หมอฟันนางฟ้า

หมอฟันนางฟ้า

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

จะบอกอะไรให้นะ ฉันนี่แหละ นางฟ้าตัวจริงของวงการทันตแพทย์!

ถึงจะเป็นหมอฟันหน้าตาพื้นๆ แต่ฝีมือการทำฟันของฉันไม่พื้นนะคะ บอกเลย โดยเฉพาะการทำฟันให้เด็กตัวกระเปี๊ยกเนี่ย ถนัดนักละ

ประสบการณ์ในการทำงานมายี่สิบกว่าปี (กรุณาอย่าคำนวณหาอายุฉัน) บวกกับความถึกทน ทำให้ฉันมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้

ฉันมีฉายาที่คนทั้งโรงพยาบาลตั้งให้คือหมอจิ๋มใหญ่ค่ะ นี่ไม่ได้ลามกนะคะ ฉันเกิดมาก็ชื่อจิ๋ม และในโรงพยาบาลมีสองจิ๋มค่ะ จิ๋มเล็กเป็นหมอสูติฯ แต่จิ๋มใหญ่อย่างฉันเป็นหมอฟัน… เราเรียกตามไซซ์ของลำตัวและส่วนสูง ไม่ได้ดูจากอย่างอื่น

ถึงแม้ฉันไม่ได้จบมาทางทันตกรรมสำหรับเด็กโดยตรง แต่โทษที เด็กเหลือขอคนไหนที่น้องๆ หมอฟันเอาไม่อยู่ก็จะถูกส่งมาให้ฉันโดยอัตโนมัติ ทำไปทำมาฉันก็กลายเป็นหมอปราบเด็กดื้อซะงั้น ไม่ลองไม่รู้นะคะ ยิ่งนับวัน การเลี้ยงดูที่ผิดๆ และไม่ใส่ใจทำให้เกิดเด็กนิสัยแย่ๆ มากมายขึ้นในสังคม ทั้งขี้แง จอมโวยวาย ขว้างปาข้าวของ หรือกระทั่งทำร้ายร่างกายหมอก็โดนมาแล้ว

แต่ฉันก็มีวิธีของฉัน ลองคิดดูสิคะ เวลาทำฟันเด็กน่ะไม่ได้ให้ยาสลบ เด็กยังมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ต้องให้ความร่วมมือ นอนอ้าปากให้ทำฟันโดยไม่ดิ้น ถ้าขยับตัวหรือสะบัดหน้านิดเดียวหัวกรอที่ความเร็วมากกว่าการหมุนของใบพัดเครื่องบินก็อาจพลาดไปโดนอย่างอื่นที่ไม่ใช่ฟันได้ ซึ่งความวินาศสันตะโรจะตามมา

ดังนั้น การควบคุมเด็กให้ได้ และต้องยอมนอนนิ่งๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าสามารถพูดคุยกันดีๆ แล้วยอมให้ความร่วมมือก็แล้วไป แต่คุณคงนึกออกแหละว่าส่วนใหญ่เด็กไม่ให้ความร่วมมือหรอก เอาแต่กลัว แหกปากร้องท่าเดียว ยิ่งถ้าเคยโดนขู่มาจากบ้านเยอะ อาการจะยิ่งหนักมาก ถ้าวันไหนพบเจอเด็กที่ว่านอนสอนง่าย คุยกันรู้เรื่อง อ้าปากกว้างๆ นอนนิ่ง ฉันนี่แทบจะออกไปกราบแทบเท้าบิดามารดาอันแสนประเสริฐกันเลยทีเดียว

ทำฟันเด็กไม่ใช่ง่ายๆ แต่ฉันกลับรู้สึกสนุกกับงานนี้ คงเพราะมันท้าทายดี

แน่นอนว่าฉันไม่ได้เริ่มจากบทบู๊ก่อน เด็กทุกคนที่เข้ามาหาหมอจิ๋มใหญ่จะพบแต่รอยยิ้มแสนหวานต้อนรับ เริ่มจากคุยกันดีๆ ก่อนเสมอ ยกเว้นพวกที่แหกปากตั้งแต่ก่อนเข้ามาในห้องทำฟัน อันนั้นก็ต้องใช้เทคนิคปราบมารกันหน่อยละ

นอกจากนี้ฉันยังมีวิธีของฉันในการคุยกับเด็ก ยกตัวอย่าง…

“หมอจะหยอดยาชาลงไปบนฟันที่เน่าๆ ของหนูนะลูก หนูจะรู้สึกเหมือนโดนมดกัด แป๊บเดียวฟันก็จะหลับ เราหยิบฟันออกมาได้ง่ายๆ โดยหนูจะไม่รู้สึกอะไรเลย แล้วหนูก็กลับบ้านได้นะคะ”

ซึ่งจริงๆ แล้วคำแปลของประโยคนี้คือ…

“ฉันจะฉีดยาชาเธอนะยะ ฉีดที่เหงือกน่ะ เธอจะรู้สึกเหมือนโดนมดกัดก็จริง แต่มดร้อยตัวนะยะ ฮ่าๆๆ พอชาแล้วฉันก็จะถอนฟันเธอออกมาด้วยคีม ถ้าเธอไม่แหกปากหรือดิ้นพล่านก็คงเสร็จเร็ว แล้วก็รีบกลับบ้านไปซะ ฉันละเหนื่อย”

พูดได้ว่าฉันคือหมอจิ๋มใหญ่จอมลวงโลกสำหรับคนไข้เด็กก็ว่าได้ แต่ไม่อยากจะคุย เด็กร้อยทั้งร้อยรักฉัน หลังทำฟันถ้าไม่ใช่เด็กผิดปกติเกินไปนักก็มักจะออกไปบอกพ่อแม่ว่า “ไม่เจ็บเลยค่ะ คุณหมอใจดีจัง” โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าลึกๆ แล้วฉันมันนางมารจอมเจ้าเล่ห์ คำพูดสวยหรูเคลือบน้ำตาลหวานหยดที่ได้ยินก็ทำเพียงเพื่อหลอกล่อให้ตายใจเท่านั้นเอง

เรื่องทำฟันเด็กนี่ถ้าจะเล่าให้จบคงเป็นมหากาพย์เลยละ ดังนั้นฉันขอเริ่มเบาะๆ ด้วยเคสนี้ คนไข้เด็กหญิงวัยห้าขวบค่ะ…

“แม่ของคนไข้เด็กขอเข้ามาในห้องทำฟันด้วยค่ะ” ผู้ช่วยทันตแพทย์บอกฉันด้วยสีหน้ากังวลเพราะเป็นที่รู้กันว่ากฎของที่นี่คือไม่อนุญาตให้ผู้ปกครองเข้ามาในห้องทำฟันด้วย แต่วันนี้ฉันอารมณ์ดีก็เลยบอกออกไป

“ให้เข้ามาด้วยก็ได้ เชิญคนไข้เข้ามาเลย”

ยายตัวเล็กแหกปากตั้งแต่ยังไม่เข้ามาในห้องทำฟันด้วยซ้ำ

“อย่าร้องสิน้องแนน เดี๋ยวแม่ตีตายเลยนี่ คุยกันมาตั้งแต่อยู่บ้านแล้วว่าจะไม่ร้องไง”

เสียงแปร๋นของผู้เป็นแม่แผดสู้กับเสียงร้องของลูกสาว บอกตามตรงนะว่าฉันไม่ชอบเลย ผู้ปกครองที่เรื่องมาก ชอบพูดตลอดเวลาจนหมอฟันถูกลดความสำคัญไปในสายตาเด็ก ฉันอยากควบคุมทุกอย่างในห้องทำฟันได้ ไม่ใช่มีคนมาช่วยตะโกน ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็นฉันมักจะให้พ่อแม่นั่งรอข้างนอก หมอคุยกับเด็กเองจะง่ายกว่าเยอะ ฉันจึงลองขอด้วยตัวเองบ้าง

“คุณแม่นั่งรอข้างนอกก่อนดีมั้ยคะ เดี๋ยวหมอจัดการให้ ฟันน้องมีปัญหาที่ซี่ไหนคะ” ฉันทำเสียงอ่อนโยนแต่ปนไปด้วยความน่าเกรงขาม ซึ่งฝึกอยู่นานนะ กว่าจะได้แบบนี้

“ฟันหน้าค่ะคุณหมอ ไม่ไหวเลย ผุจนหลอหมด ยิ้มออกมาไม่น่ารักเล้ย ถ้าอุดได้ก็อยากอุดนะคะ แต่น้องแนนติดแม่มาก ดิฉันขออยู่ใกล้ๆ ลูกตอนทำฟันนะคะ”

มาไม้นี้ฉันก็ปฏิเสธไม่ออก คนเป็นแม่หย่อนก้นลงบนเก้าอี้ไม่ห่างจากเก้าอี้ทำฟันที่ลูกสาวขึ้นไปนอน เสียงร้องไห้กระซิกๆ ยังดังเป็นระยะ ส่วนคุณแม่ก็สาธยายต่อ

“น้องแนนกลัวหมอฟันมากเลยค่ะ ก็น้าเขาน่ะสิคะ ชอบขู่ว่าถ้างอแงจะให้หมอถอนฟันหมดปากเลย ขู่กันมาแบบนี้ตลอดจนน้องแนนขยาด เกลียดหมอฟันไปเลย”

เวรละสิ! เด็กแบบนี้แหละที่ทำฟันยากที่สุด เพราะที่บ้านฝังหัวมาแล้วให้เกลียดกลัวหมอฟัน อย่าหวังว่าจะทำฟันได้ง่ายๆ จะยอมอ้าปากรึเปล่ายังไม่รู้เลย แต่มีเรอะที่หมอฟันนางฟ้าจะยอมแพ้

“งั้นคงต้องเริ่มจากทำฟันง่ายๆ ก่อน ประเภทขัดฟัน เคลือบฟลูออไรด์ เด็กจะได้รู้ว่าการทำฟันน่ะไม่ยาก” ฉันยังไม่วายพยายามขอร้องต่อ… “แต่…ถ้าจะให้ดี คุณแม่ออกไปรอข้างนอกดีกว่า”

“ไม่ดีค่ะ น้องแนนกลัว กรี๊ดดดดด คุณแม่อย่าไปไหนนะคะ” เด็กหญิงกรีดร้อง เข้าใจว่าคงดังไปทั่วทั้งชั้นสองนี่เลย คนไข้อื่นที่นั่งรอข้างนอกก็คงเริ่มหน้าตื่น ใจสั่นหวั่นไหวกันไปหมดแล้ว

“ไม่ได้ค่ะคุณแม่ต้องไป เห็นมั้ย คุณหมอบอกให้คุณแม่ออกไปก่อน น้องแนนไม่ต้องกลัวค่ะ ถ้าคุณหมอทำน้องแนนเจ็บนะ มาบอกคุณแม่เลย คุณแม่จะตีคุณหมอให้ตายเชียว”

เจริญละ! เจอไม้นี้เข้าไปหมอจิ๋มใหญ่ก็เลือดขึ้นหน้าสิคะ ความไม่พอใจคงส่งออกไปทางสายตาจนผู้ช่วยคู่ใจฉันรู้ตัวว่าระเบิดใกล้ลง รีบเอ่ยแทรกดังลั่น

“เชิญคุณแม่ด้านนอกเลยนะคะ”

ไล่เสร็จผู้ช่วยก็จูงมือคุณแม่จอมวุ่นให้ออกไปไวๆ ก่อนที่ฉันจะหงุดหงิดมากไปกว่านี้ ฉันไม่ชอบให้เด็กมองหมอเป็นมาร จ้องจะถอนฟันเขา ทำเขาเจ็บๆ แถมหมอยังต่ำต้อยด้อยค่าและดูเลวมาก แม่สามารถตีหมอได้อีกต่างหาก เฮ้อ! ไอ้ความคิดผิดๆ ที่ฝังหัวเด็กมันแก้กันยากมาก อย่างเคสนี้ พอแม่ลับตาไปเท่านั้นฉันก็เริ่มทันที

“น้องแนนหยุดร้องไห้แล้วฟังหมอนะ หนูชอบลูกโป่งมั้ย”

ได้ผล ยายแนนหันขวับมามองลูกโป่งเส้นๆ สีชมพูในมือที่ฉันกำลังจะเป่า ใครคงคิดไม่ถึงหรอกว่าความสามารถพิเศษของหมอจิ๋มใหญ่คือการเป่าลูกโป่งแล้วเอามาบิดเป็นรูปร่างต่างๆ …ก็อย่างว่าแหละนะ นางฟ้าย่อมดลบันดาลหลายสิ่งเพื่อเด็กๆ ได้ไม่ยาก

“ชอบค่ะ”

“งั้นหยุดร้องให้สนิทเลย ไม่ต้องสะอื้นด้วย”

เมื่อเด็กหญิงพยายามฮึบจนเงียบสนิทแล้วฉันจึงเริ่มใช้ที่เป่าลมในการทำฟันเริ่มเป่าลูกโป่งไส้ไก่แล้วบิดให้เป็นรูปหมา เด็กหญิงมองขั้นตอนการทำอย่างสนใจ ลืมไปเลยว่าต้องร้องไห้ ต้องกลัวหมอ พอเสร็จฉันก็ยื่นลูกโป่งรูปหมาให้ เด็กหญิงรับไปแล้วส่งยิ้มกว้างจนเห็นฟันหน้าหลอๆ ทุกซี่

“เอาละ ทีนี้เริ่มทำฟันกันเลยนะ น้องแนนไม่ต้องกลัว อย่าไปเชื่อใครว่าหมอฟันดุแล้วก็จ้องจะถอนฟัน จริงๆ แล้วหมอฟันใจดีแถมยังสวยจะตายไปเนอะ เรามาเริ่มทำฟันง่ายๆ สนุกๆ กันก่อน การขัดฟันน่ะง่ายสุดๆ เหมือนหมอแปรงฟันให้หนูด้วยเครื่องมือของหมอไง”

แค่ได้ยินคำว่า ‘เครื่องมือ’ เด็กหญิงก็เริ่มสตาร์ตจะร้องไห้ต่ออีก แถมยังตะโกนลั่น

“ไม่เอาค่ะ หนูไม่เอาเข็มฉีดยา”

“ใครบอกว่าหมอจะใช้เข็ม บอกแล้วไงว่าวันนี้น่ะทำฟันแบบง่ายที่สุด”

“ไม่เอา หนูไม่ทำฟันแล้ว หนูกลัว”

พอเด็กเริ่มโยกโย้ฉันก็ต้องใช้ไม้แข็งมาช่วยบ้างละ

“ฟังนะน้องแนน หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้เลย ยังไงวันนี้หนูก็ต้องทำฟัน ถ้าไม่เสร็จไม่ต้องกลับบ้าน เอาเป็นว่าหมอให้เลือกว่าจะทำฟันกับคนไหน หมอสวยเป่าลูกโป่งได้คนนี้ หรือจะทำกับป้าคนนั้น”

ว่าแล้วผู้ช่วยร่างยักษ์ที่สวมบทบาทป้าใจร้ายก็เดินอาดๆ เข้ามาที่เก้าอี้ทำฟัน แยกเขี้ยวทำหน้าดุเหมือนนางผีเสื้อสมุทรตอนกำลังหิวจนตาลาย น้องแนนเห็นเข้าเท่านั้นก็ตะโกนลั่น

“หนูจะทำกับคุณหมอคนสวยใจดีค่ะ ป้าคนนั้นน่ากลัวอะ”

แหม่! พูดแบบนี้ค่อยเข้าหูหน่อย ฉันได้ทีรีบปะเหลาะชวนคุยโน่นนี่ต่อจนเราเริ่มสนิทกัน แล้วน้องแนนก็อ้าปากให้ทำฟันอย่างเต็มใจ  แถมฉันยังติดสินบนว่าถ้านอนนิ่งๆ ให้หมอขัดฟันและเคลือบฟลูออไรด์จนเสร็จ ฉันจะมอบของเล่นชิ้นพิเศษให้เธออีก ใครจะเชื่อว่าในที่สุดน้องแนนก็เปลี่ยนเป็นคนละคน คุณเธอนอนนิ่งให้ฉันทำฟันเฉยเลย

นี่แหละนะ อานุภาพของความงก สามารถดับความกลัวได้สนิทเชียว

ฉันทำสำเร็จ! ทำฟันเสร็จน้องแนนยิ้มร่าลงจากเก้าอี้ วิ่งไปหาคุณแม่นอกห้อง อวดลั่นว่าเธอได้ทำฟันได้แล้วโดยไม่ร้องไห้เลยสักแอะ

เห็นความเจ้าเล่ห์ชอบหลอกล่อในตัวหมอจิ๋มใหญ่หรือยัง

ไหนๆ เล่าแล้ว ขออีกเคสนะคะ ต่อจากน้องแนนเลยละ…

นั่นไง เข้ามาแล้ว คราวนี้เป็นเด็กหญิงอายุประมาณหกขวบ อยู่ ป.1 น่าจะคุยกันรู้เรื่องนะ แต่…

“ไม่เอ๊า! น้องมีมี่ไม่ทำฟันเด็ดขาด หรือถ้าทำ คุณแม่ต้องอยู่ด้วย”

เสียงยื่นคำขาดประกาศกร้าวดังเข้ามาในห้องทำฟันก่อนตัวคนไข้ด้วยซ้ำ มาแนวเดิมเลยคือต่อรองให้แม่เข้ามาด้วย แต่อย่างที่บอกว่าปกติแล้วฉันไม่อนุญาตให้ผู้ปกครองเข้ามาให้ห้องทำฟัน เพราะจากประสบการณ์ ยิ่งเด็กมีพ่อแม่มานั่งใกล้ๆ จะยิ่งงอแง ควบคุมยาก แล้วถ้าอิแม่ตะโกนแข่งกับฉันด้วยละก็ ฉันนี่สติแตกเลย เด็กไม่ฟังหมอ เอาแต่ร้องไห้อ้อนแม่ แล้วใครจะทำฟันให้ได้ล่ะ เด็กก็ต้องกลับไปพร้อมอาการปวดฟันตามเดิม เพราะรักษากันไม่ได้ หมอจิ๋มใหญ่ไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นแน่

ฉันเดินไปคว้าแขนเด็กหญิงมีมี่อย่างนุ่มนวล ส่งยิ้มหวานให้ผู้เป็นมารดาแล้วถาม

“มาอุดฟันใช่มั้ยคะ” ฉันรู้เพราะดูจากชาร์ตคนไข้ซึ่งระบุความต้องการในการรักษาวันนี้ไว้แล้ว

“ใช่ค่ะคุณหมอ เห็นมีรอยดำๆ ก็เลยรีบพามาก่อนที่จะปวด”

“ดีมากค่ะ เพราะถ้าปวดแล้วส่วนใหญ่จะสายเกินไป อุดไม่ได้ เอาเป็นว่าเดี๋ยวหมอตรวจและรักษาให้ตามความเหมาะสมนะคะ”

“จะให้คุณแม่อยู่ด้วย” ยายมีมี่ตะโกนแทรก ฉันถลึงตาสั่งสอนว่าไม่ควรสอดแทรกเวลาผู้ใหญ่คุยกัน แต่คุณแม่ตัวจริงกลับไม่สั่งสอนลูกสักคำเดียว เอาแต่โอ๋

“ไม่เป็นไรนะลูก เดี๋ยวแม่อยู่ด้วย โถๆ คงกลัวน่ะค่ะคุณหมอ”

“ไม่มีอะไรน่ากลัวค่ะ ถ้าอยากให้หมอรักษาให้ คุณแม่ออกไปรอข้างนอกก่อนนะคะ” คราวนี้ฉันยิ้มแบบไปไม่ถึงดวงตา เสียงแข็งขึ้นจนยายแม่หน้าเจื่อน คงเพราะฉันอาวุโสกว่าเยอะ เธอจึงยอมแต่โดยดี

“ฝากลูกด้วยนะคะ น้องมีมี่กลัวการทำฟันมากเลยค่ะ”

“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวหมอจะดูให้”

ผู้ช่วยทันตแพทย์บอกให้ผู้ปกครองไปรอข้างนอกซ้ำอีกครั้ง แม่น้องมีมี่จึงยอมล่าถอย ออกไปนั่งชะเง้ออยู่หน้าแผนกทันตกรรม

ยอมรับว่าเด็กคนนี้ควบคุมยากมาก น่าจะเพราะถูกตามใจและไม่เคยได้รับการสั่งสอน ทำให้น้องมีมี่พูดมาก สวนหมอตลอดการอุดฟันอันยาวนาน แถมบางครั้งมีดิ้นจนหัวกรอเกือบไปโดนลิ้น ฉันจึงต้องทั้งดุทั้งปลอบปนกัน และการที่เด็กดิ้นรนขณะทำฟันจึงต้องมีการถูกกดให้อยู่นิ่ง เรียกว่าทั้งผู้ช่วย ทั้งหมอ เหงื่อตกไปตามๆ กัน ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อคนไข้นั่นแหละ ในที่สุดช่วงหลังน้องมีมี่จึงสงบลง ยอมอ้าปากนิ่งๆ อาจจะเพราะคำพูดสุดท้ายของฉันก็ได้

“โตแล้ว คุยกันดีๆ รู้เรื่องนะน้องมีมี่ ถ้าดิ้นอีกแล้วหัวกรอไปโดนริมฝีปาก จะเสียโฉมเลยนะ ไม่อยากปากแหว่งใช่มั้ย”

เมื่อคนไข้ที่คาดว่าไม่เคยโดนใครขัดใจจำยอมให้รักษาจนเสร็จสิ้น บ้วนน้ำแล้วน้องมีมี่ก็หันมามองฉันด้วยแววตาที่อ่านยาก มันปะปนกันหลายความรู้สึก จนฉันต้องรีบบอก

“เก่งมากจ้ะ ตอนหลังหนูยอมอ้าปากนิ่งๆ เยี่ยมไปเลย ที่หมอทำไปทั้งหมดก็เพื่อน้องมีมี่นะ”

“หนูรู้ค่ะ โตขึ้นหนูอยากเป็นหมอฟันค่ะ”

อ๊าย! นี่ฉันสามารถเปลี่ยนทัศนคติเด็กได้ขนาดนี้เลยเหรอ ดีใจอะ ฉันรีบส่งยิ้มแบบนางงามไปให้

“นี่ภายในเวลาแค่แป๊บเดียวหมอทำเอาหนูรักหมอฟันจนอยากเรียนหมอฟันเลยเหรอคะเนี่ย ปลื้มจัง”

“ใช่ค่ะ โตขึ้นหนูจะเป็นหมอฟัน แล้วกลับมาทำฟันให้หมอแบบเจ็บๆ !!!”

กรี๊ดดดดดด ใครก็ได้ช่วยพานังมีมี่ออกไปจากห้องทำฟันด่วน ก่อนที่หมอจิ๋มใหญ่จะแปลงร่างเป็นอสูรร้ายแล้วหักคอนางจิ้มน้ำพริก! ฮื่ยยยยย

 

หมายเหตุ : เรื่องสั้นนี้เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิงมุ่งให้อรรถรสในการอ่านเป็นหลัก ทั้งหมอฟันและคนไข้ในเรื่องไม่มีตัวตนจริงค่ะ

 

– ดาริยา –

 

 

Don`t copy text!