เฟื่องฟ้าและบึงใหญ่

เฟื่องฟ้าและบึงใหญ่

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

เช้าวันหนึ่งในปลายเดือนกรกฎาคม ท้องฟ้าดูหม่นมัวอึมครึม ถึงแม้จะยังไม่สายมากแต่อากาศกลับร้อนจนเกือบทนไม่ไหว ฉันยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์เพื่อจะเดินทางไปทำงานอย่างในทุกๆ วัน แต่เมื่อเห็นว่ารถสายที่รอยังไม่มาสักทีจึงเดินไปนั่งรอในป้ายรถเมล์

ฉันจ้องมองไปยังการจราจรจอแจของเช้าวันทำงานที่ผู้คนต่างเร่งรีบ ก่อนจะรีบวิ่งขึ้นรถเมล์ที่กำลังรออยู่ซึ่งมาถึงพอดี

จากวันนั้น ฉันก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ทั้งเรื่องที่ว่าตอนเช้านี้จะกินอะไรดี อาหารแช่แข็งและขนมปังในร้านสะดวกซื้อก็กินแล้วแทบจะทุกเมนู และความคิดเรื่อยเปื่อยนั้นก็สิ้นสุดลงแค่นั้น เมื่อระยะทางจากคอนโดฯ ไปยังที่ทำงานใกล้กันแค่ระยะทางสองกิโลเมตร

ฉันเดินข้ามสะพานลอยเพื่อไปยังออฟฟิศอันแสนน่าเบื่อ บนนี้สามารถมองเห็นอาคารพาณิชย์สามชั้นเก่าโทรมหลังใหญ่หลังหนึ่งได้ถนัดตา เมื่อราวหนึ่งอาทิตย์มันก่อนยังถูกปกคลุมไปด้วยหมู่ต้นไม้นานาชนิดจนมองไม่เห็นตัวบ้าน ในบรรดาพืชพรรณเหล่านั้นมีสิ่งที่สะดุดตาฉันมากที่สุดอยู่อย่างหนึ่ง…

มันคือช่อดอกเฟื่องฟ้าออกดอกสีชมพูสดใสที่โผล่พ้นหมู่แมกไม้ที่ด้านหน้าประตูรั้วใหญ่นั่นเอง

ฉันรู้สึกชอบต้นต้นเฟื่องฟ้านั้นมากถึงขนาดถ่ายรูปเก็บไว้ ก่อนที่เหล่าต้นไม้หนาทึบไม่เจริญตาพวกนั้นก็ถูกตัดจนโล่งเผยให้เห็นอาคารพาณิชย์เก่าร้างสามชั้นที่อยู่ถัดเข้าไปด้านใน เหลือดอกสองสามดอกบนปลายไม้สูงลิบๆที่เจ้าของยังอุตส่าห์เหลือไว้ให้ฉันดูต่างหน้า

“ยังอุตส่าห์จะเหลือไว้นะ” ฉันคิดกับตัวเอง ขณะที่สายตาเลื่อนออกไปจับจ้องต้นเฟื่องฟ้าเหล่านั้น

ฉันเหม่อดูต้นเฟื่องฟ้าและต้นไม้อื่นๆ ที่แทบไม่รู้จักซึ่งถูกตัดออกจนใบโล่งโกร๋นจนเกือบจะตกบันไดสะพานลอย ก่อนจะแวะไปซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งซึ่งขายดิบขายดีที่เพิ่งจะเปิดได้ไม่นานนี้

เมื่อเข้าไปในออฟฟิศที่มีโต๊ะเรียงรายกันอยู่เต็มชั้นกว้างๆ ด้วยอารมณ์เบื่อหน่ายอย่างเคย ก็เห็นข้อความจากกรรมการผู้จัดการสาวใหญ่ไฟแรงที่ว่ากันว่าเพิ่งกลับมาจากเมืองนอกติดไว้ตรงประตูเกือบจะทั่วทุกชั้นของบริษัท มันเป็นคำขวัญเชยๆ ที่น่าเบื่อไปไม่น้อยกว่างานประจำวัน

“ไม่เคยมีใครตายเพราะงานหนัก แต่ไม่มีงานทำให้คนตาย จงภูมิใจที่ยังมีงานทำ”

รินรดา เจริญสุขพาณิชย์ คือชื่อของกรรมการผู้จัดการสาวคนนั้น

‘คนรวยที่เกิดมาบนกองเงินกองทองอย่างคุณจะไปรู้อะไร’ ฉันคิดในใจ

ช่วงบ่ายแก่ๆ จวนจะเลิกงานเป็นประจำของทุกวัน ฉันจะต้องเดินเข้าไปชงกาแฟในห้องครัว และในวันนี้ก็ไม่ต่างกัน ในขณะกำลังดื่มด่ำกับกาแฟรสเปรี้ยวที่กำลังร้อนจนแทบลวกปาก ฉันก็หันหน้าออกไปยังบานกระจกบานใหญ่ของห้องครัวบนชั้นสามสิบเอ็ด จากตรงนั้นจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ด้านล่างได้อย่างชัดเจนและหนึ่งในนั้นก็คืออาคารพาณิชย์เก่าโทรมสามชั้นที่เห็นเป็นประจำ ซึ่งบัดนี้มันกำลังตกอยู่ภายใต้เงามืดของเมฆดำก้อนใหญ่ และเนื่องจากต้นไม้รกครึ้มได้ถูกตัดไปมากจนทำให้มองเห็นบึงสีเขียวเข้มที่ใหญ่พอควรด้านหลัง ซึ่งฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีอยู่

ฉันยืนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยระหว่างยืนจิบกาแฟ ฉับพลันก็ได้ยินเสียงของแม่บ้านประจำชั้นดังขึ้นด้านหลัง

“ที่ดีๆ แบบนี้ ถ้าทุบตึกนั่นทิ้งซะ แล้วเอาไปทำอย่างอื่นคงกำไรโขเลยล่ะ นี่ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ น่าเสียดายแย่”

เมื่อถูกขัดจังหวะการกินกาแฟที่ฉันอุตส่าห์หลีกเลี่ยงช่วงเวลาคนเยอะมาได้ ฉันก็เผลอย่นจมูกด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ดูเหมือนว่าป้าแม่บ้านจะไม่รู้แต่อย่างใด ยังคงพูดต่อไปอย่างคนช่างจ้อ

“ป้าได้ยินว่าจริงๆ แล้วมีคนมาขอซื้อตั้งหลายคนแล้วล่ะ แต่เห็นว่าเจ้าของอยู่เมืองนอกก็เลยยังขายไม่ได้”

“เหรอคะ” ฉันตอบออกไปด้วยเสียงเนือยๆ

“ใช่ แต่จริงๆ แล้วนะคุณ เขาว่ากันว่าเจ้าที่ตรงนั้นแรง ไม่ยอมให้แกขาย แกเลยขายไม่ได้” เมื่อเรื่องราวชักจะเฉไฉออกไปจากที่สนใจ ฉันจึงทำท่าเหลือบมองนาฬิกาที่ใกล้จะเลิกงานแล้ว

“หนูกลับโต๊ะก่อนนะคะ ใกล้เลิกงานแล้ว” ฉันตัดบทก่อนแล้วจึงค่อยๆ ลุกออกไป ซึ่งป้าแม่บ้านก็ไม่ได้รั้งฉันเอาไว้แต่อย่างใด เพียงแต่ทำหน้าประมาณว่าไม่อยากฟังฉันไม่เล่าก็ได้

ฉันกลับไปถึงโต๊ะทำงานก็นั่งดูอะไรไปเรื่อยเปื่อยก่อนจะไปสะดุดกับโพสต์หนึ่งบนเฟซบุ๊ก

‘นักธุรกิจสาวเผย เกือบฆ่าตัวตายในวันที่สิ้นหวัง มาฟังความจริงจากปากเธอว่าเกิดอะไรขึ้น’

หน้ากรอบในข่าวนั้นมีรูปเอียงข้างของหญิงสาวหน้าตาสะสวยและดูฉลาดเฉลียวในเวลาเดียวกันเด่นหราอยู่ แต่สิ่งที่ฉันสนใจเป็นชื่อของเธอต่างหาก

‘รินรดา เจริญสุขพาณิชย์ นักธุรกิจสาวไฟแรง เผยว่าวันนั้นเธอเกือบจะกระโดดสะพานลอยฆ่าตัวตาย หากไม่มีหญิงสาวปริศนาโผล่เตือนสติและช่วยชีวิตเอาไว้’

“วันนั้นฉันคงไม่ได้รับโทรศัพท์ของคุณแม่และได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อังกฤษจนทำให้มีทุกวันนี้ ถ้าไม่มีพี่สาวคนหนึ่งมาดึงตัวฉันที่กำลังจะกระโดดสะพานลอยเอาไว้พร้อมกับพูดเตือนสติ” รินรดากล่าว

“หืม มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย” ฉันพึมพำกับตัวเองก่อนจะเงยหน้ามองเมฆฝนด้านนอกหน้าต่างกระจกที่ตอนนี้มันทวีความมืดครึ้มยิ่งกว่าเก่า เมื่อเห็นดังนั้นฉันจึงทิ้งเรื่องคุณรินรดาไว้และรีบปิดคอมพิวเตอร์พร้อมกับเก็บของอย่างรวดเร็ว

5.00 PM….

และแล้วเวลาเลิกงานของชาวออฟฟิศทั้งหลายก็มาถึง ฉันรีบมุ่งหน้าไปยังที่ตอกบัตรทันทีเพื่อจะกลับไปให้ทันก่อนฝนจะตก หากหมู่เมฆที่มืดครึ้มมาตั้งแต่สี่โมงเย็นก็กลับไม่ยอมอดทนให้ฉันได้ถึงที่พักเสียก่อน

ในระหว่างกำลังวิ่งอยู่บนสะพานลอยนั้นเอง ฉันก็ถูกฝนเม็ดหนาหนักสาดซัดลงมาอย่างแรง

“ให้มันได้อย่างนี้สิน่า”

ถึงฉันจะพกร่มสีแดงสดใสมาในกระเป๋าสีเดียวกันด้วยแต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ในสภาพฝนที่ตกหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตาแบบนี้ ฉันวิ่งลงสะพานลอยก่อนจะไปหยุดยืนหลบฝนอยู่หน้าอาคารพาณิชย์สามชั้นที่ตอนนี้ประตูรั้วเปิดแง้มไว้เล็กน้อย

เมื่อสอดสายตามองเข้าไปก็เห็นศาลาหลังหนึ่งที่ดูเหมือนพอจะกันลมกันฝนได้ดีทีเดียวแม้จะดูวังเวงนิดหน่อยก็ตาม ระหว่างนั้นคนก็วิ่งเข้ามาหลบฝนตรงที่ฉันยืนอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งตกอยู่ในสภาพเบียดเสียดกันจนแทบจะไม่มีที่เหลือให้ยืน

ไม่รู้เพราะความแออัดที่ป้ายรถเมล์ หรืออะไรอย่างอื่นที่ดลใจให้ฉันวิ่งเข้าไปพักในศาลาหลังนั้นเพื่อรอให้ฝนซา ด้วยลมแรงขนาดนี้ถึงจะมีร่มฉันก็คงต้องเปียกไปครึ่งตัว ฉันยืนมองม่านน้ำที่สาดซัดลงมาจากหลังคาและไหลลงสู่พื้น มันกระเซ็นเป็นละอองน้ำในอากาศสะท้อนมากระทบตัวฉันจนผิวหนังและเสื้อผ้าชื้นไปหมด

“ยืนอยู่นี่กับรีบๆ เดินฝ่าฝนไปรอรถเมล์น่าจะเปียกพอกัน”

ฉันคิดก่อนจะเหลือบไปเห็นต้นเฟื่องฟ้าที่ออกดอกสีชมพูสดใสเต็มต้นไปหมด ดูเหมือนว่าเฟื่องฟ้าที่ฉันเห็นด้านนอกรั้วตอนที่เดินผ่านทุกวันจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งเพราะด้านในนี้เต็มไปด้วยเฟื่องฟ้าต้นเล็กปลูกเรียงแถวยาวอย่างเป็นระเบียบหายลับไปตรงด้านหลังอาคารพาณิชย์

อยู่ดีๆ ฝนก็ซาลงอย่างรวดเร็วจนพอจะกางร่มออกไปได้ ฉันจึงหยิบร่มออกมาเพื่อจะเดินออกไป แต่ดูเหมือนว่าฉันมัวแต่สนใจกับต้นเฟื่องฟ้าจนลืมสนใจประตูรั้วที่มันปิดลงตอนไหนก็ไม่รู้ ฉันรีบก้าวยาวๆ ไปที่ประตูรั้วด้วยความตกใจ และฉันก็ยิ่งตกใจมากขึ้นไปอีกเมื่อพยายามออกแรงเลื่อนเปิดอย่างไรมันก็ไม่ยอมขยับเขยื้อนราวกับว่าถูกล็อกจากด้านนอก

“ช่วยด้วยค่ะ ฉันติดอยู่ข้างใน มีใครอยู่ข้างนอกมั้ยคะ” ฉันตะโกนออกไปด้วยความตกใจแต่ก็ได้ยินเพียงความเงียบจากด้านนอก ฉันจึงตะโกนซ้ำแต่ก็พบว่าทุกอย่างยังคงเงียบเหมือนเดิม ฉันลองพยายามอีกสองสามครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล ครั้นจะปีน ประตูรั้วก็สูงเกินไปแถมยังไร้ที่ยึดเกาะอีกด้วย ฉันจึงตัดสินใจเดินกลับไปด้านในเพื่อดูว่ามีทางออกอื่นอีกหรือไม่

ตอนนี้ฝนซาลงมากจนกลายเป็นเกือบหยุดแล้วฉันจึงไม่ต้องการร่มอีกต่อไป ฉันเดินลัดเลาะไปตามพุ่มเฟื่องฟ้าที่เรียงรายเป็นแนวยาวเพื่อหาทางออกอื่น แต่กำแพงโดยรอบนั้นสร้างไว้อย่างมิดชิดแน่นหนาโดยที่ไม่มีทางออกอื่นๆ เลย

กว่าจะรู้ตัวอีกทีฉันก็พบว่าตัวเองกำลังเดินเข้าไปใกล้บึงใหญ่อันเงียบสงบ จากตรงนี้บึงนั้นดูใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก แถมบรรยากาศหลังฝนตกที่อากาศเย็นเยือกก็ยิ่งส่งให้บึงดูวังเวงน่ากลัวขึ้นอีกหลายเท่าตัว

รอบๆ บึงดังกล่าวล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ใหญ่ทึบหนาแน่น ดูแปลกแยกจากเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสี่เหลี่ยมสูงใหญ่อย่างสิ้นเชิง

ฉับพลันก็มีร่างหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากบึง ทำให้ฉันผงะถอยออกไปด้วยความตกใจ

สิ่งที่ฉันเห็นเป็นเงาทึบทึมสีน้ำเงินเข้มคล้ายร่างของคน แต่กลับไร้ซึ่งใบหน้าและรายละเอียดของส่วนที่ควรจะเป็นคน เงามืดนั้นพุ่งเข้ามาใกล้ฉันที่ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจ จากนั้นทุกอย่างก็พร่าเลือนพร้อมกับสติของฉันที่ขาดหายไป….

 

เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือแผดร้องขึ้นมา ฉันคว้ามันขึ้นมาเพื่อเลื่อนไปอีกสิบห้านาที ซึ่งมักเป็นเหตุที่ทำให้ฉันไปทำงานสายเป็นประจำ ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย ก่อนจะพยายามทบทวนความจำว่ากลับมาที่ห้องได้อย่างไร เพราะเท่าที่จำได้เหมือนฉันจะถูกเงาอะไรบางอย่างพุ่งเข้าใส่หน้าบึงในอาคารร้างที่เข้าไปหลบฝน

ฉันไปทำงานสายเหมือนเคย โดยวันนี้แวะไปที่ร้านสะดวกซื้อเหมือนกับที่ทำเป็นประจำ ฉันเดินไปหาแซนด์วิชอบร้อนที่ชอบกินแต่ก็พบว่าไม่มี กลับมีแต่เมนูเก่าๆ ที่เคยเลิกขายไปนานแล้ว ฉันตัดสินใจเลือกหยิบมาสักอันหนึ่งแล้วไปจ่ายเงิน แต่เมื่อไปที่แคชเชียร์ฉันก็ยิ่งแปลกใจกว่าเดิมเพราะพนักงานเปลี่ยนชุดยูนิฟอร์มไปแล้ว แต่ด้วยความที่ต้องเร่งรีบไปทำงานทำให้ฉันไม่มีเวลามาสนใจพนักงานร้านสะดวกซื้อมากนัก

ฉันรีบวิ่งตามรถเมล์สาย 666 ที่ผ่านหน้ามาพอดีขึ้นไป วันนี้รถเมล์ใหม่กว่าปกติมากทีเดียว

“เกือบไม่ทันซะแล้ว” ฉันพึมพำกับตัวเอง หากเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นว่าวันนี้ถนนดูโล่งเป็นพิเศษ เพียงห้านาทีฉันก็มาถึงสะพานลอยที่ใช้เดินข้ามไปยังออฟฟิศเหมือนอย่างทุกๆ วันแล้ว

ครั้นเมื่อเดินขึ้นไปจนถึงกลางสะพานลอย ฉันก็ต้องชะงักเท้าด้วยความแปลกใจและตกใจ

ปลายสะพานลอยที่เมื่อวานมองเห็นอาคารพาณิชย์เก่าโทรมนั้นวันนี้กลับดูใหม่เอี่ยมเหมือนเพิ่งสร้างไปได้ไม่นาน และที่ด้านหน้าเต็มไปด้วยผู้คนเหมือนมายืนรอหรือมุงดูอะไรสักอย่าง ไม่ได้รกครึ้มไปด้วยต้นไม้อย่างที่เห็นเป็นประจำ

“เป็นไปไม่ได้ ฉันต้องกำลังฝันอยู่แน่ๆ” ฉันพูดพลางตบหน้าตัวเองเบาๆ ก่อนจะสาวเท้าเดินต่อไปจนกระทั่งลงจากสะพานลอย ซึ่งฉันได้พบความเปลี่ยนแปลงอันมหาศาลว่าออฟฟิศห้าสิบชั้นได้อันตรธานหายไปกลายเป็นทุ่งโล่งกว้างราวกับถูกกด Delete

“ออฟฟิศของฉัน!”

ฉันทั้งหยิกทั้งตบและก็พบว่ามันเจ็บจึงได้เลิกทำ ก่อนจะเดินไปมุงกับกลุ่มฝูงชนด้วยความอยากรู้

“แย่จริง แล้วแบบนี้จะทำยังไงกันดี” และเสียงของป้าคนหนึ่งที่ดังขึ้นข้างๆ ก็ทำให้ฉันหันไปมอง

“แบบนี้เราคงหวังพึ่งเงินชดเชยอย่างเดียวไม่ได้แล้วล่ะ กว่าผมจะหางานได้เลือดตาแทบกระเด็น พอได้งานก็กลับมาเกิดเรื่องซะอีก” เสียงของเด็กหนุ่มที่น่าจะอายุราวต้นยี่สิบเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“นั่นสิ ตอนนี้ขอให้มีงานเถอะ อะไรฉันก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ” เด็กสาวรุ่นเดียวพูดด้วยสีหน้าที่เครียดไปไม่น้อยกว่ากัน

“เอ่อ โทษนะคะ เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ” ฉันถามขึ้นอย่างอดไม่ได้

“ก็เจ้าของห้างสรรพสินค้า X น่ะสิ ไม่มีเงินมาจ่ายค่าชดเชยพนักงาน ก็เลยเอาปืนมายิงผู้ประท้วงหัวรุนแรงที่พยายามจะบุกเข้าไปข้างใน มีคนตายตั้งสิบสองศพ จากนั้นก็ฆ่าตัวตายตาม”

“หา” ฉันโพล่งออกไปด้วยความตกใจ

“พวกเราลูกจ้างตาดำๆ ก็คงทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะ” เด็กสาวเอ่ยก่อนจะแหวกผู้คนออกไปด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย

“เฮ้อ เกิดวิกฤตแบบนี้จะไปหางานทำได้ที่ไหนกัน เงินเก็บก็ร่อยหรอลงทุกที” ป้าคนเดิมพูดแล้วจึงผละออกไป ขณะที่ฉันพยายามเดินเบียดผู้คนเข้าไปไปจนติดกับประตูรั้ว จากนั้นจึงมองลอดเข้าไปด้านในอย่างสงสัยใคร่รู้

ศาลาที่ฉันเข้าไปหลบฝนนั้นยังคงตั้งอยู่ เพียงแต่มันทาสีสดใสใหม่เอี่ยมไม่ได้เก่าผุน่ากลัวอย่างเมื่อวาน และที่ว่างถัดไปจากนั้นก็พบว่ามีร่างคนคลุมผ้านอนเรียงรายเป็นแนวยาวจนกระทั่งลับหายไปทางหลังตึกพาณิชย์ ถ้ามองดูดีๆ ก็เหมือนจำนวนต้นเฟื่องฟ้าที่ปลูกเรียงรายเป็นแถวไป พอคิดได้แบบนั้นขนแขนของฉันก็ลุกเกรียวขึ้นอย่างทันที

“ตื่นสิ ตื่นซะที” ฉันพยายามปลุกตัวเองต่อไปแต่ก็ไม่เป็นผล

เอ หรือว่าต้องกระโดดจากที่สูงนะ ปกติกระโดดก็ทำให้ตื่นได้ ฉันคิดในใจขณะกวาดมองหาที่สูงพอจะกระโดดได้ ซึ่งตอนนี้ก็เจอแค่สะพานลอย

ระหว่างมองขึ้นไปที่สะพานลอยฉันก็เห็นเด็กสาวในชุดนักเรียนม.ปลายคนหนึ่งเกาะขอบสะพานลอยแน่นด้วยสภาพน้ำตาไหลอาบใบหน้า และเท่าที่เห็นดูเหมือนว่าเธอกำลังปีนราวสะพานเพื่อจะกระโดดลงไปด้านล่าง ฉันรีบวิ่งขึ้นไปบนสะพานลอยอย่างทันที พร้อมกับระหว่างทางที่วิ่งไปฉันก็เห็นกระดาษหนังสือพิมพ์เล่มหนึ่งหล่นอยู่ ฉันจึงหยิบมาดูอย่างทันที

หนังสือพิมพ์ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540

ปี’40 วิกฤติต้มยำกุ้งงั้นเหรอ ฝันนี้ดูเหมือนจริงแฮะ สถานที่ก็ของจริงอีกด้วย

“อย่าค่ะ” ฉันรีบร้องห้ามตามสัญชาตญาณขณะที่วิ่งขึ้นไปยืนอยู่ห่างเด็กสาวพอประมาณ

เด็กสาวหันมามองฉัน ทำให้ฉันเห็นชื่อที่ปักเอาไว้ตรงอกเสื้อนักเรียนอย่างชัดเจน ซึ่งมันก็ทำให้ฉันผงะถอยออกไปอย่างตกใจ เพราะเธอคนนี้คือกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทที่ฉันทำงานอยู่ตอนนี้

คุณรินรดา!!

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!!อยู่ดีๆ ฉันก็ตกบึงไปพบกับคุณรินรดาที่กำลังจะกระโดดสะพานลอยฆ่าตัวตายเมื่อครั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง ????

“พ่อหนูฆ่าคนตายแล้วก็ฆ่าตัวตายไปแล้ว ตอนนี้บ้านเมืองก็ไม่น่าอยู่มีแต่คนประท้วงเต็มไปหมด มีแต่คนตกงาน คนฆ่ากันตาย คนฆ่าตัวตาย หนูไม่อยากอยู่อีกต่อไปแล้ว” เสียงเล็กนั้นร่ำไห้อย่างเสียขวัญก่อนจะปีนขึ้นไปบนสะพานลอย

“คุณพ่อคุณคงไม่อยากให้คุณตายหรอกค่ะ ไหนจะแม่คุณอีกล่ะ”

“พี่รู้ได้ยังไง พี่ไม่ใช่พ่อหนูสักหน่อย แล้วแม่หนูเขาก็ไม่เคยสนใจหนูหรอก”

จริงสิ จากนั้นฉันก็นึกอะไรขึ้นมาได้ กรอบข่าวที่เพิ่งได้อ่านไปตอนเย็น

อยู่ๆ ก็มีหญิงสาวปริศนาโผล่มาช่วยคุณรินรดา เร็วเข้าสิ เร็ว คุณรินรดาจะกระโดดแล้ว ฉันคิดในใจอย่างร้อนรน แต่ก็ยังคงไร้วี่แววว่าจะมีใครมาช่วยเด็กสาว และเมื่อตระหนักได้ว่าหากนี่ไม่ใช่ความฝันอย่างที่ฉันคิดล่ะ ที่ตรงนี้มีแต่ฉัน เมื่อคิดได้ดังนั้นฉันจึงรีบพุ่งตัวไปที่คุณรินรดาซึ่งกำลังปีนราวสะพานลอยดูน่าหวาดเสียว

โครม!! ร่างของฉันและคุณรินรดากลิ้งโค่โล่ลงไปกองกับพื้นจนถลอกปอกเปิกไปทั้งคู่

“ปล่อยหนูนะ ปล่อย”

คุณรินรดาตอนเป็นเด็กน้อยนี่ไร้เหตุผลเอาเรื่องเหมือนกันแฮะ แล้วไหนคนช่วยคุณรินรดาไม่เห็นว่ายัยนั่นจะโผล่หัวมาเลย ฉันโอดครวญในใจขณะพยายามรั้งร่างที่ดิ้นไปมาของคุณรินรดา จนต้องสรรหาคำพูดมาเตือนสติเด็กสาว

“คุณดูพนักงานพวกนั้นสิ เขาตกงานแล้วก็จนกว่าคุณตั้งเยอะ เขายังไม่คิดสั้นแบบนี้เลย”

เด็กสาวไม่ตอบ และคงเพราะอยู่ในภาวะตกใจและเสียใจสุดขีดจึงลืมสนใจเรื่องที่ฉันรู้ว่าเด็กสาวรวยได้ยังไง แต่เหมือนว่ามือที่กำราวสะพานลอยจะเริ่มคลายออกแล้ว พร้อมกันนั้นฉันก็เหลือบไปเห็นต้นเฟื่องฟ้าต้นใหญ่ที่ยอดของมันโผล่พ้นสะพานลอยมา

“ดูต้นเฟื่องฟ้านั่นสิคะ คุณรู้มั้ยว่าต้นเฟื่องฟ้าน่ะ ถ้าเราไม่รดน้ำให้มัน มันจะออกดอกสวยมาก ฉันเชื่อว่าสักวันมันจะงอกงามได้ ฉันมั่นใจว่าเมื่อคุณโตไปแล้วคุณก็จะออกดอกสวยงามเหมือนเฟื่องฟ้าพวกนั้น”

ไม่รู้ว่าฉันคิดคำพูดสวยหรูสุดแสนจะเฉิ่มนั้นออกมาได้ยังไง แต่มันพรั่งพรูออกจากปากฉันราวกับน้ำที่ไหลออกจากก๊อกน้ำ และฉันคิดว่าถึงพูดอะไรบ้าบอกว่านี้ออกไป เด็กสาวคนนี้คงจะยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปแน่ๆ

จากนั้นทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบก่อนที่เสียงโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าเก็บของคุณรินรดาจะดังขึ้น เด็กสาวล้วงเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูพร้อมกับฉันที่คลายแขนซึ่งรัดร่างบางนั้นออกหลวมๆ แต่ก็ยังคงไม่วางใจ

“แม่!!” เด็กสาวร้องก่อนจะรีบปาดน้ำตาด้วยความดีใจ ดูเหมือนว่าที่คุณรินรดาพูดถึงแม่เมื่อครู่มันจะเป็นไปด้วยอารมณ์น้อยใจมากกว่า

คุณรินรดาลุกขึ้นนั่ง ส่วนฉันก็ยังคงนั่งคุมเชิงอยู่ใกล้ๆ สายตายังคงสอดส่ายหาพี่สาวที่จะมาช่วยคุณรินรดา

“งั้นเหรอคะ รีบมานะคะ รินจะรอ” หลังจากฟังปลายสายอยู่นานคุณรินรดาก็รีบกรอกเสียงสั่นๆลงไปด้วยความดีใจ

“ขอบคุณนะคะพี่เฟื่องฟ้าที่ห้ามหนูเอาไว้เมื่อกี้ ไม่งั้นหนูคงไม่ได้ไปอยู่กับแม่”

หา? อารมณ์ของเด็กสาวสามารถเปลี่ยนได้เร็วเพียงนี้เชียวนั้นเหรอ ฉันคิดในใจแต่ก็ยิ้มอย่างยินดีที่คุณรินรดาไม่คิดจะตายแล้ว

“อย่าคิดฆ่าตัวตายอีกล่ะ รู้มั้ยมันบาป” ฉันตอบกลับไป

“หนูไปก่อนนะ” ว่าแล้วคุณรินรดาก็ลุกออกไปด้วยความดีใจ ก่อนที่เด็กสาวจะหยุดกึกอยู่กลางสะพานเหมือนมีอะไรจะพูดอะไรกับฉันสักอย่าง แต่ภาพตรงหน้าของฉันก็พร่าเลือนหมุนคว้างไปซะก่อนเหมือนกับรายการการ์ตูนสำหรับเด็กในยามเช้า

พรืด!! ฉันพ่นน้ำออกมาก่อนจะพบว่าตอนนี้ตัวเองนอนอยู่บนพื้นหญ้า รอยถลอกปอกเปิกจากการช่วยคุณรินรดาหายไปหมดแล้ว มองเห็นท้องฟ้าสลัวรางที่ปล่อยฝนปรอยๆ ตกลงมากระทบใบหน้า

หาย… ไปแล้ว ฉันมองไปรอบๆ บริเวณลานหญ้ารกๆ ที่ควรจะเป็นบึงมืดครึ้มกว้างใหญ่ที่สามารถเห็นได้ชัดเจนบนตึกชั้นสามสิบเอ็ด

เอ๊ะ! ในขณะที่กำลังจะยันกายลุกขึ้นนั้นเองก็พบว่าตรงหน้ามีใครบางคนกำลังยืนอยู่ ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองอย่างทันที และก็พบว่าหญิงสาวหน้าคุ้นๆ เหมือนว่าฉันเคยเจอที่ไหนมาก่อน

“คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ” หญิงสาวตรงหน้าถามด้วยเสียงสุภาพ

“เอ่อ พอดีฉันเข้ามาหลบฝน แต่ไม่รู้ทำไมประตูมันล็อกจากด้านนอกจนออกไปไม่ได้”

“งั้นเหรอคะ” หญิงสาวมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย และเมื่อเธอเอียงข้างฉันก็จำได้ว่าเคยเห็นหญิงสาวที่ไหน ในหน้าเฟซบุ๊กนั่นเอง เธอคนนี้คือ รินรดา เจริญสุขพาณิชย์ ในวัยปลายสามสิบที่ตอนนี้เบ่งบานงดงามเหมือนเฟื่องฟ้าที่ขาดน้ำ

“ค่ะ” ฉันตอบสั้นๆ เพราะไม่รู้จะบอกได้ยังไงว่าฉันผุดขึ้นมาจากบึงที่ไม่มีอยู่จริง

“ลุกขึ้นมาก่อนเถอะค่ะ” คุณรินรดาดึงร่างที่นอนอยู่ของฉันให้ลุกขึ้น ถึงตอนนี้ฉันก็ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก

“ขอบคุณค่ะ” ฉันจับมือคุณรินรดาที่ดึงตัวฉันขึ้นไป

“เอ่อ คำถามอาจจะฟังดูแปลกๆ แต่เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่าคะ” คุณรินรดาที่เอียงคอมองฉันมาตั้งแต่เมื่อครู่เอ่ยถามขึ้น

“ฉันเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ไม่นาน เราคงไม่เคยเจอกันหรอกค่ะ” ฉันปฏิเสธไปเพราะเรื่องที่ได้พบเจอมานั้นคงเกินที่คนทั่วไปจะเชื่อได้ แต่เหมือนคุณรินรดายังคงติดใจอยู่

“งั้นเหรอคะ ฉันเองก็เพิ่งกลับจากเมืองนอกเหมือนกัน” คุณรินรดาเหมือนพึมพำกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับฉัน ก่อนที่เธอจะดีดนิ้วขึ้นด้วยใบหน้าดีใจเหมือนตอบคำถามเงินล้านได้

“ฉันนึกออกแล้ว คุณหน้าเหมือนใครบางคนที่ฉันคิดว่าเคยได้พบเมื่อหลายปีก่อน นานมากเลยล่ะค่ะ”

“แบบนี้นี่เอง” ฉันตอบแต่ก็รู้สึกว่าไม่อาจระงับความตื่นเต้นเอาไว้ได้

“ยิ่งดูก็ยิ่งเหมือนค่ะ เหมือนจริงๆ” คุณรินรดายื่นหน้ามามองฉันอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่น่าเชื่อว่าเธอยังจะคงจำหญิงสาวที่เจอกันแค่ไม่กี่นาที ทั้งที่เวลาผ่านมาร่วมยี่สิบปีได้ แต่บางทีฉันอาจจะคิดไปเอง คุณรินรดาอาจจะคิดว่าฉันเหมือนใครคนอื่นก็ได้

“พูดไปเดินไปเถอะค่ะ ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ในนี้น่ากลัวจะตายไปค่ะ” คุณรินรดาพูดก่อนจะออกเดินนำไป ซึ่งฉันก็รู้สึกเห็นด้วย

“คุณมาทำอะไรที่ตึกร้างนี่เหรอคะ” ฉันเอ่ยถามออกไป ขณะเดินเคียงไปกับคุณรินรดา

“อ่อ ฉันมาดูก่อนที่จะขายมันให้กับคนอื่นไปน่ะค่ะ ฉันเองก็เกือบลืมไปแล้วว่าตัวเองมีที่อยู่ตรงนี้ด้วยถ้าไม่ได้มาทำงานใกล้ๆ นี้ คนที่ฉันว่าหน้าคล้ายคุณ ฉันก็ได้เจอเธอที่นี่แหละค่ะ”

จริงด้วย คุณรินรดายังคงจำฉันได้

“ฉันเกือบตายแล้วค่ะ หากไม่ได้เธอช่วยเอาไว้” คุณรินรดาหันมามองฉันแวบหนึ่งก่อนจะพูดต่อไปเมื่อเห็นว่าฉันกำลังรอฟังอยู่ “ฉันพยายามตามหาเธอมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่มันคงไม่ง่ายนักเมื่อฉันไม่ได้อยู่ที่ไทย แถมยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลยแม้แต่ชื่อ ถึงอย่างนั้นพอกลับมาที่ไทยฉันก็ยังคงไม่ล้มเลิก แต่ก็แน่ล่ะค่ะ เราจะตามหาคนที่ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อได้ยังไง”

“คุณตามหาเธอทำไมเหรอคะ”

“ไม่รู้สิคะ ฉันแค่อยากจะขอบคุณเธออีกสักครั้ง และอาจจะขอพาเธอไปเลี้ยงข้าวสักมื้อ”

“ฉันคิดว่าเธอคนนั้นรู้ว่าคุณยังพยายามตามหาเธออยู่ เธอคงจะดีใจมากเลยล่ะค่ะ”

“ฉันก็หวังว่าเธอจะมาพบฉัน ถ้าได้อ่านคอลัมน์ที่ฉันได้สัมภาษณ์ไป แต่เรื่องมันก็นานมาแล้วเธอก็อาจจะลืมเด็กผู้หญิงโง่ๆ คนนั้นไปแล้วก็ได้”

“ฉันเชื่อว่าเธอคงไม่ลืมคุณเหมือนที่คุณยังไม่ลืมเธอนั่นแหละค่ะ”

“อืม… ฉันเองก็หวังอย่างนั้นค่ะ หวังว่าคำขอบคุณหลายร้อยหลายพันครั้งที่ดังอยู่ในใจจะส่งไปถึงพี่สาวคนนั้น”

จากนั้นฉันและคุณรินรดาก็เดินมาจนถึงประตู ก็พบชายชราสวมหมวกแก๊ปเก่าๆ คนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการยกกระถางต้นเฟื่องฟ้าขึ้นหลังรถกระบะคันใหญ่ ทำให้ฉันมองตามไปด้วยความสนใจ

“อ่อ พอดีมีคนอยากได้เฟื่องฟ้าพวกนี้น่ะค่ะ พอเห็นว่าที่นี้จะถูกรื้อถอนออกไปก็เลยมาขอซื้อจากฉัน” คุณรินรดาตอบเมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของฉัน

“อ้าว แล้วต้นนั้นไม่เอาไปด้วยเหรอคะ” คุณรินรดาหันไปถามชายชราเมื่อเห็นว่ามีเฟื่องฟ้าต้นหนึ่งไม่ถูกนำลงกระถางเพื่อนำขึ้นรถไป

“อ๋อ ต้นนั้นมันตายแล้วล่ะครับ”

ฉันและคุณรินรดาหันไปมองต้นเฟื่องฟ้าที่ยังคงชูช่อสวยงามต้นเดียวที่ไม่ถูกพาขึ้นรถไปนั้นด้วยความแปลกใจเพราะมันไม่มีทีท่าว่าใกล้จะตายแม้แต่น้อย

“งั้นเหรอคะ” คุณรินรดาเปรยออกมาเบาๆ

“ครับ” เขาพึมพำตอบจนแทบไม่ได้ยินก่อนจะเดินจากไป ฉันกับคุณรินรดาหันมองหน้ากันด้วยสีหน้างงงวยเล็กน้อยขณะมองร่างงกๆ เงิ่นๆ นั้นจากไป

ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่ฉันได้พบนั้นเกิดขึ้นด้วยเหตุบังเอิญหรือความจงใจของใคร แต่อย่างน้อยวันนี้วันนี้ท่านประธานกรรมการรินรดายังมีชีวิต และยังเบ่งบานเหมือนเฟื่องฟ้าตอนขาดน้ำอีกด้วย แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

สุดท้ายฉันก็เผลอยิ้มออกมาน้อยๆ นอกจากได้ช่วยชีวิตคุณรินรดา เหตุการณ์ประหลาดในครั้งนี้ยังทำให้ฉันรู้สึกว่าการทำงานในทุกๆ วันนั้นไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อหน่ายอีกต่อไปเมื่อเทียบกับความยากลำบากของผู้คนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540

 

วันต่อมาฉันตื่นมาทำงานด้วยความกระปรี้กระเปร่ากว่าปกติจนพี่ที่ทำงานทัก ไม่ได้มาสายและมัวแต่อู้งานเหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะเหตุการณ์เย็นเมื่อวานทำให้ฉันนึกขึ้นมาได้ว่าการที่ยังมีงานทำ มีเงินใช้อยู่ก็นับว่าดีกว่าอีกหลายคนที่ต้องเผชิญความทุกข์ยากจากการถูกเลิกจ้างและไม่มีงานทำ ฉันยืนมองคำขวัญสุดเชยนั้นด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป

“ไม่เคยมีใครตายเพราะงานหนัก แต่ไม่มีงานทำให้คนตาย จงภูมิใจที่ยังมีงานทำ”

“จงภูมิใจที่ยังมีงานทำ” ฉันพึมพำกับตัวเองเบาๆ

ฉันได้ยินว่าคุณรินรดายอมขายที่แล้ว และวันนี้ก็จะเริ่มการทุบตึกเพื่อสร้างเป็นคอนโดฯ หรูใจกลางเมืองแทน…

ห่างออกไปไม่ไกล ชายชราภายใต้หมวกแก๊ปเก่าๆ ยืนอยู่บนสะพานลอยกำลังมองดอกเฟื่องฟ้าบนต้นที่ถูกทิ้งไว้อย่างเดียวดายกำลังร่วงหล่นจากต้นจนรอบบริเวณกลายเป็นทะเลสีชมพูอมม่วงขนาดย่อมปล่อยให้ต้นของมันยืนต้นตายอยู่ตรงนั้น ทั้งที่เมื่อวานนี้มันยังดูไม่มีทีท่าว่าจะตายเลยแม้แต่นิดเดียว พร้อมกับร่างเลือนรางของชายเจ้าของตึกผู้ปลิดชีวิตตัวเองเมื่อยี่สิบสองปีก่อนซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ จะเลือนหายไปจากที่นั้นด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับเสียงอันแสนบางเบาที่เกือบปลิวหายไปตามลม

“ขอบคุณที่ช่วยชีวิตลูกสาวผมเอาไว้…”

 

– นิลุบล –

Don`t copy text!