รักหนังสือมาก และนั่นก็หล่อหลอมให้ผมกลายมาเป็นคนรักและถนอมหนังสือด้วยเช่นกัน

จำได้ว่าตอนนั้นหยิบผลงานของ อกาธา คริสตี้ มาอ่าน เพราะสนใจในชื่อเรื่อง น่าจะเป็น Death on the Nile เพราะช่วงนั้นชอบอ่าน ต่วยตูน พอเห็นอะไรที่เป็นอิยิปต์ก็เลยสนใจ อ่านแล้วก็ติดใจในความเก่งของนักสืบปัวโรต์ แล้วก็ไล่อ่านเรื่องอื่นๆ ของ อกาธา คริสตี้ ที่คุณยายมี

จากนั้นก็เริ่มอ่านงานของ สตีเฟน คิง เรื่องแรกๆ ที่ได้อ่านคือ Pet Sematary ที่เป็นเรื่องของสุสานอินเดียนแดงที่ถ้าเอาสัตว์หรือคนไปฝังที่นั่นแล้ว จะกลับมามีชีวิตใหม่ จำได้ว่าสยองมาก ยังกลัวสัตว์ที่ตายแล้วมาจนถึงทุกวันนี้

และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้กลายมาเป็นคนรักการอ่านอย่างทุกวันนี้ครับ เห็นไหมครับ อ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก โตมาเลยได้มาทำสำนักพิมพ์ ได้ลองเขียนหนังสือ และได้ทำเว็บอ่านเอาด้วย

นี่ไง หนังสือเปลี่ยนชีวิต… และทั้งชีวิตของผมคือหนังสือแปลของ อกาธา คริสตี้ และ สตีเฟน คิง นั่นเองครับ”

หมายเหตุ :

  • นวนิยายสืบสวนชุดของ อกาธา คริสตี้ ได้รับการจัดพิมพ์หลายสำนักพิมพ์เช่นกัน เช่น แพรวนิยายแปล สำนักพิมพ์สร้างสรรค์บุ๊คส์ เป็นต้น
  • นวนิยายลึกลับของ สตีเฟน คิง ได้รับการจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วรรณวิภา และแพรวนิยายแปล

 

6. ‘สิริทัศนา’ เจ้าของคอลัมน์จากอดีตสมัย

“เมื่ออายุราวแปดขวบ ได้อ่านหนังสือชุด บ้านเล็กในป่าใหญ่ ของ ลอรา อิงกัลส์ ไวล์เดอร์ เป็นครั้งแรก ลอราเล่าชีวประวัติของเธอเองในแบบวรรณกรรมเยาวชน เป็นเรื่องราวของเด็กผู้หญิงอเมริกันยุคบุกเบิกสมัยปลายคริสตศวรรษที่ 19 ที่ออกเดินทางจากบ้านเล็กในป่าใหญ่ที่รัฐวิสคอนซิน ผจญภัยไปในเกวียนประทุน เพื่อหาที่ดินทำฟาร์ม เป็นหนังสือชุดที่เปลี่ยนชีวิตจากเด็กประถมต้นที่ชอบการ์ตูน มาเล่นแบบมีเรื่องราว ใช้เตียงคอกทำเป็นเกวียน มีผ้าห่มเป็นประทุน หัดทำขนมเค้ก และเขียนกระดานดำสอนหนังสือเหมือนลอรา พร้อมกับตั้งเป้าหมายว่า โตขึ้นอยากเป็นนักแปลแบบคุณสุคนธรส ผู้แปลหนังสือชุดนี้   ความฝันเป็นจริงในอีกหลายสิบปีต่อมา เมื่อมีโอกาสแปล จดหมายจากลอร่า ซึ่งรวบรวมจดหมายที่ ลอรา อิงกัลล์ส ไวล์เดอร์ เขียนถึงสามีคือแอลแมนโซ ระหว่างที่เธอเดินทางจากบ้านในรัฐมิสซูรีไปซานฟราสซิสโก เพื่อเยี่ยมลูกสาวและชมงานนิทรรศการปานามา-แปซิฟิก”

หมายเหตุ : วรรณกรรมเยาวชนชุด บ้านเล็กในป่าใหญ่ ผลงานเขียนของ ลอรา อิงกัล ไวล์เดอร์จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์แพรวเยาวชน และสำนักพิมพ์แอร์โรว์

 

7. ’อุ้มสม’ คอลัมนิสต์หนุ่มน้อยนักอ่าน

“ครั้งหนึ่งในชีวิต ครั้งนั้นที่เรายังอ่อนวัยและไร้เดียงสา เราเคยมีความรู้สึกเหมือน ‘จิลลา’ ตัวละครเอกจากนวนิยายเรื่อง ลำเนาลม ของ ‘กิ่งฉัตร’

ความรู้สึกอ่อนไหวกับความรัก ความรู้สึกศรัทธาในความรัก ความรู้สึกที่ว่าถ้าเราให้เขาทุกอย่าง เราก็จะได้ความรักจากเขาตลอดไป แต่สุดท้ายเราก็มารู้ทีหลังว่ามันเป็นแค่ความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง

ตลกดีเนอะ… ตอนนั้นเรายังเด็กมาก เพิ่งขึ้น ม.ปลายด้วยซ้ำ

ก่อนหน้านั้นเราเคยอ่าน ลำเนาลม จบไปสองครั้ง สิ่งที่ได้ก็คือความสนุกตามสไตล์กิ่งฉัตร และข้อคิดที่เป็นเรื่องใกล้ตัว แต่พอได้อ่านครั้งที่สาม เป็นการอ่านหลังจากที่มีบาดแผลกับความรักมาหมาดๆ

เราอาจโชคดีกว่าจิลลาตรงที่เราไม่ต้องเสียเงินเสียทองเหมือนเธอ แต่ยอมรับว่าความรู้สึกของเรา ณ ตอนนั้น มันก็ค่อนข้างเสียศูนย์มากพอสมควร

แต่ก็ขอบคุณเขานะที่เข้ามาสร้างบาดแผลในวัยเด็กให้เรา เราเชื่อแหละว่าทุกบาดแผลจะทำให้เติบโต

ขอบคุณจิลลาที่เป็นกระจกสะท้อนตัวเรา

ขอบคุณจิลลาและตัวเราที่ก้าวข้ามผ่านความเจ็บปวดนั้นมาได้

พอย้อนกลับไปนึกถึงตอนนั้นก็ตลกดี ทำไมตอนนั้นเฮิร์ตจัง ถ้าถามความรู้สึกตอนนี้ที่เรามีต่อคนๆ นั้น …ก็คือไม่ได้รัก ไม่ได้โกรธ ไม่ได้เกลียด… ไม่ได้รู้สึกอะไรแล้วจริงๆ

เรื่องราวของจิลลาและ ลำเนาลม คือหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตเรา

คือหนังสือที่ทำให้เราได้รู้จักในหลายแง่มุมของความรัก

รักที่บันดาลทั้งเสียงหัวเราะและหยดน้ำตา แต่ถ้านั่นคือรักแท้… มันต้องไม่ทำให้เราเสียใจ”

หมายเหตุ : ลำเนาลม บทประพันธ์ของกิ่งฉัตร จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อรุณ

 

8. ทอม สิริ

“ปี 2009 ตอนนั้นเป็นช่วงสุดท้ายของการทำงานบริษัท ลุงทอมกำลังหาอะไรทำหลังเกษียณ อะไรที่ว่านั้นก็ควรทำรายได้ให้ด้วย ช่วงนั้นได้กลับมาอ่านนิยาย (แปล) ที่เคยชอบเมื่อสมัยทำงานใหม่ๆ แต่ทิ้งไปกว่าสามสิบปีเพราะไม่มีเวลา

พอได้กลับมาอ่านทำให้อยากลองเขียน เลยได้เขียนนิยายเรื่องสั้นๆ เรื่องแรกในชีวิต เป็นนิยายรักหญิงรักหญิง ขาดๆ เกินๆ ไม่ค่อยมั่นใจ เลยเก็บไว้อ่านคนเดียว ถึงตอนนี้เริ่มค้นอินเทอร์เน็ต หาอ่านเกี่ยวกับนิยาย มาเจอเว็บไซต์ Forwriter.com พาดหัวเว็บไว้ว่า ‘เพื่อนักเขียนใหม่และคนอยากเขียน’ บ๊ะ! ตรงใจ

ในเว็บนั้นลุงเจอหนังสือเรื่อง บันทึกร้อยวัน… ฉันจะเขียนนวนิยายให้จบ โดย ฟีลิปดา ก็ซื้อมาอ่าน เป็นแนวนิยายรักที่ไม่เคยอ่าน ในเรื่องนางเอกตั้งใจจะเป็นนักเขียนเลยไปเที่ยวเกาะ หาที่สงบทำงานแล้วไปพบพระเอก พลอตมาตรฐาน แต่ที่สะดุดใจลุงคือในความพลอตธรรมดานั้น อ่านสนุกจนวางไม่ลง บทสนทนามีเสน่ห์คมคาย แบบที่อ่านไปต้องร้องไปว่า โห… คิดได้ไงเนี่ย กับอีกส่วนหนึ่งคือ ท้ายบทนางเอกมีหลักคิดในการเขียนนิยายแถมมา ตรงนี้ทำให้เข้าใจวิธีการเขียนนิยายมากขึ้น มีหลักในการเขียนไม่สะเปะสะปะ และทำให้การรวบรวมความคิดชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเป็น

หนังสือ บันทึกร้อยวัน… ฉันจะเขียนนวนิยายให้จบ ทำให้ลุงกลับไปอ่านเว็บไซต์ Forwriter.com อีกครั้งอย่างเอาเป็นเอาตาย เหมือนพลัดหลงเข้าไปในขุมคลังความรู้ที่ยิ่งอ่านยิ่งได้ ทำให้ความคิดเปลี่ยน เริ่มมั่นใจว่าเราก็เขียนนิยายได้ ลุงฮึกเหิมขนาดลองเขียนเรื่องยาวเป็นครั้งแรกในการแข่งแรลลี่ประจำปีของเว็บแห่งนี้ด้วย (แล้วชุดนักสืบกานต์พิชชาก็ออกมาตั้ง 6 เรื่องแน่ะ) จากนั้นก็เป็นสมาชิก สิงอยู่ที่เว็บไซต์นี้ตลอดมาจนบัดนี้

เพราะหนังสือเรื่อง บันทึกร้อยวัน… ฉันจะเขียนนวนิยายให้จบ จึงเกิดนามปากกา ทอม สิริ และเปลี่ยนชีวิตพนักงานบริษัทให้เป็นนักเขียนมาจนถึงวันนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่าลุงทอมเขียนมา 9 ปีพอดี อย่างนี้ต้องฉลองแฮะ ^^”

หมายเหตุ : บันทึกร้อยวัน ฉันจะเขียนนวนิยายให้จบ โดย ฟิลิปดา จัดพิมพ์โดยคาร์เดียพับลิชชิ่ง

 

9. จรัสพร

ความเจริญทางวัตถุมีมากเท่าใด ความเจริญทางจิตใจหรือคุณธรรม ก็มีความจำเป็นต้องช่วยกันปลูกฝังมากเท่านั้น  เพื่อให้ความเจริญทั้งทางวัตถุและจิตใจเดินเคียงคู่กันไปด้วยดี อันจะส่งผลคือความสุขสงบ ความปรารถนาดี มีไมตรีจิตต่อกัน

“นี่คือสิ่งที่ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ได้เขียนไว้ในคำนำของ เชิงผาหิมพานต์    นิยายอิงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ที่ถ่ายทอดผ่านตัวละครสำคัญคือท่านอาจารย์วิศวามิตร  ซึ่งท่านผจญกับอุปสรรคมากมายในชีวิตและสามารถพ้นผ่านมาได้โดยอาศัยหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ทุกครั้งที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านก็จะนึกขอบคุณ ‘โดโด้’ – ยุทธพิชัย ชาญเลขา น้องชายที่รัก ที่แนะนำให้หาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน เมื่อได้อ่านแล้วทำให้เปลี่ยนความคิดและลดอัตตาตัวเองลงมากมาย   ขอบอกว่านี่คือสุดยอดคัมภีร์ในการดำรงชีวิต ไม่ว่าในยามรุ่งเรือง หรือในยามที่มีปัญหาและความทุกข์กระหน่ำเข้ามา นี่เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งซึ่งมักจะหยิบมาอ่านในทุกช่วงวัย และได้สัมผัสถึงมุมมองอันแตกต่าง และได้รับกุญแจประตูบานใหม่ที่จะพาเราก้าวพ้นจากปัญหาด้วยปัญญาทุกครั้งที่หยิบมาอ่าน”

หมายเหตุ : เชิงผาหิมพานต์ โดย สุชีพ ปุญานุภาพ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สร้างสรรค์บุ๊คส์

 

10. แพรณัฐ

“หนังสือที่เปลี่ยนมุมมองความคิดของแพรมีชื่อว่า ยิ้มได้แม้พ่ายแพ้  เขียนโดย พระไพศาล วิสาโล เป็นหนังสือธรรมะเล่มแรกในชีวิตที่แพรอ่าน จากเดิมแพรไม่เคยสนใจศึกษาธรรมะเลย คิดอยู่เสมอว่าธรรมะเป็นสิ่งไกลตัว จนกระทั่งเมื่อ ๕-๖ ปีก่อน แพรเผชิญความพลัดพรากครั้งใหญ่ติดๆ กัน ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนกับตกลงไปในหลุมลึก มืดสนิท หมดสิ้นกำลังใจ แม้แต่การยิ้มก็เป็นสิ่งที่ยาก

วันหนึ่งแพรไปเจอหนังสือเล่มนี้วางอยู่ในบ้านเพื่อน เลยขอยืมมาอ่าน เพราะนึกขึ้นได้ว่าตอนเด็กๆ คุณยายเคยสอนว่าธรรมะเป็นที่พึ่งของเราได้เสมอ แล้วก็ใช่ค่ะ ยิ้มได้แม้พ่ายแพ้ เปรียบเสมือนไฟฉายที่สว่างขึ้นมาในหลุมมืดมิดนั้น

พระไพศาล วิสาโล ใช้ภาษาง่ายๆ ในการเขียน และยกตัวอย่างชีวิตบุคคลต่างๆ เพื่ออธิบายให้บัวใต้น้ำอย่างแพรได้ตระหนักถึงภาพลวงตาของความสุข ที่ในความเป็นจริงแล้วมีความทุกข์จ่อรออยู่เสมอ และสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองความคิดที่มีต่อมัน เราจะค่อยๆ ยอมรับ เข้าใจ ปล่อยวาง และอาจจะพบความสุข ท่ามกลางความทุกข์นั้นได้

ในวันนั้น หลังจากที่แพรอ่าน ยิ้มได้แม้พ่ายแพ้ จบ แพรจำไม่ได้หรอกค่ะว่าได้ยิ้มออกมารึเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือแพรมีไฟฉายนำทางแล้ว พร้อมกับตระหนักว่าธรรมะไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย

ถ้าไม่มีหนังสือเล่มนี้แพรคงไม่คิดจะศึกษาธรรมะ คงอยู่ในหลุมนั้นต่อไป และขุดหลุมฝังตัวเองไปเรื่อยๆ เพราะชีวิตคนเราก็ต้องเผชิญปัญหาอยู่ตลอดเป็นเรื่องปกติ แต่ด้วยความที่เรามีมุมมองความคิดที่เปลี่ยนไป แพรจึงพยายามทำความเข้าใจในชีวิต ปล่อยวางมากขึ้น และยิ้มทั้งในวันที่เราสุข และในวันที่เราทุกข์”

หมายเหตุ : ยิ้มได้แม้พ่ายแพ้ โดย พระไพศาล วิสาโล จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สารคดี

 

11.วัสส์ วรา

“หนังสือเปลี่ยนมุมมองชีวิตเล่มหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในความคิดคือ Ghettoside ของ Jill Leovy ค่ะ เป็นหนังสือสารคดีที่เขียนโดยนักข่าวอาชญากรรมของหนังสือพิมพ์ L.A. Times ถ่ายทอดเรื่องปัญหาวงจรการใช้ความรุนแรงของคนผิวดำและการทำงานของตำรวจในย่านเซาท์ลอสแองเจลิสของสหรัฐอเมริกา

สำหรับคนไทย ปัญหาเรื่องสีผิวในสหรัฐอเมริกาถือเป็นสิ่งที่ไกลตัวพอสมควร บางครั้งเราอาจเห็นข่าวว่ามีการชุมนุมประท้วงเรียกร้องสิทธิ มีการจลาจล เราอาจรู้สึกว่ามันน่ากลัวแต่ก็ไม่เกี่ยวกับเรา แต่หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนความคิดไปเลยค่ะ เมื่ออ่านไปๆ เราก็พบว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของคนผิวดำ แต่เป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์ ภาพคนผิวดำที่รวมตัวเป็นแก๊ง ไล่ล่าฆ่ากันเอง ถือเป็นภาพจำในสื่อที่ปกติมาก แต่หนังสือเล่มนี้พาเราลงไปสัมผัสกับความสูญเสียระดับตัวบุคคล สัมผัสความหวังที่สูญสลายหรืออาจไม่เคยมีอยู่เลย สัมผัสกับคนที่ทุ่มเทชีวิตทำงานเพื่อคืนความยุติธรรมให้คนที่ไม่มีใครให้ความสำคัญ และไม่ใช่กระทั่งคนดีในสายตาสังคม คนที่ว่ายทวนกระแสด้วยใจล้วนๆ จัดเป็นหนังสือที่สะเทือนอารมณ์มากที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยอ่านมา

มันทำให้เราย้อนมาคิดว่าสิ่งที่ดูปกตินั่นปกติจริงหรือเปล่า เราควรยอมรับง่ายๆ ขนาดนั้นไหมว่าสังคมส่วนนั้นก็เป็นแบบนี้เอง ว่าพวกเขาก็ย่อมถูกฆ่าตายเป็นปกติแบบนี้เอง ยอมรับอย่างชาชินว่าปัญหานี้คงแก้ไขไม่ได้ ดังนั้น จึงไม่มีใครมองว่าสำคัญ พอคิดมาถึงตรงนี้ ทุกประเทศก็คงมีปัญหาที่ชาชินในประเด็นต่างๆ กันไป ปัญหาที่เรื่องของบุคคลถูกมองเป็นแค่ตัวเลขสถิติและความเป็นธรรมถูกมองข้าม หนังสือเล่มนี้เตือนให้เราทบทวนว่ามีปัญหาบางเรื่องที่เรามองเป็นแบบนั้นหรือเปล่า เตือนให้เราไม่ลืมว่าทุกคนคือมนุษย์เหมือนกันกับเรา และกระตุ้นให้สงสัยว่าสิ่งที่เราอาจพูดง่ายๆ ว่าแก้ไขไม่ได้นั้นแก้ไม่ได้จริงไหม ถ้ามีคำกล่าวว่าดูละครแล้วย้อนดูตัว หนังสือก็คงเป็นประตูที่เราเปิดออกไปดูโลกเพื่อให้ย้อนกลับมาดูตัวเราเองเหมือนกันค่ะ”

หมายเหตุ : Ghettoside สามารถสั่งซื้อได้ที่ร้านคิโนะคุนิยะ

 

12. ภัสรสา

“ตอนแรกที่ได้รับโจทย์นั่งคิดนานมากค่ะ เพราะส่วนใหญ่จะอ่านแต่หนังสือประเภทเรื่องสั้น นวนิยาย ไม่รู้สึกว่ามันเปลี่ยนชีวิตมากเท่าไร (แต่รู้สึกว่ามันค่อยๆ กล่อมเกลา หล่อหลอมเรามากกว่า) แต่คิดไปคิดมา ก็คิดถึงหนังสือเล่มหนึ่งค่ะ นั่นคือ ทศชาติชาดก

แอบเขินเหมือนกันค่ะ เพราะดูเป็นหนังสือสายธรรมมาก มีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มนี้ตอนมัธยมต้นค่ะ แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นให้หันมาสนใจพุทธศาสนา (แม้จะเป็นในแง่นิทาน) จนกระทั่งได้ค้นพบว่าหลักธรรมหลายๆ ข้อเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตที่ดีมาก และเป็นเรื่องที่ถ้าเข้าใจถ่องแท้แล้วจะรู้สึกว่ามันเป็นหลักการที่สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ มันไม่ได้ทำง่ายหรอกค่ะ แต่ถ้าทำได้ชีวิตเราจะง่ายขึ้นมาก อย่างเช่นอริยสัจ 4 ส่วนตัวมองว่าหลักอริยสัจ 4 เป็นเรื่องของ Logic สอนให้เรามองเหตุ มองผล เมื่อเกิดปัญหา เราหาสาเหตุ เมื่อเจอสาเหตุเราก็หาทางแก้ปัญหาแล้วแก้ไขมัน หลักไตรลักษณ์ก็ทำให้เรารับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตได้

น่าเสียดายที่เวลาเราพูดถึงหลักธรรมขึ้นมาทีไร คนมักมองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่สำหรับคนที่ได้พระธรรมช่วยแก้ปัญหาทั้งเล็กและใหญ่มาแล้วอย่างอ้น ต้องขอบคุณหนังสือ ทศชาติชาดก จริงๆ ค่ะ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ค้นพบความสุขของชีวิตจริงๆ”

หมายเหตุ : ทศชาติชาดก จัดพิมพ์โดยหลายสำนักพิมพ์ เช่น สำนักพิมพ์แสงแดด

 

13.นาคเหรา

“ฉันเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก หนังสือที่ฉันชอบอ่านมีหลายประเภท แต่ที่ชอบที่สุดและเป็นหนังสือที่เปลี่ยนความคิดและชีวิตของฉันก็คือหนังสือเรื่อง ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด ของโบตั๋น

แน่นอนค่ะ หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เล่มแรกที่ฉันอ่านในหมวดนวนิยาย แต่นวนิยายเรื่องแรกที่ฉันอ่านคือหนังสือของท่านคือเรื่อง ตราไว้ในดวงจิต ครั้งแรกที่อ่านตอนนั้นฉันเริ่มเบื่อหน่ายนิยายภาพแบบเด็กๆ ตอนนั้นน่าจะประมาณ ป.2 ได้ ฉันเริ่มหาหนังสืออ่านแบบไม่มีรูปภาพประกอบ ตราไว้ในดวงจิต จึงเป็นนวนิยายเรื่องแรกที่ฉันอ่านค่ะ

ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด บอกเล่าความไม่สมบูรณ์แบบของผู้หญิงที่เกิดมาในครอบครัวยากจน เธอมีพี่สาวทำอาชีพเป็นโสเภณี ตัวบุญรอดเองก็โดนนายจ้างข่มขืน แต่ความล้มเหลวของชีวิตก็ไม่ทำให้เธอย่อท้อต่อโชคชะตา ฉันชอบวิธีคิดของบุญรอดที่ไม่ทำร้ายทุกคนในครอบครัวด้วยการให้เงิน ซึ่งปัจจุบันเท่าที่ฉันเห็นในสังคมแถวบ้าน ถ้าบ้านไหนมีลูกสาวที่แต่งงานกับชาวต่างชาติ คนเป็นลูกสาวจะให้เงินพ่อแม่ญาติพี่น้องเยอะมากจนบางครอบครัวไม่ทำมาหากิน และเกิดเป็นปัญหาครอบครัวกับสามีที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรม แต่บุญรอดเธอชอบสร้างอาชีพให้น้องๆ และคนในครอบครัวเพื่อให้เขาเลี้ยงตัวเองได้ในวันข้างหน้า

บุญรอดแต่งงานกับชาวอเมริกัน ชีวิตความเป็นอยู่ก็ถือว่าดีในระดับหนึ่ง เธอไม่ได้งอมืองอเท้าให้สามีเลี้ยง แต่เธอยังหารายได้เพิ่มเพื่อให้ทรัพย์สินเพิ่มพูน ต่อมาบุญรอดได้ย้ายไปอยู่ที่อเมริกา เธอได้สอนลูกให้รักความเป็นไทย สอนภาษาไทยและมารยาทแบบไทยให้ เรื่องสอนลูกนี้ ฉันชื่นชมตัวละครบุญรอดมาก เพราะในโลกที่เรามิใช่วัฒนธรรมกระแสหลัก เรามักจะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นเขามากที่สุด แต่บุญรอดเธองดงามได้เพราะเป็นตัวเอง

ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้จบหลายรอบมาก ทุกรอบที่จบฉันจะได้อะไรดีๆ กลับมาด้วยเสมอ ทั้งวิธีคิด ทั้งหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ของหญิงสาวที่สิ้นหวังแต่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ฉันอยากจะเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งเหมือนบุญรอด”

หมายเหตุ : ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด โดยโบตั๋น จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ชมรมเด็ก

 

14. ปองวุฒิ

Mr.Browser and The Brain Sharpeners ชื่อไทยเวอร์ชันที่ผมอ่านคือ ไมเคิลจอมยุ่งกับมนุษย์ต่างดาวลับสมอง ถือเป็นหนังสือเล่มแรกๆ ที่ตั้งใจเลือกซื้อมาอ่านเองตอนอายุราว 10 ขวบ จัดอยู่ในหมวดวรรณกรรมเยาวชนเกี่ยวกับเด็กชายที่พบว่าวันหนึ่งครูประจำชั้นได้ทำข้อตกลงกับมนุษย์ต่างดาวแล้วพาเด็กทั้งห้องไปเข้าเครื่องลับสมองจนกระทั่งทุกคนเปลี่ยนไปตั้งใจเรียนแบบไร้ชีวิตชีวาราวกับหุ่นยนต์และเขาก็ต้องหาทางต่อต้านเอาตัวรอด ที่เปลี่ยนชีวิตนอกจากสำหรับเด็กที่ทำให้เราคิดถึงเรื่องการเรียนและสิ่งอื่นในชีวิตมากขึ้นอย่างลึกซึ้งแล้ว ในแง่คนรักการอ่านมันเป็นการเปิดโลกสำหรับเด็กวัยนั้นที่ผมเน้นอ่านแต่หนังสือการ์ตูนมาตลอด ว่าหนังสือเล่มที่ไม่ได้มีภาพประกอบแต่ใช้จินตนาการของเรามันมีเสน่ห์หรือความสนุกอย่างไร เราตื่นเต้นและดำดิ่งไปกับเรื่องราวได้อย่างลึกล้ำ ดังนั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตอีกอย่างที่ทำให้หาหนังสืออื่นมาอ่านอีกมากมาย จนกลายเป็นนักอ่านและนักเขียนในภายหลังครับ”

หมายเหตุ : ไมเคิลจอมยุ่งกับมนุษย์ต่างดาวลับสมอง แปลโดย ‘ฤดูร้อน’ จัดพิมพ์โดสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ขาดตลาดไปนานแล้ว ปัจจุบันยังไม่มีฉบับพิมพ์ซ้ำ

ได้ฟังนักเขียนอ่านเอา มาเล่าถึงหนังสือเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาให้ฟังแล้ว

พวกคุณล่ะครับ มีหนังสืออะไร ที่มีอิทธิพล

หรือเคยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในชีวิตของคุณบ้าง

ลองเล่าให้เราฟังบ้างสิครับ

 

Don`t copy text!