Thinking of เพราะคิด (ถึง)

Thinking of เพราะคิด (ถึง)

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

เธอเชื่อว่ามีหลายคนบนโลกที่อยากขอพรต่อพระเจ้า ให้ทรงประทานอำนาจหรือพลังวิเศษบางอย่างไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทว่าเธอคือคนที่แตกต่าง หากเป็นไปได้เธอก็อยากร้องขอต่อพระเจ้าให้ช่วยนำ’มัน’กลับไปที…ความสามารถที่ต้องปกปิดของเธอ

“คิดอะไรอยู่หรือ หน้าเครียดเชียว”

เสียงของเพื่อนร่วมงานดึงให้หนึ่งวิธูหลุดจากภวังค์ความคิด หญิงสาวกำลังนั่งชมตัวอย่างหนังแฟนตาซีเรื่องหนึ่งผ่านโทรศัพท์มือถืออยู่…พร้อมทั้งนึกถึงเรื่องของตัวเองไปด้วย

‘ไม่สบายหรือเปล่านะ’

“เอ่อ ฉันสบายดีนะคะ ไม่ได้เป็นอะไรค่ะ” หนึ่งวิธูเผลอตอบออกไปโดยไม่ทันคิดว่าคนฟังจะตกใจมากเพียงใด “ทะ…ทำไมเธอถึง…”

“อ้าว! หนึ่งคุยกับพี่ณิภาอยู่หรือ” พิณณาที่เพิ่งเดินมายังโต๊ะทำงานของเพื่อนสาวคนสนิทร้องถาม ก่อนหันไปมองหน้ารุ่นพี่ด้วยแววตาประหลาดใจ

“พี่ณิภามีธุระกับหนึ่งหรือคะ”

“ปะ…เปล่าจ้ะๆ พอดีเห็นหนึ่งดูเครียดๆเลยเดินมาคุยด้วย ไม่มีอะไรหรอก” ณิภาพูดพร้อมยิ้มเจื่อนๆก่อนขอตัวไปทำงานต่อ กระทั่งพิณณามั่นใจว่าเหลือเพียงตัวเธอกับเพื่อนสาวเท่านั้นจึงพูดขึ้นมาอีกครั้ง “เผลอหลุดปากตอบอะไรออกไปหรือ”

“อืม…” หนึ่งวิธูถอนหายใจ “ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ พอดีมันได้ยิน”

“เฮ้อ…ให้มันได้อย่างนี้สิ” พิณณาว่าพลางกุมขมับ “ต่อไปก็ระวังๆหน่อย…”

“ถ้ามีใครรู้เรื่องเธอ’อ่านใจ’คนอื่นได้ เรื่องคงไม่มีทางจบลงง่ายๆแบบนี้”

ใช่…ความสามารถพิเศษของหนึ่งวิธูคือ สามารถอ่านความคิดของคนอื่นได้ เพียงแค่เพ่งสมาธิ จดจ่อหรือสัมผัสโดยตรงกับใครสักคนหนึ่งเท่านั้น หญิงสาวก็จะได้ยินเสียงความคิดดังขึ้นในหัว แน่นอนว่าเพื่อป้องกันการอ่านใจคนอื่นไปทั่วอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เธอจึงมักสวมชุดคลุมหรือเสื้อกันหนาวตลอดเวลาที่ออกข้างนอก รวมไปถึงเพ่งสมาธิและจดจ่อกับการฟังเพลงคลาสสิคที่โหลดเก็บไว้ในโทรศัพท์ด้วย

ในอดีต…เคยมีครั้งหนึ่งที่เด็กหญิงหนึ่งวิธูบอกเรื่องนี้กับเพื่อนคนอื่นเพื่อไม่ให้แปลกใจหากเธอทำตัวแปลกๆ ผลของการทำแบบนั้นคือทุกคนหันมาสนใจเธอทว่าไม่จริงใจ บางครั้งพวกเขาเข้ามาหาเธอเพื่อให้ช่วยเหลือเรื่องที่ไม่ดี บางทีก็ขอให้เธอไปทำเรื่องไร้สาระทั้งที่ไม่จำเป็น และอีกสารพัดเหตุผลที่อีกหลายคนเข้าหา จนสุดท้ายเธอต้องแสร้งลาหยุดและบอกกับทุกคนภายหลังว่าตัวเธอเป็นโรคคิดฟุ้งซ่าน ตอนนี้คุณหมอรักษาหายแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง…จนกระทั่งตอนนี้หญิงสาวก็ยังจดจำแววตาผิดหวังระคนเสียดายของทุกคนได้ไม่เลือนราง

คำว่า’คนเก่ง’ที่พวกเขาเรียกต่อหน้าก็คล้ายกับคำลวงหลอก…

สีหน้าชื่นชมที่มองมายังเธอเคลือบแคลงความต้องการของตัวเองเสมอ…

นั่นเองทำให้เธอรู้ว่าไม่มีใครอื่นที่ห่วงใยและจริงใจต่อเธอเลยสักคน

สุดท้ายเรื่องนี้จึงกลายเป็นความลับ และมีเพียงหนึ่งวิธู คนในครอบครัวของเธอกับเพื่อนสนิทที่สุดเพียงคนเดียวตั้งแต่ปฐมวัยของเธอเท่านั้นที่รู้ความลับนี้ ซึ่งในตอนนี้เหลือแค่หญิงสาวและพิณณาเท่านั้นที่ยังคงรักษาความลับนี้ไว้ไม่เปลี่ยนแปลง

“ฉันสัญญาว่าจะระวังให้มากกว่านี้”

“ดีแล้ว…คนสมัยนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ ทำอะไรระวังไว้ก่อนดีกว่า”

ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนแยกย้ายไปทำงานของตัวเองต่อเมื่อได้ยินเสียงของหัวหน้าดังมาแต่ไกล ระหว่างนั้นหนึ่งวิธูอดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่า…จะมีใครอีกสักคนไหมที่จะคบกับเธอเพียงเพราะความเป็นหนึ่งวิธูไม่ใช่เพราะต้องการใช้ความพิเศษของเธอเป็นเครื่องมือทำอะไรตามใจตัวเอง

“แย่แล้ว นี่ฉันลืมเสื้อคลุมหรือ”

หญิงสาวพึมพำอย่างใจเสียเมื่อล้วงหาของที่ต้องการไม่เจอ ตอนนี้เธออยู่ตรงหน้าบันไดทางขึ้นรถไฟฟ้าแล้ว หากต้องไปหาซื้อเสื้อคลุมสักตัวตอนนี้ หนึ่งวิธูคิดว่าอย่างน้อยเธอก็ยอมเสียเวลาดีกว่าเสี่ยงได้ยินความคิดของคนอื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ

เมื่อหญิงสาวตัดสินใจได้แล้ว จึงรีบเดินหาร้านเสื้อผ้าบริเวณแถวนั้นทันที ซึ่งปกติเธอไม่ค่อยอยากซื้อของระหว่างทางมากนักเพราะมันค่อนข้างเสี่ยงที่จะถูกเนื้อต้องตัวกับคนไม่รู้จักมากกว่าปกติ แม้ว่าเธอจะป้องกันตัวเองดีแค่ไหนก็ตาม

ตอนนั้นเอง หนึ่งวิธูก็เห็นร้านเสื้อผ้าร้านหนึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก หญิงสาวจึงรีบสาวเท้าตรงไปทางนั้นอย่างรวดเร็ว ทว่า…

“อ๊ะ!” หญิงสาวอุทานเมื่อรับรู้ถึงแรงกระแทกจากด้านหลัง ส่งผลให้เธอล้มลงบนพื้นโดยไม่คาดคิด

ระหว่างที่กำลังพยุงตัวเองให้ยืนขึ้นอีกครั้ง เธอก็ได้ยินเสียงทุ้มนุ่มของชายคนหนึ่งพร้อมกับมือข้างหนึ่งที่ยื่นมาตรงหน้า “คุณเป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ”

“ผมคิดว่าเธอคงรีบมากจนไม่ทันระวังว่าจะชนคุณ” อีกฝ่ายพูดจบก็ทำท่าจะเข้ามาพยุงตัวเธอ หญิงสาวจึงรีบพูดหยุดเขาไว้เสียก่อน “เอ่อ…ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉันลุกเองดีกว่า” หนึ่งวิธูยิ้มบางก่อนค่อยๆลุกขึ้นโดยมีสายตาของชายหนุ่มอีกคนเฝ้ามองอยู่

“คุณไหวใช่ไหมครับ”

“สบายมากค่ะ…โอ๊ย!” ความรู้สึกเจ็บแปลบกะทันหันที่ข้อเท้าซ้ายทำให้หญิงสาวทรงตัวไม่ได้และล้มลงไปอีกครั้งท่ามกลางความตกใจของชายหนุ่ม “ให้ผมช่วยดีกว่าไหมครับ”

“คุณ…ช่วยไปซื้อเสื้อกันหนาวจากร้านนั้นมาให้ฉันก่อนได้มั้ยคะ”

“อะ…อะไรนะครับ” ชายหนุ่มขมวดคิ้วหมุ่นอย่างสงสัย “ให้ผมไปซื้อเสื้อแทนคุณหรือครับ”

“รบกวนหน่อยนะคะ”

“อืม…ได้ครับ รอสักครู่นะครับ” ไม่กี่นาทีต่อมา เสื้อกันหนาวสีกรมท่าก็ถูกยื่นให้เธอพร้อมด้วยรอยยิ้มจากชายหนุ่ม “ขอบคุณมากนะคะ”

“ผมชื่อ’พัทธ์’นะครับ” เขาบอกขณะที่รอเธอสวมเสื้อกันหนาวทั้งๆที่ยังนั่งอยู่บนพื้น “ครั้งนี้ผมช่วยพยุงคุณดีกว่า เดี๋ยวไปนั่งตรงนั้นก่อนนะครับ”

หญิงสาวทำเพียงพยักหน้า จากนั้นทั้งสองจึงค่อยๆเคลื่อนตัวไปยังม้านั่งหินอ่อนซึ่งอยู่ห่างไปเพียงเล็กน้อยทันที “อย่างนี้คุณจะไปทำงานไหวหรือครับ”

‘เพิ่งล้มมาคงเจ็บข้อเท้า ไม่รู้ว่าข้อเท้าพลิกหรือเปล่าเสียด้วย’ เสียงความคิดของชายหนุ่มที่เธอเผลอจดจ่อกับเขามากเกินไปดังขึ้นตามมา โชคดีที่เธอรบกวนเขาไปซื้อเสื้อมาใส่คลุมก่อน ไม่งั้นคงรู้ความคิดของเขาทั้งหมดจากการสัมผัสตัวตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว

“ฉันคิดว่าจะบอกหัวหน้าทั้งเรื่องเจ็บข้อเท้าและเรื่องที่วันนี้น่าจะไปทำงานสายก่อน ไว้มีปัญหาฉันค่อยไปหาหมอแล้วขอใบรับรองแพทย์ไปยื่นขอลาหยุดเสียเลย” หญิงสาวพูดก่อนคลี่ยิ้มให้ชายหนุ่มอีกครั้ง “ขอบคุณสำหรับทุกอย่างค่ะคุณพัทธ์ วันนี้ฉันติดหนี้คุณเลยนะคะ”

‘ติดหนี้หรือ…น่าขันจริงๆ’

หนึ่งวิธูขมวดคิ้วเมื่อได้ยินความคิดของชายหนุ่ม โดยเฉพาะประโยคหลัง…เขาหมายความว่าอย่างไรกัน

“งั้นเดี๋ยวผมขอตัวก่อนนะครับ”

“ขอบคุณค่ะ ขอให้คุณไม่โชคร้ายแบบฉันนะคะ”

ครั้งนี้ชายหนุ่มตอบรับคำอวยพรนั้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนเดินผละจากไปท่ามกลางฝูงชนที่เริ่มมีจำนวนมากขึ้น เพราะตอนนี้เป็นช่วงเริ่มต้นชั่วโมงเร่งด่วนแล้ว

หญิงสาวได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เธออธิบายไม่ถูก และเพราะการจดจ่อนั้นทำให้เธอได้ยินเสียงความคิดของเขาอีกเป็นครั้งสุดท้าย

‘สุดท้ายก็ลืมซื้อขนมฝากเจ้าพิจย์จนได้สินะ เดี๋ยวตอนกลางวันค่อยพาไปเลี้ยงข้าวแทนแล้วกัน’

เธอทำเขาเสียเวลาสินะ…เอ๊ะ! ว่าแต่ชื่อ’พิจย์’งั้นหรือ…อยู่ๆหญิงสาวก็แอบหวังว่านั่นคงไม่ใช่คนๆเดียวกับ’บอสพิจย์’ของพวกเธอหรอกนะ…

“คุณพิจยะ มีอะไรกับดิฉันหรือคะ”

หลังจากที่หนึ่งวิธูขอลางานช่วงเช้าเพื่อไปโรงพยาบาลและตรวจอาการที่ข้อเท้า ทันทีที่ก้าวเข้ามาเตรียมทำงานต่อในช่วงบ่าย รุ่นพี่อย่างณิภาก็รีบเดินมาบอกว่า’บอสพิจย์’หรือพิจยะต้องการพบเธอตอนนี้ที่ห้องทำงานของเขา

ทำให้ตอนนี้หญิงสาวต้องมายืนอย่างสงบเสงี่ยมอยู่หน้าโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ของพิจยะ พลางสอดส่ายสายตาไปรอบๆห้องทำงานกว้างขวางอย่างเพลิดเพลิน…ทั้งๆที่ความจริงมันไม่ต่างจากการถูกเรียกตัวมาทราบโทษเลยสักนิด

“คุณเป็นรองผู้จัดการฝ่ายการตลาด ทำงานมาห้าปีแล้ว…ใช่ไหมครับ”

หญิงสาวพยักหน้าก่อนก้มหน้างุดเมื่อรู้สึกว่าเริ่มจดจ่อกับเจ้านายมากเกินไปจนเสี่ยงต่อการได้ยินความคิดของเจ้านาย “อ่า…ใช่ค่ะ”

ชายหนุ่มเคาะปลายนิ้วลงกับโต๊ะทำงานสองสามครั้งก่อนพูดประโยคต่อมา “ผมอยากให้คุณช่วย…เรื่องส่วนตัวสักหน่อย”

“อะไรนะคะ!” หญิงสาวเผลอย้อนถามเสียงหลง “เอ่อ…ขอโทษค่ะ”

พิจยะโบกมือไปมาคล้ายบอกว่าไม่ได้ว่าอะไร ก่อนหยิบแฟ้มเอกสารสองเล่มยื่นให้เธอซึ่งรีบยื่นมือไปรับอย่างระมัดระวังระคนงุนงง “ผมอยากให้คุณไปช่วยงานรุ่นพี่ของผมชั่วคราวสักหน่อย พอดีคนของเขามีปัญหาด่วนต้องลาหยุดเกือบหนึ่งสัปดาห์ ผมเห็นว่าช่วงนี้หัวหน้าของคุณก็ยุ่งเกินไป ส่วนที่ต้องเลือกคุณเพราะงานนี้ไม่หนักมาก ถือว่าให้คุณพักผ่อนไปในตัวด้วย”

“งั้น…ดิฉันต้องเริ่มงานเมื่อไหร่คะ”

พิจยะมีสีหน้าครุ่นคิดก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูอะไรสักอย่าง “อืม…พรุ่งนี้เลยครับ รายละเอียดอยู่ในแฟ้มที่ผมส่งให้แล้วครับ”

‘ขอให้โชคดีนะครับคุณรองผู้จัดการ’ นั่นอย่างไรเล่า…สุดท้ายเธอก็เผลอได้ยินความคิดของเจ้านายเข้าจนได้ ว่าแต่ทำไม…ระยะหลังๆมานี้เธอเจอแต่ความคิดที่อ่านยากทั้งนั้นเลยนะ แล้วนี่มันหมายความว่าอะไรกัน!

อันที่จริง ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่พิจยะบอกทุกประการ งานส่วนที่หนึ่งวิธูต้องมาจัดการชั่วคราวไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพราะมีสมุดงานของคนลาหยุดกะทันหันที่จดรายละเอียดต่างๆไว้อย่างเป็นระเบียบ ทำให้เธอสามารถนำข้อมูลที่มีอยู่ก่อนแล้วมาวิเคราะห์การตลาดตามหน้าที่จำเป็นได้ไม่ยากนัก ประกอบกับที่หญิงสาวชอบอ่านข่าววิเคราะห์เศรษฐกิจรายวัน ทำให้งานนี้ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิดไว้ ทว่าเมื่อมีเรื่องดีๆ ก็มีบางเรื่องเหมือนกันที่ทำให้หนึ่งวิธูรู้สึกปวดศีรษะทันทีที่รู้เรื่อง

‘นี่คือคุณพัทธ์ รุ่นพี่ของผมเองครับ…พี่พัทธ์ครับ นี่เป็นหนึ่งวิธู รองผู้จัดการฝ่ายการตลาดของผมครับ ยังไงก็ฝากดูแลสักระยะด้วยนะครับ’ พิจยะเป็นคนกล่าวแนะนำทั้งสองฝ่าย และน่าแปลกใจมากๆเมื่อรุ่นพี่ของเขาก็คือผู้ชายคนเดียวกันกับที่ช่วยพยุงเธอวันนั้นนั่นเอง

‘สวัสดีค่ะคุณพัทธ์’

‘สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณหนึ่งวิธู’ ชายหนุ่มตอบเธอด้วยรอยยิ้ม และตอนนั้นเอง…เสียงความคิดของเขาก็ดังขึ้น “ในที่สุดก็ได้พบกันสักที”

ขะ…เขาหมายความว่าอย่างไรกัน

“คุณหนึ่งเพิ่งมาช่วยงานของผมได้เพียงสามวันแต่รู้สึกว่าคล่องแคล่วเหมือนคนทำงานมาเป็นปีเลยนะครับ” นี่ก็อีกเรื่อง…พัทธ์เปลี่ยนคำสรรพนามที่ใช้เรียกเธอจาก’คุณหนึ่งวิธู’เป็น’คุณหนึ่ง’ตั้งแต่ทำงานให้เขาได้ไม่ถึงครึ่งวันดี โดยอ้างว่าเพื่อความสนิทสนมและความสบายใจของทั้งสองฝ่าย

‘ทำไมคุณขี้สงสัยแบบนี้นะ’ ส่วนนี่คือความคิดของเขาที่ดังขึ้นตามประโยคนั้นมาติดๆ ทำให้หญิงสาวในตอนนั้นไม่กลัวค้านอะไรเลย

“เพราะว่าคนของคุณทำงานไว้เรียบร้อยมากกว่าค่ะ ทำให้ดิฉันรับช่วงต่อได้ง่ายขึ้นถึงแม้ว่าจะมาช่วยเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆก็ตาม”

พัทธ์ยิ้มมุมปากก่อนพูดต่อ “ถึงอย่างนั้น ก็มีไม่กี่คนหรอกครับที่ชอบท่องอินเทอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูลเพิ่มอย่างคุณ”

‘ผมรอดูอยู่นะว่าคุณจะแก้ตัวต่อว่ายังไง คนเก่ง’

“คุณไม่มีสิทธิ์เรียกฉันแบบนั้นนะคะคุณพัทธ์” หญิงสาวโพล่งออกมาอย่างฉุนๆเพราะมีอดีตกับคำๆนี้มาก่อนโดยไม่ทันคิด ช่วงนี้เธอห่างหายจากการตั้งสติให้ไม่ฟุ้งซ่านและการเพ่งสมาธิอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแทนตัวบุคคล ทั้งหมดก็เพื่อป้องกันไม่ให้เธอพลาดหรือเผลอได้ยินในสิ่งที่คนปกติไม่ควรได้ยิน…อย่างเช่นสถานการณ์เมื่อครู่

ทว่าดูเหมือนมันจะสายเกินไปเสียแล้ว…

“เมื่อครู่ผมยังไม่ทันเรียกอะไรคุณเลยนะครับ นอกจาก…” ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยคล้ายรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง เขาใช้เวลาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเริ่มพูดขึ้นมา “คุณ…รู้ความคิดของผมหรือ”

“ไม่งั้นคุณไม่มีทางรู้หรอก ว่าผมไม่ได้เรียกคุณเหมือนอย่างที่ผมพูด”

“ไม่จริงค่ะ คือ…ดิฉันแค่ไม่ค่อยชอบให้คุณพัทธ์เรียกชื่อเล่นในเวลาทำงานเท่านั้นค่ะ”

‘จริงหรือคนเก่ง’ นี่เธอเผลอเพ่งสมาธิไปที่เขาอีกแล้ว!

“แต่ว่าเราพูดเรื่องนี้จบไปตั้งแต่วันแรกแล้วนี่ครับ”

“ก็…จริงๆดิฉันก็ไม่ค่อยชอบแต่ไม่กล้าเอ่ยปากคัดค้าน เพราะไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร นอกจากทำให้ดิฉันอารมณ์ไม่ดีเป็นบางครั้งเท่านั้น”

‘แหม…พูดเก่งจังเลยนะครับหนึ่ง’ นี่เขา…ตั้งใจเรียกชื่อเธอห้วนๆแบบนี้เลยหรือ ต้องการพิสูจน์สินะว่าเธออ่านความคิดได้จริงหรือเปล่า

“คุณพัทธ์สงสัยอะไรอีกไหมคะ”

“มีครับ” พัทธ์ตอบด้วยใบหน้าฉาบยิ้มเจ้าเล่ห์ นั่นทำให้หญิงสาวรู้สึกใจไม่ดีเอาเสียเลย…หวังว่าเธอจะไม่มา’โป๊ะแตก’ก่อนกลับที่ทำงานเดิมในอีกสามวันข้างหน้าหรอกนะ ไม่อย่างนั้น…มันต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน

“ผมอยากรู้ว่า ถ้าผมเข้าใจผิดว่าคุณสามารถอ่านใจคนอื่นได้ คุณจะแก้ตัว ไม่สิ…แก้ต่างยังไงให้ผมเชื่อ’คนเก่ง’อย่างคุณ”

“นี่คุณเรียกฉันแบบนี้อีกแล้วนะคะ!” รอบนี้หญิงสาวตกหลุมพรางเข้าอย่างจัง เพียงเพราะคำๆเดียวที่เป็นอดีตฝังใจทำให้เธอเกิดอคติเกินกว่าจะตั้งสติและเมินเฉยได้

“ถือว่าคุณสารภาพแล้วนะครับ” ชายหนุ่มยิ้มบางให้หญิงสาวที่ยังดูขุ่นเคืองไม่หาย “เอาเป็นว่าผมขอโทษก็แล้วกัน ที่ใช้จุดอ่อนของคุณมาเป็นเครื่องมือล้วงความลับ”

“แต่ผมสัญญานะ ว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร”

“คุณจะยอมเก็บมันเป็นความลับใช่ไหมคะ” หนึ่งวิธูไม่อยากให้มีคนรู้มากไปกว่านี้อีก แค่ต้องเพิ่มชายหนุ่มตรงหน้าเข้าไปในกลุ่มคนรู้ความลับ หญิงสาวก็เริ่มห่วงตัวเองขึ้นมาเสียแล้ว

“ครับ แลกกับเงื่อนไขสองข้อ”

“เฮ้อ…ยังไงฉันก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้วนี่คะ”

“ลองฟังดูก่อนสิครับ” พัทธ์ว่า “รับรองว่าไม่ยากเลยครับ”

“ข้อแรก…คุณต้องให้ผมเรียกคุณว่า’หนึ่ง’คำเดียวเท่านั้น ส่วนข้อที่สอง…คุณต้องเล่าเรื่อง’ความสามารถพิเศษ’ของคุณให้ผมฟังด้วย ถ้าคุณไม่อนุมัติเงื่อนไขสองข้อนี้…ทุกอย่างก็จบครับ” เขาพูดพลางยิ้มใส่ตาเธอ

หนึ่งวิธูฟังแล้วรู้สึกแปลกๆ “ข้อแรกไม่เห็นเกี่ยวกับอะไรกับเรื่องนี้ตรงไหนเลยค่ะคุณพัทธ์ ส่วนข้อที่สอง…ฉันมีขอบเขตที่ชัดเจนให้กับคนที่รู้ความลับของฉันค่ะ ใช่ว่าฉันจะบอกเรื่องนี้กับทุกคนนะคะ”

“ข้อแรกเกิดขึ้นจากความพอใจของผมครับ” ชายหนุ่มเริ่มอธิบายยิ้มๆ “ส่วนข้อที่สอง เกิดขึ้นเพราะผมคิดว่าในเมื่อผมกลายเป็นหนึ่งใน’คนสำคัญ’ที่ล่วงรู้ความลับของคุณไปแล้ว ผมก็ควรมีสิทธิ์รู้ว่าคุณจะเป็นยังไงเวลาอ่านใจคนอื่น หรือบางครั้งอาจช่วยเหลือคุณในกรณีที่จำเป็นก็ได้”

ให้ตายสิ…หญิงสาวอยากให้พิณณามานั่งอยู่ข้างเธอตอนนี้เลย จะได้ช่วยกันตัดสินใจ แต่ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้ เธอก็พร้อมตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

“ก็ได้ค่ะ ฉันตกลง…หวังว่าคุณพัทธ์ก็จะทำตามสัญญานะคะ”

ตอนนั้นเองที่หนึ่งวิธูสังเกตเห็นรอยยิ้มประหลาดบนใบหน้าของอีกฝ่าย ทว่าเพียงชั่วครู่มันก็หายไป…เธอคงตาฝาดไปเอง

ใครจะเชื่อว่า หลังจากที่หนึ่งวิธูเล่าเรื่องราวต่างๆซึ่งเกี่ยวข้องกับความสามารถพิเศษของเธอให้ชายหนุ่มฟัง เขาไม่ได้ถามอะไรซอกแซกหรือแม้กระทั่งล้อเล่นกับเธอเรื่องนี้อีก นอกจากนั้นยังทำตัวประหนึ่งเลขานุการของเธอที่คอยเตือนให้พก’ของจำเป็น’อยู่เสมอ

มิหนำซ้ำ เขายังคอยติดต่อกับเธออยู่ตลอดแม้ว่าเธอจะกลับมาทำงานกับพิจยะตามเดิมแล้วก็ตาม จนระยะหลังพิณณามักล้อเลียนเธอด้วยคำว่า’พัทธวิธู’หรือคำว่า’ติดจันทร์’บ่อยๆ

แต่ต่อให้เธอเพียรบอกเขาสักกี่ครั้ง สุดท้ายมันก็จะเป็นแบบเดิมอยู่ดี…ทว่าหญิงสาวก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่า เขาทำให้เธออุ่นใจอย่างประหลาดและคุ้นเคยเข้าไปทุกที

“ตอนนี้หนึ่งอยู่ที่ไหนครับ”

“ฉันกำลังจะกลับบ้านค่ะ”

“ไม่ต้อง เดี๋ยวผมไปรับ รอก่อนนะ”

ถึงเขาจะบอกให้รอ แต่กว่าหนึ่งวิธูจะเก็บข้าวของบนโต๊ะทำงานเสร็จและลงมาข้างล่าง รถยนต์สีดำของชายหนุ่มก็มาจอดรอเธอแทนเสียแล้ว “มาเถอะหนึ่ง เดี๋ยวผมไปส่ง”

“เฮ้อ…ฉันปฏิเสธได้ด้วยหรือคะ”

‘คุณก็รู้คำตอบนี่นา…ว่าไม่มีทาง’

“เพราะฉันรู้ดี…ถึงได้ไม่ตอบว่า’ไม่’ต่างหาก”

และจากวันนั้น อีกเรื่องที่เริ่มแปรเปลี่ยนไปคือการที่ทั้งสองใช้ชีวิตโดยที่รับรู้ความเป็นไปของอีกฝ่ายทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ นั่นทำให้กำแพงที่เคยมีหายไป ความสนิทสนมทำให้พวกเขาใกล้ชิดกันมากขึ้น…และมากขึ้นในทุกๆวัน

“คุณพัทธ์…ที่นี่มันสวนสาธารณะนี่คะ”

ชายหนุ่มยิ้ม “อืม…ผมตั้งใจมาที่นี่ ผมอยากคุยกับหนึ่งที่นี่ก่อน ค่อยไปส่งที่บ้าน”

“เรื่องอะไรคะ”

“เรื่องความลับของผม” พัทธ์ยกยิ้มมุมปาก “ที่มันเหมือนกันกับของคุณ”

“อะไรนะคะ” ราวกับเข้าใจความรู้สึกของพิณณาหลังจากที่หญิงสาวบอกเรื่องแบบนี้ออกไปทันที

‘ผมอ่านใจคนได้ และรู้ว่าหนึ่งก็ทำได้ตั้งแต่วันแรกที่เราพบกัน’ เสียงความคิดของเขาตอกย้ำว่าเธอเข้าใจไม่ผิด

“แล้วทำไมไม่บอกฉันก่อนหน้านี้กันคะ” นี่เธอหลงปล่อยไก่ไปกี่ตัวแล้ว!

พัทธ์หัวเราะในลำคอ “อันที่จริงผมว่าจะบอกหนึ่งหลายครั้งแล้ว ในฐานะที่เรามีความพิเศษที่เหมือนกัน”

เป็นตอนนั้นเองที่หนึ่งวิธูเข้าใจทุกๆอย่างโดยกระจ่าง…ทุกอย่างก่อนหน้านี้คือแผนของเขาสินะ

“ผมไม่ได้อยากปิดบังนะ แต่ประสบการณ์ก็สอนผมว่าแม้แต่กับคนที่เหมือนเราก็ใช่ว่าเขาจะเข้าใจเรา…” ชายหนุ่มอธิบาย “ผมเลยอยากแน่ใจว่าหนึ่งจะไม่ทำให้ผมเสียใจ เพราะถึงยังไงผมก็ไม่มีทางทำหนึ่งเสียใจอยู่แล้ว”

ทำไมยิ่งฟังยิ่งรู้สึกจักจี้แปลกๆ…

หนึ่งวิธูพยายามไม่สนใจความรู้สึกอื่นใด นอกจากเรื่องตรงหน้า “แสดงว่าตอนนี้ฉันผ่านเกณฑ์ของคุณแล้วสินะคะ”

“ครับ…เป็นเกณฑ์สำคัญที่สุด”

“อย่างน้อยก็ขอบคุณนะคะที่บอกฉันเรื่องนี้” …ทั้งที่ทำให้เธอเผลออ่านใจเขาไปหลายหน

“จริงๆนอกจากเรื่องความไว้ใจแล้ว ผมก็ตั้งใจใช้เกณฑ์นี้ในการตัดสินอะไรบางอย่างเหมือนกันเหมือนหญิงสาวไม่ค้านอะไร พัทธ์จึงรีบพูดต่อ “ผมไม่อยากเอาเปรียบผู้หญิงคนไหนด้วยความพิเศษแบบนี้ แม้แต่กับคุณ”

“แต่เชื่อไหมครับว่า เพราะคุณถึงทำให้ผมอยากหยุดตามหาคนที่เข้าใจผมสักที…เพียงเพราะมีคุณ ที่ไม่เคยอยากใช้ความสามารถนี้กับผมในทางที่ไม่ดี หลีกเลี่ยงการอ่านใจกันและกัน คุณทำให้ผมเห็นความต่างที่ผมตามหาและอยากเก็บรักษามันไว้ด้วยตัวเอง”

“คำถามต่อมาคือ…คุณจะยอมให้ผมเป็นคนรับ’ความพิเศษ’นั้นมาดูแลหรือเปล่า”

‘ความพิเศษ…ที่หมายถึงคุณและหัวใจของคุณ’ เขาบอกเธอผ่านทางความคิด ซึ่งจริงๆแล้ว หญิงสาวก็ปฏิเสธอะไรไม่ได้เพราะความจริงก็คือ…‘ถ้าคุณรับปากว่าจะดูแลความไว้ใจของฉันเป็นอย่างดี ฉันก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะปฏิเสธคุณหรอกค่ะ’

“ขอบคุณครับหนึ่ง…ขอบคุณมากจริงๆ” พัทธ์โผกอดเธออย่างเต็มแรง ความยินดีทั้งหมดปรากฏทางสายตาและน้ำเสียงของเขา

หนึ่งวิธูได้แต่ซ่อนรอยยิ้ม ก่อนจงใจคิดให้เขารับรู้

‘ฉันไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่สุดท้ายฉันก็ต้องยอมรับว่าความรักของฉันอยู่ที่คุณจริงๆ ไม่ว่าคุณจะรู้หรือไม่ก็ตาม’

 

– ณฐกันยา –

 

Don`t copy text!