TH85

TH85

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

บ้าอะไรกันวะ!

ทุกคนเป็นบ้าอะไรกันไปหมด ทำไมต้องเชื่อฟังคำสั่งพวกมันด้วย พวกมันเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ ไม่ใช่พ่อแม่พี่น้อง ไม่ใช่เจ้านาย ไม่ใช่คนจ่ายเงินเดือน ไม่ใช่เจ้าชีวิตพวกมึงซะหน่อย แล้วทำไมต้องทำตามที่พวกมันบอกอย่างไม่ลืมหูลืมตาด้วย

มึงมันบ้า! พวกมึงทุกคนมันบ้า!

ทำยังไงดี? หากพวกมันรู้ว่ากูคิดต่อต้าน พวกมันต้องฆ่ากูแน่ ๆ

ไม่ยอม ไม่ยอมหรอก กูไม่ยอมตายอย่างไร้ค่าเหมือนไอ้พวกโง่งมที่ยอมเป็นทาสของพวกมึงแบบนั้นหรอก

กูไม่ยอมตายเหมือนหมาหรอก!

 

เช้านี้ก็เป็นเหมือน 10,950 วันที่ผ่านมา กิจวัตรประจำวันราวกับละครรีรัน นับตั้งแต่ตื่นลืมตาขึ้นมา ล้างหน้าแปรงฟัน อาบน้ำแต่งตัว จับรถประจำทางที่เบียดเสียดยัดเยียดกับผู้คนที่มุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกันราวกับปลาซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศอัดกระป๋อง เมื่อถึงออฟฟิศก็ต้องนั่งจมจ่อมอยู่กับที่ทำงานในคอกแคบๆ บนโต๊ะเรียงรายด้วยกองเอกสารสูงท่วมหัว แสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ทำลายประสาทตาให้เสื่อมลงเร็วขึ้นจนผมคิดถึงอนาคตที่ต้องไปรักษาอาการ CVS หรือไม่ก็ทำเลสิก

ครึ่งค่อนวัน กว่าจะได้ลุกไปกินข้าวกลางวันก็เลยเที่ยงมากว่าครึ่งชั่วโมง ร้านข้าวข้างตึกมีเหล่ามนุษย์เงินเดือนหาเช้ากินค่ำแออัดจับจองที่นั่งกันยุ่บยั่บราวฝูงมด ผมก็เป็นหนึ่งในมดจากฝูงที่ประสบชะตากรรมเดียวกัน คือเลือกเมนูเดิมๆ หมุนเวียนไปในแต่ละวันเพื่อไม่ให้ซ้ำกับที่กินเมื่อวาน หรือเมื่อวานซืน หรือวันก่อนเมื่อวานซืน

ผัดกะเพรา ผัดพริกแกง ผัดคะน้า… งั้นวันนี้ก็ต้องข้าวผัดสินะ หลังจากสั่งอาหาร ผมเดินถือจานข้าวผัดส่งไอกรุ่นมานั่งตรงเก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินร่วมโต๊ะกับคนแปลกหน้าสามคนที่จับจองไว้อยู่ก่อนหน้า ไม่มีใครสนใจซึ่งกันและกัน ทุกคนต่างกินอาหารอย่างรีบเร่ง เพราะเหลือเวลาอีกไม่มากก็จะได้เวลาเข้างานช่วงบ่ายแล้ว

น้ำเย็นถูกกรอกลงกระเพาะดับความเผ็ดร้อนจากพริกขี้หนูซอยในน้ำปลาพริกที่ผมตักมาใส่ข้าวผัดเสียท่วม มือเป่าไล่ลมที่ถูกพ่นจากปากฟู่ๆ ขณะที่สองเท้าก้าวพาร่างเดินกลับเข้าไปในตึกสูง 10 ชั้นอันเป็นที่ตั้งของบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ผมทำงานอยู่

เครื่องปรับอากาศวันนี้เสียรึยังไง? ผมรู้สึกร้อนจนต้องเอามือพัดโบกแม้มันจะไม่ได้ช่วยให้เย็นขึ้นก็ตาม อากาศภายนอกที่ร้อนอ้าวคงทำให้ระบบปรับอากาศทำงานหนักกว่าปกติ ถึงได้ส่งลมผะแผ่วที่แทบไร้ความเย็นออกมาเช่นนี้ ผมเดินไหลไปตามกระแสฝูงคนที่มุ่งหน้าไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้นต่างๆ อันเป็นที่ตั้งของบริษัทมากมาย ด้านหน้าลิฟต์มีโทรทัศน์แบบติดผนังติดตั้งเอาไว้อยู่เหนือช่องประตู เพื่อให้ผู้ที่ยืนรอได้ดูฆ่าเวลา

“ชาวบ้านในอำเภอxx จังหวัดXX ที่ยื่นหนังสือขอให้ ‘ผู้สังเกตการณ์’ จ่ายค่าชดเชยกรณีถูกเวนคืนที่ดินเพื่อก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงระหว่างประเทศ ได้รับคำสั่ง ‘มรณะ’ จึงนัดหมายรวมตัวกันไปนอนขวางทางรถไฟเพื่อให้ขบวนรถด่วนแล่นทับ ศพของชาวบ้านทั้งหมดถูกนำไปทำพิธีทางศาสนาเป็นที่เรียบร้อย”

ภาพจากหน้าจอโทรทัศน์แบบดิจิทัล แสดงสภาพอันน่าอเนจอนาถของศพที่ถูกล้อเหล็กของรถไฟบดขยี้จนอวัยวะแต่ละส่วนกระจัดกระจายไปชิ้นละทิศละทาง ไร้การเซ็นเซอร์ ไม่มีการเบลอหรือบดบังใดๆ ทั้งสิ้น ผมเบนหน้าหนีด้วยไม่อยากมองเห็นภาพอันน่าสังเวชนั้น

แต่แปลก… ทุกคนที่ยืนอยู่ข้างกายซึ่งกำลังมองภาพข่าว กลับไม่มีสีหน้าตระหนกหรือหวาดกลัว สายตาของพวกเขาเรียบเฉยเสมือนกำลังดูข่าวหมีแพนด้าคลอดลูกหรือข่าวหุ้นตก หญิงสาวในชุดรัดรูปสีแดงเผยส่วนสัดที่กระตุ้นต่ออารมณ์กำหนัดของเพศตรงข้าม ยกยิ้มมุมปากราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นน่ายินดีเสียเต็มประดา

สองเท้าผมก้าวถอยหลังเล็กน้อยอย่างไม่ตั้งใจ…

เสียงสัญญาณบอกว่ากล่องสี่เหลี่ยมที่พาเราขึ้นลงระหว่างชั้นเคลื่อนมาถึงแล้ว ทุกคนที่ยืนรอกรูกันเข้าไปยืนจับจองพื้นที่ว่าง แต่แม้ยังมีที่เหลืออยู่ ผมกลับไม่กล้าก้าวเข้าไปรวมกลุ่มกับพวกเขา จนสาวใหญ่รุ่นแม่ที่กดปุ่มเปิดประตูลิฟต์ค้างอยู่ตีสีหน้าไม่พอใจ

ผมส่ายศีรษะเล็กน้อยพลางยิ้มแหย ก่อนเดินเลี่ยงไปขึ้นบันไดหนีไฟ

 

ผมรู้สึกพะอืดพะอมเหมือนเมาค้าง ภาพความตายที่ฉายบนหน้าจอนั้นทำเอาน้ำย่อยในกระเพาะหมุนติ้วราวกับท้องของผมเป็นเครื่องซักผ้า มันพานจะไหลต้านทฤษฎีแรงโน้มถ่วงโลกกลับขึ้นมาสู่คอและพร้อมจะขย้อนออกทางปาก จนผมต้องเอานิ้วมือบีบนวดหว่างคิ้ว เสียงนิ้วรัวแป้นคีย์บอร์ดดังอยู่รอบสารทิศ ทุกคนในออฟฟิศต่างเร่งทำงานแข่งกับเวลาโดยไม่สนใจจะปฏิสัมพันธ์หรือพูดคุยกันให้เสียเวลาเลยแม้แต่น้อย

มุมขวาล่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์มีสัญลักษณ์ซองจดหมายปรากฏขึ้น วูบแรกผมไม่ได้สนใจมากนัก เพราะในแต่ละวันมีอีเมลเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อเห็นข้อความแสดงชื่อผู้ส่ง จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเปิดดู เพราะจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ฉบับนี้ถูกส่งมาจากหัวหน้าแผนก

“คำสั่งผู้สังเกตการณ์ฉบับที่ 12/25xx

ด้วยคณะผู้สังเกตการณ์ มีโครงการที่จักต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 25xx นี้ แต่เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน ประกอบกับประเทศขาดดุลการค้าต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน จำเป็นต้องเพิ่มเงินคงคลังเพื่อให้สามารถดำเนินโครงการต่างๆ ได้ จึงให้ผู้ประกอบการทุกราย หักเงินได้จากพนักงานในกิจการจำนวนครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด และนำส่งให้ผู้สังเกตการณ์ตามรอบบัญชี

เพื่อทราบและถือปฏิบัติ”

“อะไร… กันวะ!” ผมอุทานอย่างหัวเสีย เมื่ออ่านอีเมลฉบับนี้จบ เสียงอุทานเรียกให้เพื่อนร่วมงานที่นั่งอยู่ในคอกติดกันชะโงกหน้ามามอง

“มีอะไรเหรอ?” เขาถาม

“นายไม่ได้อ่านเมลเหรอ คำสั่งห่าเหวอะไรวะ เงินเดือนถูกหักไปครึ่งนึง แล้วแบบนี้จะเอาอะไรแดกกัน”

เขามองหน้าผมพลางตีสีหน้าประหลาดใจอย่างที่สุด “นายพูดบ้าอะไรเนี่ย คำสั่งคณะผู้สังเกตการณ์ออกมาแบบนี้ แสดงว่าประเทศถึงคราววิกฤตจริงๆ นายยังห่วงตัวเองมากกว่าประเทศอีกเหรอ”

“แต่คำสั่งมันไม่ยุติธรรม! เราทำงานหามรุ่งหามค่ำแทบตาย แต่กลับได้รับค่าจ้างครึ่งเดียว เรื่องบ้าๆ แบบนี้มันคืออะไร?”

“…นายควรไปหาหมอนะ” เขาพูดแค่นั้น ก่อนลดตัวนั่งลง และพรมนิ้วกับแป้นพิมพ์ต่อไปโดยไม่สนใจผมอีก

ผมหันมองรอบกาย ไม่มีใครเลยสักคนที่มีปฏิกิริยากับคำสั่งบ้าๆ พรรค์นี้ ทุกคนดูยอมรับและคิดว่าเป็นเรื่องที่ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดี ถูกต้องและยุติธรรม ไม่มีใครโวยวาย ไม่มีใครเรียกร้อง

หรือผมเองต่างหากที่เป็นบ้าไปแล้ว?

 

วันรุ่งขึ้นผมไม่ไปทำงาน อันที่จริงผมนั่งอยู่หน้าคอมตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับผู้สังเกตการณ์และความผิดปกติที่รู้สึก ถูกค้นหาผ่านเสิร์ชเอ็นจิ้นชื่อดังทั้งหลาย

‘ผู้สังเกตการณ์’ คือกลุ่มคนในชุดกาวน์สีขาวราวกับแพทย์ พวกเขาอาศัย และทำงานอยู่ในอาคารสูงเสียดฟ้าเหมือนหอคอยที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางของเมืองหลวง กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่พวกเขากำหนดขึ้นเปรียบดั่งประกาศิตที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ผมแปลกใจว่าทำไมที่ผ่านมาผมไม่รู้สึกถึงความแปลกแยกหรือผิดปกตินี้ จนมาเมื่อไม่กี่วันก่อน ความผิดเพี้ยนทั้งมวลเริ่มถาโถมเข้าใส่สมองจนทำให้รู้ว่าผมมีชีวิตอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่วิปริตผิดเพี้ยน ที่ยอมทำตามคำสั่งของคนพวกนั้นโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

มันไม่ยุติธรรม! ผมจะไม่ยอมให้พวกมันเอาเปรียบอีกต่อไป

เริ่มจากพ่อแม่

“บ้านก็ของเรา เงินทองก็ของเรา กว่าจะหามาได้พ่อกับแม่ต้องทำงานหนักไม่รู้กี่สิบปี แล้วอย่างนี้ จะยอมให้พวกมันเอารัดเอาเปรียบไปถึงเมื่อไหร่”

ผมตะเบ็งเสียงลั่นเมื่อการเจรจาด้วยประนีประนอมไม่ประสบผลสำเร็จ อารมณ์คุกรุ่นที่ทวีความร้อนแรงขึ้นตามบทสนทนา ส่งระดับเสียงให้ดังลั่นบ้าน สีหน้าพ่อแม่เดือดดาล พลางมองผมราวกับมิใช่เลือดเนื้อเชื้อไข

แต่ผมไม่ยอม หลักฐานต่างๆ ถูกเตรียมมาเพราะล่วงรู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากการสนทนา

“ดูนี่สิครับ อาเพ็ญถูกจับไปแล้วนะครับ”

ภาพถ่ายที่หยิบจากซองเอกสาร คือภาพหญิงกลางคนถูกเจ้าหน้าที่ชุดกาวน์คุมตัวขึ้นรถ ข้อมือสองข้างมีกุญแจมือพันธนาการเอาไว้ แม้สีหน้าของเธอจะมิได้อาทรร้อนใจ ทว่าคนที่เป็นญาติอย่างผม กลับไม่อาจควบคุมอารมณ์ตนเองได้เมื่อเห็นภาพนี้

“ผมเห็นรายชื่อคนที่ผู้สังเกตการณ์ประกาศว่าละเมิดกฎ มีชื่ออาเพ็ญอยู่ด้วย จึงจะไปเตือนอาที่คอนโดฯ แต่ไม่ทัน พวกมันเอาตัวอาไปแล้ว ผมทำได้แค่ถ่ายรูปมาให้พ่อกับแม่ดู เผื่อจะได้ตาสว่างกันเสียที”

ท่าทีของทั้งคู่เริ่มโอนอ่อนลง สีหน้าถมึงทึงมีร่องรอยแห่งความตระหนก น้องสาวเพียงคนเดียวของพ่อ แม้ไม่สนิทในระดับพูดคุยกันทุกวัน แต่อย่างน้อยเดือนละครั้งต้องนัดพบเพื่อสอบถามสารทุกข์สุกดิบ

และเพราะพ่อกับแม่ไม่ชอบเสพข่าวสาร ไม่ว่าจะโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ จึงไม่รู้ว่าอาถูกจับตั้งแต่เมื่อวาน

พ่อถือภาพที่ผมยื่นให้ด้วยมือสั่นระริก ปากที่อ้าเหมือนมีคำพูดบางประการอยากถ่ายทอด แต่ไม่อาจทำได้ ราวกับเสียงทั้งมวลถูกกลืนหายไปจนสิ้น แม่ที่ยืนด้านข้างเอามือแตะแขน ผมมองภาพนั้นอย่างสะทกสะท้อน

เราทั้งสามตกอยู่ในห้วงทุกข์ แต่คงมีผมผู้เดียวที่มองเห็นแสงสว่างเป็นจุดไกลลิบจากความมืดมนที่ห้อมล้อม เมื่อท่าทีของพ่อกับแม่เริ่มเปลี่ยนไป ผมจึงหว่านล้อมด้วยข้อมูลต่างๆ นานา

และพวกเขาก็ตาสว่าง

ดังคำกล่าว มาช้ายังดีกว่าไม่มา ทั้งคู่เริ่มตระหนักถึงการถูกเอารัดเอาเปรียบที่มีมาอย่างยาวนาน แม้เป็นเรื่องปกติของสังคม ทว่ากลับผิดปกติในสามัญสำนึก ถึงตอนนี้ พ่อและแม่บังเกิดความโกรธ เกลียด เคียดแค้น ต่อผู้สังเกตการณ์ จนฉีกกระชากโปสเตอร์คำขวัญ คำปลุกใจ และค่านิยมต่างๆ ของพวกมันที่แปะบนผนังบ้านทิ้งเสียทุกแผ่น

ผมใจชื้นขึ้น ที่คิดว่าตนเองบ้าไปแต่เพียงผู้เดียว บัดนี้ผมมีแนวร่วมแล้ว

เพื่อนฝูงและคนสนิท

ผมต้องใช้เวลากล่อมพวกเขาอยู่นาน กว่าจะทำให้ทุกคนรู้สึกตัวว่าถูกควบคุมโดยไร้สติ แต่การดำเนินตามเป้าหมายในขั้นตอนนี้ ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะหากผมพลาดแม้แต่ก้าวเดียว อาจมีบางคนนำแผนลับนี้ไปแพร่งพรายต่อตำรวจ ทหาร จนล่วงรู้ไปถึงผู้สังเกตการณ์

คนรักของผมเป็นสาวหัวอ่อน ตามกระแสสังคม ไม่มีอุดมการณ์ และยึดมั่นสิ่งใดเป็นพิเศษ ผมใช้เวลาไม่นานก็สามารถอธิบายให้เธอเข้าใจถึงเจตนารมณ์

ส่วนกลุ่มเพื่อนสนิท ผมเริ่มต้นด้วยการเอ่ยปากชวนพวกมันกินเหล้า น้ำเปลี่ยนนิสัยแม้เสี่ยงต่อเหตุรุนแรงหากความเห็นไม่ลงรอยกันระหว่างสนทนา แต่ก็สามารถลอกเปลือกแห่งมโนสำนึกที่ถูกห่มคลุมเอาไว้ยามสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ออกมาได้ชะงัด

เกือบได้วางมวยกัน แต่เพราะความเป็นเพื่อน ต่อให้ทะเลาะกันหนักแค่ไหน ฟาดปากกันสักครั้งสองครั้งก็กลับมากอดคอหัวเราะร่ากันได้เหมือนเดิม

พวกมันทุกคนได้สติในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังสร่างเมา และพร้อมเป็นแนวร่วมในแผนการที่ผมวางเอาไว้อย่างไม่คิดรักตัวกลัวตาย

จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ สี่เป็นแปด เป็นสิบหก และแพร่กระจายรวดเร็วดุจไฟลามทุ่ง ทุกคนต่างนำสารที่ได้จากผม ไปถ่ายทอดให้ญาติสนิทและเพื่อนฝูง จนเรารวบรวมพลพรรคได้มากมายกลายเป็นกองกำลังใหญ่ที่ลอบเคลื่อนไหวอย่างลับ ๆ มิให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองรู้

ฉากหน้าผมคือพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาที่ไม่มีบทบาทใดโดดเด่น แต่เบื้องหลังผมคือหัวหน้ากลุ่มปฏิรูปที่ซ่องสุมกำลังคนและวางแผนการตอบโต้เหล่าผู้สังเกตการณ์นั่น

เรามีกำลังรบจากเหล่าทหาร ตำรวจ ไปจนถึงพนักงานรักษาความปลอดภัย

เรามีแผนโจมตีจากนักวิชาการ ครูอาจารย์

เรามียวดยานพาหนะจากพนักงานขับรถทั้ง ขสมก. แท็กซี่ และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

เรามีการติดต่อ กระจายข้อมูลข่าวสารโดยไม่ผ่านเครือข่าย จากพนักงานส่งเอกสาร

ผมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำกลุ่มปลดแอก เพราะเป็นคนแรกที่หาญกล้าต่อกรกับเหล่าผู้สังเกตการณ์ ภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ทำให้ผมรู้สึกฮึกเหิม และไม่คิดเสียดายชีวิตที่เกิดมาชาติหนึ่งหากต้องตายภายใต้สงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

แต่ละวันผ่านพ้นท่ามกลางข่าวสารที่ยิ่งโหมกระพือความเกลียดเคียดแค้นในจิตใจ มีคนถูกคำสั่งมรณะจนต้องปลิดชีพตนเองลงในทุกวัน บางคนอาจเป็นญาติ เป็นคนรัก เป็นเพื่อน ของสมาชิกกลุ่มปลดแอก ความสูญเสียกัดกร่อนจิตใจให้ชิงชังและหวังจะหลุดพ้นจากความเลวร้ายนี้โดยเร็ว

และวันนั้นก็มาถึง…

 

22 พฤษภาคม วันครบรอบการก่อตั้งคณะสังเกตการณ์ถูกจัดขึ้นบริเวณลานกว้างด้านหลังอาคารอำนวยการที่พวกเราเรียกว่า ‘หอคอย’ ในวันนี้มีเหล่าผู้บริหารตั้งแต่ระดับสูงสุดจนถึงเจ้าหน้าที่ระดับล่างทั้งหมดของคณะมาร่วมงาน ไม่จำเป็นต้องมีการวางกองกำลังรักษาความปลอดภัยแน่นหนา เพราะพวกมันเชื่อว่าทุกคนอยู่ภายใต้การควบคุมจนไม่มีใครคิดก่อความไม่สงบหรือเหตุรุนแรงอันใด

แต่พวกมันคิดผิด! กลุ่มปลดแอกที่เฝ้ารอวันเวลาต่างกระเหี้ยนกระหือรือและเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อกำจัดพวกมันทุกคนที่ขวางหน้า เพียงพลุสัญญาณถูกจุดขึ้น เหล่าพี่น้องผู้หาญกล้าพร้อมอาวุธครบมือ ก็บุกเข้าสู่หอคอยจากทั่วทุกสารทิศ

ขณะประธานในพิธีกล่าวโอวาท เสียงปืนก็ดังระรัวราวเสียงประทัดจุดเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย แต่ประทัดพวงนี้คือประทัดแห่งความตาย ที่พร้อมส่งดวงวิญญาณเหล่าผู้สังเกตการณ์ให้ลงไปชดใช้กรรมในนรก อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ถูกจัดเตรียมจากกองกำลังที่มีทั้งตำรวจ ทหาร ถูกส่งมอบให้เหล่าผู้กล้าที่เป็นทัพหน้า เสียงครวญครางอย่างเจ็บปวดและเสียงหวีดร้องด้วยความตระหนกดังระงม ผู้คนแตกตื่นวิ่งหนีตายอลหม่านจนแทบเหยียบกันตาย

ระบบรักษาความปลอดภัยของหอคอยทำงานทันที

เครื่องสแกน 3 มิติที่ติดตั้งด้านหน้าประตูสามารถพิสูจน์ทราบว่าใครคือผู้สังเกตการณ์ ใครคือพลเมือง ผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ก้าวผ่านประตูอาคารเข้ามา เหล่าคนในชุดกาวน์สีขาววิ่งกรูเบียดกันเข้าไปภายในอาคารสูงอย่างทุลักทุเล ขณะที่พวกเราซึ่งวิ่งติดตามไป ถูกกระสุนปืนกลอัตโนมัติที่ยื่นจากกำแพงรอบอาคาร สอยร่วงดุจใบไม้ปลิดปลิวจากต้น ซากศพผู้กล้าที่ล้มตายกองพะเนินเทินทึกราวจอมปลวก ผมที่ได้รับการคุ้มกันอยู่ด้านหลัง ได้ยินเสียงในสมองเร่งเร้าให้ละวางความหวาดกลัวทั้งหมดทั้งมวลทิ้งไปเสีย ก่อนวิ่งนำเหล่านักรบผู้กล้าไปหยุดยืนหน้าทางเข้าอาคาร และใช้ปืนลูกซองที่ถือมั่น ยิงเข้าใส่เซ็นเซอร์จนพังเสียหาย

บานประตูเปิดอ้าค้าง พวกเราบุกเข้ามาในหอคอยได้แล้ว ภายในกว้างขวาง แต่ไร้ซึ่งเงาหรือวี่แววของผู้ใด สายตาของผมสอดส่องมองหาพวกมัน โดยหวังว่าหากพบเห็นการเคลื่อนไหวแม้เพียงเงาร่าง ผมจะเป่าสมองมันให้กระจุย

ชั้น 1 ชั้น 2 ชั้น 3 ผ่านไป ยังไม่เจอใครสักคน

ชั้น 4 ชั้น 5 ชั้น 6 เงียบงันประหนึ่งอาคารร้าง

พวกเราเร่งรุดบุกไปให้ถึงชั้นบนสุด โดยเชื่อว่าเป็นปราการสุดท้ายที่พวกมันจะหลบซ่อนได้

แต่แล้วสองขาพลันต้องหยุดชะงักราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาฉุดดึงเอาไว้ เสียง ‘ตุบ’ ดังจากด้านหลัง ดึงใบหน้าผมให้เหลียวกลับไปมอง

และเพียงเห็นร่างที่ล้มร่วงดุจว่าวขาดสายป่าน ดวงตาสองข้างผมพลันต้องเบิกกว้างอย่างไม่อาจควบคุม

เหล่าพี่น้องผู้กล้าที่เปรียบดั่งสหายศึก ล้มลงกองกับพื้นราวผ้าขี้ริ้วยับย่นทีละคนสองคน ภาพที่เห็นเหมือนโดมิโนที่ถูกผลักจากจุดเริ่มต้น จนทยอยล้มทับกันเป็นแถวเป็นแนว สีหน้าพวกเขาไม่แสดงความรู้สึกเจ็บปวด ดวงตายังคงเบิกกว้าง ปากอ้าค้างเพราะเพิ่งตะโกนกู่ร้องถ้อยคำปลุกใจ คงมีเพียงร่างที่นอนล้มคว่ำล้มหงายซึ่งแข็งทื่อราวหุ่นขี้ผึ้งเท่านั้น ที่ทำให้รู้ว่าทุกคนปราศจากลมหายใจแล้ว

อะไรกัน?

ตั้งแต่เมื่อไหร่?

เราถูกโจมตีตอนไหน?

ผมลนลานอย่างทำอะไรไม่ถูก สายตากวาดมองซ้ายขวาเห็นร่างที่ทยอยล้มตายราวต้นข้าวถูกฝูงตั๊กแตนรุมทึ้ง หัวใจเต้นรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก อาวุธยาวในมือหล่นร่วงลงพื้น มือไม้สั่นเทิ้มอย่างไม่อาจควบคุม แข้งขาไร้เรี่ยวแรงเหยียบยืนจนต้องทรุดกายลงนั่ง

และบัดนี้ ผมก็รับรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับทุกคน เมื่อเรี่ยวแรงทั่วร่างพลันถูกสูบจนเหือดหาย ผมไม่มีแรงแม้เพียงกระดิกนิ้วสักข้อ กระทั่งกะพริบตายังไม่อาจทำได้ ภาพสุดท้ายที่เห็นก่อนสติจะดับสูญ คือภาพกลุ่มคนในชุดกาวน์ที่ทยอยเดินลงจากบันได ดวงตาสลับมองร่างของพวกเรากับแทบเล็ตในมือ พลางส่ายหน้าอย่างผิดหวัง

แผนการล้มเหลว พวกเราทำพลาด ผมทำได้เพียงตะโกนกู่ร้องคำขอโทษในใจต่อเหล่าพี่น้องทุกคน ที่ไม่อาจปลดแอกพวกเขาจากการควบคุมของกลุ่มคนโฉดชั่วพวกนี้ได้

ผม… ขอโทษ

 

– รายงานผลการทดลอง โครงการหุ่นจำลองมนุษย์ TH2475

วัน เวลา เริ่มการทดลอง : 24 มิถุนายน

จำนวนหุ่นจำลองมนุษย์ในโครงการ : 65,000,000 ตัว

สรุปผลการดำเนินโครงการ : หุ่นจำลองมนุษย์รุ่น 84 ที่นักประดิษฐ์พัฒนาขึ้น สามารถเรียนรู้ เข้าใจ และปฏิบัติตามคำสั่งที่ตั้งโปรแกรมเอาไว้อย่างเคร่งครัด การควบคุมดำเนินไปได้เป็นระยะเวลา 6 เดือน ก่อนจะพบไวรัสแพร่ระบาดในระบบเครือข่าย ทำให้มีหุ่นจำลองมนุษย์บางตัวมีความคิดแปลกแยกเป็นเอกเทศ ไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และฝ่าฝืนคำสั่ง โดยมีแนวโน้มก่ออันตราย ไวรัสสามารถฝ่าโปรแกรมแอนติไวรัสและแพร่กระจายจากหุ่นจำลองมนุษย์ตัวหนึ่งสู่ตัวอื่นโดยการป้อนรหัสเฉพาะ แต่ทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้การมองเห็นของเหล่าผู้สังเกตการณ์ แผนการกำจัดไวรัสจึงดำเนินไปได้อย่างสมบูรณ์ หุ่นจำลองมนุษย์ที่ติดเชื้อทุกตัวถูกล่อให้เข้ามาอยู่ในหอคอย ก่อนถูกปิดระบบการทำงานเพื่อเก็บตัวอย่างไวรัสมาทำการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมแอนติไวรัสในหุ่นจำลองมนุษย์ รหัส TH รุ่น 85 ต่อไป

> ส่งรายงาน<<

 

– ธุวัฒธรรพ์ –

 

Don`t copy text!