เสียงเพรียก….จากถ้ำผีแมน

เสียงเพรียก….จากถ้ำผีแมน

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

ในคืนที่หนาวเหน็บ ณ หมู่บ้านเล็กๆ ท่ามกลางการโอบล้อมของขุนเขาและแมกไม้ในอำเภอปางมะผ้า  จังหวัดแม่ฮ่องสอน  จังหวัดหนึ่งในภาคเหนือของประเทศไทย   ดวงจันทร์ดวงกลมโต สุกสว่าง ลอยคว้างอยู่กลางท้องฟ้ายามราตรี     หลังจากจันทร์เจ้าผ่านสมรภูมิดุเดือดกับจอมอสูรราหู  จนก่อเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงไปตั้งแต่ย่ำค่ำจนล่วงรัตติกาลดึกสงัด  บรรยากาศช่างเยือกเย็นเสียดกระดูก ขณะนี้ดวงจันทร์ดูเหมือนจะยิ่งกลมโตขึ้นกว่า เดิม  ทุกอณูของบริเวณอาบไล้ด้วยแสงจันทร์นวลสุกปลั่งดั่งสีเงินยวง  ท่ามกลางลมหนาวและเสียงลำนำขับกล่อมแห่งพงไพ ช่างมีมนต์ขลังก่อเกิดเป็นอาถรรพณ์เร้นลับ    ดึงจิตชายหนุ่มผู้แหงนมองดวงจันทร์อยู่ให้เข้าสู่ภวังค์ลุ่มลึก  ปลายนิ้วเรียวยาวลูบไล้ลูกปัดแก้วสีแดงเม็ดเล็กๆที่สอดร้อยสายเชือกถักบนข้อมือขวาช้าๆแผ่วเบา    ดวงตาสีสนิมเหล็กทั้งคู่ค่อยๆหรี่ลง ดวงจิตถูกดึงให้ดิ่งลึกลงสู่ภวังค์ ย้อนกลับสู่เหตุการณ์ในอดีตเมื่อหลายปีก่อน

จันผาเป็นนักศึกษาปีสุดท้ายของคณะโบราณคดี   มหาวิทยาลัยศิลปากร  เขาเดินทางจากแดนดินถิ่นเกิดเข้าสู่ร่มฟ้าเมืองกรุงเทพฯเพื่อเข้าศึกษาในคณะที่เขามุ่งมั่นใฝ่ฝันมาตั้งแต่เรียนอยู่ระดับมัธยมศึกษา  ณ โรงเรียนประจำจังหวัด  จะเป็นเพราะความคุ้นเคยมาตั้งแต่วัยเยาว์ที่บรรพบุรุษเป็นนักสะสมโบราณวัตถุ  ส่วนบิดาของเขาเป็นช่างฝีมือที่มีผลงานและประสบการณ์ยาวนานในการแกะสลักรูปประติมากรรมตามลักษณะของศิลปะล้านนาโบราณ   หรือจะเป็นแรงบันดาลใจที่จันผาเองก็ยังหาคำตอบให้ตนเองไม่ได้ เสมือนกระแสพลังลึกลับที่สื่อผ่านลูกปัดแก้วเม็ดเล็กๆสีแดงที่ป้ออุ๊ย(คุณปู่)มอบให้ในวันที่เขามีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์   พร้อมกับคำสั่งเข้มงวดให้เก็บรักษาดีๆและนำติดตัวไวตลอดเวลา   กระแสพลังนั้นดุจเสียงเพรียกให้เขาเดินสู่เส้นทางของการเป็นนักขุดค้นทางโบราณคดีตลอดมา   จันผารู้สึกได้เพียงว่า  มีบางอย่างรอเวลาอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งในดินแดนแสนไกลที่เขาเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าที่แห่งนั้นอยู่แห่งหนตำบลใด   ทุกครั้งในคืนวันพระจันทร์เต็มดวงที่เขาเข้าสู่ภาวะหลับใหล  ภาพที่ปรากฏในภวังค์ครึ่งหลับครึ่งตื่น  จะเป็น ขุนเขาสูงชัน แมกไม้เขียวขจี และหุบถ้ำ เพิงผา  ท่ามกลางเสียงบรรเลงของเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่ไม่คุ้นเคย  เสียงนั้นเสนาะ  เว้าวอน  เศร้าสร้อย  ลึกล้ำและลิบลิ่ว

ในปีที่จันผาจบการศึกษา  ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดที่นำพาเขาให้มีโอกาสเข้าร่วมงานกับคณะขุดค้นทางโบราณคดีตามแนวทางที่ได้ร่ำเรียนมา  อาจารย์ลักษมี เทพอภิญญา อาจารย์หัวหน้าคณะวิจัยการขุดค้นทางโบราณคดีได้สังเกตเห็นลูกปัดเม็ดเล็กๆที่เขาร้อยเชือกถักสวมข้อมือขวาไว้นั่นเองเป็นที่มาของข้อซักถามถึงที่มาของวัตถุชิ้นนี้  จันผาเล่าเรื่องราวทั้งหมดตลอดจนพื้นเพอาชีพของครอบครัวเขาให้อาจารย์ได้รับรู้  โดยเขาเองก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าลูกปัดนี้มีที่มาจากไหน เพียงแต่เป็นของที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนแล้วเท่านั้นเอง         อาจารย์ลักษมีชมชอบในความเป็นคนเปิดเผยของจันผาจึงชักชวนให้เข้าร่วมงานกับคณะขุดค้นทางโบราณคดี   ทันที่ที่ได้รับคำชวนเขาตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเล      ความทรงจำของเขาในขณะนั้น  คลับคล้ายได้ยินเสียงหัวเราะไหวพลิ้ว เริงร่า สมหวัง แต่ความรู้สึกลึกๆบอกจันผาว่าเสียงนี้พุ่งสัมผัสจิตโดยตรงไม่ได้ผ่านประสาทหูเหมือนเสียงที่ได้ยินโดยปกติทั่วไป

ทันทีที่ไปถึงสถานที่ทำงานคณะขุดค้นทางโบราณคดี ณ หมู่ที่ 1 บ้านถ้ำลอด ตำบลถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน  จันผาประจักษ์ความจริงในวินาทีนั้น  สถานที่แห่งนี้เองที่เฝ้าติดตามเขาในห้วงภวังค์ครึ่งหลับครึ่งตื่นทุกคืนวันเพ็ญตลอดระยะเวลายาวนานที่ผ่านมา   และสถานที่แห่งนี้เองเป็นที่มาของแรงบันดาลใจ  เสียงเพรียก เสียงดนตรีลึกลับ  สถานที่แห่งนี้ที่ชื่อว่า “ถ้ำผีแมน”

อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งอารยธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์เก่าแก่แห่งหนึ่งของประเทศไทย พื้นที่โดยทั่วไปมีลักษณะภูมิประเทศเป็นเขาหินปูน จึงทำให้มีการสำรวจพบโถงถ้ำน้อยใหญ่

มากมายกว่า 200 ถ้ำ และยังคาดคะเนกันว่าน่าจะมีถ้ำอีกไม่น้อยที่หลุดรอดไปจากสายตาของกลุ่มนักสำรวจ จนกระทั่งอำเภอปางมะผ้าได้รับสมญาว่าเป็นเมืองแห่งถ้ำ กลุ่มถ้ำที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอปางมะผ้าและพื้นที่โดยรอบ ต่างมีคุณค่าและความงดงามที่แตกต่างกันออกไป บางถ้ำมีการตกตะกอนของหินปูนและก่อให้เกิดหินงอกหินย้อยอันวิจิตรงดงามขนาดใหญ่ หรือแม้แต่ถ้ำที่ไม่มีการสะสมของหินงอกหินย้อย ก็ยังพบว่าเคยเป็นที่พักอาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ดังปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีที่มีจำนวนมากถึง 70 ถ้ำที่กระจายตัวอยู่ในเขตอำเภอแห่งนี้

จันผาลืมตาขึ้น   แสงจันทร์นวลผ่องยังคงลูบไล้ไปทั่วบริเวณ  ประดุจ มือนุ่มนวลของมารดาลูบไล้บุตรรักด้วยความเมตตาและห่วงใย  ปลอบประโลมใจในยามเหนื่อยล้าให้หลับใหลลงในท่ามกลางรัตติกาล

และแล้วปรากฏการณ์ในคืนวันพระจันทร์เต็มดวงก็ได้หวนกลับคืนมาอีกครั้ง  หลังจากมันได้หายไปช่วงหนึ่งนับตั้งแต่จันผาเริ่มงานขุดค้นทางโบราณคดี ณ ที่แห่งนี้   ทันทีที่เข้าสู่ภวังค์ครึ่งหลับครึ่งตื่น  จันผารู้สึกถึงร่างกายที่เบาโหวง  เลื่อนลอย หมุนคว้างดุจกระแสน้ำวน  นำพาเขาไปสู่ความมืดที่เวิ้งว้าง ลึกสุดจนไม่อาจหยั่งถึง  พลังที่ทรงอำนาจดูดดึงจันผาให้ดิ่งลงภายใต้ความมืดดำอนันตกาลนั้น  แผ่วเบาดุจขนนกปลิวคว้างลงกระทบพื้นที่แข็งและเย็นเฉียบ

ท่ามกลางความมืดมิด  แต่เขากลับมองเห็นแผ่นศิลาโอบล้อมทุกด้าน   แนวหินงอกหินย้อยลดหลั่นสวยงามในรูปลักษณ์ต่างๆกันดุจประติมากรรมจากธรรมชาติ  งดงาม  เลอค่า  เปล่งประกายระยิบระยับ  ประสาทสัมผัสเสียงดนตรีประหลาดที่เคยได้ยินอีกครั้ง  เสียงนั้นเสนาะ กังวานหวาน วอนเว้า และเศร้าสร้อย  จันผาสาวเท้าก้าวเดินดุจต้องมนต์สะกด

เหนือแท่นหินกว้างในโถงศิลาแห่งนั้น  เหนือผืนผ้าทอผืนใหญ่  เขาเห็นร่างตระหง่านของชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งหันหลังอยู่   ในมือคล้ายถือเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง  มองคล้ายกับพิณที่เขาคุ้นเคย   แต่มีความแตกต่างที่เครื่องดนตรีชิ้นนี้มีฐานที่ทำด้วยไม้น้ำหนักเบาเจาะเป็นโพรง  คันมีลักษณะโค้งงอ   ระหว่างฐานกับคันจะขึงด้วยสาย 6 เส้น ซึ่งสังเกตได้ว่าไม่ได้ทำมาจากโลหะเหมือนสายกีตาร์ที่คุ้นตา  จันผาไม่แน่ใจว่าสายที่ขึงนั้นทำจากอะไร

ท่ามกลางความรู้สึกแปลกประหลาดระคนตื่นตะลึง  ชายผู้นั้นก็ค่อยๆหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับเขา ดั่งสายฟ้าฟาดลงตรงหน้า  จันผารู้สึกชาวาบไปตลอดทั้งร่างคล้ายถูกกระแสไฟฟ้าช็อต   ใบหน้าชายผู้นั้น เขาจำแม่นติดตาเพราะนั่นคือใบหน้าของเขาเอง   แต่การแต่งกายไม่ใช่แบบที่เขาแต่งอยู่   เพราะความที่เป็นคนภาคเหนือโดยกำเนิด  เขาแน่ใจว่านั่นคือผ้าทอมือแต่ลวดลายแปลกตา  ลายเส้นเรียบง่ายดูสบายตา

ชายผู้นั้นหัวเราะให้กับความพิศวงงงงวยของเขา น้ำเสียงห้าวดังมากระทบโสต ก้องกังวานไปทั่วโถงศิลานั้น  ภาษาที่พูดแปลกหูแต่เขากลับสามารถทำความเข้าใจได้ชัดเจน

“เรารอเจ้ามาเนิ่นนาน   แต่บัดนี้เจ้ากลับจำแดนดินถิ่นเกิดแต่ก่อนกาลไม่ได้”

“ดอยสูง ห้วยน้ำ ถ้ำโถงแห่งนี้  เจ้าเคยอยู่อาศัยเนิ่นนานนับพันๆปี   ด้วยสายใยสัมพันธ์เราจึงสื่อถึงกันได้เราอาศัยเสียงแห่งเตหน่ากูนี้เฝ้าเพรียกเจ้าให้คืนกลับมารับรู้เรื่องราวแต่หนหลัง  เรารู้เจ้ามีคำถามมากมาย  เราจักค่อยๆบอกเล่าแก่เจ้าเอง”

“เริ่มจากเตหน่ากูที่เราใช้สื่อเรียกเจ้ามา  เจ้าสงสัยถึงสายเสียงใช่หรือไม่”

จันผาพยักหน้าอย่างมึนงง

“ชนชาวเราทำมันขึ้นมาจากหญ้า เถาวัลย์ หรือหวายเส้นเล็กๆ  แช่น้ำผึ้งแล้วตากให้แห้ง  เมื่อขึงให้ตึงแล้วดีดจักมีเสียงกังวานเสนาะ ชายทุกคนในเผ่าเราล้วนเล่นเป็น  ในคืนพระจันทร์เต็มดวงที่แสงจันทร์ส่องกระจ่างเต็มฟ้า  เราจักเล่นเตหน่าสอดประสานกับเสียงกลองในพิธีกรรมบูชาพระจันทร์เพ็ญ  เสียงเตหน่าจะล่องลอยตามแสงจันทร์ไปแสนไกล  ขึ้นอยู่กับจิตแห่งเจ้าของจักมุ่งหวังให้ไปถึงผู้ใด”

ชายผู้นั้นแย้มยิ้มก่อนเอื้อนเอ่ยวาจาต่อไป

“ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่เราจักนำพาเจ้าไปพบเจอ   เจ้าจงตามเรามาเถิดจันผา   เวลาแหงเรามีเฉพาะในคืนเดือนเพ็ญที่แสงจันทร์กระจ่างเต็มดวงเท่านั้น   จงอย่าทำให้เสียเปล่าเลย”

ดวงตาเรียวยาวของชายหนุ่มผู้ลึกลับจับจ้องมาที่จันผาอย่างเอ็นดู   เขาสังเกตเห็นจันผาจับตามองผ้าที่ปูลาดเหนือแผ่นหินอย่างสนใจ   จึงเอ่ยปากถามขึ้นว่า

“เจ้าสนใจสิ่งใดหรือ จันผา”

“ผมอยากทราบเกี่ยวกับผ้าทอผืนนี้ครับ เห็นว่าเป็นผ้าทอแบบพื้นเมืองแต่ดูโบราณมากๆเลยครับ  คงมีประวัติความเป็นมายาวนานใช่ไหมครับ”

“เอาสิ  ถ้าเจ้าอยากรู้  เราจักพาเจ้าไปสู่เหตุการณ์ในอดีตเมื่อประมาณพันกว่าปีมาแล้ว”

จันผารู้สึกทุกสิ่งรอบตัวเริ่มหมุนวนอีกครั้ง เขาหลับตาลงเพื่อลดระดับความวิงเวียนที่เกิดขึ้น  ชั่วอึดใจทุกสิ่งเริ่มหยุดนิ่ง

“จงลืมตาเถิดจันผา เพลานี้เจ้ากลับสู่อดีตอันยาวนาน   ครอบครัวของเราอาศัยดินแดนแห่งนี้สร้างหลักปักฐาน  มีการเลี้ยงสัตว์  ทำการเพาะปลูกพืชพันธุ์   ปั้นหม้อ  และทอผ้า เพื่อทำเครื่องนุ่งห่มใช้เองมาตั้งแต่เพลานั้นแล้ว”

ชายผู้ลึกลับนำจันผาเดินเข้าสู่โถงถ้ำใหญ่ที่มีผู้คนจำนวนหนึ่ง  พวกเขานุ่งห่มแปลกประหลาดในสายตาของจันผาและกำลังทำกิจกรรมบางอย่างกันอยู่กลางโถงนั้น  จันผาจ้องมองอย่างสนใจ แต่ดูเหมือนว่าคนเหล่านั้นจะไม่เห็นเขาเลยจึงไม่มีปฏิกิริยาใดๆต่อการมาของเขา

“แม่หญิงเหล่านี้กำลังทอผ้า   เครื่องมือที่พวกนางใช้คือกี่เอว   เรานำต้นกัญชงมาทำเส้นใยใช้ในการทอเป็นผืนผ้า  โดยย้อมสีจากเปลือกไม้ธรรมชาติ   สีผ้าของเราจักไม่หลากหลายเช่นดังของพวกเจ้า   แม่หญิงแต่ละนางต่างมีหน้าที่ถักทอผืนผ้าเป็นเครื่องนุ่งห่มเพื่อทุกคนได้สวมใส่ตามความเหมาะสม   เรายังมีเครื่องประดับดังเช่นลูกปัดแก้วที่เจ้ามีติดตัว   เราเหล่าผู้ชายจักเป็นผู้ไปหาก้อนหินอันแวววาวและใช้เครื่องมือเท่าที่มีสกัดทำเป็นเม็ดลูกปัดแก้วแบบต่างๆ  เช่น ทรงกระบอก  ทรงกลม  ทรงหลอด  ทรงแบน  และทรงวงแหวน   แม่หญิงจักนำมาร้อยรัดเป็นเครื่องประดับต่างๆอย่างสวยงาม”

จันผาแย้มยิ้ม  เป็นรอยยิ้มแรกของเขานับตั้งแต่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในเหตุการณ์ลึกลับแปลกประหลาดนี้

“เป็นความรู้ที่มีประโยชน์มากเลยครับ   ลวดลายผ้าทอก็ดูสบายตานะครับ”

ชายลึกลับหัวเราะกระหึ่มให้กับคำพูดนั้น

“ลายผ้าเป็นไปตามวิถีชีวิตชุมชนเรา   ชีวิตผองเราเรียบง่ายอยู่กับธรรมชาติ  ป่าเขา  สายน้ำ  ห้วยละหานโตรกธารที่ไหลเรื่อย   ลายผ้าเราย่อมเป็นเส้นตรงเช่นดังนั้น แตกต่างกับวิถีชีวิตของพวกเจ้าที่สลับซับซ้อน ดูยุ่งเหยิง เครื่องนุ่งห่มที่พวกเจ้าสวมใส่จึงมีลวดลายสลับซับซ้อนเช่นเดียวกับวิถีชีวิตพวกเจ้านั่นเอง”

ทันใดนั้นจันผาเห็นสุนัขสีดำ  ลำตัวปราดเปรียววิ่งเข้ามาในโถงถ้ำ  เขาจับตามองอย่างประหลาดใจพร้อมกับเอ่ยถามขึ้น

“ในยุคนั้นมีเลี้ยงสุนัขด้วยหรือครับ”

ชายลึกลับมองตามสายตาจันผาไปยังสุนัขดำตัวนั้นด้วยแววตาเอื้อเอ็นดู

“เจ้าดำอยู่กับพวกเรามานานแล้ว  ช่วยทำมาหากินเก่งนัก   เจ้าดำจมูกดีช่วยดมกลิ่นบอกที่ซ่อนตัวของเหล่าสัตว์ขณะที่เราออกล่ามาทำกิน”

“นอกจากเจ้าดำแล้ว   เรายังมีสัตว์อื่นอีกหลายชนิดที่เลี้ยงไว้นะ   เจ้าอยากเห็นหรือไม่”

“ครับ  ผมอยากเห็นสัตว์เหล่านั้นด้วย”

“เช่นนั้นไปด้วยกัน   เราจักพาไปดูการเพาะปลูกของชุมชนเราด้วย”

เมื่อทั้ง 2 คนเดินออกจากโถงถ้ำแห่งนั้น   ภาพที่ปรากฏต่อหน้าคือลานเพาะปลูกหน้าถ้ำ และคอกสัตว์บางชนิดซึ่งจันผาไม่ทราบว่าพืชผักที่ปลูกอยู่นั้นคืออะไร

“เราปลูกต้นกินได้  ซึ่งเรานำมาจากในป่าแล้วปลูกไว้ใกล้ที่อยู่อาศัย   บางครั้งแม่หญิงกับผู้เฒ่าของเราก็ลำบากที่จักไปเก็บต้นกินได้จากในป่าไกลๆ   เพราะผู้เฒ่ามักเจ็บขา  ส่วนแม่หญิงต้องดูแลเด็กน้อยและทำงานอื่นๆ”

“แล้วสัตว์ที่เลี้ยงไว้ล่ะครับ  มีอะไรบ้าง”

“สัตว์พวกเหล่านี้แต่เดิมก็อยู่ในป่า  เมื่อเราเอามามันยังไม่ตายจึงใส่คอกไว้ดังที่เจ้าเห็น   ต่อมามันออกลูกเพิ่มเป็นหลายตัว   หัวหน้าเผ่าเราจึงเห็นว่าผีฟ้าประทานมา   เราควรเลี้ยงไว้  ต่อไปจักได้ทำกินไม่ต้องลำบากไปจับมาแต่ป่าอีก”

ชายลึกลับพาจันผาเดินไปใกล้คอกสัตว์ เขาพบว่ามีการกั้นแยกเป็นส่วนของคอกหมูและคอกไก่ แต่ละคอกมีอยู่ด้วยกันหลายตัว

จันผาเห็นภาชนะไม้ขุดเป็นรางบรรจุน้ำวางไว้ในคอกสัตว์เหล่านั้น  เขาเดินไปก้มลงมองอย่างสนใจ ทำให้เห็นได้ชัดว่ารางไม้นั้นทำจากไม้สักทั้งท่อนแล้วเจาะตรงกลางให้เป็นร่องเพื่อบรรจุน้ำหรืออาหารไว้ให้สัตว์

ชายลึกลับบอกจันผาว่านอกจากภาชนะไม้แล้วยังมีภาชนะดินเผาอีกด้วย

จันผาเดินตามชายนั้นไปยังซอกเพิงผาแคบๆแห่งหนึ่ง

เขามองเห็นชั้นที่ทำขึ้นจากไม้ซุงผ่าซีก   บนนั้นมีภาชนะที่ทำจากไม้อยู่หลายชิ้น  มีรูปทรงที่แตกต่างกันไป  บ้างก็เป็นรูปทรงพาน ชามมีเชิง  ถ้วย  ถ้วยก้นแบน และรางไม้แบบที่เขาเห็นที่คอกสัตว์แต่ขนาดเล็กกว่า  ทุกชิ้นทำจากไม้สัก  ถูกจัดวางไว้เป็นระเบียบ  แยกส่วนชัดเจน

“เป็นของที่ใช้ในชีวิตประจำวันของพวกเรานั่นเอง”

ชายลึกลับชี้นิ้วไปที่ภาชนะรูปพานที่วางคว่ำอยู่บนชั้นแล้วพูดขึ้น

“แบบนี้เราเห็นคนยุคเจ้าก็มีใช้มิใช่หรือ”

จันผาลูบคลำภาชนะนั้นอย่างเบามือราวเกรงว่ามันจะบุบสลายไปต่อหน้า

“ครับ  พวกเราก็ยังมีแบบนี้ใช้กันอยู่เราเรียกว่าพานไม้  แต่ที่เอาไม้สักทั้งท่อนมาทำแบบนี้หายากแล้วและแพงด้วยครับ   พวกเราจึงทำจากไม้ชนิดอื่นหรือทำจากไม้ไผ่สานลงรักแทนครับ”

“เจ้าพูดถึงลงยางรักบนเนื้อไม้หรือ   ชุมชนเผ่าเราก็นำเชือกชุบยางไม้รักสีดำมาทำเครื่องประดับเข่าแม่หญิงเช่นกัน   นอกจากนั้นแล้วเรายังนำยางรักเคลือบทาลงบนโลงไม้ในการปลงศพของชนเผ่าเราด้วย  ต่อไปเจ้าจักได้เห็น”

“เจ้าเห็นสิ่งซึ่งทำจากไม้แล้ว   เรายังมีที่ทำจากดินเผาอีกด้วย  เราเก็บไว้ในนั้น”

พร้อมกับการชี้มือไปยังโพรงถ้ำเล็กๆด้านขวามือ  ชายลึกลับเดินนำจันผาเข้าไปในถ้ำเล็กๆนั้น

บนพื้นถ้ำที่เป็นแผ่นหินแบนราบ   จันผามองเห็นบางอย่างคล้ายแป้นหมุนสำหรับขึ้นรูปภาชนะดินเผาวางอยู่  เขาเดินไปพิจารณาอย่างใกล้ชิด   ชายลึกลับอธิบายเพิ่มเติม

“เครื่องใช้ดินเผาของเราทำขึ้นจากดินบริเวณใกล้แหล่งน้ำแถบนี้   ในดินจักมีเม็ดทรายปนอยู่มาก เนื้อดินจักละเอียดเหมาะแก่การปั้นหม้อ  ถ้วยเล็กและชาม   เราจักนำดินนี้มาขึ้นรูปด้วยมือผสมแป้นหมุน เมื่อขึ้นรูปร่างดีแล้วเราจักนำเชือกขนาดเล็กและขนาดใหญ่มาทาบทับทำลวดลายลงบนผิวด้านนอกให้สวยงาม”

“เราจักนำของนี้ไปบรรจุอาหารในครัวเรือนแห่งเรา  และใช้ในการหุงหาอาหารด้วยของเยี่ยงนี้จักทนนักแล   นอกจากนั้นยังใช้ใส่ของเซ่นไหว้ให้กับผู้ตายในชุมชนเราด้วย”

จันผาสังเกตเห็นดวงหน้าของชายลึกลับดูหม่นเศร้าลง  ดวงตามเรียวยาวคมเข้มดูเลื่อนลอยกำสรด      เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“มาทางนี้เถิดจันผา เราจักนำเจ้าไปสู่ห้วงเวลาสุดท้ายแห่งเราและเจ้าเมื่อพันกว่าปีก่อนนั้น”

วัตถุและสถานที่รอบกายชายหนุ่มเลือนลางลงดังมีหมอกควันหนาทึบเข้าห่อหุ้มไว้   เพียงชั่วลมหายใจเข้าออก   เขากลับพบตัวเองยืนอยู่ในโถงถ้ำที่เข้ามาในครั้งแรก   ต่างกันแต่ว่าบรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความหดหู่  เศร้าหมอง   ความรู้สึกพลัดพรากครอบงำไปทั่วบริเวณ   หยาดน้ำตาไหลรินอาบดวงหน้าผู้คนในที่แห่งนั้น  บนแท่นหินที่ชายลึกลับเคยนั่งบรรเลงเครื่องดนตรีเตหน่ากู   บัดนี้ปูลาดด้วยผ้าทอผืนเดิม  บนผืนผ้านั้นมีร่างของชายลึกลับนอนหงายเหยียดยาวสงบนิ่งอยู่  ดวงตาเรียวยาวปิดพริ้ม   ริมฝีปากโค้งได้รูปแต่ซีดเซียวหุบสนิท แขนสองข้างทอดยาวข้างลำตัว เตหน่ากูวางพาดไว้ด้านขวามือ

บนพื้นถ้ำด้านขวามือใกล้กับผนังถ้ำจัดตั้งเสาไว้ 4 เสา  มีคานพาดระหว่างเสาแต่ละคู่   ต่ำลงมาบริเวณด้านล่างแท่นหิน  มีไม้สักท่อนยาวขุดเจาะตรงกลางตามแนวนอนลักษณะคล้ายเรือความยาวกว่า 5 เมตรวางอยู่  จากประสบการณ์การขุดค้นทางโบราณคดีของจันผาทำให้เขาจำได้ว่านี่คือโลงไม้ มีฝาวางไว้ใกล้กัน  บริเวณผิวไม้ด้านนอกถูกเคลือบทาไว้ด้วยยางรัก  ตรงปลายไม้ด้านหนึ่งในตำแหน่งหัวโลงถูกถากให้เป็นรูปทรงกลมๆยื่นออกมาจากตัวโลง   ถัดตากโลงไม้ออกมา  มีเครื่องของใช้วางเรียงรายอยู่หลายชิ้น  จันผาเชื่อว่าน่าจะเป็นของใช้ส่วนตัวของชายผู้นั้น

เสียงหนึ่งแว่วมาในจิตสำนึก

“เพลานี้  วาระสุดท้ายได้มาเยือนซึ่งชีวิตเรา  ตัวเราพลาดพลั้งตกจากหน้าผาขณะปีนป่ายเพื่อเก็บดอกไม้งามนำสู่มือแม่หญิงแห่งเรา  เพลานั้นเราเจ็บปวดลึกล้ำในขณะที่ร่างตกลงกระทบกับแผ่นหินเบื้องล่างหุบเหว       พี่น้องแห่งเรานำพาร่างบอบช้ำกลับคืนสู่โถงถ้ำที่อยู่อาศัยวางพักไว้เหนือแท่นหินที่เจ้าพานพบ  เครื่องของใช้แห่งเราถูกจัดวางเตรียมไว้เพื่อบรรจุลงในที่พักพิงสุกท้ายพร้อมร่างเราที่สิ้นแล้วซึ่งวิญญาณ หลังจากนั้นพวกเขาจักนำที่พักสุดท้ายพร้อมร่างเราขึ้นวางบนคานไม้ 4 เสานั้น  ทันทีที่เราสัมผัสได้ถึงมืออันนุ่มนวลแห่งแม่หญิงอันเป็นที่รักวางทาบลงมา  ดวงจิตแห่งเราจึงล่องลอยออกจากร่าง  ส่วนหนึ่งแห่งพลังจิตที่เปี่ยมด้วยความรักอันบริสุทธิ์จึงยังฝังแน่นอยู่ ณ ที่แห่งนี้  ในขณะที่ดวงวิญญาณเวียนว่ายล่องลอยแสวงภพภูมิครั้งแล้วครั้งเล่า   และเจ้าก็คืออณูแห่งเราในภพภูมินี้”

“เพลานี้เราจักนำจิตเจ้ากลับคืนสู่ที่พำนัก  เพื่อว่าวันพรุ่งรุ่งขึ้นเจ้าจักได้ทำหน้าที่ในการขุดค้นร่องรอยอดีตอันยาวนานแห่งชนชาวเรา  สิ่งเดียวที่เราต้องการในการพากเพียรนำเจ้าหมุนย้อนคืนอดีตพันกว่าปีที่ล่วงผ่าน   เพียงเพื่อจักให้ชนรุ่นหลังได้จดจำวารวันแห่งบรรพชนที่ดำรงอยู่ในดินแดนก่อนการจารึกทางประวัติศาสตร์ในที่แห่งนี้   ขอเพียงจงรักและหวงแหนในท้องถิ่นและบรรพชนแห่งตน   หากผู้ใดจักมาเยี่ยมชมของจงได้รักษาไว้อย่าได้ทำลาย เพราะยังมีเรื่องราวในอดีตอีกมากมายที่เราหาได้ถ่ายทอดสู่เจ้าไม่  รอเพียงให้พวกเจ้าค้นพบด้วยตนเองเท่านั้น”

เช้าวันใหม่แสงทองรำไรจับขอบฟ้าโพ้น   จันผาเตรียมตัวสำหรับการทำงานในวันนี้เช่นที่เคยผ่านมาพร้อมกับความตั้งใจลึกๆอยู่ภายในที่จะคืนเม็ดลูกปัดแก้วสีแดงกลับสู่ถิ่นเดิม หลังจากภารกิจที่รอคอยมายาวนานได้ลุล่วงลงแล้ว

เขาเดินไปชะโงกดูหลุมขุดค้นด้านบน มองเห็นบันไดไม้ไผ่ที่ทอดตัวลงไปด้านล่าง ความลึกประมาณด้วยสายตาคงราวๆ 5 เมตร บางด้านมีป้ายเป็นสัญลักษณ์บอกถึงอะไรสักอย่าง การขุดค้นดำเนินไปตลอดระยะเวลา   4 ปี คณะทำงานได้ก้าวล่วงเข้าสู่ดินแดนยุคก่อนประวัติศาสตร์ ร่องรอยทุกอย่าง โบราณวัตถุทุกชิ้น ตลอดจนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏต่อสายตา แสดงให้เห็นถึงเรื่องเหตุการณ์ที่ผ่านมาเนิ่นนานหลายพันปี

 

– อนุพงษ์ –

Don`t copy text!