งานแต่งงาน

งานแต่งงาน

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

นันทิกาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือดูเวลาว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลากลับเสียที ใบหน้าของเธอแสดงความเบื่อหน่ายเต็มที่เมื่อต้องมานั่งปั้นหน้าสวมหน้ากากอยู่กับกลุ่มคนจำพวกสร้างภาพ หากไม่ติดว่าต้องมางานบุคคลที่สนิทด้วยแล้วจ้างให้หญิงสาวก็คงไม่มางานนี้หรอก สงสัยเพื่อนๆ ในกลุ่มคนรู้ว่านันทิกาอยากจะกลับเต็มแก่ ใครคนหนึ่งจึงเอ่ยขึ้น

“นัน เธอจะกลับก่อนก็ได้นะ” คนนั้นกล่าวเสียงเรียบ แม้นันทิกาจะอ่านใจผู้พูดออกก็ตามเธอจึงต้องแสดงอาการสวนทางกับความคิดเพื่อไม่ให้เสียมารยาท

“ขอบใจจ้ะ พอดีฉันติดธุระที่จะต้องไปต่อ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ” นันทิกาพูดปด เธอแสดงอาการยิ้มเขินๆ ก่อนขอตัวออกมาจากกลุ่มนั้นสำเร็จ พอพ้นคนเหล่านั้นเธอก็พ่นลมถอนหายใจแบบโล่งอก เธอสาวเท้าออกมาจากงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของพี่ที่รู้จัก ชุดราตรีกรุยกรายรุ่มร่ามทำให้เธอเดินเหินไม่สะดวกเท่าไหร่นัก กว่าจะเดินออกมาจากงานได้ทำเอาลุ้นแทบตาย นันทิกาโบกมือเรียกรถแท็กซี่ที่อยู่ถนนตรงหน้า ดีที่เธอแอบเปลี่ยนเสื้อผ้าออกเสียก่อน รถแล่นผ่านสถานบันเทิง ตลาดโต้รุ่ง ผ่านเส้นทางที่ผู้คนพลุกพล่านไปหมด กว่ารถจะขับมาเธอถึงบ้านก็ใช้เวลาสี่สิบห้านาที

นันทิกาเปิดประตูเข้าไป มารดายังคงนั่งถักหมวกไหมพรมที่หน้าจอดูโทรทัศน์ควบคู่กันไป เธอทรุดนั่งลงบนโซฟาพลางเอามือนาบลงไปที่พนักพิงโซฟา เอนคอลงนอนในท่าที่ผ่อนคลาย

“เป็นไรอีกละแม่นัน” มารดาเอ่ยเสียงเข้ม

“เบื่อน่ะสิแม่”

“เบื่ออะไรของแก” มารดาถามด้วยความสงสัย

“ไปงานเจอแต่พวกสวมหน้ากาก” เธอเอนตัวลงนอน

“ก็แหงล่ะคนสมัยนี้” มารดาบ่น มือยังคงถักไหมพรมต่อไปมิได้หันมามอง

“พูดคุยแต่เรื่องหนักสมอง ขนาดเป็นเพื่อนหนูนะแม่” เธอไม่วายที่จะบ่นต่อไป

“คนเรามันก็แบบนี้แหละ จะไปที่ไหนเขาถึงบอกยังไงละว่า เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม เข้าใจมั้ย”

“หนูเข้าใจแล้วค่ะแม่ เข้าใจดีซะด้วย หนูเข้าใจแต่หากคนอื่นไม่เข้าใจมันจะแย่เอานะแม่”

“แล้วแกจะไปแคร์ทำไม”

“ก็ต้องรักษาสถานภาพตัวเองเอาไว้นะสิแม่”

“สร้างภาพ” มารดาเอ็ดแต่ไม่ได้จริงจังอะไรนัก

เธอหายเมื่อย ลุกเดินเก็บของจะไปห้องนอนของตนที่อยู่ชั้นสองของบ้าน

“อาบน้ำอาบท่าซะก่อนนอนนะ” มารดาพูดไล่หลังด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

เธอพยักหน้าก่อนจะเดินขึ้นไปชั้นสอง เสียงประตูห้องเปิด เธอเปิดไฟ เมื่อไฟสว่างเธอก็ล้มตัวบนเตียงนอน สลัดภาพของวันนี้ให้หมดไปเพื่อไม่ให้มันมาก่อความวุ่นวาย

เช้าวันใหม่ นันทิกาเดินลงมาจากห้องแต่เช้าเป็นกิจกรรมประจำวันที่เธอตื่น มารดาทำกับข้าวรอตักบาตร ส่วนเธอเดินลงมาดูทีวี

ก้าวท้าวเดินฉับๆ ไปตามทาง มายืนรอรถประจำทางเพื่อจะเดินทางไปทำงาน ช่วงเช้าผู้คนมากมาย รถติดหนักเป็นกิจวัตรที่เกิดขึ้นในสังคมคนเมืองอันหลีกหนีไม่พ้น

เสียงบีบแตรดังไล่หลังทำให้เธอหันมอง เห็นใครเปิดกระจกลดลงมาโบกมือเรียกเธออยู่ไม่ไกล ในตอนแรกเธอยังไม่รู้หรอกว่าคนตรงหน้าคือใคร มาร้องอ๋อทีหลัง “ดวงใจ” เธอเอ่ยเสียงเบาๆ จำได้ดีว่าเป็นเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี ดวงใจพยักหน้าให้ไปด้วยกัน แม้นันทิกาจะไม่อยากไปแต่ก็จำใจเห็นว่ามีรถหลายคันติดอยู่ด้านหลัง

เมื่อเข้ามานั่งในรถแล้ว ดวงใจหันมาทางเธอ นันทิการู้สึกได้ว่าดวงใจเปลี่ยนไปมาก ดูสวยขึ้น

“โชคดีจริงๆ เลยที่มาเจอเธอ” ดวงใจเอ่ยเสียงตื่นเต้น

“สบายดีมั้ยดวง” นันทิกาเอ่ยเสียงเรียบ เห็นคนข้างๆ ยิ้มเห็นฟันขาวในปาก

“ฉันเปลี่ยนชื่อแล้วนะนัน ไม่ใช่ชื่อดวงใจอีกแล้ว” นันทิกาพยักหน้า

“ชื่ออะไรล่ะ”

“ณัฐพร” ดวงใจหรือณัฐพรเอ่ยเสียงตื่นเต้น

“ชื่อเพราะดี”

“แหงล่ะ ไปให้หมอดูขั้นเทพท่านทักให้เปลี่ยนบอกชื่อเดิมมันมีกาลกิณี กลัวว่าจะทำมาค้าไม่ขึ้น ไอ้เรานะหรอ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่ก็ต้องยอมเปลี่ยน”

“เขาก็เปลี่ยนกันโครมๆ”

“ใช่จ้า แต่เปลี่ยนมาก็รู้สึกว่ามีอะไรในชีวิตดีขึ้นมากมายเลยนะ”

“ก็ดีแล้ว ชีวิตคนเรามันก็ต้องก้าวหน้าต่อไป รู้สึกว่าดวงจะดูมีออร่าราศีแห่งคุณหญิงคุณนายจับ”

ดวงใจยิ้มร่า นันทิกาเห็นสร้อยคอเส้นโตราวโซ่ ดูจากภายนอกดวงใจคงจะอู้ฟู่รวยน่าดู

“เจอเธอก็ดีแล้ว” เธอหันมามองทางนันทิกา

“ฉันจะแต่งงานเลยขอเชิญเธอไปงาน ห้ามปฏิเสธเด็ดขาดนะนัน” ผู้พูดเอ่ยแกมบังคับและขอร้อง นันทิกาได้แต่นิ่งแต่ต้องตอบไปว่า “ได้” เพื่อเป็นการไม่ให้เสียน้ำใจเพื่อน

ดวงใจขับรถมาจอดป้ายหน้าบริษัทของนันทิกา พูดคุยกันอีกสองสามประโยคก่อนจากกันไป

ตลอดบ่ายนั้น นันทิกาครุ่นคิดไปต่างๆ นานา สองจิตสองใจจะไปงานแต่งงานของเพื่อนสมัยเรียนดีมั้ย และตอนเลิกงานความคิดฟุ้งซ่านภายในใจก็ยังไม่หมดไป

เธอก้าวเดินเข้าซอยบ้านด้วยท่าทีเหม่อลอยใจครุ่นคิดไปต่างๆ นันทิกาอายุสามสิบกว่า เธอยังไม่แต่งงาน เธอไม่มีครอบครัวแบบคนอื่นๆ ในความรู้สึกของเธอ เธอปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาเกินกว่าจะหาคู่ครองที่เหมาะสมเสียแล้ว ไม่ว่าการจะไปงานเลี้ยงรุ่น หรืองานแต่งงาน หลายคำถามจะถูกตั้งขึ้นและพุ่งตรงมายังเธอ

“นัน เธอยังไม่แต่งงานหรือจ๊ะ”

“ไม่เหงาบ้างหรือนัน อยู่คนเดียว”

“เพื่อนร่วมชั้นหลายคนเขามีลูกไปเป็นโหลแล้วนะนัน”

“ไม่คิดจะมีหนุ่มๆ บ้างหรอนัน อยู่บนคานมันเหงานะ”

และก็อีกหลายต่อหลายคำถามที่ประดังประเดเข้ามาภายในสมอง เธอเบื่อกับการตั้งคำถามของคนรอบข้างว่า เมื่อไหร่… จะแต่งงาน

เมื่อเดินมาถึงบ้าน สิ่งแรกที่ทำคือการเอนกายลงบนโซฟาตัวเก่าแบบที่ทำประจำทุกวัน มารดายังคงนั่งถักไหมพรมพร้อมกับดูละครน้ำเน่าแบบเดิม ชีวิตดำเนินไปแบบนี้แบบเดิมทุกวัน

“วันนี้หนูเจอดวงใจด้วยนะแม่” เธอเอ่ยบอกมารดา

“เพื่อนสมัยมหา’ ลัยน่ะหรอ” มารดาหันมองผ่านแว่นสายตา

เธอพยักหน้ารับ “เขาจะแต่งงาน” เอ่ยเสียงเรียบๆ พร้อมกับถอนหายใจ

“แล้วไง… จะไม่ไปหรอ”

“หนูเบื่อเจอเพื่อนเก่าที่คอยแต่จะถามว่าเมื่อไหร่จะลงจากคาน”

“แกแคร์ด้วยหรอกับคำพูดคนอื่น”

“แม่คะ” นันทิกามองหน้ามารดา

“แกอยู่มาจนป่านนี้แล้วแกจะไปกลัวทำไมกับคำว่าขึ้นคาน คนมีลูกมีผัวทะเลาะกันออกโครมๆ ตบตีบ้านแตกสาแหรกขาดกันมากมาย ไอ้ที่จะอยู่ดีมีสุขก็มีบ้าง ชีวิตน่ะมันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทุกคนสมบูรณ์แบบหรอกนะ มันต้องมีขาดๆ เกินๆ เสียบ้าง”

มารดาไม่ได้หันมาทางเธออีก เพียงแต่หันไปดูละครน้ำเน่าของแกต่อไป นันทิกาหลับตาลงช้าๆพลางนึกถึงอะไรต่อมิอะไรมากมายในจิตใจ

วันงานแต่งงานมาถึง แม้ความรู้สึกของเธอเองไม่อยากจะมาร่วมงานก็ตาม แต่ดวงใจก็โทร.มาหาเธออยากให้เพื่อนๆ ทุกคนมางานแต่งงานของเธอ นันทิกาไม่รู้เจตนารมณ์ของดวงใจหรอกว่าเพราะอะไร ทำไมเธอถึงอยากให้ไปงานแต่งงานของเธอทั้งๆ ที่ไม่ได้สนิทกันมากมาย และอีกประเด็นคือไม่ได้เจอกันร่วมสิบปี

ภายในงานตกแต่งสวยงาม หรูหรา สมราคา ท่าทางจะแพงน่าดู นันทิกาสวมชุดราตรีสีชมพูตาม

ธีมงาน เห็นเพื่อนหลายต่อหลายคนที่อยู่ในงาน งานแต่งงานจัดซะหรูหราที่โรงแรมระดับห้าดาวท่าทางจะหมดงบประมาณไปเยอะ เพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาวมีหลายต่อหลายคนที่รู้จักและไม่รู้จัก เธอกวาดสายตามองรอบๆ บรรยากาศรอบงานรื่นเริง เธอแอบอิจฉาดวงใจนิดๆ ที่มีโอกาสได้แต่งงาน แต่ตัวเธอสิยังอยู่บนคาน

เพื่อนหลายต่อหลายคนนั่งรวมกันอยู่ที่โต๊ะ นันทิกาพอจำได้ บางคนก็ยังติดต่อกันอยู่และหลายคนก็ไม่ได้ติดต่อกันนานหลายปีแล้ว มีคนโบกไม้โบกมือเรียกให้เธอเดินไปหา นันทิกาพอจะจำได้ว่าเขาเป็นใคร บางคนน่ะเหรอแต่ก่อนส้วยสวยแต่พอมีอายุก็ปล่อยเนื้อปล่อยตัว หรือบางคนยิ่งมีอายุก็หน้าตาสวยหล่อขึ้น บางคนหายหน้าหายตาไปเป็นสิบปีเพิ่งจะมาเจอกันในงานแต่ง นันทิกาได้พบพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนภายในกลุ่มสมัยมหาวิทยาลัยกันสนุกสนาน

นที                    เป็นหนุ่มหล่อแต่งงานไปมีลูกน่ารักสองคน เพื่อนในกลุ่มต่างอิจฉากันแต่เขาได้เมียที่อายุห่างเป็นสิบปี

ปุญ                   ทอมมาดกวน จบไปเรียนต่อปริญญาโทหายหน้าหายตาไปนานหลายปี

แก้วศรี               แต่ก่อนสวยระดับนางฟ้า ดีกรีเดือนคณะ ตอนนี้มีลูกสามปล่อยตัวอ้วนจนหลายต่อหลายคนจำแทบไม่ได้ เธอบอกเธอมีความสุขกับการกิน

มยุรี                  แต่งงานสามครั้งไม่ประสบความสำเร็จเลยในชีวิตคู่และอีกไม่กี่เดือนจะแต่งใหม่ครั้งที่สี่ หลายต่อหลายคนเตือนแต่เธอไม่สนใจ

ป้อม                  บ้างาน ทำงานทั้งวันทั้งคืน จนเมียแอบไปกิ๊กกับเพื่อนข้างบ้าน ดีที่ทั้งสองคนไม่ได้มีลูกด้วยกัน สุดท้ายก็ต้องโบกมือลา

ผศ. สุนีย์           ดอกเตอร์สาวพ่วงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ประดับบารมีทำงานจนลืมว่ามีลูกมีผัว เธอบ้างานจนหน้าตาแก่กว่าเพื่อน แต่เธอก็มีความสุขกับงาน

อนงค์                หายไปจากเพื่อนฝูงภายหลังจบปริญญาตรี เธอก็กลับไปทำสวนที่บ้านเกิด

นุช                    เธอลาขาดจากมนุษย์เงินเดือนหมื่นห้า  หันมาขายของออนไลน์ จนนับเงินไม่หวาดไม่ไหว

นนท์                 เกย์หนุ่ม หน้าตาหล่อกว่าผู้ชายแท้ๆ มีแฟนลับๆ โดยทางบ้านไม่รู้ น่าเสียดายที่ไม่ยอมเปิดเผยให้คนอื่นรู้ เพราะสถานะภาพทางสังคม

ติ๋ว                    สมัยเรียนเธอสวย เพราะความสวย ทำให้เธอตกเป็นเมียน้อยโดยเต็มใจของเจ้าของกิจการทอผ้าแห่งหนึ่ง แม้ทุกวันนี้เมียหลวงจะรู้ก็ตาม

นันทิกามองดูภาพเพื่อนๆ แต่ละคนในวัยสามสิบกว่า ทุกคนแม้จะประสบความสำเร็จกันคนละแบบแต่ไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปทุกเรื่อง บางคนมีดีบ้างเสียบ้าง บางคนได้อย่างเสียอย่าง เพื่อนๆ ต่างก็สนุกสนานเฮฮากัน เมื่อมาพบปะกันในงาน

นันทิกานั่งเงียบๆ ครั้งนี้เธอไม่ได้หงุดหงิดใจอะไรเหมือนครั้งก่อนๆ ที่มางาน แต่ออกจะชอบด้วยซ้ำไปที่ได้มาพบเพื่อน ได้มาเจอเพื่อน เจอคนสนิท มันน่าสนุก

“ไอ้ยะกับบังดุลไม่ได้มาด้วยหรอ” ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

“ยะมันคลอดลูกคนที่สองเลยไม่ได้มา” ใครคนหนึ่งเอ่ยตอบ นันทิกาจำได้ว่ายะเป็นสาวแขกตาคม สวย ตอนสมัยที่เรียนมีหนุ่มใต้มาจีบเธอมากมาย เธอช่างเลือก ตอนแรกก็คบกับเด็กใต้คนหนึ่งคบๆ เลิกๆ แต่มารู้ทีหลังว่าแต่งงานกับบังดุลเพื่อนคณะเดียวกัน บังดุลน่ะหล่อก็ไม่หล่อหน้าตาก็ประหลาด ตอนเรียนยังมีคนแซวเลยว่าใครจะโชคร้ายได้เจ้าชายอสูรไปครอบครอง แต่โชคชะตาฟ้าสร้างก็นำพาให้ทั้งสองได้ครองคู่กัน แม้นันทิกาจะไม่เชื่อก็ตาม

“ตอนแรกใครจะไปคิดว่ายะมันจะเลือกเจ้าชายอสูร” มีเสียงสมเพชดังอยู่แว่วๆ

“เขาถึงบอกยังไงล่ะว่า คารมเป็นต่อรูปหล่อเป็นรอง” เสียงหัวเราะดังมาตามหลัง

“แต่มันสองคนก็รักกันมาครองคู่กันเป็นผัวเมียตั้งหลายปีนะเว้ยพวกแก”

“ฉันก็อดอิจฉามันไม่ได้จริงๆ”

“ดูตัวอย่างเราๆ สิ คู่ครองดีๆ กันทั้งนั้น” มีเสียงหัวเราะตามมาปนกับความขมขื่นภายในจิตใจ จะอะไรก็แล้วแต่ ความรู้สึกต่างๆ ของทุกคนก็คงเฉกเช่นเดียวคือ ไม่ว่าคู่ครองจะหน้าตาแบบไหนไม่สำคัญหรอก ต่อให้สวย หล่อ แต่ในเมื่อมันเข้ากันไม่ได้มันก็ต้องมีจุดจบคือการลาจากกัน นันทิกาได้แต่ฟังหลายต่อหลายคนพูดคุยกัน เธอไม่รู้สึกว่ามันน่าเบื่อแต่อย่างใด แต่กลัวมีความรู้สึกสนุกมากกว่า

ภายหลังการมาร่วมงานแต่งงานจบลง ในค่ำคืนวันนั้นนันทิกาได้ความรู้สึกต่างๆ ที่แปลกไปจากเดิม เพื่อนหลายคนต่างก็พบเจอปัญหาภายในชีวิตที่แตกต่างกันออกไป มีทั้งสุข เศร้า สนุกสนาน และความขมขื่นภายในจิตใจ

กลับมาบ้านมารดาขึ้นนอนไปแล้ว นันทิกายังคงนั่งเหม่อคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ชั้นล่างของบ้าน ครุ่นคิดไปถึงงานแต่งงานหรูหราของดวงใจ แม้จะอิจฉาบ้างก็ตาม

เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ นันทิกาก็ยังคงเป็นนันทิกาแบบเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป เธอยังคงใช้ชีวิตแบบเดิม เหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลง

“เห็นข่าวมั้ย” มารดาเอ่ยหลังจากที่เธอก้าวเดินลงมาจากบนห้อง

“ข่าวอะไรหรอแม่”

“เจ้าบ่าวเจ้าสาวไม่ยอมจ่ายค่าแต่งงาน” มารดาพูดไปก็สาละวนกับการทำงานบ้าน ปากก็พูดมือก็ทำงาน ส่วนนันทิกาเดินมานั่งเปิดโทรทัศน์ดู

“รายงานแฉโซเชียล ข่าวเจ้าบ่าวเจ้าสาวทำหรู แต่งงานหรูหราแต่ไม่ยอมจ่ายเงินกับออร์แกไนเซอร์ที่มาจัดงานจนต้องตามฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย” นันทิกายังคงจับจ้องมองดูข่าวต่อไปก่อนจะปิดโทรทัศน์ลงด้วยใบหน้าละเหี่ยใจ

“จะแต่งงานทั้งที ถ้าไม่มีปัญญาก็อย่าไปแต่งให้มันใหญ่โตเลย อายเขาเวลาเป็นข่าว”

มารดาของเธอบ่น นันทิกาได้แต่ถอนหายใจคิดไปถึงงานแต่งงานเมื่อหลายคืนก่อน เจ้าบ่าวเจ้าสาวแต่งตัวสวยหรู โรงแรมห้าดาว งานแต่งงานระดับไฮคลาส สวยงาม เธอไม่อาจคิดแทนดวงใจหรอกว่าทำไมถึงอยากแต่งงานราคาแพง ๆแต่ไม่มีเงินจ่ายเขา ทำให้เขาด่า เขาแช่ง และที่น่ากลัวคือ การฟ้องร้องให้เกิดคดีความเกิดขึ้น

ก็อย่างที่เธอคิดได้คือ การแต่งงาน บางครั้งมันก็ไม่ใช่ทางออกว่าเราจะมีความสมบูรณ์แบบอย่างครอบครัวพ่อแม่ลูก บางคนเกิดมาเพื่อที่จะอยู่คนเดียว การทำให้ตัวของเราเองมีความสุขนี่แหละคือเรื่องจริง

 

– นัฐพันธ์ –

Don`t copy text!