With love…ด้วยรัก

With love…ด้วยรัก

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

“ไหนเคยบอกว่าชอบเด็กๆ อยากสอนให้เขาเป็นเด็กดี น่ารักน่าชัง เป็นอนาคตของชาติที่ดีในวันหน้า… แล้วทำไมวันนี้ ‘คุณครูน้ำ’ ทำหน้าซังกะตายแบบนี้กัน”

เสียงหยอกล้อจากเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน ทำให้ ‘คุณครูน้ำ’ หรือธารารินที่นั่งทำหน้าเบื่อโลกอยู่ต้องมองค้อนขวับทันที “นั่นก็ถูก แต่มันก็สูญเสียพลังงานไปไม่น้อยเลยนะ กว่าจะทำให้เด็กสักคนน่ารักได้อย่างน้องเรนของเธอ”

เพลิงฟ้าหัวเราะร่าเมื่อได้ยินธารารินบอกแบบนั้น น้องเรนหรือเด็กหญิงพรพิรุณคือลูกสาวของเธอและสามีซึ่งตอนนี้อายุ 3 ขวบ เป็นเด็กช่างจ้อและอารมณ์ดีเอามากๆ แน่นอนว่ากว่าจะน่ารักได้ขนาดนี้ ช่วงแรกๆ นั้นเธอก็เหนื่อยไม่น้อยเลย

ยิ่งได้ชื่อว่าเป็นแม่พิมพ์ของชาติอย่างธารารินนั้น หญิงสาวยิ่งไม่อยากคิดว่าเพื่อนสาวคนสนิทจะเหนื่อยขนาดไหน ที่สำคัญ… เพื่อนของเธอเป็นแม่พิมพ์ต้นแบบในระดับอนุบาลเสียด้วย

“เอาน่า เดี๋ยวพอเด็กๆ เริ่มเข้าที่เข้าทางก็น่ารักไปตามระเบียบ เรื่องนี้คุณครูถนัดไม่ใช่หรือคะ”

ธารารินถอนหายใจ “คงได้แต่หวังว่าฉันจะทำได้”

“ต้องทำได้อยู่แล้ว” เพลิงฟ้าว่าพลางหยิบซองกระดาษสีฟ้าอ่อนส่งมาให้เธอ “ซองอะไร… เธอชวนฉันทำบุญหรือ”

“ตลกแล้วค่ะครูน้ำ”

“แล้วมันคืออะไรกันคะ…” หญิงสาวหรี่ตามองคนให้อย่างหวาดระแวง แล้วคว้าซองที่ว่าขึ้นมาดูก่อนพูดออกมา “งะ…งานเลี้ยงรุ่นหรือ”

“ใช่ เป็นงานเลี้ยงรุ่นที่โรงเรียนของพวกเราสมัยมัธยมปลาย เห็นว่ามีเพื่อนเก่าไปกันหลายคนเชียวนะ” เพลิงฟ้าว่าอย่างยิ้มๆ หญิงสาวคิดว่าเธอรู้ว่าทำไมธารารินมีอาการตกใจแปลกๆ

…อายุขนาดนี้แล้วไม่เห็นเคยคบใครสักคน คงรอ ‘ใคร’ อยู่แน่นอน…

“ไปเถอะนะ งานนี้ฉันก็ไปด้วย”

“แต่ว่าฉัน…คือ…” ธารารินรู้สึกถึงลางสังหรณ์ประหลาด พาลทำให้เธอไม่อยากไปที่งานนั้นเสียดื้อๆ

“อีกไม่กี่วันเอง ฉันเตรียมตัวไม่ทันหรอก”

“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น คุณสามีของฉันเตรียมการให้พวกเราสองคนแล้ว สบายหายห่วง!”

ไหนเพลิงฟ้าบอกว่าสามีของตัวเองเป็นเพียงนักเขียนธรรมดาๆ แล้วทำไมเธอรู้สึกถึงออร่าความรวยแปลกๆ “ไม่เป็นไรหรอก ฉันเกรงใจ”

“ไม่ได้ๆ งานนี้เพื่อนรีเควสต์มาว่าเธอกับฉันต้องไปงานนี้ด้วย ไม่งั้นงานไม่เริ่ม จบนะ!”

…บอกประโยคนี้ตั้งแต่แรกก็ได้ จะเสียเวลาต้อนเธอขนาดนี้ทำไมกัน… ธารารินคิดในใจก่อนรับคำไปให้จบๆ “โอเค… ตกลง! ฉันไปงานนี้ก็ได้ ไหว้วานคุณหญิงเตรียมของให้ฉันด้วยนะ”

ตอนนั้นเอง แววตาของเพื่อนสาวคนสนิทเริ่มเป็นประกายแปลกๆ ทว่าเธอไม่ทันได้เอะใจ “รับทราบแล้วค่ะเจ้าหญิงธาราริน”

…ดูท่าทางเจ้าหญิงจะไม่รู้ตัวเสียแล้ว ว่ามีอัศวินคนหนึ่งกำลังรอเจอเธออยู่ที่งานเต้นรำคืนนั้น…

 

“นี่มันชุดอะไรของเธอ!”

“ฉันว่าสวยดีออก” เพลิงฟ้าว่าพลางหันไปถามความเห็นของสามีที่กำลังอุ้มลูกสาวอยู่และมองมาทางนี้ “หรือคุณคิดว่ายังไงคะ”

“ไม่ใช่อย่างนั้น!” ธารารินแทบจะอาละวาดเมื่อเพื่อนสาวแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ “นี่มันงานเลี้ยงรุ่นเฉยๆ นะ ทำไมต้องให้ฉันแต่งตัวแบบนี้ด้วย!”

แบบนี้ที่หญิงสาวว่าคือชุดเดรสสีขาวยาวคลุมเข่า ด้านบนเป็นเกาะอกประดับผ้าลูกไม้ ช่วงเอวคาดเข็มขัดสีดำอย่างหลวมๆ ส่วนกระโปรงเป็นผ้าชีฟองที่อัดกลีบอย่างสวยงาม ทำให้เรือนร่างที่ปกติสวมเพียงชุดเครื่องแบบของโรงเรียนสลับเสื้อยืดกางเกงขายาวดูเป็นสาวหวานน่ารักขึ้นมาทันตา ไหนจะใบหน้าที่ถูกเพลิงฟ้าลงเครื่องสำอางอ่อนๆ ผมที่เกล้าสูงและปล่อยปอยผมเป็นธรรมชาติอีก ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้ธารารินดูคล้ายเจ้าหญิงไปโดยปริยาย

นะ… นี่มันไม่ใช่เธอ เอาเสื้อยืดกับกางเกงตัวเก่งของเธอคืนมาเดี๋ยวนี้!

“น่ารักจริงๆ นะ” เพลิงฟ้าชมก่อนยื่นกล่องกระดาษใบหนึ่งให้ “จัดการให้เสร็จก่อนฉันกลับมารับนะ อ้อ… ส่วนชุดของเธออยู่ที่รถของฉันนะ เสร็จงานคืนนี้ค่อยไปเอาคืน ฉันไปก่อนนะ เพื่อนคนอื่นเรียกไปช่วยงานแล้ว”

“เธอ! ยายเดย์! หยุดเดี๋ยวนี้นะ” แม้ธารารินเพียรเรียกเพื่อนสาวที่เดินควงสามีพร้อมลูกออกไปสักเท่าไหร่ ทว่าสุดท้ายก็เหลือเธอเพียงลำพังกับกล่องกระดาษในมือ คุณครูสาวถอนหายใจก่อนเปิดกล่องในมืออย่างระมัดระวัง กฎว่าภายในคือรองเท้าส้นเตี้ยสีครีมธรรมดาๆ คู่หนึ่ง แต่น่าแปลกที่เธอเห็นมันแล้วรู้สึกชอบใจอย่างไม่มีสาเหตุ

ท้ายที่สุดธารารินก็เปลี่ยนจากรองเท้าผ้าใบสีหม่นเป็นรองเท้าคู่ใหม่ที่เพื่อนทิ้งไว้ให้ ก่อนดูความเรียบร้อยของตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ภายในห้องอย่างเก้ๆกังๆ

เธอถอนหายใจเมื่อไม่เห็นความผิดปกติใดๆ นอกไปจากการ ‘แต่งให้สวย’ ของเพลิงฟ้า ก่อนเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่งอย่างครุ่นคิด… ครั้งสุดท้ายที่เธอแต่งตัว อืม… ดูดีขนาดนี้คือเมื่อไหร่กันนะ

ตอนนั้นเองภาพในอดีตก็ปรากฏขึ้นในความทรงจำสีจาง ทว่าเธอยังจดจำความรู้สึกในทุกเหตุการณ์ได้ดี กระทั่งรู้สึกชะงักงันกับภาพภาพหนึ่งในความทรงจำ มันเป็นภาพของหญิงสาวกับใครอีกคนหนึ่ง ซึ่งเธอจำได้ไม่เคยลืม… เขาคนนั้น

‘เป็นยังไงบ้าง ชุดนี้คุณน้าที่รู้จักกันเป็นคนตัดให้ฉันเอง ชุดสีขาวกับรองเท้าสีครีม… นายว่าดูดีไหม’

‘ก็สวยดีนะ โดยเฉพาะรองเท้าสีครีม ดูเหมาะกับยัยจอมละเมออย่างเธอดี’

“เจ้าหญิงเพคะ สาวใช้เพลิงฟ้ามารับไปเข้างานแล้วค่ะ”

เฮ้อ… อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดสินะ งั้นก็ ‘the show must go on’ ไปเลย!

ภายในงานเลี้ยงรุ่นของค่ำคืนนี้ ตึกอาคารและต้นไม้รอบลานกิจกรรมถูกประดับประดาด้วยแสงไฟจนสว่างไสวราวกับกลางวัน เวทีกลางมีนักดนตรีกำลังบรรเลงบทเพลงดังสมัยพวกเธอเป็นวัยรุ่น เพื่อนๆหลายคนจับจองพื้นที่หน้าเวทีอย่างสนุกสนาน ห่างไปไม่ไกลมีซุ้มอาหาร ของหวานและเครื่องดื่มบริการอย่างครบครัน แน่นอนว่าบางคนถึงกับลากเก้าอี้ของตัวเองไปนั่งจับเจ่าคุยกันแถวๆ นั้นเลยทีเดียว

อ้อ! โชคดีอีกอย่างที่ไม่ใช่แค่เธอกับเพื่อนสองคนที่แต่งชุดเดรสแบบนี้ เพราะนอกจากหญิงสาวและเพลิงฟ้าแล้ว ก็ยังมีเพื่อนร่วมรุ่นอีกหลายๆ คนสวมชุดเดรสสวยๆ มาเหมือนกัน แม้จะคนละสีและรูปแบบก็ตาม

“เดี๋ยวอีกครู่หนึ่ง คุณครูนาราจะขึ้นไปกล่าวเปิดงานเลี้ยงรุ่นบนเวที เราไปหยิบเครื่องดื่มมาจิบเล่นรอเวลากันดีกว่า”

“ก็ดีนะ แล้วน้องเรนกับสามีของเธอไปไหนแล้ว”

เพลิงฟ้าแย้มยิ้มอย่างแสนสุขขณะบอกกับเธอ “ช่วงนี้น้องเรนไม่ชอบที่ที่มีคนมากๆ แต่ว่าติดสามีของฉันมาก ตอนนี้เขาก็เลยต้องอุ้มไปเดินเล่นข้างนอกสักพัก ไม่นานก็กลับมาแล้ว”

“ทำไม… อยากเล่นกับหลานหรือ”

“ใช่สิ น้องเรนน่ารักออกขนาดนั้น” ธารารินว่าพลางนึกถึงแววตาสดใสของหลานสาว เพลิงฟ้าเห็นแววตาเป็นประกายของเพื่อนสาวจึงอดแหย่ไม่ได้ “แล้วเธอไม่อยากมีเด็กน่ารักๆ บ้างหรือ”

“เฮ้อ… ถ้าหมายถึงลิงทโมนที่ห้องเรียน คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก รับรองว่ารางวัลคุณครูดีเด่นปีนี้ต้องเป็นของฉันแน่นอน” ว่าแล้วธารารินก็รู้สึกฮึกเหิมในการทำหน้าที่แม่พิมพ์ของชาติทันที

“ไม่ใช่ๆ” เพลิงฟ้ารีบปฏิเสธ “ฉันหมายถึง… ลูกของเธอไม่ใช่ลูกของคนอื่นที่เธอดูแลต่างหาก”

‘อย่างเธอใครเขาจะอยากคบด้วยกัน เพ้อเจ้อน่า! เอาเวลาไปเรียนหนังสือให้เก่งๆ เถอะยัยป้าแว่น!’

“ถ้าเรื่องนั้น… ฉันไม่อยากคิดให้เสียเวลาหรอก” หญิงสาวว่าหน้าตึง ก่อนรีบเดินไปหยิบเครื่องดื่มสักแก้วบนโต๊ะที่ซุ้มอาหารขึ้นมากระดกดื่มอย่างไม่ใส่ใจ

“ยัยซื่อบื้อ รู้หรือเปล่าว่าเมื่อครู่กระดกอะไรเข้าไป หา!”

เสียงทุ้มห้าวดังขึ้นพร้อมกับที่แก้วค็อกเทลในมือของธารารินถูกคว้าออกไปอย่างรวดเร็ว ใช่…ที่หญิงสาวดื่มไปคือค็อกเทล ซึ่งมันมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ด้วย

โดยปกติธารารินเกลียดกลิ่นแอลกอฮอล์มากถึงมากที่สุด จึงเป็นเพียงไม่กี่คนในรุ่นที่จัดว่าเป็น ‘เด็กอนามัย’ ทว่าตอนนี้… มันเปลี่ยนไปแล้ว พอๆ กับหัวใจของเธอที่เปลี่ยนจังหวะและสูบฉีดเลือดอย่างฉับพลัน ซึ่งส่วนหนึ่งมันเกิดจากฤทธิ์ของมึนเมาที่เธอไม่เคยคิดแตะต้อง และอีกส่วนหนึ่ง… หญิงสาวปฏิเสธไม่ได้เลย ว่ามันมาจากเจ้าของเสียงเมื่อครู่… เสียงที่แสนคุ้นเคย

“บ่นบ้าบออะไรของนาย! ไม่ใช่พ่อของฉันสักหน่อย มีสิทธิ์อะไรมาบ่น!” ธารารินที่เริ่มมึนเมาหันไปตอบคนที่โวยวายเมื่อครู่ด้วยสีหน้ากรุ่นโกรธ “ฉันจะทำอะไร มันก็เรื่องของฉัน อย่ายุ่ง!”

เพลิงฟ้าที่ยืนมองสถานการณ์อยู่รีบเดินเข้าไปขวางระหว่างทั้งสองคนทันที พลางบอกแต่ละฝ่ายอย่างใจเย็น “เธอใจเย็นๆ ก่อนนะน้ำ ส่วนนาย… วาริช ช่วยยืนเงียบๆ ไปก่อน แล้วก็เอานิ้วชี้ที่เตรียมจิ้มหน้าผากเพื่อนรักของฉันลงด้วย”

ชายหนุ่มยอมทำตามที่เพลิงฟ้าบอกแต่โดยดี ขณะเดียวกันเพลิงฟ้าก็พยุงร่างของธารารินเมื่อเห็นว่ายืนโงนเงนเต็มที และตอนนั้นเองเสียงทุ้มห้าวจึงดังขึ้นอีกครั้ง “เดี๋ยวฉันพยุงน้ำไปนั่งตรงนั้นเอง ส่วนเธอไปเอาน้ำเปล่าเย็นๆ มาให้น้ำดื่มดีกว่า”

ตรงนั้นของเขาคือใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ไม่ค่อยมีคนแต่ว่าอยู่ภายในลานกิจกรรม เพลิงฟ้าเห็นอย่างนั้นก็ยอมตกลงเพราะคิดว่าลำพังตัวเองคงแบกเพื่อนไปนั่งไม่ไหวแน่ๆ หญิงสาวจึงปล่อยให้อีกฝ่ายพยุงร่างของเพื่อนสนิทไปนั่งโดยไม่พูดอะไร แล้วรีบผละไปขอน้ำเปล่าสักแก้วจากซุ้มเครื่องดื่มทันที

“นายกลับมาอีกทำไม” เสียงของธารารินดังขึ้นแผ่วเบา ทว่าคนที่พยุงร่างของเธออยู่กลับได้ยินชัดเจน “ฉันมีเรื่องอยากคุยกับเธอ”

“ต้องการอะไรกันแน่… นายวาริช” เจ้าของชื่อยิ้มมุมปากเมื่อเห็นว่าเธอยังจำชื่อของเขาได้

“รีบว่ามาสิ…”

“ฉันมีสองเรื่องที่อยากบอกกับเธอ”

“พูดมาสิ ฉันฟังอยู่”

“เรื่องแรก” ชายหนุ่มเริ่มพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ฉันอยากขอโทษที่พูดจาไม่ดีกับเธอ ไม่ว่าจะเป็นสมัยเรียนหรือว่าเมื่อครู่นี้”

“หึ! แค่คำว่าขอโทษ แล้วความรู้สึกของฉันที่เสียไปใครจะรับผิดชอบ”

“ฉันจะรับผิดชอบเอง” วาริชว่าพร้อมค่อยๆ พยุงเธอนั่งบนเก้าอี้และย่อตัวลงนั่งคุยกับธารารินในท่าคุกเข่า “ฉันจะยอมเป็นทาสให้เธอโขกสับเต็มที่นับจากนี้ไป… ดีไหม”

“ดี… ดีมากๆ” หญิงสาวว่าพลางพยักหน้าหงึกๆ อย่างพอใจ แม้จะจับใจความที่อีกฝ่ายพูดไม่ค่อยได้ก็ตาม ดวงตาคู่สวยที่เริ่มเลือนรางเห็นเพียงว่าเขาทำท่าคุกเข่าตรงหน้าเธอ… หญิงสาวคิดว่าเขาคงทำเพื่อขอให้ยกโทษเรื่องในอดีต

อืม… ทำตัวอย่างนี้ค่อยน่าคบค้าสมาคมด้วยหน่อย

“มีอะไรอีกไหม… อ๊ะ!” ธารารินอุทานก่อนโบกมือให้เพลิงฟ้าเดินมาหา ดวงตาคู่สวยจับจ้องที่แก้วน้ำในมืออีกฝ่าย “หิวน้ำพอดี รักเดย์จังเลย”

“อารมณ์ไหนของเธอกัน” เพลิงฟ้าเลิกคิ้วขณะที่ธารารินกำลังจะรับแก้วน้ำไปดื่ม ก่อนเหลือบมองวาริชที่กำลังคุกเข่าอยู่ “วาริช… นายทำอะไรเธอไปหรือเปล่า”

“ยังไม่ทำ” เขาตอบสั้นๆ แล้วเผยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาเล็กน้อย “แต่คิดว่าจะทำอยู่”

ตอนนั้นเองที่เสียงจากเวทีกลางดังขึ้นดึงความสนใจของทุกคนไปหมด ไม่เว้นแม้แต่คนเมาอย่างธารารินที่กำลังจะดื่มน้ำเย็นแก้สร่างอยู่พอดี

พิธีการอย่างคร่าวๆ ภายในงานเลี้ยงรุ่นเริ่มต้นขึ้นและทุกอย่างเป็นไปตามแบบแผนที่วางไว้ กระทั่ง…พิธีกรกล่าวเชิญธารารินขึ้นเวทีเพื่อมอบของกับคุณครูท่านหนึ่งในฐานะศิษย์รัก

หญิงสาวที่ยังไม่สร่างมากนักดีดลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างรวดเร็วก่อนเดินไปทางเวทีช้าๆ พลางเซไปเซมาอย่างน่าหวาดเสียว ขณะที่ธารารินกำลังจะขึ้นบันไดข้างเวที หญิงสาวกลับก้าวพลาดจนเกือบล้มหน้ากระแทกขอบเวที ทว่า…

“โอ้โฮ! อย่างกับฉากในนวนิยายเลยครับ”

หญิงสาวที่ยังหลับตาอยู่เพราะมึนศีรษะและขายหน้ากับเหตุการณ์เมื่อครู่ ได้ยินเสียงประกาศก็ขมวดคิ้วหมุ่นอย่างสงสัย

“ไหวหรือเปล่ายัยเซ่อ”

“หึ… ไม่ไหว มึนไปหมดเลย” เธอตอบอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว รู้แต่ว่ามีแรงโอบรัดที่ช่วงเอวของเธอแน่น ทว่าสักครู่มันก็หายไปพร้อมกับร่างของเธอที่คล้ายลอยหวิวในอากาศ… เหมือนใครบางคนกำลังอุ้มเธออยู่

“ให้ตายเถอะ… แล้วแบบนี้จะไม่ให้ฉันห่วงเธอได้ยังไงกัน ยัยบื้อ”

“เฮ้อ… ทำไมดื่มค็อกเทลไปแค่แก้วเดียวถึงได้หมดสภาพแบบนี้นะ นึกว่าจะได้ดูฉากฟินๆ ของเจ้าหญิงกับอัศวินเสียอีก”

‘เสียงใครกันนะ’ หญิงสาวคิดแต่ไม่อยากหาคำตอบอะไรอีก เธอจึงทำเพียงหลับตาพริ้มพลางสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่อธิบายไม่ได้ว่ามันคือกลิ่นของอะไร และหลับไปในที่สุด

“หยุดมองฉันแบบนั้นได้แล้วนายวาริช!”

ธารารินตวาดลั่นขึ้นมาเมื่อชายหนุ่มที่นั่งกินข้าวต้มอยู่ตรงหน้าเธอมองมาด้วยแววตาเป็นประกายที่ยากจะตีความ เพราะมันทำให้เธอหายใจติดขัดกึ่งขัดเขินอย่างประหลาด แม้ว่าพวกเธอจะนั่งอยู่ในร้านข้าวต้มใกล้บ้านของเธอที่เต็มไปด้วยผู้คน ไม่ใช่ที่รโหฐานก็ตาม

“ก็ได้… แต่เธอต้องตอบคำถามของฉันหนึ่งข้อก่อน”

ธารารินสบตาอีกฝ่ายก่อนพยักหน้าเชิงอนุญาต เขาจึงถามออกมา “เธอจำทุกเรื่องในคืนวันเลี้ยงรุ่นได้ไหม”

“ไม่… ถามทำไมหรือ” ใช่… เขาถามทำไม มันผ่านมาเกือบสัปดาห์แล้วนะ

“ก็คืนนั้น… เธอละเมอสารภาพรักกับฉัน”

“หา! ฉันพูดหรือ!” ธารารินพูดเสียงดังซึ่งเธอตอบไม่ได้ว่าเพราะอะไรมากกว่ากันระหว่างตกใจกับขัดเขิน… ว่าแต่เธอจะเขินอะไรกันเล่า แค่เมาเลยละเมอพูดไร้สาระเท่านั้นเอง เรื่องธรรมดาจะตาย!

“เธอหน้าแดงทำไม”

“ฉันเปล่านะ ข้าวต้มมันร้อนต่างหาก” เธอตอบโต้ทันควัน “ว่าแต่ทำไมเพิ่งมาบอกตอนนี้ ตั้งหลายวันทำไมไม่บอก”

“ฉันทำงานเป็นตากล้องของนิตยสารชื่อดังนะ ไม่ได้ว่างเป็นเวลาอย่างเธอ” เขาว่าคืนบ้าง

“แล้วมาบอกเรื่องนั้นกับฉันทำไม มันก็แค่เรื่องไร้สาระ”

“ก็เพราะมันเป็นเรื่องไร้สาระที่ทำให้ฉัน…” หญิงสาวเห็นเขาเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่พูด จึงบอกอย่างอึดอัดแทน “อึกอักอะไร รีบๆพูดมาสิ”

“หัวใจของฉันเต้นแรงไม่หยุดเลยหลังจากที่เธอพูดคำนั้นกับฉัน” คราวนี้เป็นหญิงสาวที่ชะงักงัน อึกๆ อักๆ ชอบกล

“เธอหน้าแดงอีกแล้วนะ” วาริชเลิกคิ้วขณะจับสังเกต “หรือว่า… แอบมีใจให้ฉันจริงๆ”

“พูดบ้าอะไรของนาย ตลกมาก!”

“แต่ฉันจริงจังนะ” เขาพูดเสียงเข้ม “เธอทำให้ฉันหวั่นไหว เธอต้องรับผิดชอบ”

“แล้วใครจะรับผิดชอบฉัน!” เธอถามกลับอย่างโมโห ทว่าคำตอบจากอีกฝ่ายทำเอาเธอไปไม่เป็น “ฉันเอง รับรองว่าจะ ‘ดูแล’ อย่างดี”

“บะ… บ้า! ฉันไม่คุยกับนายแล้ว!”

“ไม่! ตอบคำถามฉันอีกข้อก่อนแล้วค่อยไป คืนนั้นเธอก็ยังไม่ได้ฟังอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากคุยด้วย”

หญิงสาวขมวดคิ้วทว่าไม่ทันได้คิดอะไร “เออๆ รีบถามมาสิ ฉันจะกลับบ้านแล้ว”

เขาฟังแล้วยิ้มมุมปากออกมา “โอเค ฉันรู้ว่าที่ผ่านมาฉันคอยว่าเธอ คอยแกล้งเธอมาตลอด… แต่ถ้าฉันจะบอกว่าฉันทำไปเพราะคำคำหนึ่ง คำที่มีความหมายกว้างขวางเกินกว่าจะจำกัดความ… คำถามคือ คืนนั้นฉันขอโทษแล้วเธอก็ให้อภัย แล้วถ้าวันนี้ฉันอยากขอคบกับเธอ เธอจะยอมตกลงเหมือนตอนนั้นไหม”

หัวใจของเธอเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ ให้ตายเถอะ… นายวาริชกำลังสารภาพรักกับเธอใช่ไหม

“คือ… ฉัน…” หญิงสาวอึกอักขึ้นมาเสียดื้อๆ

“ที่ฉันถามเพราะอยากได้คำตอบจากเธอที่มีสติ ไม่ใช่ละเมอพูดออกมา… ว่ายังไง”

ธารารินเบี่ยงหน้าหลบสายตาพราวระยับของฝ่ายตรงข้าม ตอนนี้ยังไงๆ เธอก็เสียเปรียบอยู่แล้ว งั้นก็… “โอเค! ฉันตกลง… พอใจแล้วใช่ไหมอีตาบ้า!”

“ขาดอีกอย่าง” วาริชบอกแล้วคว้ามือของธารารินขึ้นมาประทับริมฝีปากอุ่นร้อนบนหลังมืออย่างรวดเร็ว “ด้วยรักจากฉัน”

“อะ… อีตาบ้า! ฉะ… ฉันไม่คุยกับนายแล้ว!” หญิงสาวว่าแล้วรีบวิ่งออกไปจากร้านข้าวต้มทันที ทิ้งให้วาริชนึกถึงคำสารภาพของหญิงสาวภายในคืนนั้นเพียงลำพัง เธอละเมอพูดออกมาตอนที่เขาพาร่างของเธอไปส่งที่รถของเพลิงฟ้า เสียงแผ่วเบาของเธอยังดังก้องในหัวใจของเขาจนถึงตอนนี้

‘ฉันมันบ้า… บ้าที่ไปหลงรักคนขี้แกล้งอย่างนาย ไอ้บ้าวาริช!’

“ต่อให้เธอไม่พูด ฉันก็ตกหลุมรักเธอซ้ำตั้งแต่กลายร่างเป็นเจ้าหญิงในคืนนั้นแล้ว ยัยซื่อบื้อ” เขาพึมพำพร้อมรอยยิ้มก่อนวางเงินค่าข้าวต้ม แล้วเดินตามธารารินไปทันที

…ไม่เสียแรงที่เขาซื้อชุดเดรสกับรองเท้าคู่นั้นให้เลยจริงๆ…

 

“นี่แสดงว่าทุกคนก็รู้เรื่องกันหมดเลยหรือ!” หญิงสาวถามขึ้นเสียงดังลั่นห้องนั่งเล่นภายในบ้านของตัวเอง หลังกลับจากโรงเรียนอนุบาลมาเห็นว่าตัวการทั้งสองคนมาปรากฏตัวและนั่งลงรอเธอเรียบร้อยแล้ว

“ใช่… ทั้งฉัน ทั้งนายวาริช รวมทั้งเพื่อนๆ ในงานอีกหลายคนด้วย” เพลิงฟ้าเป็นคนตอบคำถามของธารารินก่อน พลางเหลือบมองวาริชด้วยสีหน้าเยาะเย้ย “แต่สุดท้าย แผนก็พังเพราะนายอย่างที่ฉันคิดไว้”

คนถูกกล่าวหาได้ยินเข้าจึงพูดลอยๆ ขึ้นมาประโยคหนึ่ง “แต่อย่างน้อย ‘ภารกิจหลัก’ จริงๆ ก็สำเร็จแล้วนะ”

“จะ… จริงหรือ” เพลิงฟ้ารีบหันไปถามเพื่อนสนิทที่ทำเพียงพยักหน้าตอบเท่านั้น ซึ่งเธอก็ไม่ค่อยแปลกใจ หน้าแดงเสียขนาดนั้นต่อให้ไม่พยักหน้าก็รู้คำตอบอยู่ดี “อืม… ถือว่าไม่เสียแรงที่ช่วย”

“ทั้งที่ฉันเป็นเพื่อนของเธอแท้ๆ ทำไมถึงช่วยนายวาริช!” ธารารินถามเพลิงฟ้ากลับบ้าง

“เธอคิดว่าฉันไม่รู้ใจเธอหรือ” คนถูกถามตอบตามตรง “แต่เพราะรู้ต่างหากถึงได้ทำแบบนี้ วางแผนให้พวกเธอแบบนี้… ยิ่งเห็นตอนจบแบบไม่แฮปปี้แต่ฟินมากก็ยิ่งแน่ใจว่าฉันคิดไม่ผิด”

“หยุดเลย เธอพูดเพ้อเจ้อใหญ่แล้วนะ”

เพลิงฟ้ามองท่าทางโมโหระคนขัดเขินของเพื่อนสาวอย่างขำๆ “งั้นพิสูจน์มาสิ”

“พิสูจน์อะไรเล่า”

“ว่าที่ผ่านมาเธอไม่เคยชอบวาริช…”

“ง่ายจะตาย ฉันไม่เคยคุยดีกับเขา เจอกันทุกทีก็คอยหาเรื่องตลอด คนแบบนี้ไม่ใช่ชายในฝันของฉันเลยสักนิด” ธารารินอธิบายด้วยท่าทางราวกับคนถือไพ่เหนือกว่า

…แต่เสียใจ ครั้งนี้ชัยชนะต้องเป็นของเพลิงฟ้าเท่านั้น!

“งั้นอธิบายไอ้เจ้านี่มาสิ”

“อะ… อะไร” ธารารินเริ่มหน้าแดงระเรื่ออีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทถืออะไรไว้ในมือ “ไปเอามาจากไหน เอาคืนมานะ!”

ในสายตาของคนอื่นก็คงเห็นว่ามันเป็นพวงกุญแจตุ๊กตาธรรมดาๆ ทว่าเพื่อนสนิทที่รู้ไส้รู้พุงกันมานานย่อมรู้ดีว่ามันมีอะไรมากกว่าที่’เห็น’

มันเป็นพวงกุญแจตุ๊กตาเด็กผู้หญิงหน้าตาทะเล้นตัวหนึ่ง สวมชุดสีม่วงอ่อนและเขียนคำว่า ‘ซื่อ’ ตัวโตเด่นสะดุดตาตรงช่วงตัว ซึ่งมันเป็นหนึ่งในของฝากจากวาริชที่หนีไปเที่ยวบ้านเกิดที่ภาคอีสานเมื่อสมัยขึ้นระดับชั้นมัธยมปลายหมาดๆ และนำมาแจกเพื่อนๆ ทุกคนในห้องไม่เว้นกระทั่งครูอาจารย์ ที่ตุ๊กตาแต่ละตัวก็จะมีคำเขียนตรงชุดแตกต่างและไม่ซ้ำกันเลย

และแน่นอนที่สุดว่า… ตุ๊กตาเด็กหญิง ‘ซื่อ’ คือของฝากที่มีธารารินเป็นเจ้าของคนปัจจุบันนั่นเอง

“ตั้งเกือบสิบปีแล้วนะ” เพลิงฟ้าหรี่ตามอง “ถ้าไม่ใช่ของสำคัญ ทำไมต้องเก็บไว้ดีขนาดนี้ด้วย”

“ดูสิๆ ฝุ่นสักนิดก็ไม่มี”

ธารารินเม้มปากก่อนเอ่ยเสียงเข้ม “เอาคืนมาเถอะน่า”

“ตอบมาก่อนสิ นายวาริชก็รอฟังอยู่นะ”

“ให้ตายเถอะ!” คุณครูสาวสบถอย่างอดไม่อยู่ “โอเค! ฉันยอมรับก็ได้ว่าเคยแอบปลื้มนายวาริชอยู่เลยเก็บไว้ในลิ้นชักตู้หนังสือ”

“เพราะว่าตรงนั้นก็ไม่ค่อยมีคนไปยุ่งย่าม แถมไม่ค่อยสกปรกเลยเก็บของได้สบายๆ เลย… แต่ฉันเก็บไว้นานเกินจนจำไม่ได้ว่าเก็บไว้ที่ไหน เลยปล่อยทิ้งไว้ในลิ้นชักทั้งแบบนั้น”

วาริชฟังแล้วอมยิ้มก่อนพูดประโยคเด็ดออกมา “ปลื้มก็คือชอบ เธอจะอ้อมค้อมทำไม”

“และถึงมันจะเป็นแค่อดีต แต่มันก็มีผลต่อปัจจุบันไม่ใช่หรือ ยิ่งรู้ว่าเธอเก็บมันไว้แบบนั้นโดยไม่ทำอะไรกับมันเลย ฉันก็ดีใจ… ดีใจมากๆ”

“คะ… ใครบอก! ฉันเกือบโยนทิ้งอยู่ตั้งหลายรอบ แอบตัดเสื้อสีม่วงนั่นก็ด้วย!”

เขาฟังแล้วหัวเราะในลำคอ “แล้วทำไมเธอถึงไม่เห็น ‘เจ้านี่’ เล่า… ยัยซื่อ”

ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินไปคว้าพวงกุญแจนั่นจากเพลิงฟ้าหน้าตาเฉย ก่อนถลกเสื้อของตุ๊กตาเด็กหญิงตัวนั้นให้ธารารินดูใกล้ๆ และพบว่ามีบางอย่างถูกซ่อนอยู่ภายใน… แหวนพลาสติกสีม่วงกับคำว่า ‘with love’

“นี่คือหนึ่งในสาเหตุที่ฉันแกล้งเธอ อุตส่าห์ใส่คำสารภาพผ่านของไปให้ จะตอบรับสักคำก็ไม่มี จะปฏิเสธสักทีหรือก็ไม่ ฉันเลยทั้งชอบทั้งหมั่นไส้เธอ… รู้ตัวบ้างไหมยัยเซ่อ อ๊ะ!” เขาอุทานเมื่อสุดท้ายคนที่ยืนหน้าแดงอยู่นานถลาเข้ามากอด

วาริชยิ้มอ่อนโยนพร้อมสวมกอดตอบ ก่อนพูดออกมาอีกครั้ง “หวังว่าครั้งนี้ฉันจะได้ยินคำตอบจากเธอสักทีนะ… ธาราริน”

“ฉันยอมแล้ว” หญิงสาวซ่อนยิ้มกว้างกับแผ่นอกกว้างของเขา เธอยอมแพ้ตั้งแต่เห็นแหวนพลาสติกที่เป็นสีโปรดกับข้อความสั้นๆ นั่นแล้ว… แพ้ราบคาบอย่างไม่มีทางเอาชนะได้อีก

อันที่จริง แค่ในคืนนั้นที่เขาสวมทักซิโด้สีขาวสะอาดเข้ากับชุดของเธอ… เห็นเพียงครู่เดียว หัวใจที่เคยแค่ปลื้มก็คิดไกลไปกว่านั้นเสียแล้ว

…แน่นอนว่า เธอจะไม่บอกเรื่องนี้กับเขาเด็ดขาด!

ในขณะเดียวกัน เพลิงฟ้าที่อยู่ร่วมเหตุการณ์หวานชื่นครั้งนี้ก็ทำการถ่ายภาพการสวมกอดแสนหวาน และนำไปแชร์ต่อในกลุ่ม ‘สมาคมคนเชียร์วาริช-ธาราริน’ พร้อมข้อความเด็ดประกอบภาพว่า

‘Happy Ending! ในที่สุดก็ลงเอยกันด้วยดีจนได้ สถานีต่อไป… รองานแต่งจ้า!’

 

– ณฐกันยา –

 

Don`t copy text!