ประกายเล็กๆ ของแก้วชามินต์

ประกายเล็กๆ ของแก้วชามินต์

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

วัยเด็กผ่านมาเนิ่นนานกว่าสามสิบปี…

ฉันจำได้เลือนรางว่าเพื่อนคนแรกคือหทัย คนที่เล่นข้าวแกงด้วยกัน นอนกลางวันพร้อมๆ กัน กินข้าวคลุกปลาทูปั้นเป็นก้อนกลมๆ เหมือนกัน แต่เมื่อโตขึ้นมาเรากลับไม่สนิทกันเหมือนเก่า ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำอะไรของตัวเองและมีชีวิตที่แตกต่าง เหมือนต่างคนต่างลอยไปตามกระแสน้ำคนละสาย แต่เราก็ดีใจเมื่อได้เจอกันที่บ้าน ช่วงนั้นจะเป็นวันหยุดยาวของปีที่ใครๆ ต่างพากันกลับบ้าน ทั้งที่เราสองคนต่างก็ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ด้วยกันทั้งคู่

แต่ฉันยังมีเพื่อนอีกหลายคนที่เติบโตมาด้วยกันในช่วงเวลาสามสิบปีนี้

และหลังจากที่ฉันกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งไม่ได้เจอกันมานานเกือบสองปี เราก็มานั่งกินข้าวกันสบายๆ ในสวนที่จัดอย่างสวยงามเหมือนป่าของนางฟ้า ที่นี่มีต้นไม้ใหญ่หลายต้น ใบไม้สีเข้มแต่แห้งกรอบเกรียมนั้นร่วงลงมาบนทางเดินโรยกรวดเล็กๆ ภายใต้ใบหนาเป็นแพของใบไม้ แสงแดดทะลุผ่านลงมาได้เพียงวงเล็กๆ เท่านั้นเอง แล้วที่นี่ยังมีสระบัวอีกด้วย

“เป็นยังไงบ้าง” ฉันเข้าไปจับมือนุ่มนิ่มของเพื่อน ขณะที่เธอเดินผ่านซุ้มไม้ประดับใบหนาเข้ามาที่โต๊ะของเรา แสงนุ่มนวลของแดดบ่ายตกลงมากระทบวงหน้าในกรอบสีเข้มของเรือนผมหนา

ใบหน้าของเพื่อนกระจ่างอยู่ท่ามกลางหมู่ไม้ ฉันสังเกตเห็นแหวนแต่งงานเป็นทองคำขาวเกลี้ยงและเพชรเป็นประกายวิบวับที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธออีกด้วย

“อะไรยังไง” เธอตอบด้วยเสียงหัวเราะ และจับแขนฉันไว้ทั้งสองข้าง

“อื้ม แน่นดีจังเลย คงตีเทนนิสทุกวันละซีท่า” เธอพูดด้วยน้ำเสียงแกมอิจฉาเล็กๆ

“ก็ว่างนี่นา” ตอนนี้เราสองคนนั่งลงเรียบร้อยแล้ว สวนแห่งนี้มีโต๊ะกินข้าวทำจากหวายบ้าง เหล็กดัดบ้าง ล้วนทาสีขาวเหมือนกันหมดตั้งกระจายอยู่มุมโน้นมุมนี้ของสวน

“แล้วชีวิตหลังแต่งงานละ มิสซิสฟลอส”

“ก็ดีนะ มีคนกินข้าวด้วยทุกวัน แล้วก็มีคนแบ่งเงินให้ใช้” แล้วสิ่งที่เรียกว่าความรื่นรมย์ก็ทอประกายเจิดจ้าขึ้นในดวงตาของเพื่อน

“ดีจัง” ฉันพูดอย่างอิจฉา ฉันอิจฉาจริงๆ ไม่ได้เสแสร้งเลย

ภายในช่วงเวลาที่ผ่านมาสามสี่ปี ฉันเคยอยากแต่งงานใจจะขาด อยากมีพิธีแต่งงานเรียบง่ายในสวนหน้าบ้านที่ต่างจังหวัด ในวันนั้นคงเต็มไปด้วยคนที่เราสองคนรักใคร่นับถือ ทั้งญาติผู้ใหญ่ ญาติสนิท เพื่อนสนิท

แล้วเราก็จะอยู่ด้วยกันในบ้านหลังหนึ่งหรือในห้องชุดเงียบๆ ที่ไม่ไกลเมืองมาก ทำกับข้าวด้วยกัน แน่นอนละว่าฉันคงเป็นได้แค่ลูกมือคอยหั่นผักหรือล้างจาน เพราะทำกับข้าวไม่เป็นเอาเสียเลย ฉันไม่ถนัดการทำอาหารทุกชนิดที่ใช้ความรู้สึกคาดคะเนว่า ควรจะใส่เกลือเท่าไร น้ำปลา น้ำตาลหรือเครื่องปรุงอื่นๆ เท่าไร ดังนั้น แม้แต่ข้าวผัดหรือผัดผักง่ายๆ ฉันยังล้มเหลว แต่ฉันทำพายหรือขนมอบอื่นๆ ได้ดี และขอบอกว่า อาหารของฉันนั้นมีหน้าตาไม่ผิดเพี้ยนไปจากอาหารในหนังสือทำขนมเลย

แต่แล้ว ความรักก็จากลาฉันไป หรือฉันจากลาความรักมา ซึ่งจะพูดอย่างไร ผลสรุปก็คือ ความฝันนั้นแตกสลายจนไม่อาจประสานชิ้นส่วนให้กลับมาดีดั่งเดิมได้

ฉันกับอดีตคนรักมีชีวิตไปคนละทิศละทาง เรายังติดต่อกันบ้างในโอกาสสำคัญอย่างวันเกิดของกันและกัน วันคริสต์มาส วันขึ้นปีใหม่ วันสำคัญทางศาสนาของเขา ดั่งว่าการติดต่อกันนั้นจะเพื่อเป็นการยืนยันคำพูดที่ว่าเราไม่ได้เป็นศัตรูกัน เรายังเป็นเพื่อนกัน แต่ทั้งที่ความจริงเราต่างก็รู้แก่ใจดีว่า สิ่งที่หลงเหลืออยู่ระหว่างเราคือความเฉยชาและขมขื่นเท่านั้น

พอคิดขึ้นมาทีไร ฉันก็อยากจะร้องไห้เสียทุกครั้งไป แต่ในวันเวลาอย่างนี้ จะร้องออกมาได้อย่างไรกัน ในเมื่อมีเจ้าสาวหมาดๆ มานั่งอยู่ตรงหน้า

ฉันไม่ได้ไปร่วมงานแต่งงานของเธอ มีเหตุผลมากมายสารพัดที่จะอ้าง แต่เหตุผลที่แท้จริงก็คือ ฉันไม่อาจทำใจยอมรับได้เลยว่า เธอคนนี้ คนที่เคยเดินลัดเลาะไปบนเส้นทางเล็กๆ ด้วยกันบนภูเขาสูงไกลโพ้น คนที่เคยดื่มไวน์ด้วยกันในคืนลอยกระทงและเฝ้ามองคู่รักโต๊ะข้างๆ ด้วยความอิจฉา คนที่เดินไล่ล่ารองเท้าปีนเขาและอุปกรณ์กันหนาวไปทั่วทั้งกรุงเทพฯ ด้วยกัน คนที่นอนเคียงข้างกันในบ้านเช่าหลังเล็กๆ ในจังหวัดริมทะเล ก่นด่าผู้ชายสักคนสองคนที่นิสัยแย่สิ้นดี- และตอนนี้เธอแต่งงานไปแล้ว แต่งกับชายหนุ่มคนที่คบหากันมาเพียงปีกว่าๆ ส่วนฉันก็รู้สึกว่า ตัวเองถูกทอดทิ้งอีกครั้ง

“ตอนนี้ก็พยายามช่วยกันเก็บเงินแหละ จะได้ผ่อนบ้านหมดเร็วๆ เราจะได้ซื้อเรือสักลำ” เธอหมายถึงเรือยอชต์ที่เธอและสามีจะได้ท่องทะเลไปทั่วโลก สามีของเธอทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงเรือยอชต์ของบรรดาเศรษฐีทั้งหลาย

ขณะที่เพื่อนที่ไม่เคยมีเงินเก็บเลยกลับมีเงินเหลือมากมายจากการอดออม เพื่อที่จะได้ซื้อบ้าน ซื้อเฟอร์นิเจอร์ ซื้อเรือ

ฉันตัวคนเดียวเสียอีกที่ใช้เงินเหมือนเศษกระดาษ และบัญชีตอนนี้ต้องเรียกว่าติดลบเลยทีเดียว ฉันที่ไม่ต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์หรือตั๋วเครื่องบินไปหาคนรักอีกแล้ว หมดเงินไปกับเสื้อผ้าแพงๆ หนังสือและอาหารอร่อยๆ

ฉันมีเหตุผลในการซื้อเสื้อผ้าว่า วันหนึ่งฉันคงจะเจอใครสักคน และในวันนั้น ฉันควรจะดูดี ส่วนหนังสือดีๆ นั้น ช่วยจรรโลงใจที่มันบอบบางและชอกช้ำยิ่งเสียกว่าใบไม้แห้งถูกพายุกระหน่ำให้หลุดจากขั้ว และอาหารอร่อยๆ นั้นเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้ตัวฉันรู้สึกว่า ฉันยังคงมีชีวิตอยู่             ความเจ็บช้ำนั้นบรรเทาเบาบางลงไปมาก พร้อมกับเงินที่ร่อยหรอจนติดลบ ขณะที่ฉันกำลังกังวลว่าจะทำอย่างไรกับใบแจ้งหนี้ทุกๆ สิ้นเดือน ฉันก็ยังอุตส่าห์รื่นรมย์กับกาแฟ หนังสือและการออกมาเจอเพื่อน

“ตอนนี้ไม่มีเงินเก็บเลยแหละ” ฉันบอกเพื่อนไป

“ไม่เห็นจะเป็นไรเลยนี่ เดี๋ยวก็มีเองแหละ ขยันเข้านะ”

“หวังไว้ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน” ฉันเองหลังพิงพนักแข็งๆ ของเก้าอี้สีขาว พอจะเห็นฟ้าสีฟ้าผ่านช่องว่างของแพใบไม้ข้างบนนั้น

“ไม่เอา ไม่คุยถึงเรื่องนี้ดีกว่า อยากฟังเรื่องครอบครัวมากกว่า”

ฉันเห็นเพื่อนหัวเราะ การมีคนรักนี่ดีจริงๆ ฉันยังจำความสุขของตัวเองขณะมีคนรักเคียงข้างได้เป็นอย่างดี ในวันเวลาอย่างนั้น ฉันแทบจะไม่คิดถึงคนอื่นหรือเรื่องอื่นๆ เลย จะว่าไป แทบจะไม่ใส่ใจเสียด้วยซ้ำว่าโลกนี้ยังมีเรื่องราวอื่นๆ ที่ต้องสนใจ

“ดีมากๆ เลย เจเป็นคนดีมากๆ ดูแลเราดีเหลือเกิน เราเสียอีกแทบไม่ได้ดูแลอะไรเขาเลย ตอนนี้ก็คิดกันแหละว่าช่วงนี้จะต้องทำงานเยอะๆ อีกสักหน่อยจะได้เบรก แล้วก็จะได้เดินทางกัน”

“ทีนี้เราจะเดินทางด้วยกันไม่ได้แล้วซี” ฉันพูดอย่างเสียดาย ฉันมีเพื่อนไม่กี่คนหรอกที่ยอมไปเที่ยวแบบหัวหกก้นขวิดได้แบบนี้ คิดถึงทริปที่เราไปเที่ยวด้วยกัน เอาแค่นั่งวางแผนเดินทางเป็นคืนๆ ค้นหาข้อมูล กับเดินซื้อข้าวของสัมภาระก็สนุกแล้ว

“คงไม่ได้แล้วล่ะ” ดูเหมือนเพื่อนจะไม่ได้รู้สึกอะไรเลย

“หากเราไปเที่ยวกันอย่างนั้น ก็เหมือนเราทิ้งเจ ตอนนี้เราแต่งงานแล้ว เรามีคนที่ต้องใส่ใจ เค้าคงไม่ค่อยสบายใจหรอก หากเราไปแบบนั้น”

“นั่นซีเนอะ” ฉันพยักหน้าอย่างเข้าใจจริงๆ ขนาดเพื่อนบางคนที่มีแฟนแล้ว ยังแยกตัวออกไป ไม่มาเที่ยวกับเพื่อนอีก เพราะไม่อยากห่างแฟนหรืออาจกลัวแฟนคิดมาก ส่วนฉันเองไม่เป็นอะไรอย่างนั้น เพราะว่าอดีตคนรักอยู่ต่างประเทศ หากเราอยู่ใกล้ๆ กัน ฉันเองก็อาจจะเป็นเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ก็ได้ ที่ไม่อาจจะทิ้งแฟนไปเที่ยวไกลๆ กับเพื่อน

“เสียดายเหมือนกัน” จู่ๆ เพื่อนก็พูดออกมา

“ตอนนั้นเราสนุกกันจริงๆ เลยนะ”

“นั่นสิ”

แล้วเราสองคนต่างก็นั่งเงียบ เด็กในร้านเอาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ แสงแดดตกกระทบแก้วชามินต์สีน้ำตาลใสกับก้อนน้ำแข็งเกิดเป็นแสงสวย มันวิบวับเหมือนดาวดวงเล็กๆ เหมือนมีสิ่งวิเศษซ่อนอยู่ในแก้วเครื่องดื่มตรงหน้า แต่เพื่อนของฉันคงไม่สังเกตเห็น

“เราก็คงจะเดินทางต่อไป”

“อย่าลืมเก็บเงินด้วย แก่ตัวไปจะไม่ลำบาก”

“อือ” ฉันพยักหน้า เพื่อนของฉันดูเติบโตขึ้นมากในช่วงที่เราไม่ได้เจอกัน จริงๆ ฉันเริ่มเก็บเงินก่อนเธอ ฉันเก็บเงินกับบริษัทประกันและซื้อหุ้นเล็กๆ น้อยๆ บ้าง แต่ในวันนี้เธอกลับบอกให้ฉันคิดถึงความมั่นคงในอนาคต

ครั้งหนึ่ง ตอนที่เธอยังไม่มีคนรัก ฉันถามเธอว่า เธอวาดภาพตัวเองอย่างไรตอนอายุสี่สิบ เธอบอกฉันว่า เธอจะปรับปรุงบ้านใหม่ให้สวยงาม ซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่อยากได้ แล้วก็เปิดเพลงเพราะๆ แกล้มไวน์ตอนกลับบ้านหลังเลิกงาน ตอนนั้น เธอไม่ได้เอ่ยถึงผู้ชายสักคนที่จะมาอยู่ร่วมบ้านหลังสวยนั้นเลย และตอนนั้นฉันก็คิดว่า ฉันก็คงจะแต่งงานไป มีลูกหน้าตาน่ารักเรียนโรงเรียนนานาชาติที่ไหนสักแห่ง

แต่ทุกสิ่งก็เปลี่ยนแปลงไป พอคิดถึงคำว่าเปลี่ยนแปลงแบบพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ฉันก็มักจะคิดถึงคำคำอื่นต่อ นั่นคือ upside down และทันทีนั้นความคิดก็จะโยงไปถึงเค้กถ้วยหน้าสับปะรดและผลไม้เชื่อมที่ชื่อ upside down ทันที เค้กแบบนี้เราใส่สับปะรดกับผลไม้เชื่อมไว้ที่ก้นถ้วยและพลิกกลับขึ้นมาเมื่ออบเสร็จแล้ว

เห็นไหมว่า สมองของฉันทำงานได้อย่างอัศจรรย์แค่ไหน และมักจะเชื่อมโยงสิ่งโน้นสิ่งนี้ได้รวดเร็วเสมอ แต่ฉันก็ล้มเหลว เพราะความคิดแบบเครือข่ายใยแมงมุมนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับความคิดของฉันที่มีต่ออดีตคนรัก และกว่าจะรู้ตัวหรือคิดได้ เวลาก็ล่วงมาถึงระยะสุดท้ายของความสัมพันธ์เสียแล้ว และชีวิตฉันก็ช่างเหมือนเค้ก upside down นั่นเสียจริงๆ

ฉันไม่ได้ฝันถึงการมีครอบครัวอีกต่อไป สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็คือแผนการสั้นๆ สำหรับวันพรุ่งนี้เท่านั้น ไม่มีอาทิตย์หน้า เดือนหน้าหรือปีหน้า แล้วก็พยายามค้นหาว่า ผู้หญิงตัวคนเดียวจะมีความสุขได้อย่างไรบ้าง

 

เวลาผ่านไปเชื่องช้าเหลือเกิน เรานั่งจิบชาและกินอะไรเบาๆ มาร่วมชั่วโมง แต่ฉันรู้สึกว่ามันเพิ่งผ่านไปสักสิบนาทีนี้เอง

“เดินทางก็ดีนะ เผื่อจะได้เจอใครสักคน จะได้แต่งงาน” เพื่อนฉันบอก

“อี๊” ฉันอุทานออกมาโดยอัตโนมัติ ไม่ได้ขยะแขยงคำนี้หรอก เพียงแต่คนที่กำลังจะเชิดชูความเป็นโสด และเห็นด้วยที่ว่าผู้หญิงก็อยู่คนเดียวได้นั้น ทำให้รู้สึกรังเกียจประโยคแบบนี้อย่างช่วยไม่ได้

“ไม่เห็นอยากมีใครเลย” ฉันพูดไม่ตรงกับใจ ฉันอยากมีใครสักคนใจจะขาด แต่หากว่าจะต้องเดินทางเพื่อมีจุดมุ่งหมายให้ได้เจอใครสักคนล่ะก็ มันออกจะเป็นการลงทุนที่เกินตัวสักหน่อย

“ทำไมล่ะ จะได้ไม่เหงาไง” เพื่อนของฉันพูดถูก ในบางเวลานั้น ฉันเหงาแทบขาดใจ อยากจะพูด อยากจะคุยกับใครสักคนเหลือเกิน แล้วก็กดโทรศัพท์หาคนโน้นคนนี้ให้วุ่นไปหมด พอไม่มีใครว่างมาคุยด้วยก็เสียอกเสียใจว่าถูกทิ้งเสียแล้ว แต่ว่าการมีคนรักแล้วหายเหงาหรือเปล่านั้น ไม่แน่ใจเอาเสียเลย เพราะครั้งที่มีคนรักก็เคยเงียบเหงา เพียงแต่ว่ามันหายไปโดยพลันเมื่อได้คุยกับเขาก็เท่านั้น

และตอนนี้ฉันก็ไม่ได้ยินเสียงอดีตคนรักมาเกือบครึ่งปีแล้ว พอคิดถึงอะไรแบบนี้ ฉันก็จะปลอบใจตัวเองว่า ผู้หญิงทุกคนควรผ่านประสบการณ์อกหัก เพราะจะได้เรียนรู้วิธีการจัดการกับชีวิตของตัวเองได้ถูกยิ่งขึ้น

“ถ้ามีก็คงดี” แต่ฉันพูดได้แค่นี้เอง ในเวลาแบบนี้

เรายังคุยอะไรต่อมิอะไรอีกเรื่อยเปื่อย เรื่องแมวของฉันที่เลี้ยงไว้เพราะอยากเจอใครสักคนเมื่อกลับถึงบ้าน เรื่องการงานและสามีของเธอ เรื่องงานเขียนของฉันที่เพิ่งเริ่มเตาะแตะและแผนอนาคตอีกสองสามปีข้างหน้าของเธอ

 

ฉันสั่งชีสเค้กมากินอีก บอกแล้วว่าฉันกินเก่งขึ้นมาก แต่ก็ไม่อ้วนขึ้นเท่าไร เพราะพยายามปลุกตัวเองให้ไปว่ายน้ำทุกวัน ซึ่งผลที่ได้ก็คือผิวที่คล้ำเหลือใจ

เพื่อนของฉันจิ้มมะเขือเทศเข้าปาก เธอค่อนข้างระวังเรื่องน้ำหนักเป็นพิเศษ บอกให้ก็ได้ว่า ฉันรำคาญผู้หญิงทุกคนในโลกที่กลัวอ้วน และโชคดีที่คนในครอบครัวและวงญาติไม่มีสมาชิกผู้หญิงคนไหนประสาทกับเรื่องนี้เลยสักคน ทุกคนสนุกกับการกินและถึงแม้จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ก็บ่นกันไปตามประสา

ฉันว่า การกินตามใจปากบ้างเป็นบางครั้งไม่ทำให้น้ำหนักขึ้นมาพรวดพราดหรอก อะไรกันนี่ นอกจากจะขาดเพื่อนคู่เที่ยวแล้ว ฉันยังขาดเพื่อนคู่กินไปอีกด้วยหรืออย่างไร

ฉันฟังเพื่อนพูดถึงโครงการซื้อเรือและแผนการเดินทางของเธอ และพยายามจะบอกให้เธอฟังถึงเรื่องโครงการหนังสือของฉันบ้าง ฉันอยากจะเขียนเรื่องชีวิตของครอบครัวเด็กคนหนึ่งที่ทำไร่เครื่องเทศบนภูเขาทางตะวันตกของเนปาล กับเรื่องของเด็กผู้หญิงที่เพื่อนเสียชีวิตจากแผ่นดินไหวกับต้นมัลเบอรีของเธอที่แคชเมียร์

แต่เพื่อนของฉันไม่ได้ยิน เหมือนกับที่เธอไม่ได้สังเกตเห็นประกายเล็กๆ บนแก้วชามินต์นั้น

เสียงไพเราะเหมือนระฆังของเธอยังดังต่อไปเรื่อยๆ ฉันซึมซับเอาความปรารถนาดีของเธอต่ออนาคตอันไม่แน่นอนของฉันเข้ามาเต็มหัวใจ

ขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่รู้ว่าวิกฤตความรักในชีวิตทำให้มุมมองของฉันเปลี่ยนไป หรือเรื่องราวของเธอที่ทำให้ฉันรู้สึกไม่เหมือนเดิมกันแน่

 

– ชาลา –

Don`t copy text!