แด่อัลมอนด์ในสายลมอุ่น

แด่อัลมอนด์ในสายลมอุ่น

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

ฉันเป็นคนไร้สุข

อาจจะดูรุนแรงไปสำหรับประโยคนี้ หากแต่ฉันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ความสุขหรือความพอใจของฉันไม่เคยยืนยาว ฉันมักจะกราดเกรี้ยว และมักไม่มั่นใจในอะไรทั้งนั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความสัมพันธ์ของฉันกับคนรัก

แม้เมื่อเขาบอกรัก ฉันมักคิดไปว่า เขาพูดคำคำนี้กับผู้หญิงคนอื่นสักกี่คนกัน

หรือแม้ว่าเมื่อเขาลุกจากโต๊ะที่เรานั่งกินข้าวด้วยกันไปคุยโทรศัพท์ไกลๆ สักที่ ฉันอดคิดไม่ได้ว่า เขามีความลับอะไรบางอย่าง และอย่างใดอย่างนั้น น่าจะเป็นเรื่องคนรักเก่าๆ ของเขา หรือคนรักคนใหม่ ที่ไม่ใช่ฉัน เมื่อเขาไม่รับโทรศัพท์ในบางครั้งหรือเงียบหายไปสองสามวัน ฉันก็ร้องไห้เพราะตระหนักไปเองว่า เขาคงหมดความรักในตัวฉัน

แต่ความสัมพันธ์ของเราก็ดำเนินไปด้วยดี หลายปีที่ผ่านมา เราทะเลาะกัน โกรธเกรี้ยวใส่กัน มีเหตุการณ์ไร้สาระแต่เป็นชนวนให้พูดจาถึงการเลิกรา หากแต่เรายังคบกัน ยิ้มให้กัน บอกรักกัน โดยที่ฉันมักจะร้องไห้กับความเหงาอยู่หลายครั้งหลายครา และหวาดกลัวว่า เมื่อความผูกพันธ์ของเรากระชับแน่นมากขึ้น แล้วเขาขอบอกลา ฉันจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร

หรือว่าผู้หญิงมักกลัวการบอกลา และกังวลถึงการอยู่อย่างไร้คู่ เพราะฉันอายุสามสิบ และยังไม่มีวี่แววว่า ฉันกับคนรักจะลงเอยในเร็ววัน

ค่ำวันหนึ่งในกัวลาลัมเปอร์ ฉันกำลังรอเครื่องกลับกรุงเทพ และเขากำลังรอเที่ยวบินถัดไปอีกสองชั่วโมงเพื่อบินกลับบังคลาเทศ เขาบอกฉันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จนผู้ชายญี่ปุ่นที่นั่งถัดไปหันมามอง และฉันคิดว่าชายวัยกลางคนคนนั้นคงกำลังเงี่ยหูฟังนิยายรักเรื่องหนึ่งจากสนามบิน

“ธีมา เธอต้องมีศรัทธาว่า หากเป็นความประสงค์ของพระเจ้า หากเป็นโชคชะตาของเราทั้งสองที่จะต้องอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าเราจะยากดีมีจน ไม่มีเงินสักบาท เราก็คงได้อยู่ด้วยกัน แต่หากไม่ใช่ ไม่ว่าเราจะร่ำรวบเพียงไหน เราก็คงไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยกัน เธอเข้าใจใข่ไหม”

“ฉันเข้าใจ” ท่ามกลางน้ำตาในวันนั้น ฉันบอกเขาไป

“หากแต่ว่า เราเองก็ต้องพยายามถึงที่สุดด้วย ไม่ใช่รอแต่โชคชะตาเท่านั้น”

“แน่นอนที่สุด และเธอเชื่อใจฉันเถอะว่า ฉันเองก็จะพยายามถึงที่สุดเหมือนกัน”

ฉันลืมบอกไปว่า ภายในห้าปีที่ผ่านมา ธุรกิจให้คำปรึกษาของคนรักพังพินาศไม่เป็นท่า จากชายหนุ่มวัยต้นสามสิบที่มีพร้อมทุกอย่าง กลายเป็นเป็นชายหนุ่มวัยปลายสามสิบที่ไม่เหลืออะไรเลย นอกจากหนี้สิน และความอับอาย

ฉันจึงไม่แน่ใจว่า ที่คนรักไม่มีแผนแต่งงานนั้น เพราะเขาไม่พร้อมเรื่องเงินทอง หรือเพราะเขาไม่เคยแม้แต่จะคิดจะร่วมชีวิตกับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่จะว่าไป ก็ไม่มีอะไรเหมือนกัน ทั้งรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติ หรืออีกที เพราะเขาอาจมีใครสักคนอยู่ในใจเป็นความรักลึกซึ้ง

และชีวิตของฉันก็ดำเนินเรื่อยไปอย่างนี้ ร้องไห้ หัวเราะ โกรธเกรี้ยว และที่หนักหนาคือ บอกไม่ถูกว่าตัวเองต้องการอะไรจากคนคนนี้ เพราะฉันเองก็เข้าใจ การแต่งงานหรือการมอบสัญญาแห่งชีวิตในการดูแลกันและกันนั้น ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ในตอนนี้

นั่นเอง ที่ฉันเริ่มมองหากิจกรรมอย่างอื่นนอกเหนือจากการหมกมุ่นและตั้งหน้าตั้งตารอคอยผู้ชายคนหนึ่ง

เริ่มแรก ฉันไปว่ายน้ำ ไปเล่นโยคะ ไปตีสควอช ไปเต้นแจ๊สแดนส์ ไปเรียนปั้นเซรามิค และไปเรียนดนตรี ฉันเลือกเล่นเชลโล่ แม้รู้ดีว่าไม่มีพรสวรรค์เรื่องดนตรี แต่ภาพที่ตรึงใจฉันตลอดมาจากวัยเยาว์ถึงตอนนี้คือภาพโฆษณาโคโญจน์หรืออะไรสักอย่าง ที่มีผู้หญิงคนหยิกสลวยกำลังนั่งเล่นเชลโล่ และฉันเองก็ตกหลุมรักเครื่องดนตรีชิ้นนี้ ทั้งที่แยกแยะเสียงของมันจากเครื่องดนตรีชิ้นอื่นๆ ไม่ออกด้วยซ้ำ

และฉันยังเรียนไปเรียนภาษาฝรั่งเศส เพราะชอบบรรยากาศของหมู่โต๊ะอาหารหน้าคาเฟ่เล็กๆ ของศูนย์วัฒนธรรมฝรั่งเศส กลิ่นหอมของขนมอบ กาแฟ กลุ่มคนที่พูดภาษาฝรั่งเศส และภาษาฝรั่งเศสจากโต๊ะนั้น โต๊ะนี้ หอบตัวฉันให้ล่องลอยออกไปจากโลกแห่งความว่างเปล่าและการรอคอย

แต่รู้ไหม จะว่าไปก็ไม่ต่างจากฟักทองในวันฮาลโลวีนที่ข้างในกลวงโบ๋ ไม่ใช่สิ ฉันเปรียบไม่ถูก เพราะอย่างน้อยทุกคนก็รู้ว่าฟักทองในวันฮาลโลวีนนั้นกลวง แต่สำหรับฉัน ภายนอกดูเป็นผู้หญิงที่รู้จักเติมเต็มให้ชีวิต หากแต่ภายในนั้น ฉันรู้ดีถึงความว่างเปล่า เหมือนไม่มีอะไรมาถมให้เต็มได้

และที่ฉันเกลียดที่สุดก็คือ การนอนหลับเพียงไม่กี่ชั่วโมง และสะดุ้งตื่นขึ้นมาเหมือนถูกกระชากขึ้นมาจากความหลับไหล ฉันรู้สึกเหนื่อย และขณะเดียวกันความคิดของฉันก็วนเวียนอยู่แต่เรื่องของการแต่งงาน ความสัมพันธ์ การครุ่นคิดถึงร่องรอยพิรุธต่างๆ ของคนรัก และอะไรอื่นอีกทำนองนั้น

หากแต่วันหนึ่ง ฉันได้รับของฝากเป็นอัลมอนด์และวอลนัทกระเทาะเปลือกออกห่อเบ้อเริ่มจากคาบูล เจ้าของเป็นชาวอัฟกานิสถาน และเคยมาเยือนเมืองไทยครั้งสองครั้งในฐานะแขกผู้เข้าร่วมประชุมของสำนักงานที่ฉันทำงานอยู่ บังเอิญว่าฉันเคยมาเขาชมกรุงเทพ และช่วยเขาจัดการเรื่องเอกสารนิดหน่อย

ฉันไม่รู้กรรมวิธีการปรุงอัลมอนด์เหมือนอย่างที่เขาขายเป็นกระป๋อง ไม่รู้ว่าอบหรือคั่ว หรืออย่างไร ฉันเคยชิมอัลมอนด์ที่กะเทาะสดๆ ออกจากเปลือกเพียงครั้งสองครั้ง

ครั้งแรกนั้น บนถนนสายเล็กๆ ของเส้นทางเดินเขาในเนปาลตะวันออก ฟ้าสดใสของวันกลางฤดูหนาว ท่ามกลางลมอุ่นนั้นๆ กลิ่นหอมหวานกลิ่นหนึ่งลอยอยู่ในสายลม ไม่ใช่มาจากแอปเปิ้ลที่เรามักได้กลิ่นยามขบวนลาบรรทุกแอปเปิ้ลเดินผ่าน หากแต่เป็นกลิ่น

ลมุนลไมกว่านั้น หากแต่ในครั้งแรกฉันกลับคิดไปว่า มันเป็นกลิ่นเหมือนยาสระผมหอมๆ

ชายแก่คนหนึ่งมานั่งกะเทาะเปลือกอัลมอนด์ที่เพิ่งเก็บจากฤดูกาลที่ผ่านมาอยู่ริมรั้วข้างทางเดิน คงเป็นอัลมอนด์จากต้นในบ้าน เพราะในรั้วบ้านนั้นฉันเห็นต้นอัลมอนด์ที่กำลังออกดอกสีขาวเจือชมพูอ่อนจาง พลันนั้นที่ชายแก่ยื่นอัลมอนด์กะเทาะเปลือกแล้วมาให้หนึ่งเม็ด

และพลันนั้นเอง ที่รสชาติสดใหม่เหมือนฤดูใบไม้ผลิอวลอยู่ในปาก เมื่ออัลมอนด์ถูกกัดออกเป็นสองเม็ดเล็กๆ และตามมาด้วยความหวานเจือขม รวมทั้งกลิ่นลมุนทั้งในสายลมและในปากนั้นเป็นความทรงจำแห่งรสชาติที่ไม่มีวันลืม

ครั้งที่สอง ในตลาดนัดของกรุงอัสลามาบัด พ่อค้าหนุ่มกะเทาะเปลือกอัลมอนด์จากอัฟกานิสถานให้ลองชิม แต่ฉันรู้สึกว่ามันขมกว่าที่เคย มันอาจจะมาจากอัลมอนด์ต้นที่มีดอกเป็นสีชมพู ไม่ใช่อัลมอนด์หวานจากต้นที่มีดอกสีขาว หรืออาจจะเป็นวันเวลาในอิสลามบัดไม่มีความสุข รสชาติของอัลมอนด์จึงขื่นคอ

อัลมอนด์ไม่ได้กะเทาะเปลือกห่อนั้นวางอยู่บนโต๊ะกินข้าวที่สำนักงานหลายวัน หากแต่วอลนัทนั้นพร่องไปบ้างแล้ว เพราะกินง่ายกว่า เราไม่มีเครื่องกะเทาะเปลือกอัลมอนด์ วิธีกินง่ายๆ ของฉันคือใช้อะไรแข็งๆ หนาๆ เช่นก้อนหิบทุบเอา หากฉันก็ยุ่งเกินกว่าจะมานั่งทุบอัลมอนด์ห่อนั้น

ให้น่าแปลกว่า ช่วงเวลานั้น ขณะที่ฉันได้กลิ่นอัลมอนด์ลอยอบอวลเหมือนใครสักคนในที่ทำงานใช้ยาสระผมอัลมอนด์แล้วล้างออกไม่สะอาดนั้น ไม่มีใครสักคนเขาได้กลิ่นกัน

กลิ่นนั้นเริ่มรุนแรงและเหมือนเรียกร้อง จนฉันต้องละงานจากจอคอมพิวเตอร์ เพื่อเปิดห่อหยิบอัลมอนด์ออกมาทุบหนึ่งกำ ท่ามกลางแดดบ่าย ฉันนั่งละเลียดกลิ่นอัลมอนด์สด และเหมือนว่าได้เดินย้อนกลับไปสู่ถนนสายนั้น ถนนสายที่ฉันกับเพื่อนจากวัยเด็กอยากจะใช้เวลาด้วยกัน

เราใช้เวลาเดินเก้าวันบนเส้นทางเดินเขาเส้นนั้น

จุดหมายของเส้นทางคือวัดวัดหนึ่ง ที่เป็นอาณาเขตของความทั้งฮินดูและพุทธ ผู้คนมากมายเดินทางย่ำไปบนเส้นทางนี้เพื่อเดินทางแสวงบุญ หากฉันกับเพื่อนอีกคน เราเดินไปบนถนนสายเดียวกันเพื่อแสวงหาอะไรอย่างอื่น

สมาชิกครอบครัวชาวเนปาลของฉันคือย่า พ่อและแม่ก็เดินเท่าสิบวันบนถนนสายเดียวกันนี้เพื่อไปวัดบนภูเขา และเมื่อพวกเขารู้ว่า ฉันกำลังจะไปที่นั่น ต่างพากันห้ามปราม เพราะทางเดินที่สูงชัน บางช่วงเลาะหุบเหว หรือเดินท่ามกลางลมแรงจัดไปบนท้องทรายของผืนน้ำที่แห้งขอดนั้น คงหนักหนาสาหัสสำหรับฉันคนมาจากพื้นราบ

และเมื่อห้ามไม่ไหว แม่ของฉันก็เย็บเสื้อแขนยาวบุนวมที่ผู้หญิงเนปาลใส่กันตอนหน้าหนาวให้หนึ่งตัว

แม่บอกว่า ช่วงที่แม่ไปนั้น ถนนบางช่วงเต็มไปด้วยหิมะ จนต้องพักค้างคืนเสียหลายคืน เพราะย่าเดินไม่ไหว ย่าชาวเนปาลของฉันอายุไม่มาก แต่ด้วยความตรากตรำงานหนัก ย่าจึงหลังค่อมเสียแล้ว ทั้งสามคนมีเพียงรองเท้าผ้าใบคู่บางๆ และย่ากับแม่ก็ไม่ชินกับรองเท้าผ้าใบ ส่วนฉันนั้น แม้จะมีรองเท้าเดินเขาคู่แพง เสื้อแจ็กแกตกับถุงนอนบุขนเป็ด แถมมีลูกหาบ แต่ครอบครัวก็ยังอดห่วงไม่ได้

ฉันไม่ได้บอกครอบครัวที่เนปาลของฉันว่า ย่าเดินทางสำเร็จเพราะย่ามีศรัทธาที่จะไปมนัสการวัดแห่งนั้น และอยากจะนำอัฐิของปู่ไปเก็บไว้ที่นั่น ส่วนพ่อกับแม่นั้นต่างก็ตั้งใจจริงที่จะพาย่าไปด้วยตัวเอง การเดินทางที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นจึงจบลงสบายๆ ไม่มีใครได้เจ็บป่วย และฉันเองก็คงเป็นเช่นกัน เพราะฉันได้เตรียมเรี่ยวแรงทั้งหมด เพื่อจะได้เดินไปบนเส้นทางภูเขาในเนปาลสักสาย โดยเฉพาะกับเพื่อนที่เคยสัญญากันมาเนิ่นนานว่าเราจะไปไหนด้วยกันสักแห่ง และ

โชคดีที่ระหว่างทางเราไม่เจอหิมะ อย่างดีก็คือน้ำค้างแข็งที่เกาะตามกอหญ้าข้างทาง และธารน้ำเล็กๆ ข้างทางที่จับตัวเป็นน้ำแข็งเท่านั้นเอง

สิ่งที่หนักหนาสาหัสสำหรับฉันคือทางเดินต่างหากเล่า วันแรกๆ คือการเดินขึ้นเขา เดินขึ้น เดินขึ้นจนขาของฉนแทบจะก้าวไม่ออก ทางเดินที่ลดเลี้ยวไปตามไหล่เขานั้นบอกให้รู้ว่ามันไม่มีเส้นทางสำหรับเดินลงเลย หลายต่อหลายครั้งที่ฉันอยากจะนั่งทรุดตัวลงและร้องออกไปว่า “ไม่เอาแล้ว ไม่ไปแล้ว” หากแต่ฉันก็ยังยกขาที่อ่อนล้า ก้าวขึ้นไป ก้าวขึ้นไปจนหมดวัน

หากแต่วันต่อมา เส้นทางกลับเปลี่ยนไปเป็นลงจากภูเขา เดินลงและลงไปเรื่อยๆ จนฉันอดถามตัวเองว่าไม่ได้ว่า ที่เดินขึ้นไปก็เพื่อจะเดินลงเท่านั้นหรอกหรือ

เรายังผ่านเส้นทางวิบากอีกหลายต่อหลายแห่ง บางช่วงเราผ่านเข้าไปในป่าโรโดเดนดรอนหรือกุหลาบพันปี มอสและไลเคนที่เกาะอยู่ตามกิ่งก้าน หมู่ใบไม้ที่ซ้อนกันแน่นทึบจนแทบไม่มีแสงแดดลอดผ่าน สร้างบรยากาศวังเวงจนเราคิดไปว่า เราเดินอยู่ในป่าของนางฟ้า หากแต่ช่วงที่มีลำแสงสีส้มส่องมา ลมพัดและใบไม้หนึ่งใบที่ลอยลงมาติดหน้าผาก ฉันบอกเพื่อนไปว่า นี่คือพรของนางฟ้า

บางครั้งเดินผ่านทางแคบๆ เลียบเลาะหน้าผาสูงชันที่ข้างล่างมีธารน้ำสีฟ้าไหลเชี่ยวกราก เราพายืนกันตัวลีบพิงก้อนหิน เมื่อคาราวานลาเดินผ่านมา กระนั้นท่ามกลางฝุ่นและกลิ่นสาบของเจ้าลาหน้าซื่อ กระดิ่งกรุ๋งกริ๋งๆ นั้นช่วงหวานแว่ว และอย่างยิ่งหากเป็นคาราวานบรรทุกแอปเปิ้ล กลิ่นหอมหวานของแอปเปิ้ลจะสดใสเหมือนแดดยามเช้า

และยังเส้นทางแคบๆ เลียบหน้าผาอีกเส้น ทางเดินแคบเพียงฟุตแล้วยังขรุขระไม่ต่อเนื่อง จนเราต้องกระโดดข้าม หรือจับมือกันยามอีกคนจะกระโดดข้ามมา เราตื่นเต้น แต่ก็ต้องใจเย็น เพราะหากพลาดไปนิด ก็จะจบชีวิตลงเหมือนลาตัวที่วิญญาณมันไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง เหลือแต่โครงกระดูกสดๆ ตรงก้อนหินข้างแม่น้ำข้างล่าง ให้รู้ว่ามันเพิ่งจากไปไม่นาน

ไหนจะทางเดินกลางคุ้งน้ำที่แห้งขอดเหลือเพียงหินและทราย ลมที่แรงเป็นพายุพัดอยู่ตลอดเวลา ทำพวกเราหกล้ม หรือต้องยืนหันหลังนิ่งรอให้ลมสงบแล้วเดินต่อ

แล้วคืนที่ปวดหัวจนระเบิด และถามตัวเองว่าจะตายไหม เมื่อตระหนักว่าโรคแพ้ความสูงมาเยือนเข้าแล้ว

แต่เราก็ผ่านระยะเวลาเก้าวันกันอย่างสบายๆ

โดยเฉพาะวันสุดท้ายที่เราจะเดินย้อนกลับไปจุดจุดหนึ่งเพื่อนั่งเครื่องบินกลับโพคารา เราเดินกันสบายๆ ท่ามกลางแดดสายที่อบอุ่น ฟ้าเป็นสีครามจัด และเมื่อความฝันถูกเติมเต็ม พุ่มหนามดอกสีแดงๆ ข้างทางยังดูสวยงามจนเรายกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายอย่างไม่เปลืองฟิล์ม

เส้นทางจากหมู่บ้านจุดหมายปลายทางสู่หมู่บ้านที่เราจะขึ้นเครื่องบินกลับนั้นไม่มีไม้ยืนต้นสักต้น ทุกอย่างดูแห้งแล้ง หากจะพอเห็นสีเขียวอยู่บ้างก็ตามกลุ่มบ้านเรือนที่ชาวบ้านอาจจะปลูกอัลมอนด์ แอปเปิ้ล แอพริคอทหรือดอกไม้อื่นๆ อย่างกุหลาบ แอฟริกันไวโอเล็ตสักต้นสองต้น

ฝูงแกะแพะเล็มหญ้าแห้งๆ อยู่รายทาง และหากเราจะหันหลังมองย้อนกลับไป ก็จะเห็นกลุ่มบ้านเรือนหลังคาตัดนั้น ตั้งอย่างมั่นคงกลางผืนแผ่นดินสีน้ำตาลอมแดง และภูเขาไร้ต้นไม้สลับซับซ้อน ท่ามกลางความหนาวเหน็บในฤดูหนาว ลมกระหน่ำ และเส้นทางที่เหมือนจะถูกตัดจากโลกภายนอกนั้น ความศรัทธากลับทำให้ชีวิตมีพลังอย่างเหลือเชื่อ

ขณะที่ฉันศรัทธาในความฝันของตัวเองที่จะเดินเขาในเนปาลให้ได้สักครั้งนั้น ผลักให้ฉันก้าวต่อไปเรื่อยๆ แม้ปวดเมื่อยจนเหมือนขาจะหลุดออกจากตัว

พลังที่จะก้าวไปข้างหน้านั้นทำให้เป้หลังที่ดูหนาหนักกลับเบาหวิว ที่ว่าหนาวกลับอุ่น ผู้คนที่พบรายทางก็ดูเป็นมิตร และวิวภูเขาที่ฉาบทาด้วยหิมะชั่วนาตาปีกับฟ้าสีครามจัดนั้นสวยทุกครายามเงยหน้าขึ้นมอง

ฉันพบว่าตัวเองมีความสุขทุกๆ ก้าวที่ย่างไปบนเส้นทางสายนั้น

แม้บางครั้งฉันกลับเพื่อนต้องเบียดกันตัวกลมเมื่อลมแรงจัดหอบเม็ดทราบปลิวฟุ้งเข้าปาก เข้าตา และเสื้อผ้าที่มีอยู่จำกัดของเราเปื้อนฝุ่นเต็มไปหมด และยังยิ้มได้แม้เราต้องนั่งทำธุระส่วนตัวข้างแพะตัวที่จ้องเราตาเป๋ง หรืออร่อยกับอาหารท้องถิ่นที่เราเองไม่เคยแน่ใจในความสะอาดเลย และส้มสีส้มจัดนั้นก็อร่อยหวานหอมหว่าที่เคยกินที่ไหน

อัลมอนด์ในมือหมดไปแล้ว เหลือแต่เศษแตกๆ เล็กๆ ในกำมือ หากแต่กลิ่นสดใหม่ยังคงอวลอยู่ทั่วบริเวณ

และพลันนั้นเองที่ฉันพรั่งพรูน้ำตาออกมาเหมือนฝนที่ไม่ได้ตกมานานปี เมื่อฉันตระหนักได้ถึงความอ่อนล้าและความไร้สุขของตัวเอง จากการขาดศรัทธาในตัวเองและในตัวตนของคนรัก

และจากวันนั้น ฉันยังร้องไห้อีกหลายครั้ง และเป็นผู้หญิงที่ตัวตนแท้จริงว่างเปล่าเหมือนเดิม หากแต่ว่า ทุกครั้งที่ฉันร้องไห้และฟุ้งซ่านถึงผู้หญิงหลายๆ คนในชีวิตของคนรักของฉัน ผู้หญิงเหล่านั้นที่ฉันเองก็ไม่เคยรู้ว่า พวกเธอเหล่านั้นมีตัวตนหรือเปล่า

ฉันจะได้กลิ่นลมุนของอัลมอนด์ลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง ทั้งในห้องหับ ร้านรวงข้างนอก หรือแม้แต่ตามถนนหนทาง

และฉันก็รู้ดีว่า กลิ่นหอมหวานนั้นมีทิศทางและมีที่มาที่ไป ที่ตรงนั้น ที่วันหนึ่งฉันต้องย้อนกลับไป เพื่อลิ้มรสอัลมอนด์จากฤดูกาลล่าสุด ลิ้มกลิ่นลมุนในปาก และสัมผัสกับความสดใหม่นั้น ท่ามกลางสายลมอุ่นๆ และถนนสายเล็กๆ ที่ทอดยาวสู่จุดเริ่มต้น

 

– ภัทรภร –

Don`t copy text!