ทางสัญจร

ทางสัญจร

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

ไฮเวย์หมายเลข 16 เป็นทางสัญจรหลักเพียงสายเดียวที่เชื่อมระหว่างเมืองหลักสองเมืองของรัฐบริติชโคลัมเบีย ทางตะวันตกสุดของประเทศแคนาดา ปรินซ์จอร์จ เมืองทางฝั่งตะวันออกซึ่งลึกเข้าไปทางด้านกึ่งกลางของรัฐบริติชโคลัมเบียอันเวิ้งว้างกว้างขวาง เป็นเมืองตากอากาศในฤดูร้อน และมีความเป็นชุมชนเมืองหนาแน่น หรือเรียกได้ว่าหนาแน่นแล้วสำหรับประเทศที่อุดมด้วยพื้นที่แต่ขาดแคลนซึ่งประชากร ส่วนเมืองด้านฝั่งตะวันตกสุดปลายไฮเวย์นั้นเป็นที่ตั้งของเมืองปรินซ์รูเพิร์ตซึ่งมีท่าเรือน้ำลึก อันเป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศที่ได้ชื่อว่ามีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากรัสเซีย

รถตู้เชฟโรเลตสีฟ้าปี ค.ศ. 1986 แล่นอย่างไม่เร่งรีบไปบนพื้นถนนที่ปราศจากหิมะช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ลินดาลดกระจกรถลงเพื่อรับลมของฤดูร้อนที่มักพัดเอากลิ่นป่าสนคละเคล้าดอกไม้นานาพรรณข้างทางมาด้วย กรุ่นกลิ่นไอป่าที่อวลอยู่ในอากาศอุ่นทำให้หล่อนรื่นรมย์อย่างประหลาด

รถตู้คันเก่าเลี้ยวขวาตัดเข้าไฮเวย์และต้วมเตี้ยมออกจากเมืองมาได้เพียงครู่ เมื่อร่างผอมแต่ดูแกร่งโผล่พรวดขึ้นมาจากริมทาง แล้วทำท่าโบกรถให้หยุด

“โว้วๆๆ อยากตายหรืออีหนู” บ๊อบเผลอสบถออกมาอย่างหัวเสีย

“จอดสิบ๊อบ ข้างหน้านี้เลย” ลินดาร้องสั่งสามีวัยสี่สิบตอนปลาย รุ่นราวคราวเดียวกับหล่อน

บ๊อบกระทืบห้ามล้อตามคำบอก แต่กว่าเจ้าเพื่อนเก่าจะหยุดลงได้ก็เลยจุดคนโบกมาหลายเมตร

ร่างสูงคล้ำพร้อมกับกระเป๋าเป้ใบเขื่องบนหลังอย่างนักท่องเที่ยวแบบประหยัดวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหารถตู้อย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเล

“วิ่งเร็วใช้ได้นะสาวน้อย โบกรถไปไหนล่ะ?” ลินดาร้องทักเสียงแจ่มใสพลางคลี่ยิ้มกว้าง

“พวกคุณไปถึงปรินซ์รูเพิร์ตหรือเปล่า?” หญิงสาววัยต้นสามสิบยิงคำถามตรงจุดแบบไม่รอช้า

ลินดามองสำรวจหล่อนอย่างถี่ถ้วนในระยะใกล้ และแน่ใจว่าหญิงในร่างแข็งแรงอย่างนักกีฬาตรงหน้ามีเชื้อสายผสมระหว่างคนขาวและคนพื้นเมือง เสื้อกล้ามและกางเกงยีนสีซีดสั้นแค่คืบกว่าเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อชัด หญิงวัยกลางคนส่ายหน้าเชื่องช้าก่อนตอบว่า

“ไปถึงแค่เมืองสมิทเตอร์ส… จะไปด้วยกันไหมละ?”

รอยแดงเรื่อบนโหนกแก้มสีน้ำตาลและเหงื่อที่ชุ่มโชกบนร่องอกจนซึมทะลุเนื้อผ้าบ่งบอกว่าผู้โบกรถยืนอยู่ตรงนั้นนานพอควรแล้ว… อุณหภูมิที่สูงถึง 24 องศาในช่วงกลางวันของฤดูร้อนช่วยให้หญิงสาวตัดสินใจง่ายขึ้น

กว่าจะถึงเมืองสมิทเตอร์สก็อีกเกือบ 350 กิโลเมตรเลยทีเดียว ครึ่งทางของจุดหมายปลายทางหล่อนเข้าไปแล้ว ถึงตอนนั้นหาที่พักแล้วค่อยโบกรถต่อไปอีกก็ได้ คงไม่ยากเย็นนักหรอก

“โอเค… วันนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่วันของฉัน พระเจ้าประทานพวกคุณมาก็นับว่าดีถมไปแล้ว ขอติดไปลงแค่สมิทเตอร์สก็ได้”

หล่อนพูดเสร็จก็รีบเปิดประตูรถก่อนจะโยนเป้ใบเขื่องขึ้นบนเบาะผู้โดยสารด้านหน้าสุด แล้วพาตัวเองขึ้นมานั่งข้างสัมภาระอย่างทะมัดทะแมง

คนโบกรถเพื่อขออาศัยไปด้วยไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดบนไฮเวย์เส้นนี้ ที่ทำหน้าที่เชื่อมระหว่างเมืองและทอดยาวถึง 700 กว่ากิโลเมตรแต่กลับปราศจากรถโดยสารประจำทาง

บ๊อบผิวปากหวือ แล้วเหยียบคันเร่งพารถคู่ใจกลับขึ้นบนผิวถนนที่ทอดตัวไกลไปด้านหน้าสุดลูกหูลูกตาราวกับว่ามันสิ้นสุดที่เส้นขอบฟ้า

 

“ฉันชื่อลินดา และนี่บ๊อบ… สามีฉันเอง เธอชื่ออะไร?”

“เทรซี่” หล่อนตอบเพียงสั้น ๆ ทอดสายตาไปยังทางข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย

“จะไปที่นั่นทำไม?”

“คุณหมายถึงที่ไหน?”

“ปรินซ์รูเพิร์ต… ก็เธอจะไปที่นั่นไม่ใช่เหรอ?”

“อ้อ… ใช่… ก็ว่าจะไปหางานทำ”

บ๊อบหัวเราะคิก แล้วรีบเอามือข้างหนึ่งตะปบปากกลั้นหัวเราะไว้เสียโดยเร็ว ทว่าจากกระจกมองหลัง เทรซี่ยังเห็นรอยยิ้มแสดงความขบขันชัดเจนบนใบหน้ากร้านเต็มไปด้วยริ้วรอยของชายผู้นี้ หญิงสาวขมวดคิ้วและขบริมฝีปากข่มความรู้สึกขุ่นเคืองที่เริ่มคุกรุ่นภายในอก

ลินดาหันไปส่งสายตาให้สามีพร้อมจุปากเป็นเชิงปราม ก่อนจะถามขึ้นด้วยเสียงสดใสแต่ทว่าฟังดูแปร่งปร่าราวกับพยายามซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ให้ลึกที่สุด

“งานประเภทไหนล่ะ?”

“งานโรงแรม หรือไม่ก็งานบนเรือสำราญ”

“งานโรงแรมคงจะพอมีบ้าง ยิ่งช่วงนี้หน้าร้อน อาจจะต้องการคนเพิ่ม แต่เรือสำราญ… เธอแน่ใจเหรอ? ฉันเคยได้ยินว่ามีแต่เรือสำราญมาจอดเทียบท่า ไม่ยักรู้ว่ามีบริษัทเรือสำราญที่นั่นด้วย”

อีกครั้งที่หูของเทรซี่คล้ายจะแว่วได้ยินเสียงหัวเราะคิกในลำคอของคนในรถ… บ๊อบ! ชายวัยกลางคนที่ดูแก่กว่าอายุ ช่างเป็นคนไร้มารยาท หญิงสาวเริ่มมองสำรวจเขาจากเบาะด้านหลัง ผมหยักศกสีเข้มซ่อนอยู่ใต้หมวกแก๊ปสีขาวมอมแมมเก่าคร่ำคร่า มือที่จับพวงมาลัยนั้นเล่าก็ดูกร้านหยาบแบบคนทำงานหนัก เล็บใหญ่หนามีคราบดำสกปรกจับแน่น

เพียงแวบเดียวที่แอบมองสำรวจ หล่อนก็รู้สึกได้ว่าดวงตาสีน้ำตาลหม่นแต่มีประกายเยาะหยันคู่นั้นของบ๊อบกำลังจ้องมาที่ใบหน้าตนเองเขม็ง ทันทีที่ตาประสานตา หญิงสาวใจหายวาบ หรืออีตานี่จะแอบมองหน้าอกหล่อนอยู่?!

เทรซี่ขยับหลบไปทางด้านหลังเบาะคนขับมากขึ้น เพื่อให้พ้นสายตาเลวทรามคู่นั้น… พอดีกับลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างโชยกลิ่นเหงื่อไคลผสมกลิ่นเสื้อผ้าอับเข้ามาปะทะหน้าหล่อนอย่างจัง หญิงสาวรีบเบือนหน้าหนี นึกรังเกียจและขยะแขยงบ๊อบอย่างสุดทน

ลินดาซึ่งเห็นผู้ขอติดรถเงียบไปไม่พูดอะไรเอ่ยถามขึ้นด้วยเสียงแจ่มใสตามแบบฉบับของหล่อนอีก

“แล้วเธอเคยทำงานโรงแรมมาก่อนเหรอ?”

“ใช่… ฉันเรียนมาด้านนี้ และเคยทำงานประเภทนี้มาก่อน”

“ที่ไหนล่ะ?” คราวนี้เสียงของหญิงวัยกลางคนแสดงถึงความประหลาดใจระคนตื่นเต้น

“แวนคูเวอร์น่ะ ฉันทำอยู่หลายปีเลย”

“แม่เว้ย สาวจากเมืองใหญ่เสียด้วย” บ๊อบร้องออกมาเสียงลั่นก่อนหัวเราะในลำคอ

ลินดาเอื้อมมือที่ระบายสีเล็บแดงแปร๊ดเช่นเดียวกับเรียวปากไปบีบแขนคู่ทุกข์คู่ยากเบาๆ เหมือนจะปราม ในสายตาของเทรซี่… ลินดาผู้มีผมสีทองสลวยและจัดทรงประณีตสวยงามใต้ผ้าโพกศีรษะลายดอกสีสดเข้ากับชุดที่หล่อนใส่ และดวงตาสีฟ้าสดสว่างเหมือนผืนฟ้าของบริติชโคลัมเบียเบื้องหน้า เปรียบเหมือนแจกันดอกไม้สีสดที่วางประดับห้องครัว ส่วนอีตาบ๊อบผู้สามีคงไม่ต่างอะไรกับผ้าขี้ริ้วเช็ดโต๊ะ

“น่าแปลกนะที่สาวจากเมืองใหญ่กลับต้องมาโบกรถเพื่อไปหางานทำในอีกเมืองที่เทียบอะไรกับแวนคูเวอร์ไม่ได้เลย… หรือว่าเธอมีใครอยู่ที่นั่น?”

เทรซี่ลอบถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ลินดาคงจะไม่มีทางยอมปล่อยให้หล่อนได้นั่งเงียบๆ เป็นแน่ ดูเหมือนหล่อนจะเป็นสาวน้อยร้อยคำถาม… ไม่ใช่สิ—สาวใหญ่หลายร้อยคำถามจึงจะถูก!

“เปล่าหรอก… ฉันไม่รู้จักใครที่นั่นเลย แต่บางครั้งคุณก็อยากจะไปให้ไกลจากสถานที่เดิมๆ คนเดิมๆ ที่คุ้นเคย และทิ้งเรื่องเก่าๆ ไว้ข้างหลัง”

“ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ ไม่งั้น… เธอคงขอให้เขาหรือเธอมารับ ไม่ต้องมาโบกรถอย่างนี้หรอก… และก็เห็นด้วยอย่างที่เธอว่า—คนเราควรทิ้งอดีตบางอย่างไปบ้าง”

แทนที่จะรอเป็นฝ่ายตั้งรับและตอบคำถามแต่เพียงอย่างเดียว เทรซี่คิดว่าตัวหล่อนเองควรต้องถามฝ่ายนั้นไปบ้าง อย่างน้อยก็จะได้รู้อะไรเกี่ยวกับคนที่หล่อนจะต้องนั่งรถไปด้วยอีกอย่างน้อยก็ตั้งสี่ชั่วโมงกว่า

“แล้วพวกคุณล่ะ ไปที่สมิทเตอร์สกันทำไม?”

ลินดาเหมือนจะเงียบไปอึดใจก่อนจะตอบด้วยเสียงแปร่งปร่า และรวบรัดความว่า

“บ๊อบไปรับเหมาก่อสร้างบ้านที่นั่น”

“แล้วคุณอยู่ที่ไหนล่ะ ปรินซ์จอร์จเหรอ?”

ลินดาหันไปสบตาบ๊อบแวบหนึ่งก่อนจะพูดเสียงตึงๆ ว่า “เราอยู่หลายที่น่ะ มีที่พักหลายเมืองเลย งานของบ๊อบทำให้ต้องตระเวนไปเรื่อย”

หลังจากนั้นลินดาก็เงียบไป เทรซี่นึกดีใจที่กลยุทธ์ของหล่อนได้ผล… เมื่อมีเวลาที่จะได้อยู่เงียบๆ โดยไม่ต้องถูกรบกวน หล่อนก็ค่อยๆ กวาดตามองสำรวจทั่วไปภายในรถ แล้วก็พบว่าเจ้าของคงไม่ได้ใช้เป็นเพียงยานพาหนะเดินทางไปทำงานเท่านั้น แต่พวกเขาคงตะลอนไปทั่วโดยแวะแคมปิ้งตามจุดต่างๆ ไปเรื่อย และอาศัยนอนบนรถบ้างสลับกันไป

หลักฐานชัดเจน… บางส่วนของรถถูกดัดแปลงให้เป็นที่เก็บของ มีเตียงแบบพับได้ เตาแคมปิ้ง เสื้อผ้า และข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ อันที่จริงแล้ว ที่นั่งแถวหน้าหลังคนขับเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ถูกเก็บไว้ใกล้เคียงของเดิม แม้กระนั้น ก็ยังดัดแปลงให้เหลือเพียงสองคนนั่ง… สองสามีภรรยานี่คงไม่ได้อยู่หลายที่อย่างที่ว่าหรอก แต่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่งเสียมากกว่า!

 

เจ้าสี่ล้อสีฟ้าคร่ำคร่าวิ่งไปตามทางสายยาวอย่างไม่อิดออด แม้จะใช้งานมาร่วมสามสิบปีแต่มันก็ยังทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ เทรซี่สังเกตเห็นป้ายเตือนสาวๆ ที่โบกรถเพื่อขออาศัยไปด้วยปักอยู่ข้างทางเป็นระยะ บางช่วงของไฮเวย์สายนี้เปลี่ยวร้างไร้ผู้คน มีเมืองเล็กๆ เพียงไม่กี่เมืองตั้งอยู่ห่างกันทุกๆ หลายร้อยกิโลเมตร และนานๆ ทีจะมีรถสวน หรือแซงหน้าขึ้นไป ดังนั้น จึงมีคนมากมายที่โบกรถ หรือใช้ถนนเส้นนี้จบชีวิตลงเพราะถูกฆาตกรรม หลายคนหายสาบสูญ เหตุร้ายส่วนมากเกิดกับผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีเชื้อสายพื้นเมืองอย่างตัวหล่อน!

เทรซี่เหม่อมองป้ายเตือนเหล่านั้น สลับกับทิวสนสูงสล้างเรียงกันแน่นตามทางสายยาวซึ่งบางช่วงตัดผ่านทะเลสาบ แม่น้ำ เขตป่าอนุรักษ์ และบ้านผู้คนที่ตั้งอยู่ห่างไกลกันและนานๆ ทีจะโผล่มาในสายตา… เมื่อรถแล่นห่างจากปรินซ์จอร์จมากขึ้นบ้านเรือนก็ยิ่งห่างตา จู่ๆ สัมผัสพิเศษก็เตือนให้รู้ว่ากำลังถูกลอบมองอีกครั้ง หล่อนเบนสายตาไปทางกระจกมองหลังโดยอัตโนมัติแล้วก็เห็นว่าสายตาสีน้ำตาลหม่นคู่นั้นกำลังจ้องมองมา หล่อนฉุนกึกแต่พยายามข่มใจ คงไม่เหมาะที่จะขอลงเสียตอนนี้ในขณะที่รถแล่นผ่านช่วงเปลี่ยวร้างของไฮเวย์

“ป้ายเตือนมีมากกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะเลย เรื่องพรรค์ไม่ดีเกิดขึ้นบ่อยมากหรือ?” เทรซี่พูดทำลายความเงียบขึ้น

ลินดาหัวเราะน้อยๆ อย่างขบขัน ก่อนจะตอบว่า

“เธอคงไม่คุ้น แต่สำหรับพวกเราที่ใช้เส้นทางนี้ตลอด เรื่องร้ายๆ มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยขนาดนั้นหรอก…แต่พอเกิดเรื่องขึ้นที ก็พวกสื่อมวลชนนั่นแหละตัวดี รายงานข่าวเสียจนดูเลวร้ายเกินจริง… ดูอย่างเรื่องที่เพิ่งเกิดเมื่อสองสัปดาห์ก่อนนั่นสิ ก็แค่นักท่องเที่ยววัยรุ่นรักสนุกในราคาประหยัดโบกรถเที่ยว แต่ดันโชคร้ายโดนทำร้ายถึงตายเข้า ไอ้พวกนั้นก็ประโคมข่าวกันเสียราวกับที่นี่เป็นแดนประหาร ที่ไม่ว่าใครที่ผ่านไปมาก็ต้องตาย”

“เหอะๆ พวกสื่อจอมจุ้น ปั้นเรื่องหากินไปวันๆ ไม่เข้าท่า สองคนนั้นอาจจะโดนเชือดจากที่อื่นแล้วเอาศพมาทิ้งก็ได้ แต่ไอ้พวกแมลงหวี่ไปป่าวร้องว่าเป็นพวกโบกรถถูกฆ่าตาย”

บ๊อบประสานเสียงประณาม ตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะในลำคอ เสียงกร้าวแหบพร่านั้นฟังอย่างไรก็ไม่รื่นหูสำหรับเทรซี่… หล่อนรับรู้ได้ว่าทั้งสองผัวเมียเกลียดพวกนักข่าวไม่น้อย

“แล้วจับคนร้ายได้ไหม?”

“ตำรวจพยายามหาเบาะแสโดยขอความร่วมมือจากเจ้าของรถที่ติดกล้องหน้า แต่จนถึงป่านนี้…ฆาตกรก็ยังลอยนวลอยู่ พวกเขาจับใครไม่ค่อยได้หรอก” น้ำเสียงของลินดาฟังดูเยาะหยันอยู่ในที

อีกครั้งที่เทรซี่รู้สึกว่ามีสายตาคู่เดิมลอบมอง… หล่อนเงยหน้าขึ้นมองไปยังกระจกมองหลังอย่างรวดเร็ว สบตาฝ่ายนั้นไม่กะพริบ แล้วเลิกคิ้วแทนคำถามว่า คุณมองอะไร? อย่างเหลืออด แต่ก็ยังยั้งคำพูดไว้ไม่ให้ล่วงพ้นจากลำคอ… บ๊อบหลบตาวูบ ส่งเสียงกระแอมก่อนจะพูดว่า

“ผมคุ้นหน้าคุณจัง เหมือนเคยเห็นที่ไหนงั้นแหละ”

“อย่างนั้นเหรอ?” เทรซี่เหยียดยิ้มเครียด… อารมณ์บางอย่างพลุ่งพล่าน

“ฉันว่าฟังเพลงสักหน่อยดีกว่านะ นั่งเงียบกันมานานเกินไปแล้ว” เห็นได้ชัดว่าลินดาพยายามหาทางผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียด

เสียงเพลง I’m an open road เพลงสไตล์คันทรีจากศิลปินชาวคานาดาชื่อก้อง ดังลอยอยู่ในมวลอากาศยามบ่ายแก่ที่แม้แสงอาทิตย์ยังเจิดจ้าแต่เจือเคล้าความเหงาหงอยทุกอณู ช่างเข้ากับสภาพแวดล้อมและทิวทัศน์รอบข้าง ท่อนหนึ่งกล่าวว่า

“You’ve been trying to escape from all your yesterdays. But they won’t let you be. Some days you cover ground. But then you turn around before you get to me. But I’ll still be here, a wild, free frontier. I’ll be your alibi, your clear blue sky, your saving grace. El dorado found your sacred ground, a hiding place. Just run to me. I’ll set you free. I’m an open road.”

          “คุณพยายามหนีเร้นจากอดีตในวันวาน แต่พวกมันยังตามหลอกหลอน บางคราวคุณหนีไปแสนไกล แต่คุณก็หันหลังกลับก่อนที่จะเจอผม แต่ผมจะอยู่ทีนี่ ในดินแดนห่างไกลและมีอิสระ ผมจะเป็นผู้ปลดเปลื้อง เป็นท้องฟ้าแจ่มใส เป็นผู้ไถ่บาปให้คุณ เอลโดลาโด—นครแห่งทองคำพบดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคุณ ที่ซึ่งคุณซ่อนเร้น แค่หนีมาหาผม ผมจะปลดปล่อยคุณ ผมคือทางสัญจรที่เปิดกว้าง”

มันช่างเป็นบทเพลงที่จับใจเทรซี่เหลือเกิน…

 

อีกราวเกือบชั่วโมงก็จะถึงสมิทเตอร์สแล้ว เสียงเพลงถูกแทนที่ด้วยรายงานข่าวช่วงเย็นโดยดีเจเสียงนุ่มน่าฟัง… รถตู้สีฟ้าแล่นผ่านเมืองเล็กๆ อย่างฮูสตันมาได้เพียงไม่นาน ก่อนจะถึงสะพานข้ามแม่น้ำบัลคลีย์ คนขับก็หมุนพวงมาลัยเบนหัวรถตรงเข้าไปยังถนนหินคลุกอย่างกะทันหัน

“คุณจะไปไหนน่ะ?” เทรซี่ร้องถามอย่างประหลาดใจ หล่อนหันมองสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างระแวดระวัง

“เย็นไว้ยายหนู ฉันกำลังจะพาพวกเราไปทางลัด” บ๊อบตอบด้วยเสียงห้าวแหบ

“แต่ฉันว่าคุณกำลังมุ่งไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ย้อนกลับไปทางที่เรามานะ” เทรซี่ค้านพลางเอื้อมมือไปรูดซิปเป้และหยิบแจ็กเก็ตผ้าร่มขึ้นมาสวม กระชับเข้ากับตัวแน่น

“เรื่องทางลัดเป็นเรื่องล้อเล่น ที่จริงแล้ว บ๊อบอยากจะแวะไปดูจุดที่เคยตกปลาเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้วสักหน่อยน่ะ ขอโทษด้วยที่ไม่ได้บอกก่อน รับรองไม่นานหรอก”

ถนนหินคลุกขนานไปกับแม่น้ำบัลคลีย์ที่ไหลคดเคี้ยวผ่านดงสนสูงทึบ รถตู้คันเก่ายังวิ่งไปเรื่อยอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เทรซี่ยังไม่เห็นเลยว่ามีคนกำลังตกปลาหรือตั้งแคมป์ ประสาททุกส่วนของหล่อนเขม็งเกลียว…บ๊อบค่อยๆ หยุดเจ้าเพื่อนเก่าของเขาตรงจุดที่มีดงสนหนาทึบและไกลจากไฮเวย์มากพอควร

“เอาล่ะ น่าจะเป็นที่นี่ละ ขอไปสำรวจก่อนนะ”

เขาว่าแล้วก็กระโดดลงจากที่นั่งด้านหน้าโดยไม่ดับเครื่อง ลินดาชำเลืองมองเทรซี่ทางกระจกมองหลังหน่อยหนึ่ง ก่อนปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วลงจากรถตามสามีไปติดๆ พวกเขาเดินไปด้านขวาของตัวรถตรงไปทางแม่น้ำ เทรซี่เห็นว่าพวกเขายืนคุยอะไรกันอยู่และหันมามองทางหล่อนเป็นระยะๆ หญิงสาวเพิ่งเห็นรูปร่างลินดาเต็มตัว หญิงวัยกลางคนคนนี้ดูแลรูปร่างได้ดีเลยทีเดียว ส่วนสามีหล่อนเองก็ไม่มีพุงล้ำหน้าอย่างชายกลางคนชาวแคนาดาทั่วไป เพียงครู่ทั้งสองก็พากันเดินกลับมา… แต่บ๊อบกลับเดินอ้อมไปด้านท้ายรถ ส่วนลินดาเดินตรงเข้ามาเปิดประตูตรงส่วนของที่นั่งผู้โดยสาร

ลมหนาวที่ปลิวเข้ามาปะทะยามเมื่อประตูเปิดออกกว้างทำให้เทรซี่ต้องกระชับเสื้อแจ็กเก็ตแน่นขึ้นอีก…หญิงวัยกลางคนในเสื้อลายดอกสีสว่างพร้อมกับริมฝีปากที่ทาลิปสติกสีแดงสดนั้นคลี่ยิ้มกว้าง แต่ทว่าเทรซี่กลับไม่ชอบรอยยิ้มนั้นเลย มันทำให้หล่อนอึดอัดใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

“ลงมาได้แล้ว” ลินดาสั่งเสียงเฉียบต่างจากรอยยิ้มเมื่อครู่

เทรซี่พยายามสูดลมหายใจเข้าท้องให้มาก ข่มใจไม่ให้ตื่นตระหนก หล่อนเอื้อมมือจะไปหยิบกระเป๋าเป้…ยังคงได้ยินเสียงรายงานข่าวอยู่

“ม่าย… กระเป๋าไม่ต้อง” สาวใหญ่ส่ายหน้าเป็นเชิงปราม

เทรซี่ก้าวเท้าลงมาจากที่นั่งอย่างเชื่องช้า “คุณต้องการอะไร?”

“กระเป๋าเงินแกอยู่ในเป้หรือเปล่า?” เสียงแหบเครียดดังมาจากทางเบื้องหลัง บอกวัตถุประสงค์อย่างไม่อ้อมค้อม

เทรซี่หันหลังกลับมองต้นเสียง และใจหายวูบเมื่อเห็นวัตถุสีดำเป็นเงาปลาบในมือกร้านหยาบของบ๊อบ…ปืนสั้นออโตเมติกขนาด 9 มม.! แต่เมื่อตั้งสติได้หล่อนก็ไม่ได้หวาดกลัวมากเท่าที่ควรจะเป็น

“ฟังนะ… ถ้ากระเป๋าเงินอยู่ในแจ็กเก็ตก็เอาออกมาให้เราตอนนี้เลย เราจะไม่ทำร้ายเธอ และเราต่างคนต่างไปตามทาง… เรื่องเลวร้ายจะไม่เกิดขึ้นถ้าเธอไม่ขัดขืน” ลินดาพยายามทำเสียงให้เป็นปกติที่สุด

สมองของเทรซี่ประมวลผลอย่างรวดเร็ว… แน่แล้วคนพวกนี้ต้องเป็น…

“พวกแกคือมิจฉาชีพ และแกฆ่าเด็กวัยรุ่นสองคนนั้นเพราะเขาขัดขืนใช่ไหม?” เสียงหล่อนดังจนแทบจะเป็นตวาด

เสียงหัวเราะคิกดังมาจากด้านหลัง ตามมาด้วยเสียงกร้านระคายหู “อีตัวอย่างแกนี่หัวไวไม่น่าเชื่อนะ ฉลาดพอๆ กับไอ้พวกแมลงหวี่พวกนั้นเลยทีเดียว อย่าพล่ามให้มาก เงินอยู่ไหน?”

เทรซี่ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยันขึ้นบ้าง “ทำไมคิดว่าทุกคนต้องเป็นอีตัวเหมือนเมียแก?”

เพียะ! ฝ่ามือของลินดาฟาดเข้าเต็มหน้าของร่างสูงแกร่ง

“ถอดแจ็กเก็ตออกเดี๋ยวนี้ ถ้าแกยังไม่อยากตาย!” ลินดาร้องสั่ง

เทรซี่มองหน้าลินดาเขม็ง ดวงตาแวววับด้วยความโกรธ หล่อนค่อยๆ รูดซิปแจ็กเก็ตด้านหน้าเปิดออก…รอบข้างปราศจากสรรพเสียง นอกจากเสียงของวิทยุซึ่งยังคงรายงานข่าว

และท้ายชั่วโมงข่าวเย็นนี้เราขอปิดท้ายด้วยข่าวด่วน ตำรวจยังคงตามล่าหาตัวนักโทษหญิงที่หลบหนีออกจากเรือนจำกลางบนเกาะแวนคูเวอร์เมื่อสองอาทิตย์ก่อน นักโทษยังคงหลบหนีอยู่ ตำรวจฝากประชาสัมพันธ์ว่าหากผู้ใดพบเห็นหญิงสาววัยสามสิบ สูงห้าฟุตแปดนิ้ว ผมสีน้ำตาลเข้ม ร่างผอมฟิตแบบนักกีฬา ผิวสีแทนแบบลูกครึ่งผสมระหว่างชาวแคนาดาและคนพื้นเมือง เดินทางคนเดียว ให้รีบแจ้งทางการโดยด่วน นักโทษรายนี้เป็นฆาตกรต่อเนื่องและก่อคดีอุกฉกรรจ์ไว้มากมาย เป็นอันตรายอย่างมาก ผู้ให้เบาะแสจนเจ้าหน้าที่สามารถตามจับคนร้ายได้จะได้รับเงินรางวัลจำนวนหนึ่งหมื่นดอลลาร์

สิ้นเสียงประกาศของดีเจ ลินดาตาเบิกกว้าง… อ้าปากค้างอย่างตะลึง ส่วนบ๊อบแผดเสียงหัวเราะขึ้น

“ถึงว่าทำไมฉันถึงคุ้นหน้าแกนัก แกคือคนที่ทางการประกาศตามหาตัวในหนังสือพิมพ์เมื่อเช้านี่เอง…เปลี่ยนทรงผมแถมย้อมสีบลอนด์ทองจนแทบจำไม่ได้… ที่รัก เราจะรวยกันใหญ่แล้ว!”

“นั่นสิบ๊อบ!” เสียงลินดาแสดงความดีใจอย่างลิงโลด “เอาละ… ค่อยๆ หันหลังมา… บ๊อบ จับตาดูหล่อนเอาไว้นะ ฉันจะไปหยิบเทปกาวหลังรถ”

แต่ในจังหวะที่ลินดาก้าวผ่านร่างสูงแกร่งไปอย่างรีบร้อนไม่ทันระวังนั่นเอง… เทรซี่คว้าแขนหล่อนหมับแล้วดึงกระชากเข้าหาตัวโดยแรง ก่อนดึงมีดพกจากด้านในแจ็กเก็ตจี้คอหญิงวัยกลางคน ประกายคมวับของมันทำให้บ๊อบชะงัก

“บ๊อบ… แกนั่นแหละวางปืน เดี๋ยวนี้! ค่อยๆ วางลงบนพื้น อย่าตุกติก… ไม่งั้น เมียอีตัวของแกตายแน่!”

“บ๊อบ… ยะ… อย่า…” ลินดาพยายามห้าม เสียงขาดเป็นห้วงๆ และหยุดไปเมื่อปลายมีดกระชับแน่นจนคมเฉือนหนังกำพร้าเปิดออกเป็นแผล ของเหลวสีแดงไหลย้อย

ฝ่ายที่ถือปืนยังไม่ยอมลดอาวุธแต่ทว่าพยายามจะหาจังหวะยิง ความสูงที่แตกต่างระหว่างสตรีต่างวัยทำให้บ๊อบเชื่อว่าจะเล็งไปที่ส่วนบนของเทรซี่และหยุดหล่อนลงได้ก่อนที่จะได้ทันทำร้ายภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก… แต่เขาเดินเกมผิดมหันต์! ทันทีที่นิ้วกร้านเหนี่ยวง้างไก ร่างของลินดาก็ถูกผลักไปด้านหน้าโดยแรงและปะทะกับร่างของเขาอย่างจังจนเซเสียหลักล้มไปด้านหลัง

เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด… และจากนั้น… อีกสามนัด

เมื่อความโกลาหลหยุดลงความเงียบก็เข้ามาแทนที่…ร่างที่ยืนตระหง่านหายใจแรง พยายามสูดลมเข้าปอดให้ลึกที่สุดเพื่อคลายเหนื่อยและเรียกสติ ลมหนาวของยามเย็นทำให้ร่างนั้นสั่นสะท้านเล็กน้อย

 

ก่อนจะก้าวขึ้นรถไปนั่งหลังพวงมาลัย หล่อนปลายตามองร่างไร้วิญญาณของสองสามีภรรยาผิวขาวฆาตกรเลือดเย็นเล็กน้อย อย่างน้อยก็ได้กำจัดคนเลวๆ ถึงสองคน อาจช่วยชีวิตผู้ขอโบกรถเพื่ออาศัยโดยสารบนไฮเวย์แห่งนี้ไปได้อีกหลายสิบชีวิต… มีกำหนดเรือสำราญท่องโลกที่ออกเดินทางจากไมอามี รัฐฟลอริดาเมื่อราวห้าเดือนก่อน มันแล่นผ่านและแวะหลายเมืองทั่วโลก และมีกำหนดจะมาเทียบท่าที่เมืองปรินซ์รูเพิร์ตมะรืนนี้ หล่อนวางแผนว่าจะแฝงตัวขึ้นไปบนเรือ อดทนเพียงอาทิตย์เดียว หล่อนก็จะได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นจุดจอดเรือแห่งต่อไป

เมื่อรถตู้สีฟ้าคนนั้นคลานกลับขึ้นไปบนไฮเวย์หมายเลข 16 เทรซี่ หรือ—อแมนดา ก็อดนึกขอบคุณทางสัญจรสายนี้ไม่ได้ที่ทำให้หล่อนได้มีโอกาสกำจัดสวะสังคม และกลับเป็นอิสระอีกครั้ง

ผมจะปลดปล่อยคุณ ผมคือทางสัญจรที่เปิดกว้าง” เสียงเพลงยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท สายลมโปร่งเย็นของฤดูร้อนช่วยให้หล่อนยิ่งสุขใจเหลือเกิน!

 

– ณัฏฐ์ธีร์ –

 

Don`t copy text!