บ้านสีขาวกับใบไม้เปลี่ยนสี

บ้านสีขาวกับใบไม้เปลี่ยนสี

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

ในที่สุดก็มาถึงเสียที

ปรียามองน้ำทะเลสีครามจัดกับเลื่อมประกายสีเงินบนผิวน้ำ ไกลออกไปนั้น กลุ่มบ้านหลังเล็กสีขาวตั้งลดหลั่นอยู่บนไหล่เขาภายใต้ร่มเงาของหมู่ไม้สีน้ำตาลทอง

เรือลำใหญ่โคลงเคลงไปมาตามแรงคลื่นขณะจอดรอเรือแพลำเล็กที่กำลังแล่นมารับผู้โดยสารขึ้นฝั่ง

มิกิก็คงคิดอย่างนี้เหมือนกัน  เพราะมิกิเป็นคนจัดการทริปนี้ทั้งหมด เจ้าหล่อนแอบใช้เวลางานท่องอินเตอร์เน็ตหาบ้านพักทำเลที่ถูกใจบนเกาะ จนมาถูกใจวิลล่าบนภูเขาของอ่าวอ่าวหนึ่ง หมู่เรือนไม้หลังเล็กๆ สีขาวที่กระจัดกระจายไปตามไหล่เขาทำเอามิกิตื่นเต้นหนักหนา เธอจึงจัดแจงสอบถามราคา และจองห้องพัก ส่วนปรียาก็แค่เดินออกจากบ้านไปโอนเงินค่ามัดจำห้องแค่นั้นเอง ปลายปีที่มีเทศกาลลดราคาเสื้อผ้าตามห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง ทำเอามิกิหมดตัวตั้งแต่ยังไม่ถึงกลางเดือน

ปรียากับมิกิเป็นเพื่อนกันมานาน ตั้งแต่วัยเยาว์อันแจ่มกระจ่างที่มีรอยยิ้มเต้นระบำบนแก้มใส จนถึงวัยที่ริ้วรอยจางๆ มาเยือนหน้าผากและหางตานั่นแหละ

ผู้โดยสารทยอยลงเรือแพลำเล็กนั้นอย่างระมัดระวัง เสียงหัวเราะเฮฮา เสียงหยอกล้อดังมาจากกลุ่มนักศึกษา ส่วนเสียงแหลมๆ แบบมีจริตนั้นดังมาจากกลุ่มผู้หญิงวัยต้นทำงาน ปรียากับมิกิสบตากันหลายครั้ง เมื่อกลุ่มผู้หญิงกลุ่มนี้มาถึงท่าเรือ

อากาศกลางฤดูหนาวหนาวจัดพอดู แต่ปรียากับมิกิก็สบายๆ ในชุดง่ายๆ แบบเสื้อตัวกางเกงตัว แน่นอนแหละว่า ปรียาผู้ไม่อินังขังขอบกับอะไรนักใส่เสื้อยืดตัวหลวมกับกางเกงขาสั้นแบบเล่นกีฬา มันไม่เข้ากับบรรยากาศทะเลหรือแฟชั่นในกระแสเท่าไรนัก หากแต่เมื่อมันใส่สบายและไม่ได้เปิดเผยอะไรมาก ปรียาก็ใส่มันอย่างไม่สนอะไร

ส่วนมิกินั้นเล่า มองปราดเดียวก็รู้ว่าเสื้อยืดตัวยาวคลุมสีเนวีบลูกับกางเกงลินินสีครีมนั้นไม่ใช่ข้าวของที่ขายกันกลาดเกลื่อน ทั้งที่แบบของมันเรียบแสนเรียบ อย่างนี้ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มิกิจะหมดเงินไปมากมายเท่าไหนกับเสื้อผ้าแบบนี้ของเธอ

สองสาวดูสบายๆ แบบนี้จึงลอบมองสาวๆ กลุ่มทำงานในชุดเสื้อกันหนาวหลากแบบ บางตัวมีเฟอร์ปลอมๆ ติดปกเสื้อด้วย แทบทุกคนใส่กางเกงขาสั้นมากๆ กับรองเท้าคัทชูหัวแหลมหลากสี แถมบางคนยังใส่ถุงเท้าคู่เล็กๆ ไว้ด้วย แต่ที่ขัดตามิกิผู้ไม่นิยมสีสันมากมายบนร่างกายก็คือ เสื้อตัวในกับเสื้อหนาว สร้อยคอ ต่างหู ของบรรดาสาวๆ นั่นกระโดดไปคนละทิศละทาง และเมื่อพวกเธอแย่งกันขึ้นเรือ แซงคิวบ้างหรือพูดคุยกันอย่างไม่เกรงใจใคร ยิ่งทำให้สิ่งที่ไม่น่าดูอยู่แล้วนั้นไม่น่าดูไปใหญ่

มิกิกับปรียาคิดว่า หรือบางทีพวกเธอเองก็แก่ตัวลงไปเยอะมากกับวัยสามสิบสองนี้ หรืออีกทีความรื่นรมย์ในชีวิตบางด้านบินหนีไปไกล เธอจึงมองหลายๆ อย่างด้วยสายตาที่เข้มงวดขึ้น

 

เรือแพลำเล็กนั้นพาผู้โดยสารมาส่งถึงฝั่งแล้ว จะว่าไปมันก็ไม่ได้เป็นฝั่งเสียทีเดียว เรือแพจอดให้ลงที่น้ำทะเลตื้นๆ แค่เข่า ผืนทรายนั้นนุ่มอยู่ใต้ฝ่าเท้า น้ำใสๆ นั้นเย็นเฉียบแม้ในยามบ่าย หากแต่มันเป็นยามบ่ายในฤดูหนาว คิดได้อย่างนี้ว่า จริงๆ มันก็เป็นอย่างนี้แหละ การเดินลุยน้ำเย็นเข้ากระดูกนั้นก็ไม่เลวร้ายเกินไปนัก

ปรียากับมิกิไม่ได้มาเที่ยวกันแบบนี้นานเท่าไหร่แล้ว เธอขี้เกียจจะนับ ในช่วงปีที่ผ่านมา มิกิเดินทางไปหาชายคนรักของเธอเป็นว่าเล่น ณ ที่โน้นที่นี้ แล้วแต่ว่าหน้าที่การงานจะส่งเขาไปไกลแค่ไหน ส่วนปรียาเองก็ตระเวณดำน้ำทั่วทะเลในเมืองไทย กับครูสอนดำน้ำคนหนึ่งที่ตอนนี้ไปเปิดร้านฝังเข็มที่ไหนสักแห่ง

บ้านหลังเล็กสีขาวนั้นสวยเหมือนภาพวาด โดยเฉพาะในฤดูหนาวอย่างนี้ที่หมู่ไม้เปลี่ยนสีจากเขียวหลายเฉดเป็นเหลือง แดง น้ำตาลและส้ม

ปรียากับมิกิได้บ้านที่มองเห็นวิวทะเลได้ชัดเจน เสียงคลื่นสดชื่นนั้นชัดเจนยามที่ออกมานั่งบนเก้าอี้ผ้าใบหน้าบ้าน ก็คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไปอยู่ สองสาวคุยกันจุ๊กจิ๊กถึงบ้านคืนละสองสามร้อยเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่มิกิมาเที่ยวเกาะนี้เป็นประจำ

ปรียาเป็นคนเอ่ยปากชวนมิกิมาเที่ยวก่อน ตอนแรก เธอคิดจะไปดำน้ำกับที่ทำงานเก่า ครั้งนั้นเธอคลั่งไคล้การดำน้ำเสียจนไปทำงานกับบริษัททัวร์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวทางทะเลและดำน้ำเสียพักใหญ่ เพื่อนฝูงของเธอยังอยู่ทางโน้นตั้งหลายคน และเจ้านายเก่ายินดีลดราคาให้เธอเป็นพิเศษ ปรียาจึงตั้งใจเสียนักหนา หากแต่ในวันเวลาที่ตกงานอย่างนี้ ปรียาคิดว่าเธอน่าจะเก็บเงินไว้ดีกว่า

ส่วนมิกินั้น ค่ำคืนที่เคยร้องไห้มานานเดือนเริ่มเปลี่ยนเป็นค่ำคืนแห่งความสงบ เธอไม่ร้องไห้คร่ำครวญถึงผู้ชายเมืองไกลคนนั้น “บ่อยๆ” อีกแล้ว และเมื่อปรียาชวนเธอมาที่นี่ มิกิก็รับคำโดยไม่ลังเลใจ

ค่ำคืนก่อนเดินทาง ทั้งสองคุยกันดึกดื่น แม้ว่าเรื่องหรือประเด็นที่หยิบยกมาคุยกันนั้น มันเป็นคำพูดเดิมๆ ซ้ำๆซากๆ แต่ก็ยังคุยกันได้ดีจนค่อนสว่าง  ทั้งสองจึงตื่นสายและกว่าจะหอบหิ้วมาถึงที่เกาะนี้ก็บ่ายคล้อย

“สบายจังเลย”

“นั้นสิ สบายจัง”

ทั้งสองกำลังเอนตัวลงนอนบนเบาะยาวที่ปูทับบนแคร่ไม้ ข้างๆ ตัวคนทั้งสองเป็นโต๊ะกินข้าวทำจากไม้เตี้ยๆ

เสียงคลื่นกระทบก้อนหินดังซ่าๆ อยู่ตรงหน้า น้ำทะเลยามบ่ายเป็นสีครามจัด สวยเหมือนอัญมณีน้ำงาม ปรียาแอบคิดเล่นๆ ว่า หากทะเลมีผลึกแก้ว หล่อนจะเอามาร้อยเป็นสายสร้อยให้หนำใจ น้ำทะเลแต่ละที่ แต่ละเวลาไม่เหมือนกัน มันจะเข้ม จางไปตามแสงและเงาของดวงอาทิตย์นั้น

หนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังพรอดรักกัน ไม่รู้ว่าคำแบบนี้จะเชยไปหรือเปล่ากับสมัยนี้ ปรียาคิด เอาเป็นว่า ทั้งสองคนนั้นกำลังหยิบยื่นความรักและสัมผัสให้แก่กันและกันเหมือนโหยหาสิ่งนี้มาช้านาน

ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่คนไทย สีผิวและวงหน้าคมเข้มของเขาทำให้ปรียาอดเป็นห่วงมิกิไม่ได้ ผู้ชายคนรัก- ต้องพูดว่าเป็น-อดีตคนรัก-ซีนะ ของมิกิก็มีหน้าตาหรือเชื้อชาติทำนองเดียวกับผู้ชายคนนั้น

หากแต่มิกิทำหน้าเฉยๆ และจับจ้องแต่แพใบไม้ข้างบนนั่น

“ดูซี ใบของมันเหมือนดวงดาวเลย” มิกิหมายถึงต้นไม้ทะเลที่แผ่ร่มเงาให้หมู่โต๊ะกินข้าว แคร่นอนเล่นรวมทั้งชิงช้าและเปลเชือกขาดๆ นั้น ใบของต้นไม้ต้นนี้มีรูปร่างรีๆ เล็กๆ หากแต่มากระจุกอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใบห้าแฉก เหมือนดวงดาวสีเขียวนวล

“ที่นี่สบ้าย สบาย อยากพาใครคนนั้นมาจัง” ปรียาเผลอพูดออกมา แต่เธอคิดว่า คำพูดนี้คงไม่ทำร้ายใจอ่อนไหวของมิกิ

“นั่นสินะ ถ้าพามาได้คงดี” ปรียาไม่รู้ว่ามิกิหมายถึงใคร หนุ่มหน้าเข้มที่เป็นคนรักเก่าและยังคาราคาซังกันอยู่ เพราะชายหนุ่มคนนั้นบอกว่า เขาอยากจะมาเมืองไทยเพื่อ “ปรับความเข้าใจกันเสียใหม่” กับมิกิ แต่ผ่านไปนานถึงสองเดือน ชายหนุ่มคนนั้นก็ยังไม่มา

หรือจะเป็นหนุ่มคนใหม่- ใครคนนั้นที่มิกิค่อนข้างฝังใจว่าเป็น “เนื้อคู่”

 

เรื่องมีอยู่ว่า ทั้งสองคนมีโอกาสได้รู้จักกับพระอาจารย์รูปหนึ่ง ซึ่งเป็นพระที่มีความสามารถทำนายทายทักโชคชะตาราศี และทุกทุกอย่างที่พระอาจารย์บอกมา ช่างตรงกับความจริงเหลือเกิน อีกอย่างคำแนะนำของพระอาจารย์ที่ให้สวดมนต์ นั่งสมาธิ หมั่นเพียรทำความดีนั้นก็ช่างตรงใจนักหนา โดยเฉพาะปรียาที่ครั้งหนึ่งเคยนึกอยากจะบวชชีจนตาย ส่วนมิกินั้น ในวันที่พ่อเธอล้มป่วย เธอก็หันมาศึกษาธรรมะมากขึ้น หากแต่คนมีซับมีซ้อน และไม่ธรรมดาอย่างมิกินั้น ชอบที่จะอ่านหนังสือของพระธิเบตหรือภิกษุณีญี่ปุ่นนิกายเซ็นมากกว่า แต่เมื่อได้พบพระไทยซึ่งผ่านประสบการณ์ทั้งทางโลกทางธรรมอย่างนี้ มิกิก็เริ่มสนใจหนังสือธรรมะที่เขียนโดยพระอาจารย์ชาวไทยมากขึ้น และหัดนั่งสมาธิอีกด้วย

พระอาจารย์รูปนั้นบอกกับมิกิซึ่งร้องไห้มาตั้งแต่ต้นปีว่า ให้ตัดใจเสียเถอะ คนคนนั้นไม่ใช่เนื้อคู่ของเธอ เนื้อคู่ของเธอเป็นคนอื่น คนคนนั้นเป็นเพียงคู่ผ่านเท่านั้นแหละ

เนื้อคู่ของมิกิคือคนที่มิกิได้เจอเมื่อปีก่อน คนที่นับถือศาสนาพุทธ และมีลูกมีเมียแล้ว ซึ่งเป็นคำบอกเล่าที่เหมือนกับคำทำนายของหมอดูอีกคนหนึ่งที่บอกว่า เนื้อคู่ของมิกิเป็นคนที่มีครอบครัวมาแล้ว หรือผ่านประสบการณ์ขื่นขมมาก่อน

นั่นแหละมิกิจึงปักใจนักหนาว่า น่าจะเป็นฟูจิอิ หนุ่มญี่ปุ่นคนนั้นที่มาทำงานกับองค์กรของเธอในระยะสั้นๆ ตอนนั้นมิกิเริ่มห่างๆ จากหนุ่มคนรักแล้ว และเธอก็แอบออกไปกินข้าวเย็นกับเขาเป็นประจำ แถมคุยกันดึกดื่น

“หากเป็นเนื้อคู่กันจริง วันหนึ่งเขาก็ต้องเลิกรากัน เพราะผู้หญิงคนที่เขาแต่งงานด้วยไม่ใช่คู่แท้”

ส่วนปรียานั้นเล่า น่าชื่นใจที่ได้รับคำบอกเช่นกันว่า เนื้อคู่ของเธอเป็นใครสักคน ที่เธอยังไม่เคยเจอ แต่เขาคนนั้นมีตัวตนแน่ๆ และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เธอก็จะได้พบกับเขาเอง

“พระอาจารย์บอกว่ากว่าเราจะได้แต่งงานก็อีกสองสามปีแน่ะ ก็เหมือนกับที่หมอหนุ่ยบอกเราว่า เราจะได้แต่งงานช้านั่นแหละ” มิกิพูดท่ามกลางเสียงคลื่นตรงหน้า

“นั่นสินะ ของเราก็เหมือนกัน ไม่รู้ว่าเมื่อไรเราจะได้เจอเค้าสักที” ปรียาถอนใจ

เรื่องราวเหล่านี้ถูกหยิบขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนาครั้งที่ร้อยได้แล้วกระมัง หากแต่พวกเธอก็ยังไม่เบื่อที่จะพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นั่น

แต่จะอย่างไร ไม่ว่าใครคนนั้นของเธอกับมิกิจะอยู่ไกลเกินคว้ามือสักแค่ไหน อย่างน้อยสุด ปรียาก็ยังเห็นว่า สิ่งนั้นมี “ตัวตน”

และนี่เองกระมัง ที่ทำให้ปรียายังเห็นแววตาเป็นประกายกับเรือนผมนุ่มสลวยของมิกิอยู่บ้าง

และตัวของหล่อนเอง ที่กระตือรือร้นเสียมากมายในการทำโน่นทำนี่เพื่อให้โลกหมุนไปเร็วๆ หรืออีกทีก็เพื่อให้รู้ว่า โลกทั้งใบนี้ยังหมุนอยู่ และเธอเองจะได้พบกับเขาเร็วๆ เมื่อถึงวันที่ “ใช่”

 

น้ำผลไม้ในแก้วนั้น เหลือแต่น้ำสีชมพูจางๆ กับเศษผลไม้เกาะติดข้างแก้ว มิกิว่ายน้ำอยู่ในทะเล จากจุดนี้ ปรียาเห็นแต่หัวกลมๆ ดำๆ ของมิกิลอยอยู่ไปมาท่ามกลางน้ำสีฟ้าจัดจ้านั้น

ปรียาหลับตานอนฟังเสียงคลื่น ตอนแรกเธอนึกอยากจะลงไปเล่นน้ำทะเลกับมิกิ อยากให้ผิวเหลืองๆ นี้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแกมแดงสวย หากแต่เธอก็คร้านเกินไป

เธอคิดถึงงานที่ลาออกมา คิดถึงเจ้านายที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง กับเพื่อนร่วมงานที่ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นนอกจากว่า ตัวเองจะอยู่ให้รอดอย่างไรในที่ทำงานแห่งนี้

สิ่งนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง- แม้ไม่มีเงินเลยสักบาทในกระเป๋า ปรียาก็จะยังคิดว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

ก็เช่นเดียวกันกับตอนที่เธอบอกเลิกกับครูสอนดำน้ำคนนั้น- ตอนนี้เขาไปอยู่เมืองไกล ที่ใดที่หนึ่ง นานๆ ทีที่เธอจะได้ยินข่าวคราวจากเขา ให้น่าแปลกว่า เวลาและจิตใจของคนทำให้คนที่เคยใกล้ชิดกันมากๆ เปลี่ยนแปลงเป็นคนแปลกหน้า- และมีชีวิตอยู่โดยไม่ได้สนใจ หรือใส่ใจกันอีก

มันโหดร้ายเกินไป- ปรียาเคยแบ่งปันความรู้สึกให้มิกิ เธอจึงเข้าใจมิกิเป็นนักหนา เมื่อเห็นอีกฝ่ายร้องไห้คร่ำครวญและทำร้ายตัวเองอย่างจิกทึ้งเส้นผมหรือฟาดหัวตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้หยุดร้องได้ เมื่อคิดว่าจะสูญเสียอดีตคนรักคนนั้นไปตลอดชีวิต

แต่จะอย่างไร- มิกิก็ดีขึ้น และปรียารู้ดีว่า ผู้หญิงช่างฝันอย่างมิกินั้นคงจะจินตนาการถึงวันเวลาที่เธอจะได้ไปไหนมาไหนคู่เคียงกับหนุ่มคนที่พระอาจารย์บอกว่าเป็น “เนื้อคู่” แล้วก็อาจจะคิดถึงกิจกรรมต่างๆ ที่ทำด้วยกันในอ่าวที่เงียบสงบแห่งนี้ด้วยซ้ำ

เธอคงจะชวนเขาเดินเล่นในยามเช้าเพื่อดูแสงอาทิตย์สะท้อนในน้ำทะเล เลื่อมระยิบระยับนั้นคงทำให้มิกิมีอะไรคุยกับคนคนนั้นได้เป็นเรื่องราว แล้วเธอก็คงชวนเขาไปพายเรือ มิกิหมายมั่นปั้นมือว่าจะพายเรือให้ได้สักวัน แต่ปรียาผู้ขี้เกียจอยากนอนดูดวงดาวใบไม้อยู่ที่นี่ แสงแดดที่ส่องผ่านใบไม้มานั้นน่าดูเป็นนักหนา มันวางตัวอยู่บนจานชาม เก้าอี้ กับเบาะรองนั่งได้อย่างนุ่มนวล

ในเวลาอย่างนี้ ปรียาอยากจะขดตัวอยู่อย่างนี้ ให้โลกหยุดนิ่งแม้เพียงสักระยะหนึ่ง เป็นเวลาที่เธอไม่ต้องรอใคร ไม่ต้องกังวลว่าคำทำนายถึงโชคชะตาในอนาคตเป็นความจริงหรือไม่ เมื่อกลับไปกรุงเทพแล้ว จะมีใครโทรศัพท์มาตามตัวให้ไปสัมภาษณ์งานหรือเปล่า

หรือว่าสิ่งที่เธออยากให้มันเป็นนั้นคือสิ่งที่เขาเรียกกันว่า “ปัจจุบัน” หรือเปล่าหนอ

มิกิว่ายน้ำอยู่ในทะเล ฝรั่งหลายคนนอนยาวเหยียดอยู่บนหาดทรายผืนนุ่ม หมาหลายตัววิ่งไล่กันไปมา เสียงหัวเราะของหนุ่มสาว พ่อค้าแม่ค้าหาบข้าวของผ่านมา เรือสีขาวที่แล่นเอื่อยๆ อยู่ในทะเลไกลๆ นั้น

มุมใต้ต้นไม้ของปรียามองเห็นอะไรได้ชัดเจนเหลือเกิน

 

เรือลำเก่าค่อยๆ แล่นห่างออกชายฝั่ง คนบนเรือหลายคนโบกมือให้กับผู้คนที่ยังไม่กลับ หรือโบกมือให้กับเกาะ สถานที่ที่ให้ความสุขพวกเขาครั้งหนึ่งนี้

ปรียามองกลับไป และเธอก็ได้เห็นภาพเกาะอีกมุมหนึ่ง ที่หน้าผาสูงขึ้นไปเหนือหมู่บ้านเรือนหลังน้อยสีขาวนั้น ยังมีบ้านสีขาวหลายหลังกระจายอยู่ภายใต้หมู่ไม้สีเหลือง สีส้ม สีแดง สวยจับตาเหมือนภาพเขียน หรืออีกทีก็เหมือนกับทิวทัศน์ในต่างประเทศ

มิกิมองเหม่อไปอีกทาง หลังจากที่สายตาซับเอาภาพสวยๆ ที่มีสีขาว สีของใบไม้ในฤดูแล้ง และสีฟ้าของทะเล และเธออาจจะกำลังคิดถึงผู้ชายคนหนึ่ง คนที่เป็นสามีของผู้หญิงคนหนึ่งและเป็นพ่อของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ อีกคน เขาคนที่เป็นดั่งประกายเล็กๆ เหมือนดวงดาวในคืนฟ้ามืดนั้น

และเธอเอง คนที่กำลังคิดถึงคือ ชายหนุ่มคนที่มีตัวตนแต่ยังมาไม่ถึงในตอนนี้

เมื่อมองกลับมา เบื้องหน้าของปรียาและมิกิคือผืนน้ำกว้างจรดขอบฟ้า แต่ปรียารู้ดีว่า หากเธอแล่นเรือไปเรื่อยๆ ก็จะเจอฝั่งที่ไหนสักแห่ง

“ฉันจะพาเขามาที่นี่สักวัน” ปรียาได้ยินเสียงมิกิพึมพำ

เราสองคนไม่ใช่ผู้หญิงซับซ้อนหรืออ่อนไหวเหมือนระลอกน้ำในทะเล พวกเราเพียงแต่ต้องการใครสักคนมาแทนที่ว่างในใจ ก็เท่านั้นเอง ปรียายิ้มให้น้ำทะเลสีครามอมเขียวที่กระเพื่อมขึ้นลงเหมือนวุ้นที่ยังไม่จับตัวแข็งนั้น

 

– ชาลา –

Don`t copy text!