Dreamcatcher ฝันหลอน

Dreamcatcher ฝันหลอน

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

แม้ว่าทุกวันนี้โลกจะเจริญมากขึ้นแค่ไหนก็ตาม แต่ในเรื่องของความเชื่อหรือสิ่งเร้นลับที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ตามหลักทางวิทยาศาสตร์ ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่เสมอ บางเรื่องก็แฝงมาในรูปของเครื่องรางต่าง ๆ ดังเช่นเรื่องราวของแววพรรณ ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบมาถึงเพียงขวัญอย่างไม่คาดคิด

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่เพลงขวัญย้ายมาอยู่ในบ้านเช่าหลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ตรงริมคลองบางกอกน้อย วันนี้เป็นวันศุกร์ แต่เธอลาหยุดงานตั้งแต่เมื่อวาน หยุดยาวถึงเสาร์อาทิตย์รวมเป็นสี่วัน เพราะต้องจัดการเรื่องย้ายที่อยู่จากบ้านเช่าเดิมในซอยถัดไป มาเช่าบ้านอยู่ตรงริมคลองแทน

สาเหตุที่ต้องย้ายก็เนื่องจากจินตนา เพื่อนสนิทที่อยู่ด้วยกันมาหลายปีเปลี่ยนงาน บริษัทที่ทำงานใหม่อยู่ไกลจากที่พักพอสมควร เพื่อนของเธอจำเป็นต้องย้ายที่อยู่เพื่อจะได้สะดวกในการเดินทาง จึงทำให้เพียงขวัญต้องหาที่อยู่ใหม่ด้วยเหมือนกัน จะได้ประหยัดค่าเช่า เพราะบ้านที่อยู่กับจินตนาเป็นทาวน์เฮาส์สองชั้น ค่าเช่าค่อนข้างสูง อยู่สองคนไม่ลำบากอะไร แชร์ค่าใช้จ่ายกันได้ แต่พอเหลือเธอคนเดียวจ่ายไม่ไหว จึงจำเป็นต้องหาที่อยู่ใหม่ในละแวกใกล้เคียง จะได้ไม่ไกลจากโรงเรียนเอกชนระดับประถมที่เธอทำงานเป็นครูอยู่ ในที่สุดก็มาได้บ้านเช่าริมคลอง เป็นบ้านเช่าหลังสุดท้ายที่เหลืออยู่ในซอยส้มแก้ว เจ้าของบ้านคือป้าทับทิม มีร้านข้าวแกงอยู่กลางซอย

วันนี้ฟ้าตั้งเค้าเมฆฝนแต่เช้า พอสายหน่อยฝนก็เริ่มตกพรำๆ เพลงขวัญใช้เวลาในวันหยุดจัดข้าวของเครื่องใช้ให้เข้าที่ เมื่อวานนี้กว่าจะได้ขนของเข้าบ้านใหม่ก็เกือบเที่ยงวัน มีจินตนากับนารีเพื่อนครูมาช่วยด้วย พอย้ายเสร็จเพียงขวัญพาเพื่อนทั้งสองออกไปกินข้าวในห้างแถวนั้น ขากลับแวะซื้อของใช้จำเป็นเล็กๆ น้อยๆ พอส่งเพื่อนขึ้นรถแล้ว กลับถึงบ้านเพียงขวัญง่วนอยู่กับการจัดห้อง เลื่อนตู้เตียงเปลี่ยนที่ใหม่ตามความพอใจ แต่ของใช้กระจุกกระจิกอย่างอื่นยังไม่ได้รื้อออกจากลัง เพราะยังมีวันหยุดเหลืออีกสองวัน คิดว่าค่อยๆ จัดทำไป

หลังจากจัดห้องเสร็จ พอมีเวลาว่าง หญิงสาวพักเหนื่อยด้วยการก็ยืนชมวิวอยู่ตรงหน้าต่าง สายตามองผ่านมุ้งลวดเห็นสายฝนโรยตัวเติมเต็มให้กับน้ำในลำคลอง จมูกรับกลิ่นฝนปนน้ำคลองและไอดินต้นไม้ใบหญ้า

“อยู่ตรงนี้สบายจังเลย บ้านเล็กแต่บรรยากาศดี เสียดายจินน่าจะอยู่ด้วย”

เธอพึมพำกับตนเองอย่างพอใจในที่อยู่ใหม่ พลางนึกถึงจินตนาเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นเธอสองคนได้รับฉายาว่ายายคู่แฝด เพราะนอกจากจะมีหน้าตาคล้ายกันราวกับพี่น้องแล้ว ยังไว้ผมทรงเดียวกัน เวลาไว้ยาวก็จะยาวเหมือนกัน พอจะตัดผมก็ตัดทรงเดียวกันอีก

———————-

หลังจากจัดบ้านเรียบร้อยลงตัวทุกอย่างแล้ว เพลงขวัญทิ้งตัวลงนอนบนเตียงด้วยความเมื่อยล้า  คิดว่าจะนอนเล่นสักเดี๋ยวให้หายเหนื่อยแล้วค่อยออกไปหาอะไรกินตอนเย็น แต่เธอก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัวในที่สุด

ฝนซึ่งหยุดตกไปแล้วพักใหญ่กลับมาตั้งเค้าอีกครั้ง คราวนี้เมฆก่อตัวมืดครึ้มแผ่กระจายอยู่เหนือม่านฟ้าย่านคลองบางกอกน้อยและบริเวณพื้นที่อื่นๆ จากนั้นไม่ถึงครึ่งชั่วโมงสายฝนทิ้งตัวซัดซ่า หากเสียงฝนซึ่งเทกระหน่ำอยู่บนหลังคาเรือนไม้ชั้นเดียวแนววินเทจสีฟ้า ไม่ได้ทำให้คนที่กำลังหลับรู้สึกตัวแม้แต่น้อย  ม่านหน้าต่างสีครีมและดรีมแคชเชอร์ซึ่งแขวนไว้ตรงหน้าต่าง ถูกกระแสลมแรงพัดหวนไปมา พาเอาละอองฝนสาดเข้ามาในห้องจนพื้นไม้ด้านริมหน้าต่างเปียกชื้น

เสียงฟ้าลั่นครืนครืน คนที่อยู่บนเตียงเริ่มมีอาการกระสับกระส่าย คล้ายกำลังฝันมากกว่าจะเพราะได้ยินเสียงฝนฟ้าคะนอง ทว่า… ในภวังค์ฝันอันล้ำลึกนั้นเป็นภาพของฝันร้ายอย่างแท้จริง!

ภายใต้ห้วงแห่งความฝัน เพลงขวัญรู้สึกว่าตนเองยืนคว้างอยู่ที่ไหนสักแห่ง เหลียวมองไปรอบตัวเห็นเพียงความเวิ้งว้าง ไม่มีสรรพสิ่งใดๆ ปรากฏให้เห็นในสายตา ชั่วขณะที่เธอกำลังสับสนงงงันอยู่นั้น  พลันปรากฏหมอกควันบางเบาลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือพื้น หมอกนั้นแผ่กระจายตัวออกและเคลื่อนไหวในลักษณะเป็นพลิ้วของน้ำกระเพื่อมเป็นระลอก ยังไม่ทันที่จะจับสังเกตสิ่งใดให้แน่ชัด ชั่วพริบตาต่อมาสายหมอกกลับรวมตัวกันเป็นรูปลักษณ์คล้ายต้นไม้โค้งคดงอ เสียงซู่ซ่าของลมพายุดังกึกก้อง กลายเป็นพายุหมุนปั่นป่วนอื้ออึง!

ร่างของเพลงขวัญเบาหวิวดุจไร้น้ำหนักลอยคว้างอยู่ในวังวนของพายุ เธอส่งเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจสุดขีด แล้วเธอก็หล่นตุ้บลงมาหมอบกระแตอยู่บนพื้นน้ำ!

ใช่… เพลงขวัญหมอบอยู่บนพื้นของน้ำใสแจ๋ว ใสจนสามารถมองลงไปเห็นปลาหลายชนิดแหวกว่ายอยู่ใต้สายธาร ไม่เพียงแต่ปลาตัวเล็กตัวน้อย เธอยังเห็นสาหร่ายลักษณะแปลกอีกด้วย หญิงสาวเอื้อมมือลงไปในน้ำ คว้าเอาสาหร่ายหนานุ่มและลื่น พยายามจะดึงขึ้นมาเหนือน้ำให้ได้ แต่สาหร่ายมีน้ำหนักและยาวมากกว่าที่คิด เพียงขวัญออกแรงดึงเต็มกำลัง จนในที่สุดมันก็หลุดติดมือขึ้นมาเหนือน้ำ พร้อมกับมีวัตถุหนึ่งติดขึ้นมาด้วย

เพลงขวัญก้มลงมองสาหร่ายในมือ แล้วถึงกับต้องผงะด้วยความขวัญหนีดีฝ่อ สะบัดมือโยนสิ่งที่คิดว่าเป็นสาหร่ายทิ้งในทันที มันไหลลื่นกลับไปแผ่กระจายลอยอยู่ในน้ำ!

สาหร่ายที่เธอเห็น ที่แท้มันเป็นเส้นผมหนายาวกระจายอยู่รอบกรอบใบหน้าบวมซีดขึ้นรา ดวงตาคู่ไร้แววเบิกโพลงจับค้างมองตอบมาที่เพลงขวัญ!

หญิงสาวเปล่งเสียงกรีดร้องอีกครั้งด้วยความตกใจสุดขีด หากเสียงของเธอถูกกลบหายไปกับเสียงอื้ออึงของพายุ ตัวของเธอค่อยๆ จมลงสู่ใต้น้ำคลองขุ่นขลั่ก

“ช่วยด้วย… ช่วยด้วย ฉัน…”

หญิงสาวพยายามเปล่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ น้ำมากมายทะลักทะลายเข้าสู่ปาก ผ่านลำคอแล้วลงไปอัดแน่นอยู่ในปอด เจ็บปวดกับร่างกายทุกส่วนที่ถูกแรงดันของน้ำบดขยี้!

เสี้ยววินาทีของความตายในฝันร้าย หญิงสาวลืมตาโพลงขึ้นในทันทีทันใด ตาของเธอลอยคว้างแทบจับจุดอะไรไม่ได้ ก่อนจะค่อยโฟกัสภาพในสายตาให้ชัดเจนขึ้นทีละน้อย สิ่งแรกที่เธอเห็นคือ… ดรีมแคชเชอร์ตรงหน้าต่างพลิ้วสะบัดไหวตามแรงลม!!

พอรู้สึกตัวตื่นเต็มที่ เพลงขวัญก็ผลุดลุกขึ้นจากที่นอน นั่งตัวสั่นอยู่ในความสลัวของเวลาโพล้เพล้ใกล้พลบ อากาศเย็นชื้นจากฝนที่เพิ่งหยุดตก

“นี่ฉันฝันร้ายเหรอ โอย… น่ากลัว!” คนอุทานยกมือข้างหนึ่งขึ้นทาบอกกดลงตรงตำแหน่งหัวใจที่ยังเต้นในจังหวะรัว “เกิดอะไรขึ้นกับฉัน ร้อยวันพันปีไม่เคยฝันร้ายขนาดนี้เลยจริงๆ”

หลังจากฝันร้าย เพียงขวัญรีบจุดธูปบอกกล่าวไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ตกกลางคืนก่อนนอนก็สวดมนต์ไหว้พระอีกครั้ง แต่ใจยังคงกังวลคิดวนเวียนนึกถึงแต่ฝันร้ายเมื่อตอนเย็น ทำให้รู้สึกกลัวไม่อยากหลับ แต่สุดท้ายทนง่วงไม่ไหวเริ่มเคลิ้ม จากนั้นหลับๆ ตื่นๆ ฝันร้ายยุ่งเหยิงไปหมด

มีนกแสกบินมาเกาะตรงหน้าต่างแล้วพุ่งตกลงไปในน้ำ ศพผู้หญิงผมยาวขึ้นอืดลอยมาติดตรงท่าน้ำหน้าบ้านเช่า จากนั้นมีคนลากศพใครไม่รู้มามัดตราสังข์ เสียงสวดมนต์ผสมเสียงร้องของนกบางชนิดดังแว่วอยู่ในความฝัน… แจ๊ด… แจ๊ด… แล้วก็เริ่มต้นฝันในเหตุการณ์เดียวกันอีก ราวกับเป็นหนังที่เปิดฉายซ้ำวนไปวนมา จนกระทั่งมาสะดุ้งตื่นเอาตอนเกือบตีห้าแล้วนอนไม่หลับอีก ใจคอไม่ดีปั่นป่วนไปหมด เธอลุกขึ้นเปิดไฟทั่วบ้านด้วยความกลัว ครั้นฟ้าเริ่มสางจึงรีบอาบน้ำแต่งตัวไปใส่บาตรแต่เช้าตรู่

—————————

“คิดไปเองหรือเปล่า เมื่อวานฝนตกฟ้าคะนองไปทั่วกรุงเทพฯ พอหลับก็เก็บเอาไปฝันเป็นตุเป็นตะ”

จินตนาพูดขึ้นหลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจบลง เพลงขวัญโทรศัพท์ไปหาหล่อนตั้งแต่เช้า บอกไม่สบายใจอยากให้หล่อนมาที่บ้าน จินตนาจึงรีบมาด้วยความเป็นห่วงเพื่อน

ระหว่างที่คุยช่วงหนึ่งจินตนาทักขึ้นว่า “นี่เธอซื้อเครื่องรางดักฝันมาเหรอ ไหนใครว่าห้อยไว้แล้วจะไม่ฝันร้าย”

ทั้งคนพูดและคนฟังเหลือบมองไปที่ตาข่ายดักฝันซึ่งแขวนอยู่ตรงหน้าต่าง

“ไม่ใช่ของฉันหรอกจิน คงเป็นของคนเช่าบ้านคนก่อน มันหล่นอยู่ด้านหลังตู้เสื้อผ้า เห็นสวยดีไม่อยากทิ้งก็เอามาแขวนไว้งั้นเอง ไม่เห็นจะช่วยอะไรได้ คงเป็นแค่เรื่องของความเชื่อมากกว่า”

เพียงขวัญพอจะรู้เรื่องราวของดรีมแคชเชอร์อยู่บ้าง ตาข่ายดักฝันเป็นเครื่องรางช่วยกรองความฝันดีให้อยู่กับตัวและขจัดฝันร้ายให้สลายไป เป็นความเชื่อของชนเผ่าอินเดียนแดงมาตั้งแต่โบราณ มีลักษณะเป็นห่วงวงกลม ข้างในถักทอเป็นตาข่ายคล้ายใยแมงมุม ด้านล่างห้อยประดับลูกปัด ขนนก หรือสิ่งประดับอื่นตามความเชื่อแต่ละท้องถิ่น

“ไม่สบายใจเลย ฉันไม่เคยฝันบ้าบออะไรแบบนี้มาก่อนเลย ฝันร้ายตอนเย็นไม่พอ กลางคืนก็ฝันซ้ำซากอีก ฝันร้ายเกือบทั้งคืน”

“เจ้าที่แรงหรือเปล่า หรือว่าบ้านนี้มีผี… น่าคิดนะ”

พอเพื่อนพูดถึงเรื่องเจ้าที่แรง สีหน้าคนฟังก็แสดงความกังวลใจมากขึ้นไปอีก

“ป้าทับทิมไม่เห็นพูดอะไร”

“ยายบ๊อง มีเจ้าของบ้านคนไหนที่ประกาศว่าบ้านเช่าของตัวเองมีผีหรือเจ้าที่แรง อย่างนั้นก็คงหาคนมาเช่าบ้านไม่ได้สิ”

“คงไม่หรอกมั้ง ป้าแกก็ดูเป็นคนใจดี ไม่น่าจะหลอกลวง”

“ว่าไม่ได้หรอกเรื่องแบบนี้ จะลองไปถามแกตรงๆ ดูมั้ย”

“ถ้าถามแล้วเกิดป้าแกโกรธ ฉันก็ต้องหาที่อยู่ใหม่น่ะสิ เพิ่งมาย้ายมาได้วันสองวันเอง”

“ใส่บาตร ทำบุญบ้าน ให้พระมาพรมน้ำมนต์?” จินตนาเสนอ

“ทำบุญบ้านก็ดีนะ แต่คงต้องบอกกล่าวเจ้าของบ้านก่อน” น้ำเสียงเพียงขวัญค่อยดีขึ้น

หลังจากปรึกษากันแล้ว เพียงขวัญกับจินตนาเดินไปหาป้าทับทิมที่ร้านข้าว เพื่อบอกว่าจะนิมนต์พระมาพรมน้ำมนต์ที่บ้านเช่า

หญิงกลางคนร่างสูงไม่อ้วนไม่ผอม ผมซอยดัดลอนแบบผู้ใหญ่ ทำเสียงสูงถาม สีหน้าและคำพูดของแกดูมีพิรุธบางอย่าง

“จะให้พระมาปัดรังควานรึไงหนู ก็วันนั้นหนูยังเล่าให้ป้าฟังอยู่ที่บอกว่าไม่เคยอยู่บ้านติดกับคลองแบบนี้ ป้าว่าหนูคงแปลกที่มากกว่า ผีเผออะไรไม่มีหรอก”

เพียงขวัญหันไปสบตากับเพื่อน แล้วว่า “ป้าจ๋า ทำไมป้าถึงพูดเรื่องผี หนูแค่จะนิมนต์พระมาพรมน้ำมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลเท่านั้น”

ป้าทับทิมตีหน้าเจื่อน อึกอักอ้ำอึ้งไป จินตนาเห็นได้โอกาสจึงส่งเสียงคาดคั้นถามกลายๆ

“ตกลงบ้านมีผีเหรอจ๊ะป้า”

“เปล๊า… ไม่มีแล้ว”

“ไม่มีแล้ว… แสดงว่าแต่ก่อนเคยมี?” เพียงขวัญถามเชิงรุก

พอถูกสองสาวคาดคั้น ในที่สุดป้าทับทิมก็นั่งแหมะลงตรงโต๊ะหน้าร้าน พลางถอนหายใจ

“เอาเถอะๆ ขอป้าไปดูก่อนแล้วกัน เรื่องทำบุญหรือนิมนต์พระค่อยคิดอีกที”

“ดูอะไรคะป้า” จินตนายื่นหน้าเข้ามาถาม

“ก็… ทั่ว ๆ ไป”

“งั้นไปเดี๋ยวนี้เลยได้ไหมคะ” เพียงขวัญถามเร็วๆ อย่างร้อนใจ

“เดี๋ยวนี้เลยเรอะ” ป้าทับทิมอุทาน

“ถ้ายังไงพรุ่งนี้หนูจะได้นิมนต์พระมาเลยไงคะ วันจันทร์ไม่มีเวลาแล้ว หนูต้องไปทำงาน”

ป้าทับทิมอึ้งไปอีกครั้ง ก่อนพยักหน้าแล้วหันไปสั่งงานลูกจ้างให้ดูแลร้านแทนไปก่อน จากนั้นคนทั้งสามก็เดินตามกันมุ่งหน้าไปยังบ้านเช่า

ป้าเจ้าของบ้านกวาดตามองไปทั่วห้องรับแขกเล็กๆ พลางกล่าวชม “หนูจัดบ้านน่าอยู่นะ”

“ขอบคุณค่ะ” เพียงขวัญตอบตามมารยาท แล้วปล่อยให้ป้าทับทิมเดินมองโน่นนี่คล้ายจะสำรวจหาอะไรบางอย่าง

แล้วจู่ๆ จินตนาก็โพล่งถามขึ้นมา “ความจริงที่อยากให้พระท่านมาก็เพราะเพื่อนหนูฝันร้าย ถามจริงๆ เถอะป้า ที่นี่มีผีหรือเปล่าคะ”

“ผี… ฝันร้าย?” ป้าทับทิมหันขวับมาทวนคำถาม แล้วทำท่าเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“เดี๋ยวก่อนนะ ป้าขอดูในห้องนอนก่อนได้หรือเปล่า”

“เชิญค่ะ” เพียงขวัญตอบแล้วเดินไปเปิดประตูห้องนอน

ป้าเจ้าของบ้านไม่ได้เข้าไปในห้อง เพียงแต่ยืนมองอยู่ตรงหน้าประตู กวาดตาไปรอบๆ แล้วทำท่าชะงักสีหน้าเหมือนตกใจอะไรบางอย่าง แกรีบเดินตรงไปที่หน้าต่าง ตาจับจ้องอยู่ที่เครื่องรางดักฝันเขม็ง

“หนู… ซื้อไอ้นี่มาจากไหน!”

“ไม่ได้ซื้อหรอกค่ะ หนูเจอมันตกอยู่หลังตู้เสื้อผ้า ทำไมหรือคะ”

“ตายแล้ว!” ป้าทับทิมผงะ หน้าตาดูอิลักอิเหลื่อแปลก

“ทำไมหรือคะ”

“ก็… ก็” ป้าร่างสูงทำท่าอึกอัก

“ป้าคะ” เพียงขวัญเรียกเสียงค่อนข้างหนัก “บอกความจริงกับหนูเถอะ บ้านนี้มีอะไรกันแน่”

“นั่นสิ บ้านนี้มีผีจริงๆ ใช่หรือเปล่า ป้าทำไม่ถูกนะคะ รู้ว่าบ้านมีผียังให้เพื่อนหนูมาอยู่อีก”

“เดี๋ยว ฟังก่อน” ป้าทับทิมยกมือขึ้นห้าม หน้าตาเจือเค้าวิตกกังวล แกยื่นมือเข้าไปปลดเครื่องรางดักฝันออกจากหน้าต่าง

“ก่อนอื่น หนูเอาไอ้นี่ไปที่วัดนะ เดี๋ยวนี้เลย ไปให้พระท่านทำพิธีแล้วเผาทิ้งซะ แล้วค่อยนิมนต์ท่านมาพรมน้ำมนต์วันพรุ่งนี้ก็ได้ ตอนเช้าหนูก็ใส่บาตรให้เจ้าของเขาไป”

“ใครเป็นเจ้าของหรือคะ”

“เกิดอะไรขึ้นคะ

สองเสียงถามเกือบพร้อมกัน

“รีบไปก่อน เดี๋ยวจะบ่ายค่ำซะก่อนพระท่านจะไม่สะดวก กลับมาแล้วป้าจะเล่าทุกอย่างให้ฟัง”

เพียงขวัญยื่นมือไปรับดรีมแคชเชอร์จากป้าทับทิม รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

—————————

หลังจากกลับจากวัดหญิงสาวทั้งสองแวะไปหาป้าทับทิมที่ร้านอีกครั้ง เด็กลูกจ้างกำลังเก็บร้านพอดีเพราะเป็นเวลาบ่ายมากแล้ว พอเห็นเพียงขวัญ ป้าทับทิมก็ถามขึ้นทันที “เรียบร้อยแล้วใช่มั้ยหนู”

“เรียบร้อยแล้วค่ะ” เพียงขวัญตอบ ก่อนถาม “ทีนี้ป้าจะบอกได้หรือยังว่ามันเรื่องอะไรกัน”

“มานั่งตรงนี้… ป้าจะเล่าให้ฟัง”

แล้วป้าทับทิมก็เริ่มต้นเล่าเรื่องราวทั้งหมด ด้วยน้ำเสียงเบาพอได้ยินกันสามคน

“บ้านที่หนูอยู่น่ะ ก่อนหน้านี้มีครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกมาเช่าอยู่ ผัวทำงานบริษัท เมียรับงานแฮนด์เมดมาทำที่บ้าน มีลูกสาวอายุราวสิบขวบคนหนึ่ง ต่อมาเกิดอุบัติเหตุเรือชนกัน ลูกกับผัวตาย คุณแววพรรณรอดมาได้คนเดียว กู้ภัยมาช่วยกันงมหาศพ พบแต่ผัว ส่วนลูกหาไม่เจอ หลังจากนั้นคุณแววก็ป้ำๆ เป๋อๆ แต่ก็ยังรับงานมาทำที่บ้านนะ แต่สติเลอะเลือนทำให้ฝีมือตก สุดท้ายเจ้าของงานก็ไม่จ้างอีก พอไม่มีงานทำ ก็ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน ป้าก็…” เสียงที่เล่าสะดุดลงเล็กน้อย ก่อนเล่าต่อด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด

“ป้าก็สงสารแกอยู่หรอก แต่ป้าจำเป็นต้องเก็บค่าเช่า ก็ป้าไม่ได้ร่ำรวยอะไร มีหนี้สินมีรายจ่ายมากมายอยู่เหมือนกัน”

“แล้วคุณแววเธอทำยังไงคะ” จินตนาถาม

“เธอไม่ยอมย้ายไปไหน บอกจะหาเงินมาจ่ายค่าเช่าให้ ป้าก็ผ่อนผันให้เท่าที่จะทำได้ เธอบอกจะทำเครื่องรางดักฝันขายเอง แต่ไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์ เรื่องนี้ป้ามารู้ทีหลังว่าคุณแววไปเก็บเอาของที่คนเขาทิ้งแล้วมาดัดแปลง บางทีก็ไปด้อมๆ มองๆ อยู่แถวหลังวัด ทำออกมาสวยบ้างไม่สวยบ้าง ขายให้คนแถวนี้ บางคนสงสารก็ให้เงินมา จนหลังๆ คุณแววเธอเสียสติมากขึ้น ขายของไม่ได้ จนตอนหลังถึงได้รู้จากเด็กวัดว่าคุณแววเคยมาขอสายสิญจน์ แต่เด็กบอกให้ไปขอจากหลวงตาเจ้าอาวาส ก็ไม่มีใครคิดว่าเธอจะไปขโมยเอาจากศพคนตายแทน ตาข่ายดักฝันบางอันทำจากเชือกมัดตราสังข์ศพ กระดุมก็เก็บมาจากเสื้อผ้าของคนตาย ส่วนขนนกเด็กวัดบอกเห็นคุณแววไปเก็บเอาขนอีกาและนกแสกที่หล่นอยู่ด้านหลังวัด”

“ต๊าย… ขนลุกเลย มิน่า… เพื่อนหนูถึงได้ฝันร้าย สิ่งที่คุณแววทำเป็นเพราะสติไม่ดี แต่มันสร้างพลังงานบางอย่างที่เป็นอัปมงคล”

เพียงขวัญแทบพูดไม่ออก สุดท้ายก็ถามป้าทับทิมว่า “แล้วคุณแวว… เธอตายยังไงคะ”

“เกิดอะไรขึ้นไม่มีใครรู้ แต่มีคนไปพบศพคุณแววลอยไปติดอยู่ตรงท่าน้ำหน้าวัด ป้าจ้างให้คนมาทำความสะอาดบ้านแล้ว สั่งให้เก็บของทุกอย่างโดยเฉพาะตาข่ายดักฝันเอาไปให้พระท่านทำพิธีแล้วเผาทิ้ง  อุทิศส่วนกุศลไปให้เธอ นิมนต์พระมาทำบุญบ้านด้วย ที่หนูฝันร้ายนี่ก็เพราะสิ่งที่คุณแววเอามาทำตาข่ายดักฝันมีแต่ของอัปมงคลทั้งสิ้น วิญญาณคุณแววเองก็คงไปไม่สงบด้วย”

————————

คืนนั้นเพียงขวัญค่อยสบายใจขึ้นเพราะมีจินตนามานอนค้างเป็นเพื่อน พรุ่งนี้เช้าจะได้ใส่บาตรพร้อมกัน เพื่อนหลับสนิทไปนานแล้ว แต่กว่าเพลงขวัญจะข่มตาให้หลับลงได้ก็เป็นเวลาดึกโข แล้วเธอก็ได้พบกับแววพรรณในความฝันอีกครั้ง เธอไม่เคยเห็นตัวจริงของแววพรรณมาก่อน แต่มั่นใจว่าผู้หญิงผมยาว หน้าตาเรียบๆ ผิวขาวที่กำลังนั่งใช้เชือกพันรอบห่วงวงกลมนั้นคือแววพรรณ ดวงตาของหล่อนดูเหม่อลอย ปากพึมพำคล้ายมีใครคนหนึ่งอยู่ตรงหน้าหล่อน แต่เพลงขวัญมองไม่เห็นใครเลย นอกจากความว่างเปล่า

‘เขาว่ากันว่ามันเป็นเครื่องรางของคนอินเดียนแดง แม่จะทำให้หนู เอาไปแขวนไว้ตรงหัวนอนของลูกนะจ๊ะ หนูจะได้ไม่ฝันร้าย’

ตาข่ายดักฝันที่หญิงในฝันถืออยู่ มีลักษณะเป็นห่วงวงกลมพันด้วยเชือกเส้นบางสีขาวลักษณะคล้ายสายสิญจน์ ตรงกลางถักเป็นใยตาข่ายแมงมุม ร้อยด้วยกระดุมลักษณะต่าง ๆ ประดับด้วยขนนกสีดำ และสีเทาสลับลายขาวจางๆ!

‘สวยมั้ย อันนี้แม่ทำให้ลูกโดยเฉพาะ แม่จะเอาไว้ให้ลูกนะ… แขวนตรงท่าน้ำบ้านเรา… ลูกจะได้เล่น!’

ขณะนั้นเองหญิงคนนั้นก็หันมาทางเพียงขวัญ ผมยาวหล่อนดูแห้งกระด้าง แววตาเลื่อนลอย พูดกระซิบโดยปากแทบไม่ขยับ ‘ท่าน้ำไงเล่า!!’

ตอนนั้นเอง เพลงขวัญก็สะดุ้งตกใจตื่นด้วยใจคอระทึก รู้สึกสังหรณ์ใจชอบกล… เป็นคุณใช่ไหม คุณแวว… คุณกำลังจะบอกอะไรฉัน…

—————————-

เพียงขวัญเล่าความฝันให้จินตนาฟังหลังจากใส่บาตร ทั้งสองตัดสินใจไปปรึกษาป้าทับทิมอีกครั้ง

“เอ… ก็ทำบุญไปแล้ว เครื่องรางตาข่ายนั่นพระท่านก็ทำพิธีเผาอุทิศส่วนกุศลไปให้ทั้งคุณแววและครอบครัว รวมถึงวิญญาณอื่น ไม่น่ามีปัญหาอีก”

“ในฝันเหมือนคุณแววพยายามจะบอกอะไรหนู… เธอบอกท่าน้ำ… เอ๊ะ… หรือว่า…” เพียงขวัญฉุกใจคิดขึ้นอย่างกะทันหัน “ป้าบอกว่ากู้ภัยช่วยกันงมหาศพลูกสาวของคุณแววแต่ไม่พบใช่มั้ยคะ”

“ท่าน้ำ?” ป้าทับทิมพึมพำ พอจะเข้าใจถึงความคิดของหญิงสาว “ไม่น่าเป็นไปได้นะหนู จุดที่เรือล่มไม่ได้อยู่แถวนี้ อยู่ตรงโน้น” ป้าชี้มือไปทางทิศทางซึ่งห่างออกไปจากแนวบ้านเช่า

“แต่ก็อาจเป็นไปได้ เพราะเรือต้องขับผ่านมาทางหน้าบ้านด้วย ตอนจมน้ำลูกสาวคุณแววอาจจะลอยตามกระแสน้ำบังเอิญมาติดอยู่ตรงท่าน้ำหน้าบ้านเช่าพอดีก็ได้” จินตนาออกความเห็น

“เจ้าหน้าที่เขาว่าหาจนทั่วแล้ว แต่ถึงมาติดอยู่แถวนี้จริงป่านนี้ก็คงไม่มีซากเหลือให้เห็นแล้วล่ะหนู”

“แต่ที่คุณแววเธอไม่ไปไหน แสดงว่าเธอยังมีห่วง”

หลังจากปรึกษากันอย่างจริงจัง ป้าทับทิมตัดสินใจจ้างคนแถวนั้นเป็นชายฉกรรจ์สองคน ดำผุดดำว่ายตรงท่าน้ำอยู่พักหนึ่ง ใช้เวลาไม่นานคนหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาตะโกนลั่น “ป้าๆ เจอกระดูกคน น่าจะเป็นเด็ก!”

เพียงขวัญขนลุกซู่… เจอแล้ว… คุณแวว… คุณไม่ต้องห่วงแล้วนะ ฉันจะนำกระดูกลูกสาวคุณไปทำพิธีฌาปนกิจที่วัดให้เอง รวมทั้งทำบุญให้คุณและครอบครัวพร้อมกันอีกครั้งด้วย

หลังจากเหตุการณ์ผ่านไป เพียงขวัญอยู่ที่บ้านเช่าอย่างสงบสุข เธอไม่ฝันร้ายอีก และหวังว่าวิญญาณของแววพรรณจะสงบสุขเช่นเดียวกัน

 

– ป่านรามี –

 

Don`t copy text!