ซ่อน…กลิ่นราตรี

ซ่อน…กลิ่นราตรี

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดแห่งนี้ผมเคยมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อตอนเรียนจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ แล้วกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด ก็ได้ข่าวว่าเพื่อนที่เรียนสมัยมัธยมด้วยกันมันเกิดอุบัติเหตุและต้องมาผ่าตัดที่นี่ ในโรงพยาบาลแห่งนี้เรามีเพื่อนผู้หญิงสมัยเรียนด้วยกันเป็นพยาบาลอยู่ที่นี่หลายคน ทำให้งานป่วยของไอ้เพื่อนคนนี้ในคราวนั้นกลายเป็นงานเลี้ยงพบปะย่อยย่อยในหมู่เพื่อนฝูง หลังจากที่พวกเราไม่ได้เจอกันนาน …และราตรี เธอก็เป็นเพื่อนหญิงคนหนึ่งในกลุ่มสาวพยาบาลเหล่านั้น

ราตรี หญิงสาวร่างเล็กไว้ผมยาวหน้าม้า ดวงตากลมโตแบบตุ๊กตาญี่ปุ่น เพื่อนพยาบาลสาวสวยคนนี้ในสมัยอดีตที่เราเรียนมัธยมด้วยกัน เรามักจะถูกเพื่อนล้อให้เป็นแฟนกันออกบ่อยเพราะชื่อของเราสองคนนั้นคล้ายคลึงกัน ผมมีชื่อว่าชาตรี ชื่อราตรีกับชาตรีเมื่อถูกล้อนานเข้าก็ทำให้เราได้เป็นแฟนกันจริงขึ้นมา

ราตรีเป็นคนต่างอำเภอที่ต้องเดินทางไกลมาโรงเรียนเกือบ 20 กิโลเมตรด้วยการนั่งมอเตอร์ไซค์มากับเพื่อนห้องเดียวกันอีกคนชื่อสมศักดิ์ ลูกชายกำนันที่อยู่บ้านติดกันกับเธอ สมศักดิ์ตามจีบและอาสาตามส่งราตรีอยู่หลายปี แต่ราตรีเธอกลับไม่ชอบสมศักดิ์ เธอบอกว่าเห็นสมศักดิ์เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กเล็ก แก้ผ้าว่ายน้ำและเล่นมาด้วยกัน แล้วจะมารักชอบกันได้อย่างไร?

ความรักของผมกับราตรีก็เหมือนกับทุกความรักทั่วไปในวัยเรียนที่ยังหาบทสรุปจริงจังกันได้ยาก เพราะเราต่างก็ไม่รู้เลยว่าเราจะไปสอบติดมหาวิทยาลัยกันที่ไหน จนมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องจากกันเร็วกว่ากำหนด เพราะผมสอบเทียบ ม.ศ. 5 ได้ก่อน จึงลาออกจากโรงเรียนเข้ามาเรียนกวดวิชาที่กรุงเทพฯ หลังจากนั้นก็สอบเรียนต่อได้ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ห่างไกลกันมากขนาดนั้นจึงทำให้เราไม่ได้เจอกันอีกเลย …ทิ้งไว้แต่ความรักที่ค้างคาไว้อย่างนั้น

เพื่อนที่ประสบอุบัติเหตุในครั้งนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือเจ้าสมศักดิ์นั่นเอง มันขับมอเตอร์ไซค์ชนกับรถกระบะ  กระดูกซี่โครงหักต้องนอนรักษาที่โรงพยาบาลอยู่เป็นเดือนๆ มันก็เลยกลับมาตามจีบราตรีต่อ จนสุดท้ายยายราตรีใจอ่อนและยอมแต่งงานกับมันจนได้

ผมได้รับการ์ดเชิญจากราตรีเธออยากให้ผมมางานแต่งงานเธอให้ได้ แต่น่าเสียดายที่วันแต่งงานของเธอ ผมประสบอุบัติเหตุรถคว่ำตอนทำงานอยู่ที่ลำปาง และนั่นคือเรื่องราวในอดีตระหว่างผมกับเธอ

วันนี้กว่าผมจะมาถึงโรงพยาบาลก็จวนจะบ่าย 3 แล้ว หมอนัดรักษาตาข้างขวาด้วยการยิงเลเซอร์ตอน 4 โมงเย็น กลุ่มเพื่อนพยาบาลกลุ่มเดิมไม่รู้หายไปไหนกันหมด มียายหมอก้อยที่เพิ่งย้ายมาจากกรุงเทพฯ เพื่อมากินตำแหน่งผู้อำนวยการของโรงพยาบาลอยู่ที่นี่เมื่อตอนต้นปี ผมเลยได้อาศัยบารมีของเพื่อนมานอนที่ห้องรับรองผู้ป่วย (แขกพิเศษ) เพราะห้องพิเศษธรรมดาเต็ม ส่วนยายหมอก้อยติดประชุมที่กระทรวงกว่าจะกลับมาก็อาทิตย์หน้านั่นแหละ

หลังจากผมโดนยิงเลเซอร์รักษาตาข้างขวาจนเสร็จ ตาผมเจ็บระบมมาก กว่าจะรักษาเสร็จเสร็จก็จวนมืดมากแล้ว ผมมาฟื้นสะลึมสะลือที่ห้องรับรองผู้ป่วยที่อยู่ชั้นล่างของตึกโสตอันเก่าแก่ของโรงพยาบาล และเมื่อลืมตาขึ้นมาผมก็เจอราตรีเธอยืนส่งรอยยิ้มอยู่ที่ปลายเตียง

“ วันนี้โชคดีจัง  ฟื้นขึ้นมาก็เจอหน้าแฟนเก่าเอาเลย  สบายดีไหมครับราตรี”

“ นี่ชาตรี ขอบใจที่ยังจำกันได้ ยังไม่ทิ้งนิสัยสายตาเจ้าชู้เหมือนเดิมนะ” ราตรีเธอดูยังสาวและสวยพริ้งอยู่เลย แม้ว่าเราจะไม่ได้เจอกันนับสิบปี กาลเวลาทำอะไรเธอไม่ได้จริงๆ

“แล้วพวกเพื่อนพยาบาลเราหายไปไหนกันหมดล่ะจ๊ะ”

“ อาชีพพยาบาลพอทำไปนานๆ สักพักก็จะเบื่อ และด้วยงานที่ค่อนข้างหนักจึงทำให้เพื่อนๆ พากันลาออกไปทำอาชีพอื่นกันหมด เหลือแต่เราที่ไม่มีทางไปอยู่คนเดียว” พูดจบเธอก็ทำหน้าเศร้า ทิ้งสายตาออกไปทางหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย

ผมได้ข่าวว่าราตรีเลิกกับสมศักดิ์มานานแล้ว ทั้งสองไม่มีลูกด้วยกัน ราตรีเธอป่วยจนต้องตัดมดลูกทิ้งหลังจากแต่งงานกับสมศักดิ์ได้ไม่กี่ปี ชีวิตครอบครัวที่ไม่มีลูกคอยเป็นโซ่คล้องใจทำให้ความรักดูจะไม่สมบูรณ์นักแม้สมศักดิ์จะรักเธอมากเพียงใด

จนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ราตรีจับได้ว่าสมศักดิ์แอบไปมีลูกกับเมียน้อย ทั้งสองก็ได้หย่าขาดกัน สมศักดิ์ทิ้งเธอไว้กับอาชีพพยาบาลที่เธอบอกว่าไม่มีทางไป

“อย่าคิดมากนะ อาชีพรับราชการจะลำบากในช่วงแรก แต่พอเกษียณก็ได้กินบำนาญ อยู่บ้านเฉยๆ ให้หลวงเลี้ยงสบายจนตาย” ผมพูดตลกปลอบใจเธอ เห็นเธอยิ้มกลับมาทำให้บรรยากาศการพูดคุยดูดีขึ้น

“เราก็ได้ข่าวเธอมาเปิดบริษัทที่หัวหินหลายปีแล้วนะ เคยคิดจะไปเยี่ยมเหมือนกันแต่งานโรงพยาบาลนับวันคนไข้จะมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐด้วยแล้ว แทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย”

เราคุยกันได้สักพักใหญ่ ข้างนอกห้องดูจะมืดมากแล้วราตรีจึงขอตัวกลับ เธอบอกว่าเธอพักอยู่บ้านพักพยาบาลของโรงพยาบาลที่อยู่ด้านหลังของห้องรับรองผู้ป่วยที่ผมอยู่ เธอชี้ให้ดูบ้านพักทางช่องหน้าต่างที่ห้อง ผมเห็นไฟในโรงรถเปิดอยู่ไกลลิบตา ห่างไปประมาณ 150 เมตรได้

“พรุ่งนี้เลิกงานคลินิกพิเศษประมาณ 2 ทุ่ม เราจะแวะมาเยี่ยมเธอใหม่นะ”

“2 ทุ่มเขาไม่ให้เยี่ยมแล้วครับ คุณพยาบาล”

“อย่าลืมว่าคุยกับคุณพยาบาลเจ้าถิ่นอยู่นะ”

พูดจบราตรีเธอก็ยิ้มให้แบบมีเลศนัย ทำเอาหัวใจของผมรู้สึกหวั่นไหวตาม ก่อนที่เธอจะเปิดประตูหลังห้องกลับบ้านพักที่อยู่ใกล้กันทางด้านหลังห้อง โดยไม่ต้องเดินผ่านเคาน์เตอร์พยาบาลเวรที่อยู่หน้าห้องผม

วันรุ่งขึ้นหมอให้ผมนอนหลับตาทั้งวันเพื่อไม่ให้ตาโดนแสงสว่างเพราะจะทำให้ตาอักเสบ กว่าจะรู้ว่ามืดค่ำก็เมื่อเห็นราตรีเธอเดินเข้ามาเยี่ยมตอน 2 ทุ่มตรงตามเวลาที่นัดไว้ คุยกันได้นิดหน่อยก็ปาไป 3 ทุ่มครึ่ง เธอก็ขอตัวกลับ ตอนนี้เธอมาหาผมด้วยการเข้าออกประตูด้านหลังของห้องรับรองทำให้ไม่มีใครรู้แม้แต่พยาบาลเวรหน้าห้อง จนเราเริ่มสนิทกันใหม่อีกครั้ง อย่างนี้หรือเปล่านะที่เขาว่า ‘ถ่านไฟเก่าคุกรุ่น’

วันนี้เป็นวันที่ผมต้องเข้าห้องผ่าตัดเพื่อรักษาตาข้างซ้าย คุณหมอเริ่มผ่าตัดตั้งแต่บ่ายสองกว่าเสร็จก็เกือบเย็น ผมถูกเวรเปลเข็นกลับมานอนที่ห้องรับรองเหมือนเคย และเมื่อมาถึงห้องผมเจ็บแผลบริเวณที่ผ่าตัดมากเพราะฤทธิ์ยาชาที่เริ่มหมดลง ผมจึงกินยาแก้ปวดแล้วก็นอนหลับไป

ผมมาตื่นตอน 2 ทุ่มกว่า ลืมตาขึ้นมาก็เห็นแจกันข้างเตียงนอนถูกปักด้วยดอกไม้ช่อใหญ่สีขาว กลิ่นที่หอมแรงของมันทำเอาผมสะดุ้งตื่น แลเห็นราตรีเธอนั่งอยู่ข้างเตียงใกล้ๆ ผม เธอมานานเมื่อไหร่แล้วก็ไม่รู้

“ดอกซ่อนกลิ่นค่ะ คนโบราณเรียกว่าดอกซ่อนชู้ เขาพูดเปรียบเปรยผู้หญิงที่มีใจรักต่อผู้ชายแต่กลับเก็บซ่อนความรู้สึกตัวเองไว้ไม่กล้าบอก” เมื่อราตรีเธอพูดจบ หน้าเธอก็แดงอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าไฟในห้องจะค่อนข้างมืดเพราะมีแค่ไฟหัวเตียงเปิดอยู่ดวงเดียวก็ตาม

ผมเห็นดอกซ่อนกลิ่นในแจกันมันทำให้ผมคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต ในวันที่พวกเรานัดมาเยี่ยมสมศักดิ์ที่เกิดอุบัติเหตุจนมีงานเลี้ยงย่อยย่อยกันต่อในโรงพยาบาลคราวนั้น และในงานเลี้ยงค่ำคืนนั้น

ราตรีเธอดีใจมากที่ได้เจอผมอีก เราได้นั่งคุยความหลังด้วยกันเพียงลำพังสองคนเกือบทั้งคืน

รุ่งเช้าผมแวะมาบอกลาเพื่อนที่โรงพยาบาลก่อนจะกลับไปทำงานที่ลำปาง เจอราตรีอยู่คนเดียว เธอส่งช่อดอกไม้เจ้าซ่อนกลิ่นนี้ให้ผมช่อใหญ่และบอกว่ามันเป็นดอกไม้จากเพื่อนเพื่อรำลึกถึงกัน ตอนนั้นผมไม่ฉุกคิดเพราะไม่เข้าใจในความหมายของมันเลย และถ้าเธอไม่บอกผมในวันนี้ผมก็คงยังไม่รู้ความในในเธอไปอีกนานแสนนาน แต่ครั้งนี้ผมจะไม่ปล่อยให้ความรักของเราต้องอาภัพอีกครั้งเหมือนกับความอาภัพของดอกซ่อนกลิ่นที่มีช่อดอกทั้งสวยงามและมีกลิ่นหอมมากแต่กลับเป็นไปได้แค่ดอกไม้จัดประดับในงานวาระสุดท้ายของชีวิต

สายตาของเราสอดประสานต่อกันอยู่นานโดยไม่มีใครพูดอะไรขึ้นมา และเราก็ยังคงปล่อยให้แววตาในสายตาได้พรรณนาถึงความรักในใจที่อัดอั้นกันต่อ จนหัวใจผมทนไม่ไหวมันสั่งให้ผมคว้าเธอเข้ามากอด เธอซบหน้าลงในอกด้านซ้ายของผม และแล้วมือของผมก็สัมผัสเอาความรักมาลูบไล้เส้นผมอันยาวสะรวยของเธอ เราฟังเสียงหัวใจของเราทั้งสองกระซิบพูดคุยต่อกันอยู่นาน จนกระทั่งน้ำตาของราตรีเธอไหลรินออกมารดหัวใจของผมจนผมรู้สึกได้ และก่อนที่หัวใจผมจะสั่งให้ผมทำอะไรลงไป โทรศัพท์บนโต๊ะรับแขกก็ดังขึ้นมาเสียก่อน

พอรู้ว่าเป็นโทรศัพท์จากพยาบาลหน้าห้องจะเข้ามาตรวจดูแผลผ่าตัด ราตรีก็เดินไปยังประตูห้องด้านหลัง เธอมองกลับมาที่ผมอีกครั้งด้วยสายตาที่ทำเอาผมไม่เข้าใจ แต่ยังแลเห็นคราบน้ำตาเต็มทั้งสองแก้มก่อนที่เธอจะเอามือปาดน้ำตาที่ไหลแล้วหันหลังเดินลับหายไปยังบ้านพักของเธอที่แลเห็นอยู่ไกลๆ

“ขออนุญาตตรวจแผลผ่าตัดหน่อยนะคะ” เสียงจากโทรศัพท์ของพยาบาลหน้าห้อง

สักพักพยาบาลก็เข้ามาตรวจแผล ผมอยากให้พวกเธอรีบตรวจผมให้เสร็จโดยเร็วไวเพราะใจผมตอนนี้มันร้อนรนจะตามราตรีเธอไปจนทนจะไม่ไหวแล้ว และเมื่อพยาบาลตรวจเสร็จ ผมก็รีบเปิดประตูหลังห้องและตามออกไปทันที ในใจคิดอยากจะไปหาเธอที่บ้านพัก ตลอดทางไปบ้านพักผมแลเห็นว่ามันมีเจ้าต้นซ่อนกลิ่นขึ้นเต็มสองข้างทางไปหมด ราตรีเธอคงปลูกมันไว้ด้วยความคิดถึงผมและคงรอวันที่ผมกลับมารับรู้ความในใจของเธออีกครั้ง ด้วยความรักที่เข้าใจและชื่นชมพวกมันไปด้วยกัน มิน่าล่ะเมื่อผมนอนอยู่ในห้องจึงได้กลิ่นหอมของมันโชยเข้ามาในห้องทุกค่ำคืน

บรรยากาศระหว่างทางไปบ้านพักของราตรีดูมืดมาก ด้วยดวงตาที่เพิ่งผ่าตัดเสร็จทำให้ผมแทบมองไม่เห็นทางเดินไปข้างหน้าเอาเสียเลย ผมจึงหันหลังกลับเข้ามานอนที่ห้องพัก ตาผมหลับแต่ใจผมกลับตื่นคิดถึงเธอตลอดทั้งคืนกว่าจะหลับตาลงได้ก็เกือบจะรุ่งสาง

เช้าวันนี้ผมตื่นขึ้นมาก็สายมากแล้ว ทานข้าวเช้าเสร็จก็ได้แต่นอนเซ็งอยู่บนเตียงทั้งวัน เพื่อรอเจอราตรีอีกครั้งตอน 2 ทุ่ม ผมเตรียมเรื่องที่จะพูดกับเธอไว้มากมายจนมันล้นออกมาจากหัวใจ ใจมันร้อนรนจนคิดอยากจะโทร.ไปหาเธอที่ทำงานในตอนนี้แต่ก็ไม่รู้ว่าราตรีเธออยู่สายงานไหนในโรงพยาบาล เมื่อถามหาพยาบาลที่ตึกก็ไม่มีใครรู้จักเธอเลย คงจะเป็นเพราะที่โรงพยาบาลแห่งนี้มีพยาบาลอยู่นับร้อยคนในหลายสายงาน ผมนอนกระสับกระส่ายและลุกเดินไปเดินมาในห้องทั้งวันเพื่อรอจนดวงอาทิตย์ตกดิน

สองทุ่มตรง ถึงเวลาที่เธอต้องมาแล้ว ผมจ้องมองไปที่บานประตูด้านหลังและภาวนาให้มันถูกเปิดออกโดยเร็วไว ผมรออยู่นานก็ไม่เห็นมีวี่แววของเธอเลย สักพักก็มีเสียงโทรศัพท์ในห้องดังขึ้นมา มันคงเป็นโทรศัพท์ที่เธอโทร.หาเพราะเธออาจติดธุระจึงมาสาย แต่เมื่อผมรับสายก็ไม่มีเสียงจากต้นสายพูดออกมาเลย เป็นอย่างนี้ถึง 3 ครั้งมันทำให้ผมหงุดหงิด จนกระทั่งโทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้นมา

“ฮัลโหล ราตรีหรือครับ”

“หมอก้อยจ้ะชาตรี เป็นไงบ้าง ผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยดีไหม?”

“อ๋อ หมอก้อยรึ​ ขอบคุณที่อุตส่าห์เป็นห่วงนะ กว่าจะโทรมาหากันได้ก็เอาจนวันสุดท้ายที่เราจะออกจากโรงพยาบาลนี่นะ”

“ที่กระทรวงมีประชุมทั้งวัน หลวงเขาใช้งานเราคุ้มจริงๆ เอ๊ะ… เมื่อตะกี้เราได้ยินเธอพูดถึงชื่อราตรีเมื่อตอนรับสาย ราตรีนี่ใครกัน คงเป็นแฟนใหม่อีกล่ะซี โรคเจ้าชู้นี่มันรักษาไม่หายจริงๆ นะ”

“เอ้า ก็ราตรีเพื่อนเราที่เรียนด้วยกันตอนมัธยมและเป็นพยาบาลอยู่ที่นี่ไง นี่ท่าน ผอ. ท่าจะงานยุ่งมากจนลืมลูกน้องตัวเอง”

“นี่พ่อชาตรี ราตรีที่เธอว่าน่ะ เขาตายไปได้ 2 ปีแล้วนะ สงสัยคุณหมอจะวางยาสลบตอนผ่าตัดเธอมากเกินไปหรือเปล่าถึงได้เมายาจนมีอาการเพี้ยน ราตรีเธอน่าสงสารมากนะก่อนที่ราตรีเธอจะจากไป เธอเลิกกับสมศักดิ์และต้องทนอยู่อย่างเดียวดายคนเดียวจนป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอยู่หลายปี วันทั้งวันเธอไม่ทำอะไรเอาแต่ปลูกเจ้าต้นซ่อนกลิ่นไปทั่วพื้นที่ด้านหลังของโรงพยาบาลเต็มไปหมด จนถึงวาระสุดท้ายที่เธอตัดสินใจกินยาฆ่าตัวตายเพื่อจบชีวิตอันแสนเศร้าที่บ้านพักของเธอในโรงพยาบาล

เราคิดว่าจิตใต้สำนึกของเธอยังคงสงสารและคิดถึงเธอที่เคยเป็นแฟนเก่ากันอยู่ เธอจึงละเมอออกมาเป็นตุเป็นตะตอนเมายาสลบ ไม่เอาน่า พักผ่อนให้มากเดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะไปเยี่ยม”

และเมื่อยายหมอก้อยวางสายโทรศัพท์ลง ผมมีความรู้สึกเหมือนถูกปล่อยให้โดดเดี่ยวอยู่ตามลำพังในห้องอันกว้างใหญ่ ใจมันสับสนและมึนงงไปกับเหตุการณ์ในหลายหลายคืนที่ผ่านมา จะว่าผมเกิดอาการเมายาสลบอย่างที่หมอก้อยพูดก็ไม่น่าจะเป็นไปได้
ลมพัดเอากลิ่นของดอกซ่อนกลิ่นโชยมา กลิ่นนั้นมันมาจากเจ้าดอกซ่อนกลิ่นในแจกันเมื่อวานที่ราตรีเธอจัดไว้ให้ผมมันยังคงวางอยู่ที่เดิม และนี่คงเป็นหลักฐานที่แสดงว่าราตรีเธอมาหาผมจริงจริง และเมื่อผมมองผ่านแจกันไปยังหน้าต่างบานเกล็ดลอดไปยังบ้านพักพยาบาลหลังที่ราตรีเคยชี้ให้ผมดู

ผมก็มองเห็นไฟในโรงรถข้างบ้านพักของเธอ มันยังคงถูกเปิดไฟส่องแสงสว่างไสวเหมือนทุกวัน

แต่สักพักเจ้าดวงไฟมันกลับกะพริบอยู่ 3 ครั้ง แล้วไฟในโรงรถก็ดับสนิทลง หลังจากนั้นภาพทั้งหมดที่เป็นเงาสลัวและแลเห็นทางหน้าต่างก็อันตรธานหายไปหมด ราวกับว่าที่แห่งนั้นมันไม่เคยมีบ้านพักสร้างไว้อยู่ตรงนั้นมาก่อนเลย!

 

– นิราตรี –

Don`t copy text!