กลับบ้าน

กลับบ้าน

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

HOO YAA

เสียงตอบพร้อมเพรียงจากบรรดาทหารนักเรียนห้าคน พวกเขากำลังลงเรือเร็วโจมตีขนาดเล็กเพื่อฝึก การปล่อยลงและวนรับกลับ ทหารหนุ่มแต่ละคนร่างแน่นด้วยมัดกล้ามอยู่ในชุดกางเกงขาสั้น เสื้อกรมท่าแขนยาว ตีนกบและหน้ากาก รอปฏิบัติภารกิจตามสถานการณ์ที่ได้รับมอบหมาย เรือวิ่งด้วยความเร็วให้ฟองคลื่นขึ้นเต็มผิวน้ำท้ายเรือ ทุกนายยืนเรียงเดี่ยวรอปล่อยตัว

ขุนพลถือวิทยุสื่อสารกับกัปตัน เขาโบกมือเป็นสัญญาณให้ทหารนักเรียนคนแรกลงน้ำเมื่อได้จังหวะ และทุกๆ สองหลาก็ปล่อยตัวนักเรียนกระโดดลงทะเลจนครบ คัมภีร์… เพื่อนครูฝึก ยืนเตรียมอุปกรณ์อยู่กลางเรือ

เขามองมนุษย์กบที่ว่ายน้ำแยกย้ายกันทำงาน จนได้เวลาขุนพลกับเพื่อนจึงลงเรือยางที่ติดข้างลำเรือ เสียงบอกตำแหน่งนักเรียนดังผ่านวิทยุ ทั้งสองยกนิ้วโป้งนัดแนะความพร้อม

ขุนพลกางขายืนให้มั่นคง หยิบห่วงมาถือกระชับมั่นในมือ หรี่ตามองหาดทรายขาวหน้าเกาะพระ (1) นักเรียนที่เสร็จภารกิจก่อนว่ายเข้ามาในไลน์ วิทยุแจ้งพิกัดและความเร็วลมดังขรม

“ยกมือไว้ ยกมือ!” ขุนพลตะโกนเมื่อเรือเข้าใกล้นักเรียนคนแรกที่ลอยคอรออยู่ เขาโยนห่วง นักเรียนคว้าพอดิบพอดี คัมภีร์ที่หุ่นสูงใหญ่กว่ารับช่วงต่อดึงตัวคนในน้ำขึ้นบนเรือยาง ขุนพลรีบเอาห่วงกลับมาเพื่อโยนให้คนถัดไป

“มันหายไปไหนกันวะไอ้สองตัวนั้น” คัมภีร์บ่นถึงนักเรียนที่เหลือ

เขากับเพื่อนมองผิวทะเลกลางดึกที่ดำสนิท ขุนพลใจสั่นไหวอยู่บ้าง หากเกิดการสูญเสียระหว่างฝึก…นั่นคือเรื่องใหญ่

“นั่น ตรงนั้น!” เขาร้อง ชี้มือไปยังควันสีเขียวพุ่งเป็นลำเหนือผิวมหาสมุทร สองคนสุดท้ายรอถ่วงเวลานั่นเอง พลุส่องสว่างบอกว่าภารกิจเรียบร้อยและระเบิดถูกจุดแล้ว ตอนนี้ ‘การทำเวลา’ คือสิ่งสำคัญที่สุด

“เร็วโว้ย! ขวา หักขวาเต็มสูบ!” ขุนพลตะโกนยืดตัวเต็มที่ ยื่นห่วงไปใกล้คนที่ลอยตัวอยู่ในน้ำมากที่สุด เรือหันหัวเข้าแนวควันพลุ นักเรียนทั้งสองขึ้นทันท่วงที เรือทะยานออกด้วยความเร็วเต็มพิกัด

“บึ้ม!”

เสียงสนั่นหวั่นไหวพร้อมน้ำทะเลพวยพุ่งสูงกว่าสิบเมตร ให้แรงส่งคลื่นลูกใหญ่ไล่หลัง แต่เรือโจมตีอยู่ในระยะปลอดภัยแล้ว เขายิ้ม ยกมือแตะกับคัมภีร์อย่างพอใจ

…“การระเบิดทำลายใต้น้ำ” หนึ่งในวิชาสำคัญของหลักสูตรซีล…

สองครูฝึกรีบขึ้นจากเรือยางสู่เรือหลักเมื่อเสียงอากาศยานดังกระหึ่มเหนือศีรษะ ไม่ทันเข้าที่ดีสัญญาณ “หวอ” ดังพร้อมเครื่องบินทิ้งระเบิดลงบนหาดจนผืนทรายขาวกระจายเป็นฝุ่นวงกว้าง เรือลอยตัวในน่านน้ำลึก เปิดทางให้เรือรบระบายพลตรงไปยังหน้าหาดเพื่อยกพลขึ้นบก เรือปืนใหญ่เคลื่อนขนาบสองชายฝั่ง ยิงโจมตีเป้าหมายต่อในทันที กว่าชั่วโมงเสียงอึกทึกของระเบิด ปืน และยานยนต์จึงเงียบลง

…ปิดสถานการณ์ฝึกร่วม น้ำ-ฟ้า-ฝั่ง ในวันนี้อย่างสมบูรณ์…

 

เรือนร่างสวยด้วยเอวคอดบางในชุดไหมสีจันทร์นวลแนบตัว สะโพกกลมกลึงแย้มผายส่ายเป็นจังหวะยามก้าวเดิน เรียวขายาวสูงโปร่ง ทำทหารหนุ่มอย่างเขาใจสั่นระริก ทรวงสล้างอิ่มเต็มใต้เครื่องแบบประจำของเธอ

“…ขอโทษครับ ผมขอน้ำเปล่าหน่อยได้ไหม ลมแอร์เป่าจนคอแห้ง”

ยิ้มจากกลีบปากชมพูหวานละลายความห้าวหาญของเขา ขุนพลขยับร่างบึกบึนด้วยกล้ามแขนที่เพื่อนแซวว่าเหมือนปูทะเล สายตาจดจ้องแอร์โฮสเตสสาวสวยเดินนวยนาดมาหา

น้ำหอมกลิ่นกุหลาบปลุกความตื่นตัวในกายเขา ยิ่งเธอก้มลงมาใกล้เห็นใบหน้าทรงรีแก้มมีเลือดฝาดซับสีชมพูเรื่อ ดวงตากลมโตสุกสกาวหวานตรึงใจ

“ขอบคุณครับ… คุณเดือน” เขารับน้ำ หวั่นว่าเรียกชื่อเธอจากป้ายสีทองบนอก สาวเจ้าจะว่าอะไรไหม

เธอยิ้มกว้างทำให้เขาเบาใจ “ค่ะ คุณ…” คิ้วเรียวดังวาดเลิกขึ้น

“ขุนพล ผมชื่อขุนพลครับ” เขาตอบเร็วรี่

เธอยืดตัวหลังตรงตามเดิม “ชื่อสมเป็นทหารนะคะ”

เขาตาโต “รู้ได้ยังไงว่าผมเป็นทหาร”

เดือนหัวเราะนิดๆ “แหม ก็ทรงผมสั้นเป็นนักเรียน รด. หุ่น และก็ท่าทางอกผายไหล่ผึ่งแบบนี้”

“ครับ ผมเป็นครูฝึก นี่เพิ่งเสร็จภารกิจเลยได้โอกาสกลับบ้าน”

“ดีจังค่ะ เดือนก็อยากกลับบ้าน ไม่ค่อยมีเวลาเลย”

ภายในเครื่องบินแอร์บัส เอ-320 วันนี้คนไม่แน่น หลายที่ว่างเว้น เธอนั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆ กัน

“ผมก็ฝึกหนัก เปิดหลักสูตรทีก็ยาวหลายเดือนเลย”

เดือนยิ้ม ทำให้ดวงตาซึ้งโศกยิ้มตามไปด้วย แก้มชมพูเข้มขึ้นอีก ขุนพลแอบคิดว่าเธอเขิน ก็เขาหน้าคมจมูกโด่งอยู่นะ มีดีที่ตาอีกต่างหาก จนเพื่อนร่วมรุ่นให้ฉายาครูฝึกหน้าหยก นัยน์ตาทรงเสน่ห์

“คุณเลยไม่ค่อยได้กลับบ้านเหมือนกัน แต่ เอ ฉันเห็นคุณอยู่บ่อยๆ บนเที่ยวบินในประเทศ” เธอว่า

“ผมขึ้นเครื่องกลับบ้านปีละสองครั้ง แต่ผมจำคุณแม่น” เขาสบตาเธอ “บ้านผมอยู่อุดร ผมใช้สายการบินนี้ตลอด โชคดีได้พบคุณทุกครั้ง คุณจำผมได้บ้างไหมครับ”

แก้มเธอยังไม่หายแดง ริมฝีปากแย้มยิ้มสวย “จำได้ค่ะ คุณโดดเด่นกว่าใคร ชอบขอน้ำบ่อยๆ”

ขุนพลยกมือแตะท้ายทอยตัวเอง เก้อเมื่อเธอจับได้

เดือนเล่าว่าเป็นคนอุดรเช่นกัน หน่วยก้านดีเลยมีคนชักชวนมาเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เธอทำมาหลายปีแล้ว แม้รายได้ดี แต่เธอบอกว่าเหงาและคิดถึงบ้านจับใจ

“เดือนห่วงแม่ เรามีกันสองคนที่บ้าน แม่อายุมากแล้ว” แววตาเธอหม่นยามคิดถึงบุพการี

“คุณมีครอบครัวหรือยังคะ” จู่ๆ เธอก็ถาม

ขุนพลเลื่อนมือซ้ายลงข้างตัว กระแอมไอไปอย่างนั้น พอดีเครื่องสั่นสัญญาณรัดเข็มขัดดังขึ้น

“อุ๊ย! ขอตัวก่อนนะคะ” เธอลุกพรวด ก้าวไปตามทางเดินพร้อมเสียงกัปตันประกาศว่าตกหลุมอากาศ

ลงเครื่องวันนั้น เดือนรอส่งตรงประตูตามหน้าที่ ยิ้มเธอละไมกว่าวันไหนๆ มือเรียวพนมกลางอก ค้อมศีรษะลงอ่อนช้อยจนผมยาวสีน้ำตาลประกายทองปรกหน้า

ขุนพลกล่าวขอบคุณแล้วก้าวเดินตามงวงช้างเข้าสู่สนามบิน ประทับภาพนางฟ้าบนเครื่องไว้ในใจ เขาขยับนิ้วโป้งซ้ายถูแหวนทองเกลี้ยงบนนิ้วนางข้างเดียวกัน อมยิ้ม… ถึงเผลอไผลมองใครไปบ้าง แต่หนึ่งเดียวในใจชายชาติทหารคนนี้… คือภรรยาสาวสวยที่บ้านเท่านั้น

สัปดาห์ที่สิบเอ็ดของการฝึก สัปดาห์นรก ‘Hell Week’ ๒๔.๐๐ น. เสียงปืนกลดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมเสียงระเบิดจุดเป็นระยะต่อเนื่องหน้าหาดทรายเกาะพระ ขุนพล คัมภีร์ และเพื่อนครูฝึกนับสิบบุกถึงห้องนอนของเหล่านักเรียนหลักสูตรทำลายใต้น้ำจู่โจม

“นอนอย่างนี้ตายกันหมดแล้ว ข้าศึกมาโว้ย! ตื่น! ตื่น! ชุดฝึก รองเท้าผ้าใบซ้าย คอมแบ็ตขวา ปฏิบัติ!”

ขุนพลตะโกนสั่งตั้งใจให้มั่วที่สุด นักเรียนหลักสูตรซีลต่างกอบเสื้อผ้ากันชุดใหญ่ สวมผิดสวมถูก เสียงเรียกรวมก้องจากหัวหน้าครูฝึก

“แถวตอนปิดระยะ มาหาข้าพเจ้า!”

“มือไขว้หลัง กลิ้งซ้ายขวา แถกเหงือก แถกปลาหมอ กระโดดกบ ไปๆ โดดน้ำ” คำสั่งซ่อม (2) หลายกระบวนท่า

ขุนพลหยิบระเบิดควันปาลงชายหาดข้างแถวนักเรียน ต่างสะดุ้งกระโดดหลบเป็นพัลวัน คัมภีร์ก็จุดพลุส่องสว่างโยนไปข้างๆ บ้าง หลังแถวบ้าง เสียงนกหวีดเป่ายาวเหยียดคือสัญญาณเปิดสัปดาห์นรกอย่างเป็นทางการ

สัปดาห์นี้ถือว่าเป็นที่สุดของการเรียน ฝึกยาวร้อยยี่สิบชั่วโมง ห้าวันต่อเนื่องตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่มีพัก ครูฝึกเปลี่ยนสามผลัด ผลัดละแปดชั่วโมง หากก็ต้องกินนอนอยู่บนเกาะ

นักเรียนทำลายใต้น้ำเปิดสัปดาห์แรกด้วยการทำกายบริหารอย่างหนัก แบกเรือยางวิ่งไปกลับบนหาดจนกว่าครูฝึกจะพอใจ จากนั้นเป็นธรรมเนียมวิ่งขึ้นเขาแหลมปู่เจ้าเพื่อสักการะเสด็จเตี่ยกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ กว่าจะถึงยอดก็เกือบสว่างแล้ว

ขุนพลมองทหารหนุ่มแต่ละรายในชุดฝึก เหงื่อต่างน้ำเปียกปอนชุ่มเสื้อ หัวโล้นเกรียนเต็มไปด้วยคราบไคล ในจำนวนนี้คงมีไม่น้อยที่จะลาออกระหว่างการฝึก หน้าที่ครูอย่างเขาคงต้องคอยเคี่ยวเข็ญ แม้ใครจะตราว่าหลักสูตรนี้หฤโหด แต่ก็เป็นเพราะต้องการสุดยอดฝีมือให้กับกองทัพไทยนั่นเอง

ตลอดห้าวันเต็มนักเรียนจะไม่ได้หลับไม่ได้นอนจนเบลอ สถานการณ์ทุกอย่างจะถูกนำมาท้าทายความสามารถ แบกเรือยางแทรกซึมข้าศึก กดดันให้ออกจากแนวน่านน้ำไทย ทั้งเทินเหนือศีรษะ แบกประกอบท่ากายบริหาร กระโดดกบพร้อมเรือบ้าง หรือชนช้างกับลำอื่น เสร็จก็พายเรือทนในทะเลหลายๆ ไมล์ ต่อด้วยการว่ายน้ำกว่าสามกิโลเมตร

ขุนพลและคัมภีร์หมดกะพอดี พวกเขาเลือกผ่อนคลายด้วยการล่องเรือยางในทะเล เสียงปฏิญาณก่อนกินข้าวดังทั่วเกาะ

“ขอบคุณพ่อแม่ที่ให้เราเกิดมา ขอบคุณชาวนาที่ปลูกข้าวให้เรากิน ขอบคุณแผ่นดินที่ให้เราอาศัยอยู่ ขอบคุณครูที่ช่วยอบรมสั่งสอน….(3)

“ยินดีด้วยอีกทีว่ะขุน คิดถึงเมียแย่สิมาฝึกรอบนี้” คัมภีร์เอ่ย เรียกให้เขาหันมอง ละสายตาจากเวิ้งมหาสมุทรอันกว้างไกล กลิ่นทะเลยังอวลปลายจมูก ความเค็มปะแล่มติดลิ้น

“เป็นห่วงไง มันพะวง เล่นเก็บเงียบไม่ยอมบอกจนฉันมานี่” เขาบ่นแต่ก็อมยิ้ม นึกถึงวันที่ภรรยาโทร.มาบอกข่าวดี เขากระโดดตัวลอยกอดคอเพื่อนคนนี้ไม่สนใจสายตานักเรียนทั้งหลาย

ขุนพลเงยหน้าขึ้นมองฟ้ากว้าง แปดโมงเช้ากลางทะเลแบบนี้ เปลวแดดสะท้อนสีครามและระลอกคลื่นให้แสงระยิบพริบพราวราวไพลินเนื้อดี “ป่านนี้คงท้องแก่มากแล้ว ฉันกลับไม่ทันคลอดแน่ เป็นสามีที่แย่จริงๆ”

“เอาน่า” คัมภีร์เลื่อนตัวมานั่งใกล้กันจนเรือยวบไปข้างหนึ่ง ยกมือขึ้นโอบไหล่

“ฉันควรอยู่ให้กำลังใจเธอข้างเตียง ผู้หญิงเจ็บท้องคลอดนี่มันสาหัสที่สุดในชีวิตแล้วนะ” ยิ่งคิดขุนพลก็ยิ่งรู้สึกผิดมหันต์

คัมภีร์ตบไหล่เขาหนักๆ “ฉันรู้ว่านายเป็นยังไง ต่อให้หัวหน้าสั่งให้นายกลับเดี๋ยวนี้ นายก็คงทิ้งเด็กหนุ่มที่ฝึกกันมาจนใกล้จะถึงฝั่งฝันพวกนั้นไปไม่ได้แน่”

คงจริงอย่างเพื่อนว่า เขาผูกพันกับซีล การฝึก และนักเรียน เขาอยากเห็นวันจบ ที่ทุกคนมีเครื่องหมายอาร์มธงชาติสมอเรือกับฉลามขาวคู่เหนือเกลียวคลื่นสีทองประดับอยู่บนอก อย่างเต็มความภาคภูมิ

ขุนพลมองแถวทหารแบกซุงวิ่งพร้อมเปล่งเสียง “Hoo Yaa” ย้ำเตือนว่า อย่างไรเขาก็ต้องรอรั้วของชาติฝึกจบสมบูรณ์พร้อมเป็นกำลังสำคัญสู้ศึกให้แผ่นดินสยามเสียก่อน จึงจะสบายใจว่าได้ทำหน้าที่ครูฝึกอย่างสุดความรับผิดชอบแล้ว ค่อยกลับบ้านได้อย่างสนิทใจ

 

เสียงลั่นระฆังกังวานก้องอยู่ในหู เหมือนเสียงหลอกหลอน ทุกครั้งเมื่อได้ยินจะตามมาด้วยความรู้สึกหดหู่ เป็นที่รู้กันดีว่านักเรียนวิชาทำลายใต้น้ำจู่โจมหรือ SEAL ถ้าไม่ไหวถอดใจลาออก ต้องไปสั่นกระดิ่งที่แขวนอยู่บนหาด… กู่ประกาศให้ทุกคนรับรู้ว่า… ไม่ไหวแล้วจริงๆ

ขุนพลจำภาพนักเรียนห้านายพร้อมใจจะลาออก หลังเพื่อนคนหนึ่งไปสั่นกระดิ่งได้สำเร็จ

“ไปล้างหน้าล้างตัวก่อน ทั้งหมดนั่นล่ะ จะออกทำไมมาถึงขนาดนี้แล้ว” ขุนพลตะโกนบอกแล้วช่วยกันกับนักเรียนที่เหลือดึงตัวพวกถอดใจไปยังบ่อน้ำจืด ตักน้ำสาดใส่หน้า ราดตั้งแต่หัวจรดเท้า ทั้งก่นด่าและให้กำลังใจไปในเวลาเดียวกัน

“จะแล้งน้ำใจปล่อยเพื่อนสองคนแบกเรือยางกลับที่พักเหรอ เห็นแก่ตัวไปหรือเปล่า!”

“สู้เป็นสู้ตายกันมาเกินครึ่งทางแล้วนะโว้ย! ไปด้วยกันเนี่ยล่ะ กูรอมึง!” 

ทั้งห้ายืนตัวสั่น ร้องไห้เหมือนเด็กๆ ภาพนักเรียนกอดคอกัน ลากเพื่อนกลับไปฝึกต่อสร้างความอิ่มเอมให้กับหัวใจคนเป็นครู และนาทีเดียวกันนั้น วิทยุจากฝั่งแจ้งข่าวด่วนว่าภรรยาของเขาคลอดลูกชายคนแรกแล้ว เขาได้คุยกับเธอผ่านโทรศัพท์ทางไกล น้ำเสียงเข้มแข็งของเธอกับเสียงร้องของเด็กแรกเกิดทำน้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาอย่างไม่อาย

“สวัสดีค่ะ คุณ… ขุนพล”

เสียงเบาหวิวจนเหมือนกระซิบมาจากดินแดนอันไกลโพ้นทำเขาหลุดจากภวังค์ “คุณเดือน สวัสดีครับ”

“คิดอะไรอยู่คะเห็นเหม่ออยู่นาน”

“นึกอะไรเพลินๆ นิดหน่อยครับ คุณเดือนเป็นยังไงบ้าง สบายดีนะครับ”

เธอเงียบ ยืนนิ่ง ผิวหน้าขาวใสนวลเนียนแต่ไร้สีสัน ดวงตาหวานเจือแววหมองหม่น เธอต้องมีปัญหา

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ เดือน”

“ด…เดือน…” เสียงเธอสั่น เครือ ตาแดง มีน้ำแวววาวและรินไหลอาบหน้า “เดือน…คิดถึงแม่”

“เดือน!” ขุนพลตกใจเมื่อเธอสะอื้นทรุดตัวลง เขารีบประคองแล้วลุกให้เธอนั่งแทน ไม่สนใจผู้โดยสารคนอื่นในเครื่องที่หันมองด้วยสายตาแปลกๆ

“มีอะไรหรือเปล่า ให้ผมช่วยอะไรไหม”

หญิงสาวส่ายหน้า น้ำเสียงคงแผ่วเบาราวขนนกที่ปลิวเคว้งในอากาศ “เดือนไม่ได้กลับไปหาแม่อีกเลย…ตั้งแต่คราวนั้นที่เราได้คุยกัน เดือน… อยากกอดท่านอีกสักครั้ง”

ขุนพลนับเวลา แปดเดือนแล้วจากครั้งก่อนที่พบเธอบนเครื่อง “ลางานกลับบ้านสิครับ ลาไม่กี่วัน พบหน้าท่านพอหายคิดถึง”

น้ำตาเธอคงนอง ใบหน้าสวยหวานแกมเศร้าก้มนิ่งอยู่นานก่อนจะเอ่ย “คุณขุนพล ฉันขอร้องสักอย่างได้ไหม” เธอยื่นของมาให้ตรงหน้า ผ้าสีขาวปลายปักลายเรขาคณิตสีเทา ชายขอบเป็นด้ายลุ่ย “ผ้าพันคอ ‘พัชมีนา’ ค่ะ ทอจากขนแกะพันธุ์พัชม์ เป็นผ้าเกรดเอจากเนปาล”

เขารับผ้าผืนนิ่มดังแพรไหมและให้ความรู้สึกเย็นเมื่อสัมผัส

“เดือนฝากให้แม่หน่อยได้ไหมคะ ไม่นานก็เข้าฤดูหนาวแล้ว เดือนคงกลับไปไม่ทัน ท่านจะได้ใช้ค่ะ”

เขามองผ้าสลับกับใบหน้าสวยตรงหน้าอย่างลังเล “เดือน… เอาไปให้กับมือท่านเองไม่ดีกว่าเหรอครับ”

แววตาที่แสดงความผิดหวังรุนแรงทำให้เขารีบบอก “ได้ครับได้ ไม่มีปัญหา บ้านคุณอยู่ตรงไหน”

 

ไม่กี่วันหลังจากที่เขากลับบ้าน ได้กอดลูกชายแรกเกิดและภรรยาให้ห่างหายจากความคิดถึง เขาก็เดินทางมาจนถึงบ้านไม้หลังหนึ่งในตัวเมืองอุดรธานี

ขุนพลยืนมองประตูบานเฟี้ยมแบบโบราณ ที่เดือนย้ำหนักหนาว่าเป็นลักษณะเด่นของบ้าน ตัวไม้สีซีดแต่ไม่ได้ดูเก่ามาก เจ้าบ้านน่าจะดูแลดี เขากดออดที่ถูกซ่อนด้านข้าง แล้วยืนรอใจจดจ่อ ยิ่งได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดยามบานเฟี้ยมค่อยๆ เลื่อนเปิดยิ่งตื่นเต้น

หญิงวัยเจ็ดสิบผมสั้นขาวโพลนเต็มศีรษะ รูปร่างผอมสูงปรากฏ ใบหน้าแม้มีรอยเหี่ยวย่นแต่คงเค้าความงามในวัยเยาว์ ขุนพลมั่นใจทันทีว่าท่านคือมารดาของเดือน เขายกมือไหว้แล้วรีบแนะนำตัว เกรงท่านจะตกใจ เพราะรู้ตัวว่าแม้สวมเพียงกางเกงยีนส์เสื้อยืดลำลอง ก็ยังดูคล้ายคนในเครื่องแบบอยู่ดี

“เดือนฝากมาให้คุณน้าครับ”

ท่านชะงักงันไป ทั้งท่วงท่ามือค้างๆ คาๆ หลังรับไหว้ ริมฝีปากเผยอนิ่ง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสับสนงงงัน ยิ่งดวงตาขุ่นมัวคลับคล้ายมีน้ำฉาบขึ้นมายิ่งทำให้เขากังวล

“พ่อหนุ่มว่าอะไรนะ”

เขาพูดประโยคเดิมซ้ำ

“รู้จักเดือนแน่หรือ” ท่านถาม น้ำเสียงพยายามสะกดกลั้นความรู้สึก

“ครับ รู้จัก อาจจะไม่ได้สนิทสนม เพราะรู้จักในฐานะเป็นผู้โดยสารและเดือนเป็นผู้ให้บริการที่น่าประทับใจครับ”

เขาเล่าให้ท่านฟังคร่าวๆ ว่าพบเจอเธออย่างไร และครั้งสุดท้ายที่เพิ่งเจอกันไม่กี่วันก่อน เขาส่งผ่านความคิดถึงจากคำพูดและแววตาของเธอให้ท่านรับรู้ และย้ำว่าเธอห่วงท่านกำชับฝากฝังเขานำของชิ้นนี้มาให้

ผู้อาวุโสไม่พูดอะไรอีกเลยสักคำเดียว ริมฝีปากเม้มแน่นจนไหวระริก ยิ่งเขาดึงผ้าพันคอออกมาจากห่อแล้วยื่นให้ ท่านยิ่งสะอื้น มือสั่นเทารับไปกอดแนบอก

“โธ่! เดือน เดือนของแม่”

คำถามผุดพร่างขึ้นในใจเขา แต่มิทันเอ่ยอะไร

“เข้ามาในบ้านก่อนเถิดพ่อหนุ่ม”

ถัดจากประตูคือห้องโถงใหญ่ ตั้งเก้าอี้ไม้ฐานกว้างพนักพิงสูงหลายตัวตลอดแนวผนัง ขุนพลเลือกนั่งตัวหนึ่งไม่ไกลจากประตู บรรยากาศทึมทึบทำให้เขานึกหวั่นพรั่นพรึง ต้องย้ำกับตัวเองว่าฝึกซีลในคืนวันปัญหาผียังไม่เห็นจะกลัว นับประสาอะไรแค่บ้านไม้หลังเก่า

แม่ของเดือนเดินกลับออกมาจากตัวบ้าน ยื่นสมุดเล่มใหญ่คล้ายบันทึกหรืออัลบั้มภาพให้ ท่านนั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างกัน คลี่ผ้าพันคอออกห่มกายช้าๆ ขณะเขาเปิดหน้าแรกของบันทึก

ขุนพลรู้สึกขนทั่วทุกสรรพางค์ลุกชัน เหงื่อผุดพรายขึ้นท่วมตัว ลมหายใจติดขัด หัวใจเต้นระรัวเร็วในอกแล้วเหมือนหยุดไปฉับพลันทันทีที่อ่านจบ มันหวิวโหวง ตัวเบา ทหารหนุ่มไม่รับรู้อะไรอีกเลย…

บันทึกเล่มนั้นตกลงบนพื้นบ้าน เปิดค้างภาพข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ที่ถูกตัดเก็บไว้อย่างดี เขียนว่า

สองเดือนก่อน เครื่องบินเที่ยวบินที่… ชนภูเขาหิมาลัยจนแหลกละเอียด ผู้โดยสารและลูกเรือตายยกลำ… ภาพแอร์สาวคนสวย… เดือน อยู่ตรงกรอบข่าวรวมกับใครอีกหลายคน (4)

– ธุวัฒธรรพ์ –

 

เชิงอรรถ :

(1) ห่างจาก อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ประมาณ ๑ กม.

(2) ทำโทษ

(3) ข้อมูลรายละเอียดการฝึกจากหนังสือ หลักสูตรรบพิเศษ พลาม พรมจำปา

(4) แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง TG 311 ชนเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล ปี พ.ศ. 2535

Don`t copy text!