โรส…หญิงสาวข้างบ้าน

โรส…หญิงสาวข้างบ้าน

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

ทันทีที่ได้ยินเสียงประตูรั้วจากข้างบ้านเลื่อนบนราง ผมก็รีบเผ่นออกประตูบ้านตัวเองทำท่าเหมือนกำลังจะออกไปรดน้ำต้นไม้ โรส… สาวข้างบ้านคนสวยกำลังจะขับรถออกไปธุระพร้อมกับเจ้าปลาทู สุนัขพันธ์ปั๊กแสนน่ารักของเธอ

“ไปทำงานแต่เช้าเลยนะครับ” ผมทักทายด้วยรอยยิ้มข้ามรั้วบ้านความสูงเพียงอก

“ใช่ค่ะ พอดีวันนี้โรสมีนัดเรื่องงานค่ะ”

แล้วโรสก็อุ้มเจ้าปลาทูวางบนเบาะหน้ารถอย่างทะนุถนอมก่อนขับรถเก๋งออกไปจากบ้าน ผมมองตาม… แค่ได้เห็นหน้าของเธอก็ทำให้เช้าวันนั้นของผมกลายเป็นสีชมพูขึ้นมาทันที มันมีผลกับงานเขียนของผมเป็นอย่างยิ่ง เพราะวันไหนที่ผมไม่เห็นใบหน้าของเธอผมมักสมองตื้อเขียนอะไรไม่ได้สักหน้า

แต่วันนี้นอกจากผมจะเขียนหนังสือได้ลื่นไหลแล้วยังเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาในตอนที่กำลังรัวนิ้วอยู่บนแป้นพิมพ์ ผมกำลังเขียนนิยายย้อนยุคที่ตัวเอกของเรื่องสามารถย้อนเวลากลับไปอดีตได้โดยเข้าไปยืนหลับตากลั้นหายใจในตู้เสื้อผ้าโบราณ

ความคิดแปลกๆ ที่ว่าเกิดขึ้นมาได้ยังไงผมก็ไม่รู้ได้

‘ถ้าเกิดว่าเรากลายเป็นปลาทู… สุนัขตัวโปรดของเธอก็คงจะดี เราจะได้อยู่ใกล้ชิดกับเธอตลอดเวลาและอาจได้นอนบนเตียงเดียวกับเธอด้วย’

ผมคิดไปได้ขนาดนั้นและไม่ยอมหยุดคิดคงเป็นเพราะความคลั่งไคล้โรสอย่างโงหัวไม่ขึ้นนั่นเองและไม่ยอมหยุดเพียงเท่านั้นผมยังคิดต่อ

‘ทำอย่างไรนะถึงจะได้กลายเป็นเจ้าปลาทู’ แน่นอนว่าจะเป็นการกลายร่างเพียงชั่วคราวเท่านั้นเพราะถึงอย่างไรผมก็ยังอยากเป็นคนอยู่

ความคิดพิสดารนี้ถ้าใครมองว่าแปลกก็อยากจะบอกให้รู้เสียก่อนว่า โรส เป็นผู้หญิงที่มีผิวขาวเนียนละเอียด หุ่นสูงเพรียวมีโค้งเว้าที่เห็นได้ชัด ใบหน้าของเธอก็สวยแทบไม่มีที่ติราวกับเทพปั้นมา ทำให้นักเขียนธรรมดาๆ คนหนึ่งอย่างผมถึงกับอ้าปากค้างนับแต่วินาทีแรกที่เห็นว่าเธอย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านและที่สวรรค์ทรงโปรดนั่นคือ โรสมาอยู่ข้างบ้านผมเสียด้วย

ความจริงแล้วความคิดเรื่องสลับร่างนี้จู่ๆ ก็ไม่ได้หล่นใส่หัวผมมาทันที แต่โรสเองต่างหากที่เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน ขณะที่เธอชวนผมไปทานข้าวที่บ้าน… เลี้ยงเนื่องในโอกาสที่เราเป็นเพื่อนบ้านกัน

ในเย็นวันนั้นผมสั่นไปทั้งร่าง แทบนับนาทีให้ถึงเวลาหกโมงเย็นเร็วๆ เพื่อจะได้ไปเปิดประตูบ้านของโรส ผมก้าวเข้าไปพร้อมกับได้รับรู้กลิ่นหอมทันทีเหมือนเป็นกลิ่นของดอกกุหลาบ ปลาทู สุนัขพันธ์ปั๊กของเธอวิ่งเข้ามาหาเหมือนว่าเป็นเจ้าของบ้านนิสัยดี ช่างแสนรู้เสียจริงๆ

“โรสตระเวนดูบ้านเช่ามาหลายที่เลยนะคะกว่าจะตกลงเช่าที่นี่ และขอบอกเลยว่าโรสชอบตั้งแต่แรกและเห็นว่าโชคดีที่มีคุณชัชเป็นเพื่อนบ้าน ไม่แต่โรสนะคะที่ถูกชะตากับบ้านเช่าหลังนี้ แม้แต่ปลาทูเองก็ยังดีใจ” โรสกล่าวขึ้นหลังเรานั่งลงบนโต๊ะที่เธอจัดอาหารไว้เรียบร้อย

“แล้วเจ้าปลาทูมันดีใจยังไงล่ะครับ?” ผมถามพลางจ้องมองมัน

“มันจะขย่มตัวค่ะ แล้วหายใจถี่ทางปากจนเป็นเสียงแฮ่ๆ” โรสพูดพร้อมลูบหัวเจ้าสุนัขพันธ์ปั๊ก แล้วมันก็ทำท่าดีใจอย่างที่เธอบอกจริง ๆ

“แต่ผมไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องนี้ดีหรือเปล่า?”

“เรื่องอะไรหรือคะ?”

เธอถามพลางขมวดคิ้ว จะให้ผมไม่คลั่งเธอได้อย่างไรก็ในเมื่อขนาดเธอทำท่าทางเช่นนั้นเธอยังดูสวยทำให้ผมยิ่งอิจฉาเจ้าปลาทูเป็นที่สุดเพราะมันอยู่ในอ้อมกอดของเธอตลอด

“คือบ้านหลังนี้ที่ว่างก็เพราะ… โรสก็รู้ว่าคนไทยเรามักจะเชื่อถือเรื่องทางสามแพร่งว่าเป็นบ้านอาถรรพ์ที่ไม่มีใครอยากจะเข้ามาอาศัย บ้านหลังนี้ก็ว่างมาตั้งแต่สร้างเสร็จแหละครับ คุณโรสเป็นคนมาอยู่เป็นคนแรก ต้องขอโทษด้วยที่พูดให้โรสไม่สบายใจ”

“แต่โรสชอบบ้านหลังนี้นะคะ”

เธอชวนผมดื่มไวน์แดง และในระหว่างทานอาหารเธอก็ได้เล่าเรื่องอาชีพของเธอซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับวงการแฟชั่นและเครื่องประดับ เธอเป็นฝ่ายจัดหาเสื้อผ้าให้กับคนรวยพวกไฮโซ เรียกง่ายๆ ว่าเป็นผู้เชียวชาญที่คอยให้คำปรึกษา เธอได้เอ่ยชื่อคนดังในสังคมที่เป็นลูกค้าของเธอซึ่งฟังแล้วผมกลายเป็นคนกระจอกไปเลย

แต่ถึงอย่างไรผมก็กำลังนั่งอยู่กับเธอตามลำพังสองคนโดยไม่นับรวมเจ้าปลาทู

“ผมได้ยินโรสบอกกับคนดูแลบ้านว่าจะอยู่เพียงชั่วคราวเพราะบ้านของโรสกำลังซ่อมแซม”

“ใช่ค่ะ บ้านของโรสมีอายุมากแล้ว ก็เลยคิดว่าน่าจะซ่อมใหญ่สักครั้ง โรสก็เลยย้ายออกมาจนกว่าช่างจะซ่อมเสร็จ”

โรสเดินไปหยิบรูปมาใบหนึ่ง เธอยื่นให้หลังผมรับมาดูแล้วต้องอ้าปากค้างเพราะว่าบ้านหลังในรูปจะเรียกว่าคฤหาสน์ก็ไม่ผิดนักแม้ว่าจะดูเป็นรูปทรงโบราณไปบ้างแต่ผมไม่เห็นว่ามันจะทรุดโทรมตรงไหน บางทีดูจากรูปก็ไม่เหมือนของจริง และอีกอย่างหนึ่งความสนใจของผมอยู่ที่โรสในรูปภาพมากกว่า เธออยู่ในชุดกระโปรงยืนยิ้มให้กับกล้อง

“ภาพนี้โรสถ่ายกับคุณพ่อค่ะ ท่านชื่อ ไกร ”

ชายในรูปอยู่ในขั้นชราภาพมากนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกหน้าตาดูไม่ค่อยสดชื่นเท่าไร

“แล้วท่านไม่มาอยู่ด้วยหรือครับ?”

“ท่านไม่อยู่แล้วค่ะ ท่านจากไปเมื่อปีที่แล้วนี่เอง”

ถึงตอนนี้นี่เองที่ปลาทูเกิดเห่าขึ้นมาไม่หยุดจนโรสต้องก้มลงไปแนบหน้า ผมเดาว่าเธอคงคิดถึงพ่อของเธอมาก

“ไม่เป็นไรนะ ปลาทู อย่าเสียใจไปเลย” โรสลูบคางของสุนัขพันธ์ปั๊กจนมันครางหงิงๆ

“ผมเสียใจด้วยนะครับ”

โรสกอดเจ้าปลาทูแล้วลุกขึ้นเดินไปที่ตู้ไม้โบราณ เธอวางมันลงที่ตะกร้าบุนวมสำหรับสุนัขนอนเล่นซี่งวางอยู่ข้างหน้าตู้ไม้ใบนั้น

“ตู้ไม้ใบนี้เป็นของรักที่คุณพ่อหวงมาก โรสจึงเอามาด้วยและให้ปลาทูอยู่ใกล้ๆ”

“ดูจากรูปทรงและเนื้อไม้แล้วมันคงเก่ามากนะครับ” ผมคล้อยตามเธอ

ว่าไปแล้วตู้ไม้นั้นก็เป็นอย่างตู้เสื้อผ้าที่สามารถเห็นได้ทั่วไป ผมไม่ได้รู้สึกว่าจะมีอะไรที่ทำให้ใครต้องรักและหวงตู้ไม้โบราณใบนี้เลยสักนิด แต่โรสก็ลูบไล้ตู้นั้นอย่างอาลัยอาวรณ์

“พ่อบอกว่ามันเป็นตู้วิเศษพ่อจึงรักและหวงนักหนา ถึงกับสั่งให้โรสดูแลให้เป็นอย่างดี”

คำพูดของหญิงสาวราบเรียบเหมือนว่าเธอกำลังรำพึงรำพันออกมาด้วยอารมณ์คิดถึงพ่อ แต่คำพูดนั้นกลับมาสปาร์กในหัวของผมอย่างช่วยไม่ได้ ผมคิดเอาไว้นานแล้วว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตผมอยากจะเขียนนิยายย้อนยุคสักเรื่องเพื่อเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง …ตัวเอกของเรื่องจะย้อนเวลากลับไปในอดีตโดยตู้ไม้โบราณใบนี้

“พูดแล้วก็น่าขำนะคะ พ่อเชื่อเป็นตุเป็นตะว่าตู้ใบนี้สามารถทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถแลกเปลี่ยนร่างกันได้”

นี่ถ้าไม่ใช่อยู่บ้านของเธอและต่อหน้าเธอผมคงหัวเราะออกมา ถ้าสามารถเปลี่ยนร่างกันได้แล้วทำไมพ่อของเธอไม่แลกเปลี่ยนร่างกับคนอื่นจะได้อยู่นานๆ

“แต่การเปลี่ยนร่างนั้นเป็นการเปลี่ยนเพียงชั่วคราว ในช่วงพระอาทิตย์ลับไปและเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นอีกครั้งร่างทั้งสองก็จะกลับมาเป็นร่างเดิมโดยทันที”

เธอพูดราวกับว่าสามารถได้ยินความคิดผมอย่างนั้นแหละ ทำให้ผมชักสนใจ

“มันจริงหรือครับ?”

เจ้าของบ้านมองผมครู่หนึ่ง ในที่สุดโรสก็หัวเราะออกมาพลางส่ายศีรษะแล้วเดินกลับมาที่โต๊ะ

“โธ่ คุณชัชก็เชื่อเรื่องที่คุณพ่อบอกโรสหรือคะ?”

ผมไม่เชื่อหรอก แกล้งยิ้มกลบเกลื่อน อย่างน้อยๆ ผมก็ได้เรื่องกลับไปเขียนนิยายเรื่องใหม่แล้วพลางนึกขอบคุณตู้ไม้โบราณในใจ

“ได้เวลานอนแล้วล่ะค่ะ คุณชัช”

ในใจผมอยากจะนั่งคุยกับโรสทั้งคืนจนถึงเช้า แต่ผมก็ต้องกล่าวคำขอบคุณและขอโอกาสเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเธอบ้างเป็นการตอบแทน เธอกึ่งตอบรับกึ่งปฏิเสธซึ่งผมก็เข้าใจดีเราเพิ่งรู้จักกันเท่านั้น และนับตั้งแต่นั้นมาผมก็คอยแอบมองและคอยหาเวลาพูดคุยกับเธออยู่เสมอ และเหมือนว่าโรสก็รู้อยู่ในใจว่าไอ้หนุ่มนักเขียนข้างบ้านแอบมีใจให้เธอ

เวลาผ่านไปกว่าสองสัปดาห์พร้อมกับนิยายเรื่องใหม่ของผมเดินหน้าไปด้วยพล็อตตู้ไม้โบราณที่พระเอกมีอาชีพเป็นวิศวกรได้เข้าออกตู้ไม้เพื่อย้อนเวลากลับไปสมัยกรุงศรีอยุธยาและได้ช่วยชาวบ้านหมู่บ้านบางระจันทำถนนทำรถทำทั้งอาวุธเพื่อรบกับพม่าและเขาได้พบรักกับนางเอกซึ่งเป็นลูกสาวของหัวหน้าหมู่บ้าน

ผมหมายมั่นปั้นมือกับนิยายเรื่องนี้ว่าจะต้องขายดิบขายดีและแน่ใจว่ามันจะเป็นเช่นนั้นเมื่อเขียนไปได้เจ็ดสิบหน้า แล้ววันนั้นเองผมก็ได้ยินเสียงร้องไห้กระซิกๆ ดังมาจากข้างบ้าน นิ้วของผมหยุดรัวบนแป้นพิมพ์โดยพลัน ผมลุกขึ้นเดินออกไปยืนอยู่ใกล้รั้วจนแน่ใจว่าเสียงร้องไห้นั้นมาจากข้างบ้าน

สาวข้างบ้านนั่งอยู่ที่เก้าอี้ม้าหินตามลำพัง

“โรส เป็นอะไรหรือเปล่า?” ผมตะโกนถามด้วยความเป็นห่วง ก็จะมีโอกาสไหนแสดงความเป็นผู้นำสามารถปกป้องผู้หญิงตัวคนเดียวได้เท่ากับโอกาสเช่นนี้ละ

“ขอโทษด้วยค่ะที่เสียงของโรสรบกวนสมาธิการเขียนนิยาย”

“ไม่ใช่หรอกครับ ที่ผมออกมาเพราะเป็นห่วงโรสต่างหาก ว่าแต่โรสเป็นอะไรหรือครับ?”

“โรสสงสารปลาทูน่ะค่ะ มันซึมตั้งแต่เมื่อกลางวันแล้ว พอกลับมาถึงบ้านมันก็เอาแต่นอนไม่ยอมกินอะไรเลย”

“ผมขอเข้าไปดูปลาทูหน่อยได้หรือเปล่าครับ?”

โรสพยักหน้า ผมจึงเดินข้ามไปบ้านเธอ แต่พยายามซ่อนรอยยิ้มแห่งความดีใจที่ได้อยู่ใกล้เธอเอาไว้ เพียงแค่ผมได้อยู่ชิดติดจนได้กลิ่นหอมจากเรือนร่างของโรส ใจของผมก็เต้นรัวจวนจะทะลุออกมานอกอก เธอพาผมเข้าไปในบ้าน

ปลาทูนอนอยู่ในตะกร้าบุนวมใกล้ตู้ไม้วิเศษของพ่อเธอ พอเห็นคนเข้ามามันก็รีบครางหงิงเหมือนกับการเสแสร้ง ผมคิดไปเองว่าแววตาของมันยังสดใสดูไม่ใช่หมาป่วยเลยสักนิด

“น่าสงสารจังเลยนะครับ” ผมทำตาละห้อยลูบหัวปลาทู “แกไม่เป็นไรหรอก นอนพักมากๆ เดี๋ยวก็หายเนอะ”

ปลาทูทำเสียงแฮ่ๆ ตอบรับ

“แต่ติดว่าพรุ่งนี้โรสต้องมีธุระไปทำในตอนบ่ายน่ะสิคะ จะหอบหิ้วปลาทูไปด้วยเดี๋ยวอาการก็จะหนักกันไปใหญ่ เลยต้องทิ้งให้นอนอยู่บ้านตามลำพัง”

“อ๋อ เรื่องนั้นโรสสบายใจเถอะครับ ผมเขียนนิยายอยู่บ้านทั้งวันอยู่แล้ว โรสเอาปลาทูไปฝากกับผมได้เลยครับ ผมจะเปิดแอร์ฉ่ำๆ ให้นอนสบายไปเลย”

ผมยืดอกพูดด้วยความภูมิใจ สิ่งที่เธอรักผมต้องรักด้วยอย่างคำเก่าๆ ของฝรั่งที่ยังใช้ได้ดี ‘love me love my dog’

“ไม่ได้ๆ ทีแรกโรสก็คิดเช่นนั้นเพราะว่าในหมู่บ้านนี้โรสก็มีเพียงคุณชัชคนเดียวเท่านั้นที่สนิทกัน  โรสก็เลยจะอาศัย รบกวนแต่ปลาทูสิคะเป็นสุนัขที่นอนผิดที่ไม่ได้”

“ก็ยกตะกร้าที่นอนของปลาทูไปด้วยสิครับ ไม่ยากเย็นอะไร”

“คือตอนที่คุณพ่ออยู่ ถ้าปลาทูไม่ได้ไปนอนบนเตียงกับโรสปลาทูก็นอนใกล้ตู้ไม้ใบนี้แหละค่ะ พ่อเคยพาปลาทูไปนอนที่อื่นก็เอาแต่ร้องทั้งคืนจนต้องพากลับมานอนที่บ้านใกล้กับตู้”

“งั้นเอาอย่างนี้ดีไหมครับ” ผมพยายามหาทางออกที่ดีที่สุดทั้งเพื่อปลาทูและเพื่อผมด้วย “ผมจะยกโน้ตบุ๊กมาเขียนนิยายบนโต๊ะอาหารตรงนั้น เป็นเพื่อนปลาทูจนกว่าโรสจะกลับมาจากธุระ”

ผมรู้สึกเหมือนว่าโรสจะโผเข้ากอดผมทันทีที่พูดจบแต่เธอเพียงแค่ดึงมือผมไปบีบด้วยความดีใจเท่านั้น

“โรสไม่รู้ว่าจะขอบคุณยังไงดีที่คุณชัชกรุณากับปลาทูและโรสมากเท่านี้”

ผมสัญญากับตัวเองว่าคืนนี้ผมจะนอนเอาใบหน้าทับมือข้างนี้ไว้ทั้งคืนเพื่อดมกลิ่นของเธอที่ติดมา และผมต้องเขียนนิยายโดยใช้มือเพียงข้างเดียวอีกข้างจิ้มแป้นพิมพ์แม้นว่ามันจะช้าไม่ทันใจก็ตาม

“ตกลงตามนี้นะครับ”

เธอพยักหน้าดีใจและยังยิ้มค้าง แววตาคู่นั้นบอกว่าเธอเชื่อมั่นในตัวผม เมื่อเดินไปถึงประตูรั้วเหมือนมีบางอย่างหยุดผมเอาไว้แล้วหันหลังกลับไปหาเธอ

“ผมขอรบกวนถามอะไรโรสอย่างหนึ่งได้หรือเปล่าครับ?”

“มีอะไรหรือคะ?”

“ก่อนอื่นผมต้องขอโทษที่เพิ่งมาบอกว่าผมได้เริ่มเขียนนิยายเรื่องใหม่โดยนำเอาลักษณะตู้ไม้โบราณของคุณพ่อมาเป็นพล็อตเรื่อง”

“คงไม่เป็นไรมั้งคะ ท่านคงไม่ว่าอะไร”

“ทีนี้ผมเขียนๆ ไปแล้วเกิดนึกไม่ออก มันตันขึ้นมาดื้อๆ เลยอยากจะถามโรสว่าการเข้าไปอยู่ในตู้ใบนั้นเพื่อแลกเปลี่ยนร่างต้องมีวิธีการอย่างไรหรือครับ?”

“คุณพ่อเคยบอกว่า เมื่อปิดตู้สนิทแล้วสองชีวิตที่เข้าไปต้องกอดกันแน่น “เธอทำท่าวาดแขนเป็นวง “แล้วพูดคำว่า… เจ้าจงมา… ข้าจงไป… สลับกันไปเรื่อยๆ แล้วสองชีวิตจะแลกเปลี่ยนร่างกัน ตั้งแต่หลังพระอาทิตย์ตกจนถึงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ร่างก็จะกลับมาเช่นเดิม”

“…เจ้าจงมา…ข้าจงไป…” ผมพูดทวน แล้วบอกกับเธอ “ผมจะเร่งเขียนนิยายเรื่องนี้ให้จบ ขอขอบคุณโรสมากนะครับที่ทำให้ผมมีพล็อตเขียนนิยาย”

รอยยิ้มของโรสอ่อนโยนตราตรึงใจผมอย่างไม่รู้ลืม จนคิดว่าในวันข้างหน้าหากถึงวาระสุดท้ายในชีวิตผมอยากจะคิดถึงแต่รอยยิ้มนี้ ผมกลับมาพิมพ์นิยายด้วยมือข้างเดียวโดยเปลี่ยนชื่อนางเอกนิยายมาชื่อว่ากุหลาบเพื่อให้ระลึกถึงโรส สาวข้างบ้าน

เช้าวันรุ่งขึ้นผมตื่นนอนแต่เช้าออกไปตักบาตรพระแล้วกลับมาจัดบ้านกวาดถูให้สะอาดหลังจากไม่ได้ทำมานานสองเดือนเข้าไปแล้วเพราะหมกมุ่นอยู่กับนิยาย ผมคิดไปเองว่าในวันอันใกล้นี้โรสคงตกปากรับคำมากินมื้อเย็นกับผมที่บ้าน และจากนั้นเราก็จะกลายเป็นคนสนิทกันมากกว่าเพื่อนบ้านก็เป็นได้ ต้องขอบใจปลาทูที่ติดตู้ไม้จนนอนที่อื่นไม่หลับ

และแล้วเวลาบ่ายก็มาถึง แม้ว่าใจของผมจดจ่ออยู่กับสาวข้างบ้านตั้งแต่เมื่อคืนแต่ผมก็ต้องทำเป็นว่ากำลังยุ่งอยู่กับการเขียนนิยายจนเสียงเรียกดังขึ้น

“คุณชัชคะ”

ผมรีบหอบโน้ตบุ๊กออกไปหาโรสที่บ้าน เธอมีสีหน้าดีใจอย่างเห็นได้ชัด

“ทำธุระให้สบายใจนะครับ ไม่ต้องห่วงทางนี้ เดี๋ยวผมจะไม่ยอมห่างปลาทูเลย”

โรสอุ้มปลาทูขึ้นมาจุ๊บปากทีหนึ่งจนผมนึกอิจฉาสุนัขแล้วเธอเดินอุ้มมันไปวางลงในตะกร้าข้างตู้ไม้ใบเดิมที่ตั้งทะมึนพิงข้างฝาอยู่

“ไปก่อนนะคะ แล้วคืนนี้โรสจะพาปลาทูไปนอนบนเตียงด้วยกัน”

ความอิจฉากัดกินในใจผม เพราะปลาทูเป็นสุนัขจึงได้นอนกับสาวสวยอย่างโรส แต่ผมซึ่งเป็นคนเธอกลับเพียงโบกมือให้ก่อนขึ้นรถเก๋งขับออกไปจากบ้าน ผมเป่าปากแล้วหันหน้าไปบอกกับปลาทู

“ฉันอิจฉาแกจริงๆ ว่ะ ”

ผมตั้งใจจะให้นิยายจบลงภายในเดือนหน้า เพื่อจะได้กลับมาแก้ไขเนื้อเรื่องให้กระชับอีกครั้งก่อนส่งให้ บก.สำนักพิมพ์อ่าน จึงตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์ไม่หยุดให้ทันความคิดในหัวที่ไหลออกมาราวกับสายน้ำ ส่วนปลาทูก็ไม่ได้สร้างปัญหาให้แต่อย่างใด มันนอนนิ่งแต่ไม่ได้หลับตา

มันเอาแต่นอนจ้องหน้าผมอยู่เช่นนั้น

จนถึงเวลาหัวค่ำผมจึงลุกขึ้นจากโต๊ะเพื่อยืดเส้นยืดสายไล่ความปวดเมื่อย อีกสักพักโรสคงจะกลับมาถึงบ้าน ผมต้องไปล้างหน้าตาให้สดชื่นเสียหน่อย

“ฉันน่ะแอบชอบเจ้านายแก รู้หรือเปล่าล่ะ?” ผมพูดกับปลาทูหลังกลับมาจากห้องน้ำ “และอิจฉาที่คืนนี้แกจะได้นอนกับเธอ”

ผมนั่งลงพิมพ์นิยายได้อีกสองหน้ากระดาษก่อนนิ้วที่กำลังรัวบนแป้นพิมพ์หยุดเอาเสียดื้อๆ

‘…เจ้าจงมา…ข้าจงไป…’  เสียงนั่นมันก้องอยู่ในหัวผม

ผมพยายามพิมพ์นิยายต่อแต่ไม่รู้ว่ากำลังพิมพ์ว่าอะไร จนต้องลบทิ้งไป

‘…แล้วสองชีวิตจะแลกเปลี่ยนร่างกัน ตั้งแต่หลังพระอาทิตย์ตกจนถึงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ร่างก็จะกลับมาเช่นเดิม…’

เสียงนั้นก้องขึ้นอีกในหัวมันวนซ้ำเหมือนใครไปตั้งโปรแกรมเอาไว้ ผมจึงหันไปมองหน้าปลาทูและเลิกตามองตู้ไม้ที่อยู่ด้านหลัง

‘…เจ้าจงมา…ข้าจงไป…’

มันจะเป็นอย่างไรถ้าหากว่าได้มีโอกาสนอนอยู่บนเตียงเคียงข้างกับโรสทั้งคืน พอถึงเช้าก็กลับกลายมาเป็นคนเดิม … มันคงดีไม่น้อย

ผมพยายามปัดความคิดที่วนเวียนทิ้งไปดึงสติที่หลุดโลกให้กลับมาอยู่กับหน้าจอโน๊ตบุ๊ก แต่ผมทำไม่ได้ทั้งกลับลุกขึ้นยืนเหมือนคนควบคุมตัวเองไม่อยู่ รอยยิ้มอันแสนหวานแสนอ่อนโยนของโรสกลับมาในความคิดคำนึง ผมต้องการเธอจนควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว

ผมกำลังเดินไปหาปลาทู

“ฉันรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้แต่แกช่วยฉันหน่อยเถอะ ลองเข้าไปทำดูให้รู้ไปแล้วฉันจะได้เลิกคิดถึงมันเสียที” ผมอุ้มปลาทูไว้มือหนึ่งแล้วเปิดประตูตู้

“หวังว่าแกจะไม่ปากโป้งไปฟ้องเจ้านายแกนะ”

ผมกอดปลาทูเอาไว้แล้วปิดประตูให้สนิท จมอยู่กับความมืดที่มีมีกลิ่นอับชื้น

“…เจ้าจงมา… ข้าจงไป… เจ้าจงมา… ข้าจงไป… เจ้าจงมา… ข้าจงไป…”

เพียงท่องได้แค่สามจบหัวของผมก็แทบระเบิดจนเปล่งเสียงอะไรออกมาไม่ได้ มีความรู้สึกราวกับโดนไปชอร์ตไปทั่วทั้งร่าง ซ้ำมีแสงสว่างแวบๆ เต็มไปหมดเหมือนคนมีอาการมึนงงเห็นดาวบนหัว

 

“คุณไกรคะ โรสคิดถึงคุณจังเลย”

เหมือนว่าหูผมแว่วไป… แต่เสียงที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงของโรสอย่างแน่นอน

“ผมก็คิดถึงโรส ไม่นึกเลยว่าต้องทนอยู่ในร่างหมานานถึงขนาดนี้ จนผมชักไม่แน่ใจว่าจะยืนฉี่อย่างคนเป็นหรือเปล่า?”

ผมพยายามลืมตาขึ้น ไม่แน่ใจว่าโรสกำลังคุยกับใคร

“ทำไงได้ล่ะคะ ก็ตอนนั้นเราหาร่างคนไม่ทัน คุณไกรก็เลยต้องอาศัยร่างหมาไปก่อน แต่ยังดีนะคะ…ทีแรกโรสไม่แน่ใจว่าเจ้านักเขียนคนนี้จะเป็นคนที่เชื่อคนง่าย หมอนี่แววตาช่างหื่นเอาเสียจริงๆ ตอนที่เขามองโรส นับว่าคุณไกรมองคนไม่ผิดเลยค่ะ”

“เดี๋ยวนี้ชักหลอกคนยากขึ้นกว่าแต่ก่อน ซ้ำร้ายการสลับร่างแบบนี้จะไม่ได้ผลถ้าหากว่าเหยื่อไม่มีความเชื่ออย่างสนิทใจก็ไม่สามารถเข้าร่างใหม่ได้”

“แต่คุณไกรไม่ต้องห่วงหรอก ร่างใหม่นี้ก็ทำให้เราอยู่กันได้นาน แล้วค่อยหาวิธีใหม่ๆ มาแลกเปลี่ยนวิญญาณกันต่อไปอย่างที่เราทำกันมาเป็นร้อยปี”

พวกเขาพูดอะไรกัน ผมไม่เข้าใจแต่จำได้ว่าชื่อ ‘ไกร’ เป็นชื่อพ่อของโรส ผมพยายามลืมตาขึ้นมอง จนสามารถเห็นว่าโรสกำลังกอดกันกลมกับผมที่เป็นคน หรือพูดอีกอย่างเธอกำลังกอดกับเจ้าปลาทูในร่างของผมในขณะที่ผมเป็นสุนัขพันธ์ปั๊กนอนอยู่ในตะกร้า

ผมหลับไปนานพอสมควรเมื่อมองดูนาฬิกาข้างฝาเวลาเกือบจะหกโมงเช้าแล้ว อีกไม่นานฟ้าก็จะสว่าง ผมจะได้คืนร่างแล้วกลับบ้านเสียที

ผมนอนลุกไม่ขึ้น แม้จะขยับร่างยังไงแขนขาก็ไม่กระดิกจนขอบฟ้าภายนอกเริ่มเป็นสีทองและแสงจ้าเริ่มสาดเข้ามาในบ้าน ความหวังของผมเริ่มเลือนรางลงทุกขณะๆ

‘…เจ้าจงมา… ข้าจงไป… แล้วสองชีวิตจะแลกเปลี่ยนร่างกัน ตั้งแต่หลังพระอาทิตย์ตกจนถึงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ร่างก็จะกลับมาเช่นเดิม…’

ฟ้าสว่างจนแดดแจ๋แต่ร่างไม่กลับเป็นร่างเดิม ผมโดนนางปีศาจสาวหลอกเข้าให้แล้ว แต่ยังดีที่ผมได้พล็อตเรื่องสั้นมาเขียนเรื่องหนึ่ง ผมก้มมองนิ้วเท้าสั้นๆ ของตัวเอง แต่ชักไม่แน่ใจว่ามันจะกดลงบนแป้นพิมพ์ได้หรือเปล่า?

 

– นางรำ –

Don`t copy text!