กราบสุดท้าย

กราบสุดท้าย

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

เด็กสาวหอบหายใจถี่รัว ใบหน้าสีขาวอมชมพูแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด…

คงเพราะเรื่องเล่าของผม… เรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตในวัยเด็กของเธอที่ผมสืบหามาอย่างละเอียด สำหรับเด็กสาวอายุสิบเจ็ด ‘แพร’ นับว่ามีทิฐิและความดื้อรั้นน้อยกว่าเด็กในวัยเดียวกันมาก ลึกๆ แล้วเธอเป็นคนที่มีจิตใจดีงามคนหนึ่ง หากความดีงามนั้น… กลับซุกซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากสก๊อยสาวชื่อกระฉ่อน ผู้ก่อวีรกรรมและความเดือดร้อนให้ชาวบ้านเอาไว้นับไม่ถ้วน!

…แต่จะให้ทำอย่างไร ในเมื่อสังคมสมัยนี้มีกฎหลักอยู่เพียงข้อเดียว… ใครไม่ใช่ผู้ล่า ก็ต้องตกเป็นผู้ถูกล่า เหยื่อบางคนจึงยอมผันตัวเป็นสัตว์ร้ายเพื่อไม่ให้ตนเองตกเป็นผู้ถูกรังแก แพรเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เด็กสาวที่เคยสุภาพอ่อนโยน แปรเปลี่ยนเป็นสาวผู้ช่ำชองในการแว้นมอเตอร์ไซค์และการยั่วยุผู้ชายให้มาหลงใหล… ไร้ซึ่งการรักนวลสงวนตัวจน ‘เกือบ’ ลงเอยด้วยการตั้งท้องมาหลายครั้ง ทั้งหมดเกิดจากความกลัวว่าตนเองจะถูกรังเกียจจากเพื่อนพ้อง จนต้องยอมก้าวเข้าสู่สังคมอุบาทว์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง รู้ตัวอีกที… ความจำยอมก็เปลี่ยนเป็นสันดานที่ฝังรากลึก ไม่สามารถก้าวออกจากวงจรเหล่านั้นได้อีกแล้ว

สารเสพติดและการกระทำตามประสาเด็กแว้นวัยรุ่น ทำลายแพรคนเก่า… ผู้มีจิตใจดีงามและสุภาพเรียบร้อยไปจนหมดสิ้น ทว่าผมดูออก… ลึกๆ แล้ว แพรคนเดิมยังคงรอคอยวันกลับมา สังเกตได้จากหยาดน้ำตาที่ไหลอาบใบหน้าเมื่อได้ฟังเรื่องเล่าของผม… เรื่องเล่าเกี่ยวกับแม่ของเธอเอง

ย้อนกลับไปเมื่อสองเดือนก่อน แม่ของแพรในวัยหกสิบปี ป่วยเป็นโรคร้ายจนต้องมานอนอยู่ในโรงพยาบาล… หลับสนิทโดยมีเพียงเครื่องช่วยหายใจในการยื้อชีวิต เคราะห์ดีที่ยังมีน้องสาวและญาติห่างๆ คอยส่งเงินมาให้เป็นค่าห้องและค่ารักษา จนถึงวันนี้ หญิงชราก็ยังคงไม่ฟื้นคืนสติ จิตใจของแกคงกำลังรอให้ลูกสาวเพียงคนเดียวมาอยู่เคียงข้างในวาระสุดท้ายของชีวิต

…ลูกสาวที่หนีตามผู้ชายไปเมื่อหนึ่งปีก่อน!

ด้วยความที่แพรเป็นคนหน้าตาสะสวย จึงมีผู้ชายนับสิบมาติดพัน หนึ่งในนั้นคือเด็กหนุ่มในกลุ่มเด็กแว้นที่มีฐานะค่อนไปทางร่ำรวย ตรงข้ามกับฐานะของเด็กสาวที่มีแม่เป็นเพียงแม่ค้าในตลาดสด… กิเลสและความต้องการอันไร้ขีดจำกัดย่อมเข้ามาครอบงำ นำไปสู่การมีปากเสียงของสองแม่ลูกซึ่งกลายเป็นจุดแตกหัก! แพรหนีออกจากบ้านไปตั้งแต่ตอนนั้น… หนีไปโดยไม่เคยกลับมาอีกเลย!

ทว่ามารดากลับรอ… รอวันที่ลูกสาวจะกลับมาอีกครั้ง ชีวิตความเป็นอยู่ของหญิงชราเริ่มย่ำแย่ลงทุกขณะ แต่ละวันต้องอดมื้อกินมื้อเพื่อเก็บเงินเอาไว้สำหรับลูก… ในตอนนี้ หากแพรต้องการสิ่งใด ผู้เป็นแม่ก็พร้อมที่จะหามาให้ ขอแค่อีกฝ่ายกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งเป็นพอ

…ทว่าครอบครัวอันอบอุ่นที่หญิงชราวาดหวังเอาไว้กลับไม่เคยเกิดขึ้น!

ร่างกายที่ทรุดโทรมเนื่องจากการทำงานหนัก ทำให้แม่ของแพรล้มป่วยเป็นโรคร้าย ต้องนอนไร้สติอยู่ในโรงพยาบาล รอเวลาที่ลูกสาวจะกลับมาหาเป็นครั้งสุดท้าย แม้จะไม่เห็นหน้า ไม่มีโอกาสพูดคุย ทว่าสำหรับคนเป็นแม่ แค่สัมผัสจากฝ่ามือของผู้เป็นลูก ก็คงทำให้หญิงชราปล่อยวางและตายตาหลับได้อย่างสงบ… น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสเป็นเช่นนั้น เพราะขณะที่แกกำลังนอนไม่รู้สึกตัวอยู่ในห้องรักษา แพรกลับออกไปมั่วสุมกับเพื่อนในกลุ่ม ไม่มีความสนใจไยดีเลยแม้แต่น้อย!

เคราะห์ร้าย… เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน แพรมาทำธุระแถวนี้โดยบังเอิญและประสบอุบัติเหตุขณะนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของเพื่อน เด็กสาวถูกพามาส่งที่โรงพยาบาลเดียวกับที่แม่นอนอยู่ เคราะห์ดีที่อาการไม่หนักมาก ตรงข้ามกับบุพการีที่ตอนนี้อาการกลับทรุดลงอย่างน่าเป็นห่วง! จิตใจของหญิงชราอาจรู้สึกได้ว่าบุตรสาวต้องไม่มาหาตนเป็นแน่ นี่คือสิ่งที่แพรทำมาตลอด เมินเฉย… ทำเหมือนผู้เป็นแม่ไม่มีตัวตน ผมไม่อาจทนรับกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ จึงรีบมาหาแพรที่โรงพยาบาลแห่งนี้… อย่างน้อย ก็ขอให้เด็กสาวได้อยู่เคียงข้างแม่เป็นครั้งสุดท้ายก็ยังดี

“แล้วเป็นยังไงต่อ? แม่ของฉัน… แม่…”

แพรเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหย น้ำตาไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจควบคุมอยู่ แม้เธอจะอายุพอๆ กับผม ทว่าในตอนนี้… ผมกลับรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายเป็นเด็กน้อยผู้น่าสงสารที่กำลังรอฟังนิทานอันโศกเศร้าเกี่ยวกับชีวิตของผู้บังเกิดเกล้า

“ใช่… แม่ของเธอแอบอยู่หลังตู้เก็บเอกสาร มองเธอขึ้นไปร้องเพลงบนเวที ท่านคงไม่อยากให้เธออายที่มีแม่แบบ… แบบที่เธอกับเพื่อนรังเกียจล่ะมั้ง”

“ฉัน… ฉันไม่เคยรังเกียจแม่” เด็กสาวอธิบายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ร่างบนเตียงสั่นระริกราวกับพยายามข่มกลั้นความเจ็บปวดในใจที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ผมเห็นดังนั้นจึงพยายามส่งยิ้มให้กำลังใจ ตรงข้ามกับความเสียใจที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเงียบๆ… แพรช่างน่าสงสารยิ่งนัก เธอก็เหมือนกับเด็กวัยรุ่นคนอื่นๆ คิดว่าพ่อแม่น่ารำคาญและมักตวาดหรือเผลอทำร้ายร่างกายพวกท่าน กว่าจะสำนึกได้ก็สายเกินไปเสียแล้ว

“ฉัน… ฉันแค่ไม่อยากให้เพื่อนดูถูก ตอนนั้นฉันอยู่แค่ม.สาม พวกนั้นเสนอให้ฉันเข้ากลุ่ม แลกกับการที่ฉันจะไม่ถูกแกล้งเหมือนคนอื่นๆ พวกนั้นรังเกียจแม่… หาว่าแม่เป็นแม่ค้าสกปรก หาว่า…” แพรละล่ำละลักไม่ทันจบ น้ำตาระลอกใหญ่ก็พรั่งพรูออกมาอย่างไม่อาจควบคุม ผมเห็นดังนั้นจึงรีบเอ่ยขึ้น ไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้สึกเครียดจนเกินไปนัก

“ไม่เป็นไร… เราเข้าใจความรู้สึกเธอ”

สิ้นคำพูดของผม ความเงียบอันน่าอึดอัดก็เข้ามาแทนที่เป็นเวลานานสองนาน มีเพียงเสียงสะอื้นของเด็กสาวดังมาเป็นจังหวะ แพรยกมือข้างที่มีผ้าพันแผลพันอยู่ขึ้นมาเช็ดน้ำตา ผมมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกเศร้าหมอง

…คิดมาถึงตรงนี้ ก็อดนึกขำขึ้นมาไม่ได้ จิตใจของมนุษย์ช่างเป็นสิ่งที่บอบบางยิ่งนัก หากเป็นเมื่อก่อน เรื่องเล่าของผมคงไม่ซึบซับเข้าไปในหัวสมองของแพรเลยสักนิด หากแต่ในตอนนี้… ตอนที่เพิ่งผ่านความเป็นความตายและรับรู้ว่าแม่กำลังจะจากไป เด็กสาวกลับตั้งใจฟังและรู้สึกผิดที่ตนไม่ได้รักแม่เท่าที่ควร… ดูเหมือนอุบัติเหตุกับการสูญเสียก็ยังก่อให้เกิดผลดีได้บ้าง

“นายเล่าเรื่องแม่ให้ฟังอีกหน่อยได้มั้ย?”

แพรถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหย ผมเห็นดังนั้นจึงพยักหน้าเล็กน้อย

“แม่ของเธอเคยถูกงูฉก ตอนที่เธอยังเด็ก… งูตัวหนึ่งเลื้อยเข้ามาในห้องครัว เธอคงจะถูกกัดไปแล้วถ้าแม่ของเธอไม่มาขวางเอาไว้”

ดวงตารื้นน้ำพลันเบิกกว้างราวกับไม่เชื่อหู แพรคงกำลังเปรียบเทียบระหว่าง ‘ความรักที่แม่มอบให้’ กับ ‘ความรักที่ตนมอบให้แม่’… ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าอย่างไหนจะมีน้ำหนักมากกว่า ถ้าเด็กสาวเห็นแม่กำลังจะถูกงูฉก คงไม่วายวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ไม่เข้าไปขวางคมเขี้ยวของสัตว์ร้ายอย่างที่หญิงชราทำอย่างแน่นอน

ผมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายก่อนจะหยิบสมุดเล่มหนึ่งขึ้นมา… มันคืออัลบั้มที่แม่ของแพรเก็บเอาไว้ อัลบั้มที่เก็บภาพในแต่ละช่วงวัยของเด็กสาว ตั้งแต่ตอนเด็กจนถึงตอนโต ในภาพนั้น… เด็กหญิงแพรกำลังฉีกยิ้มอย่างมีความสุข เคียงข้างร่างของผู้เป็นแม่ที่กำลังฉีกยิ้มอย่างนุ่มนวล

ผมส่งอัลบั้มให้เด็กสาว เธอหยิบมันมาพิจารณาเล็กน้อยก่อนจะเปิดไล่ตั้งแต่หน้าแรก ดวงตาคู่นั้นทำให้ผมอยากจะเบือนหน้าหนี… มันเป็นดวงตาที่แฝงไว้ด้วยอารมณ์อันหลากหลาย เศร้าโศก เสียใจ ผิดหวัง… ทุกความรู้สึกล้วนกลั่นกรองออกมาเป็นน้ำตาหยดแล้วหยดเล่า สะท้อนผ่านใบหน้าเหยเกที่บิดเบี้ยวราวกับกำลังทุกข์ทรมานแสนสาหัส แพรเปิดอัลบั้มมาจนถึงหน้าสุดท้าย ความรู้สึกของเธอตอนนี้คงคล้ายกับมีมือที่มองไม่เห็น… กระซวกเข้าไปในทรวงอกแล้วบดขยี้หัวใจให้แหลกสลายอย่างไม่เหลือชิ้นดี

“นายเป็นใคร?… ทำไมถึงรู้เรื่องแม่ฉันมากขนาดนี้?”

ในที่สุด… คำถามนี้ก็มาถึง แพรเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองสนทนาอยู่กับเด็กหนุ่มแปลกหน้ามาได้เกือบสามชั่วโมงแล้ว แถมยังเป็นเด็กหนุ่มที่รู้เรื่องราวในชีวิตของเธอทุกกระเบียดนิ้วอีกด้วย

“เราจะเป็นใคร… ไม่สำคัญ ที่สำคัญที่สุดคือข่าวร้ายที่เรากำลังจะบอกต่างหาก” ผมพูดพร้อมยกมือขึ้นดูนาฬิกาข้อมือ… สามโมงห้าสิบสองนาที จวนจะถึงเวลาแล้วสินะ

“แม่ของเธอจะตายในอีกแปดนาทีข้างหน้า”

สิ้นคำพูดอันหนักแน่น อัลบั้มในมือของแพรก็ถูกปล่อยลงกับพื้น เด็กสาวเบิกตาโพลง… จ้องมาที่ผมด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ปากขาวซีดอ้าค้างก่อนจะละล่ำละลักออกมาด้วยความตกใจ

“ไม่นะ!… แม่!… แม่!!”

แพรกรีดร้องลั่น ก่อนจะถลาลุกลงจากเตียง พุ่งตรงไปที่ประตูห้องอย่างไม่สนใจอะไรอื่น เนื่องจากอาการบาดเจ็บ ทำให้เธอต้องวิ่งไปกะโผลกกะเผลกอย่างน่าเวทนา ผมรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายจะไปไหน… ห้องพักของแม่ที่อยู่ถัดขึ้นไปหนึ่งชั้นนั่นเอง

…เวลาช่างเดินเร็วยิ่งนักในความรู้สึกของผม ครั้นก้มลงมองนาฬิกา ก็พบว่าเหลือเวลาอยู่เพียงสามนาทีเท่านั้น ในใจลุ้นว่าเด็กสาวจะพาร่างของตนขึ้นไปถึงชั้นบนในสภาพสะบักสะบอมเช่นนี้ได้หรือไม่…

คำตอบคือ… ได้

ประตูห้องพักคนไข้ถูกผลักเปิดอย่างแรง… เตียงของหญิงชราตั้งอยู่ติดผนัง รายล้อมด้วยหมอหนึ่งคนและพยาบาลอีกสองที่กำลังทำสีหน้าเคร่งเครียดยามมองไปที่เครื่องวัดสัญญาณชีพของผู้ป่วย ไม่ต้องเดาก็รู้… ร่างที่นอนอยู่บนเตียงนั้นคงใกล้หมดลมหายใจเต็มทีแล้ว

ทุกสายตาพลันหันมามองขณะที่เด็กสาวเดินกะโผลกกะเผลกเข้าไปหาผู้เป็นแม่ ผมที่ตามมาติดๆ มองภาพนั้นพร้อมผุดยิ้มที่มุมปาก ตรงกันข้าม… ดวงตาของผมกลับรื้นน้ำขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม แพรค่อยๆ ย่อตัวลงที่ปลายเตียงของผู้บังเกิดเกล้า ก่อนจะพนมมือขึ้นแล้วกราบแทบเท้าของผู้เป็นแม่ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของหมอและพยาบาลทุกคน ริมฝีปากของเด็กสาวเหยเก พร้อมกับน้ำใสๆ ที่เอ่อล้นขอบตาดำคล้ำ ตอนนั้นเอง… สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น

แขนข้างหนึ่งของหญิงชราที่ควรจะแน่นิ่ง… บัดนี้กลับชูขึ้นกลางอากาศราวกับกำลังเรียกลูกสาวให้เข้ามาหา! แพรเห็นดังนั้นจึงคว้ามือข้างนั้นมาแนบไว้กับใบหน้า ร้องไห้พร้อมละล่ำละลักเป็นประโยคที่ฟังแทบไม่ได้ศัพท์

“แม่… แพรขอโทษ… แพรขอโทษกับทุกๆ สิ่งที่ทำ แพรรักแม่… แม่อย่าเป็นอะไรเลยนะคะ!”

แม้จะเป็นเพียงคำพูดง่ายๆ หากแต่รวบรัดได้ใจความ รอยยิ้มพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหญิงชรา มือเหี่ยวย่นสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะร่วงลงบนเตียง… แน่นิ่ง ไม่ไหวติง ตามมาด้วยเสียง ‘ติ๊ดดดด’ ยาวๆ ของคลื่นหัวใจที่กลายเป็นเส้นตรง บ่งบอกว่าวิญญาณของผู้เป็นแม่ได้หลุดลอยออกจากร่างไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!

“แม่… แม่!!!!!”

แพรกรีดร้องลั่นอย่างไม่อายใคร พร้อมเขย่าร่างของบุพากรีอย่างบ้าคลั่ง ท่ามกลางสายตาตกใจปนสงสารของหมอและพยาบาลทุกคน วินาทีนั้นเอง… เด็กสาวก็เงยหน้าขึ้น หันซ้ายแลขวาหมายจะมองหาผม แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ผมไม่ได้อยู่ในห้องนั้นอีกแล้ว… แต่กลับเดินอยู่บนทางเดินชั้นล่างสุดของโรงพยาบาล ในหัวครุ่นคิดถึงสิ่งที่ตนได้ทำลงไป

ผู้คนนับสิบเดินกันขวักไขว่… พวกเขาทะลุผ่านตัวผมไปราวกับเป็นธาตุอากาศว่างเปล่า

ไม่สิ… คนเหล่านั้นไม่ใช่ธาตุอากาศ… ผมต่างหากที่เป็น!

หลายปีหลังจากเสียชีวิต… สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้คือชีวิตของคนเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เราอาจตายในอีกหนึ่งชั่วโมง หนึ่งวัน หนึ่งปี หรืออาจจะอีกสิบปีข้างหน้า… มีเพียงโชคชะตาเท่านั้นที่เป็นตัวตัดสิน และนี่คือเหตุผลที่ผมเดินทางมาหาแพร เธอคือเด็กคนที่ห้าสิบแล้วกระมังที่ผมเดินทางมาหา ทั้งหมดที่ทำไป ก็เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องทุกข์ทรมานแบบที่ผมต้องพบเจอ!

…หากผมยังมีชีวิตยู่ เราสองแม่ลูกก็คงได้ปรับความเข้าใจกัน และกลายเป็นครอบครัวที่อบอุ่นจนถึงทุกวันนี้ น่าเสียดาย… ในวันที่ผมคิดกลับตัวกลับใจและกำลังจะไปขอโทษแม่ โชคชะตากลับเล่นตลกและพรากชีวิตของผมไปด้วยอุบัติเหตุ มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น อย่างน้อยก็ขอให้ผมได้กลับไปพบหน้าแม่แล้วพูดคุยกับท่านเป็นครั้งสุดท้ายก็ยังดี…

เด็กที่ต้องประสบชะตากรรมเดียวกับผมนั้นมีอยู่อีกมาก… และนี่คือเหตุผลที่ผมไม่ยอมไปตามทางที่วิญญาณสมควรไป… เพื่อทำให้เด็กเหล่านั้นสำนึกได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสาย การกระทำของผมก่อให้เกิด ‘กราบสุดท้าย’ อย่างเหตุการณ์ของแพรมานับครั้งไม่ถ้วน

กราบสุดท้าย… การบอกรักครั้งสุดท้ายของบุตรและมารดา… การตอบแทนบุญคุณครั้งสุดท้ายแก่ผู้ที่ให้กำเนิดชีวิต และเฝ้าทะนุถนอมรักใคร่เรายิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ เพียงเท่านี้ ก็นับเป็นความรู้สึกที่ดีงามที่สุด งานของผมยังไม่จบ… และจะไม่มีวันจบ จนกว่าโลกทั้งใบจะไม่มีคนที่หลงผิด… ที่กว่าจะสำนึกได้ก็สายเกินแก้เสียแล้ว ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะมีมากเท่าไหร่ ผมจะไม่มีวันเปลี่ยนใจหรือยอมแพ้ ความรักระหว่างบุตรและมารดาเป็นสิ่งที่ดีงามเกินกว่าจะปล่อยผ่าน… ความรักที่บริสุทธิ์ ประหนึ่งเพชรเม็ดงามที่ไม่สามารถตีค่าเป็นราคา ไม่มีสิ่งใดจะเปลี่ยนแปลงจุดมุ่งหมายของผมได้

…ไม่มี

– พงศภัค –

 

Don`t copy text!