นิศาชล

นิศาชล

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

หนังสือรุ่นคือจุดเชื่อมโยงระหว่างเขาและนิศาชล

เขา หรืออีกชื่อหนึ่งคือนายสุรกิจ เด็กนักเรียนหน้าใหม่ ชั้น ม. 4/7 ในขณะที่นิศาชลคือนักเรียนหญิงชั้น ม. 4/1 สุรกิจเป็นเพียงเด็กนักเรียนชายที่ชอบนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่ตรงมุมห้อง เขาเป็นนักเรียนที่เป็นเศษของเลขคี่ในห้องเรียนที่โต๊ะเรียนถูกจัดวางไว้เป็นคู่ ส่วนนิศาชลเป็นนักเรียนหญิงที่สวยจนเขาไม่อาจละสายตาที่จะจับจ้อง สวยในระดับคำทักทายเพียงคำเดียว เขาก็ไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกไป

‘ตะเข็บเสื้อทางขวาของเธอขาดเป็นรอย’

นี่คือประโยคแรกที่เขาได้มีโอกาสสื่อสารกับนิศาชล ไม่ใช่ด้วยเสียง หากแต่เป็นตัวหนังสือความยาวขนาด 10 คำที่เขาแอบเขียนบนหนังสือเล่มหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ เขาสารภาพว่าเขาไม่กล้าแม้แต่จะสบสายตาเธอให้ยาวนานกว่าชั่ววินาทีหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สุรกิจก็ไม่อาจปล่อยให้คนอื่นได้เห็นผิวเนื้อของเธอที่เผยออกมาทางตะเข็บที่ปริแตกนั้นได้ เขาจึงอาศัยช่วงจังหวะที่เธอเดินลุกไปเข้าห้องน้ำ แอบเขียนลงในหนังสือตรงหน้าของเธอเสีย เขายังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ เขาแอบยืนมองเธอที่กำลังก้มลงอ่านประโยคที่เขาเขียนไว้เด่นในหนังสือเล่มนั้น ใจเขาเต้นสั่น เขาไม่เคยรู้สึกว่าแผ่นอกของเขาบางราวกับกระดาษเท่ากับวันนั้นมาก่อนเลย

‘ขอบคุณมาก เธอคือนักเรียนที่ชอบนั่งมองต้นราชพฤกษ์ขณะเรียนคนนั้นใช่ไหม’

นิศาชลไม่ได้ตอบออกมาเป็นเสียง แต่ก็สื่อสารออกมาทางบรรทัดต่อไปของหนังสือรุ่นที่วางทิ้งไว้บนห้องสมุดเช่นกัน เธอเดินออกจากห้องสมุดไปแล้ว แต่หัวใจเขายังคงเต้นไม่หยุด เมื่อได้เห็นว่าเธอทิ้งข้อความไว้สื่อสารกับเขาไว้อย่างนี้ เขาได้รู้จักเธอแล้ว นิศาชล เด็กหญิงที่สวยงามราวภาพวาด ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงการสนทนาผ่านหยาดหมึกที่ไร้สำเนียงก็ตาม

นิศาชลเป็นผู้หญิงอ่อนโยนกว่าที่เขาคิดมาก

ถึงแม้ว่าเธอจะสวยและดูสูงค่าเกินกว่าจะลดตัวมาพูดคุยกับผู้ชายธรรมดาอย่างเขา แต่หลังจากที่พวกเขาทั้งคู่ได้สนทนาผ่านตัวอักษรบนหนังสือเล่มเก่ามากว่า 20 ครั้ง วันหนึ่ง นิศาชลก็อดรนทนไม่ไหว เธอวางปากกาลงเสียงดัง ก่อนที่จะเดินตรงมาหาเขาที่แอบซ่อนดูอยู่ตรงชั้นวางหนังสือ หัวใจของเขาตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เสียงกระแทกปากกาลงบนโต๊ะของเธอทำให้เขาจินตนาการว่าเธอจะลุกขึ้นมาผรุสวาทด่าทอด้วยความรำคาญเป็นแน่ หากแต่ไม่ใช่เลย เธอคลี่รอยยิ้มสวยอวด และเอ่ยชวนเขาไปเดินเล่นด้วยน้ำเสียงที่แทบจะหายไปในลำคอ

พวกเขาซื้อไอศกรีมรสกะทิกันมาคนละก้อน

เขายังจำความรู้สึกได้ดี บทสนทนาของเด็กชายและเด็กหญิงบนสะพานข้ามแม่น้ำที่มีรถยนต์ขับผ่านวูบไหวไปมา พวกเขาทั้งคู่ต่างตื่นเต้นที่จะรู้จักกันและกัน นิศาชลเป็นผู้หญิงที่ผิดแผกไปจากที่เขาวาดภาพไว้มาก เธอเป็นผู้หญิงที่ห่างจากขนบความเป็นไทยไปไกลโข เธอพูดคุยกับเขาเรื่องเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ เธออ่านหนังสือปรัชญาหลายเล่มตรงกับเขา เคมีของเธอและเขาเข้ากันพอเหมาะพอควรกันอย่างประหลาด ถึงแม้ว่านิศาชลจะต่างจากที่เขาคิด แต่เธอทำให้หัวใจของเขาเต้นไม่หยุด และนั่นไม่ใช่เรื่องที่ผิดไปจากที่เขาคาดคะเนไว้แม้แต่นิดเดียว

“เธอกล้าโดดลงไปไหม”

เด็กหญิงหันมาถามในขณะที่พวกเขากำลังนั่งกันอยู่บนราวสะพานสูง เธอหัวเราะเสียงดังตอนเขาวิจารณ์งานของ ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ ก่อนที่เธอจะเอ่ยถามเขาด้วยสีหน้าที่กึ่งจะยั่วเย้าและยิ้มเยาะเขาอยู่ในที

“แล้วเธอล่ะ กล้าโดดเหรอ”

เขาเลือกที่จะไม่ตอบสิ่งที่คิดอยู่ในเบื้องลึกออกไป แต่ส่งคำถามแนบเครื่องหมายปรัศนีกลับไปยังเธอบ้าง เขายังยิ้มกว้าง ถึงแม้ว่าจะมีเหงื่อไคลซึมออกมาทางไรผมอยู่พอสมควร

“กล้าสิ เธอคิดว่าฉันไม่กล้าเหรอ”

นิศาชลตอบ เธอชะเง้อหน้าไปมองผืนน้ำเชี่ยวเบื้องล่างอย่างไม่ยี่หระอะไร ขาทั้งสองของเธอแกว่งไปมาอย่างไร้อาการวิตกกังวล

“เพื่อพิสูจน์การมีอยู่ของชีวิต?”

สุรกิจถามกลับไปด้วยน้ำเสียงที่สูงขึ้นตอนท้ายเป็นเชิงถาม สายตาของเขาคะเนคงไม่พลาด หากร่างกายของเขาตกลงไปสู่เบื้องล่างจากจุดนี้ เขาก็คงได้คืนชีวิตให้กับสถานที่ที่จากมาเป็นแน่แท้

“เพื่อพิสูจน์การมีอยู่ของพวกเราต่างหาก”

นิศาชลหันกลับมาตอบพร้อมรอยยิ้มเย็น ในจังหวะเสี้ยวความรู้สึกนั้น เขารู้สึกบางเบาอย่างประหลาด อุปมาเหมือนตัวเขาจะสามารถล่องลอยไปบนอากาศก็ว่าได้ เพียงแต่ในความเป็นจริงแล้วร่างกายเขายังอยู่บนทำเนียบระเบียงเหล็กที่แสนจะเยียบเย็นอยู่เช่นเดิม

“ถ้า…”

“ถ้าเธอโดด ฉันจะโดดพร้อมเธอ”

เด็กหญิงพูดสวนกลับมาท่ามกลางถ้อยคำที่หวาดระแวงของเขา นิศาชลทรงตัวลุกขึ้นราวกับว่าจะคืนร่างกายให้กับท้องฟ้ากว้าง เธอทรงตัวอยู่บนราวสะพานเหล็กขึ้นสนิมอย่างหมิ่นเหม่ รอยยิ้มที่ส่งมาให้ขณะนั้นชวนให้ก้อนในอกของเขาพองฟูราวกับสาสน์เทียบเชิญสู่งานเลี้ยงรสหวาน

“ถ้าเธอโดด ฉันจะโดดพร้อมเธอ”

เขาเอ่ยคำมั่นราวกับเป็นพันธสัญญา เด็กชายทรงตัวลุกขึ้นยืนบ้าง เขาหันไปมองหญิงสาวที่เป็นดั่งความฝันของเขาด้วยรอยยิ้ม ณ ห้วงขณะจิตนั้น สุรกิจคิดว่าการมีอยู่ของพวกเขาทั้งคู่สำคัญกว่าสิ่งใด

“ระวัง!”

“จังหวะนี้แหละ!”

“ชาร์จ!”

เสียงอื้ออึงดังจากทางด้านหลังของเขา ร่างกายของสุรกิจถูกดึงกลับมาสู่แผ่นดังเบื้องหลังอย่างรุนแรง หลังของเขากระแทกไปบนพื้นอย่างเต็มรัก เสียงรถฉุกเฉินดังลั่นจนหูของเขาแทบแตก เด็กชายมองไม่เห็นใครทั้งสิ้นในอารมณ์นั้น ตัวเขาถูกมัดเข้ากับเปลส่งขึ้นรถพยาบาล ผู้คนร่างกำยำมากมายบดบังระหว่างเขากับนิศาชลไว้ เด็กชายถูกพรากออกมาจากดินแดนแห่งพันธสัญญาของพวกเขาเสียแล้ว รถพยาบาลแล่นพาร่างกายของเขาออกมาไกลในเส้นทางที่ไม่อาจหวนคืน

“คุณป่วยเป็นโรคซึมเศร้านะครับ”

เสียงของจิตแพทย์พูดกับเขาอย่างสุภาพ สุรกิจกำลังนั่งอยู่ในห้องผืนผ้าสีขาวสะอาด ภายในกล่องสี่เหลี่ยมนั้นมีโต๊ะตั้งอยู่ตัวหนึ่ง ฝั่งหนึ่งเป็นคุณหมอในชุดสะอาด อีกฝั่งหนึ่งเป็นตัวเขา และมารดาของเขาที่กำลังจับมือของเขาเอาไว้

“ผมไม่ได้เศร้านี่ครับ”

เด็กชายอดจะเอ่ยเถียงไปตามความคิดเห็นในใจไม่ได้ เขาไม่ได้เศร้าเสียหน่อย เขากำลังมีความสุขอยู่มากต่างหาก เขายังจำความรู้สึกที่จะได้ปลดปล่อยตัวเองออกจากโลกสีเทาได้ดี สุรกิจไม่เคยรู้สึกเป็นเจ้าของอิสรภาพขนาดนี้มาก่อนเลย

“เขาคงยังปรับตัวเข้ากับโรงเรียนใหม่ไม่ได้ กลับบ้านมาเขาชอบปิดตัวเงียบอยู่ในห้อง ตอนอยู่โรงเรียน ครูประจำชั้นก็แจ้งว่าเขาไม่มีเพื่อนเท่าไหร่ ลูกรู้สึกกับโรงเรียนอย่างไรบ้าง บอกคุณหมอไปสิลูก”

แม่ของเขาหันมาพูดอย่างปรานี ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยสักประการที่ผู้เป็นมารดาพูด เขาก็ไม่กล้าหักหาญน้ำใจใดๆ ได้ด้วยการเอ่ยปฏิเสธไป แต่ในทางความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ ใครว่าเขาไม่มีเพื่อน นั่นไม่ใช่เรื่องจริงสักหน่อย ความรักของเขากำลังไปได้ดีกับนิศาชล

“แต่ผมยังมีนิศาชลนะแม่ ผมตั้งใจจะพาไปให้แม่รู้จัก” เขาเอ่ยเถียง

“โธ่ ลูก”

แม่ของเขาไม่ตอบอะไรไปมากกว่าคำสั้นๆ สองคำที่ไม่ได้ช่วยสร้างความเข้าใจอันใดให้เขาเลย มือของแม่ที่กำลังจับเขาอยู่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ แม่ดูจะเป็นคนป่วยได้แนบเนียนกว่าเขาเสียอีก

“ไม่เป็นไรนะครับ เอาเป็นว่า ตอนนี้พวกเราเริ่มต้นยาต้านซึมเศร้ากันก่อน ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้นครับ” คุณหมอหันไปคุยกับเขาและแม่ในเวลาเดียวกัน

“ผมไม่ได้เศร้านี่ครับ” เขายังยืนยันจะพูดตามสิ่งที่ตนรู้สึก

“จากที่สัมภาษณ์มา คุณมีอาการนอนไม่ค่อยหลับ ไม่อยากอาหาร ไม่ค่อยอยากเข้าสังคม ยาพวกนี้จะช่วยได้นะครับ” แพทย์อีกฝั่งของโต๊ะกว้างพูดอย่างใจเย็น

“แต่ผมไม่ได้มีปัญหากับเรื่องเหล่านี้นี่ครับ แล้วผมจะต้องกินยาไปทำไม ชีวิตผมก็มีความสุขดี” สุรกิจยืนยันเช่นเดิม

“อาการพวกนี้จะทำให้คุณเรียนหนังสือได้แย่ลงนะครับ หมอเกรงว่าจะส่งผลต่อการเรียนในอนาคต” อีกฝ่ายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ

“แต่…”

“ถือว่าแม่ขอร้องได้ไหมลูก ถือว่ากินยาให้แม่ได้ไหมลูก ลูกจะได้เรียนหนังสือได้มีสมาธิมากขึ้น ลูกช่วยกลับมาเป็นรอยยิ้มให้แม่ได้ไหม”

ถึงแม้ว่าเขาจะอยากโต้เถียงสิ่งใดออกไปมากเท่าไหร่ แต่ความปรารถนาเหล่านั้นก็ไม่ชนะน้ำตาของหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่กำลังสื่อสารกับเขาได้ สุรกิจพยักหน้าอย่างยอมจำนนต่อผู้ใหญ่ทั้งสองในที่สุด เด็กชายยอมประกาศปราชัย ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยกับการกินยาชื่อไม่เพราะเหล่านี้เลยสักนิดก็ตาม

จิตแพทย์ไม่ได้โกหก แต่พูดความจริงเรื่องซึมเศร้ากับเขาเพียงครึ่งเดียว

คุณภาพชีวิตของเขาดีมากขึ้น ใบเหลียงผัดไข่รสมือแม่กลับมาอร่อยอีกครั้ง ช่วงเวลา 2 ชั่วโมงก่อนนอนไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป ไม่มีสายตาอาฆาตจากเพื่อนผู้ชายตรงโต๊ะหน้า ไม่มีหัวข้อติฉินนินทาจากเพื่อนผู้หญิงตรงโต๊ะถัดไป สุรกิจเริ่มมีเพื่อนไปกินข้าวกลางวันที่โรงอาหารเป็นครั้งแรก ชีวิตของเขาดูเหมือนจะดีขึ้นทุกอย่าง ขาดแต่เพียงสิ่งเดียว นั่นคือ นิศาชล

“…”

สุรกิจถอดหายใจยาวเหยียด แต่ก็ปราศจากคำพูด เขากลับมาเดินเตร็ดเตร่แถวย่านชุมชนที่เขาเคยมาออกเดตกับนิศาชลอีกครั้ง ถึงจะกระดากปากไปบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าวันนั้นเป็นการออกเดตที่ยอดเยี่ยมระหว่างเขากับรักครั้งแรกของเขาเลยเชียวล่ะ เสียก็เพียงอย่างเดียว ตอนจบของเขาไปสิ้นสุดที่โรงพยาบาล และเขาก็ไม่มีโอกาสได้เจอหน้าเด็กหญิงคนนั้นอีกเลย

“นิศาชล…”

สุรกิจเผลอรำพึงออกมาด้วยเสียงที่ดังอยู่ในลำคออย่างแทบไม่เชื่อสายตา คิ้วของเขาขมวดกันเมื่อเห็นหญิงสาวตามหากำลังนั่งอยู่บนราวแห่งความหลังของพวกเขา นิศาชล นั่นคือนิศาชล เขาไม่ได้ตาฝาดไปอย่างแน่นอน เขาอาจจะเคยหลงละเมอว่าเสียงจุดเตาไฟเป็นเสียงคล้องโซ่ตรวนอยู่บ้าง แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะเห็นคนที่เขาตามหาผิดไป เธอยังอยู่ในชุดนักเรียนตัวสวย กระโปรงยาวเลยเข่าเผยให้เห็นปลีน่องที่กำลังโยกไหวไปขณะที่เธอกำลังหันมาสบตาเขาอยู่นั่น นี่แปลว่าเธอไม่ได้ลาออกจากโรงเรียนไป เธอแค่พยายามหลบหน้าเขาเท่านั้นเอง

“คิดถึง”

เขาเอ่ยออกไปด้วยท่วงโทนเสียงที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นความรัก สุรกิจกุลีกุจอไต่ขึ้นไปนั่งบนราวสะพานเหล็กข้างๆ อีกฝ่ายอย่างตื่นเต้น หัวใจเขากลับมาพองฟูอีกครั้งอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

“นี่คือคำพูดแรกที่ฉันได้ยินจากคนที่ทิ้งฉันไปหรือเนี่ย”

เด็กหญิงในวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คำพูดของเธอดูจะติดประชดประชันอย่างเสียไม่ได้ แววตาของเธอดูแข็งกร้าวและปราศจากความเป็นมิตรเช่นคุ้นเคย

“ฉันไม่ได้ทิ้งเธอ เธอต่างหากที่หลบหน้าฉัน”

เขาเผลอพูดออกไปแล้วก็แทบจะอยากยกมือขึ้นมาตบปากตัวเอง ในจังหวะแบบนี้เขาควรจะขอโทษสินะ เห็นบรรดานักปราชญ์ชอบพูดกันเป็นนักเป็นหนาว่า สำหรับอิสตรีแล้ว คำขอโทษสำคัญกว่าคำอธิบาย

“นั่นคือคำเธอหรือ เธอสัญญากับฉันว่าเราจะโดดลงไปด้วยกัน แต่สุดท้ายเธอก็โกหกฉันเหมือนทุกคน ตอนที่เธอจากไป เธอลืมหรือเปล่าว่าทิ้งใครไว้ที่นี่”

เสียงของนิศาชลจะว่าน้อยใจโศกเศร้าก็คงได้ แต่จะบอกว่าแฝงไว้ด้วยความเกรี้ยวกราดกึ่งจะผรุสวาทก็คงไม่ผิด กาลเวลาแยกช่องว่างระหว่างพวกเขาไปมากโข

“ฉันไม่ได้ตั้งใจ เธอก็เห็น ฉันถูกบังคับ ฉันไม่ได้เต็มใจจะทอดทิ้งเธอเสียนิดเดียว ฉันพยายามกลับมาหาเธอหลายครั้ง แต่ฉันก็ไม่เจอ” สุรกิจพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ

“โกหก”

“ฉันเปล่า”

“เธอก็รู้ว่าหากพบฉัน เธอควรจะทำอย่างไร เธอหวังว่าอาการไขสือของเธอจะหลอกฉันได้หรือ”

“ฉันเปล่า”

“ถ้าเธอโดด ฉันจะโดดพร้อมเธอ”

“ถ้า…”

“ถ้าเธอไม่โดด นั่นหมายว่าเธอทอดทิ้งฉัน”

“แต่ฉัน…”

“เธอจะทิ้งฉันเหรอ”

“ฉันไม่…”

“ดังนั้นเธอต้องโดด”

“แต่แม่ฉัน…”

“เธอต้อง…”

“แต่…”

“ถ้าเธอโดด ฉันจะโดดพร้อมเธอ”

“ถ้าเธอโดด ฉันจะโดดพร้อมเธอ”

“ระวัง!”

“จังหวะนี้แหละ!”

“ชาร์จ!”

ราวกับนี่จะเป็นเวลาที่วิ่งวนบนปากขวดโหลสีขุ่นที่ไม่มีวันสิ้นสุด ในชั่วขณะอารมณ์ที่เขาตัดสินใจจะปลดปล่อยร่างกายคืนสู่ธรรมชาติ เขาก็ถูกชายฉกรรจ์หลายคนกระชากตัวให้กลับมาล้มนอนอยู่บนพื้นถนนเปียกอีกแล้ว แต่รอบนี้ต่างออกไป ครั้งก่อนนิศาชลก็คงถูกดึงกลับมาสู่โลกด้วย แต่ไม่ใช่ในครั้งนี้ ภาพหญิงสาวเจ้าของดวงใจของเขาปลิดปลิวไปซึ่งร่างกายทอดตัวคืนสู่ผืนน้ำเบื้องล่างได้ฉายชัดต่อคลองจักษุเขาแบบไม่อาจจะฝืนหักห้าม

หัวใจเขาแตกเป็นเถ้าธุลีผง

น้ำตาของเขาไหลออกมาจากดวงตาคู่ พร้อมกับเสียงกรีดร้องตีอกชกตนจนแทบจวนเจียนจะขาดใจ เขาสูญเสียเธอไปแล้ว นิศาชล เด็กหญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของดวงใจที่แสนจืดชืดของเขาเพียงหนึ่งเดียว

ภาพอำลานั้นหมายถึงการปราศจากเธออย่างแท้จริง

สุรกิจในวัย 15 ปี ยอมแพ้ต่อคำสั่งย้ายโรงเรียนของผู้เป็นแม่อย่างไม่มีข้อแม้ การกระโดดสะพานสูงถึง 2 ครั้ง ภายในเวลา 1 เดือนไล่เลี่ยกันดูเป็นเหตุการณ์ที่แม่ของเขาไม่อาจทานทนอีกต่อไปได้ น่าเยาะที่โรงเรียนของเขาก็ดูจะยินดีต่อเรื่องนี้อย่างมากไม่แตกต่างกัน

เขาย้ายไปอยู่จังหวัดที่จำนวนหุ่นไล่กามีมากกว่าเสาไฟฟ้า

มารดาของเขาตัดสินใจให้เขาอ่านหนังสืออยู่บ้านด้วยระบบการศึกษานอกโรงเรียนและปฏิเสธการเข้าสู่ระบบการศึกษากระแสหลักอีก การช่วยแม่ปลูกไร่ปรุงสวนช่วยเยียวยาความเศร้าที่เขามีต่อการจากไปของนิศาชลมาก ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นผู้ชายที่ด้อยค่าต่ำราคามากเพียงไหน แต่เขาก็ยังเทิดทูนความรักที่มีต่อรักแรกของเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลง สิ่งเดียวที่เขาขอร้องจากแม่ที่จะเอากลับมาจากมหานครสีฝุ่นด้วย คือ หนังสือรุ่นที่เป็นจุดกำเนิดระหว่างเขาและเธอ สัจจะของโลกอาจจะพรากร่างกายของหญิงสาวคนรักไปจากเขาได้ แต่หัวใจดวงเดิมดวงนี้จะดำรงอยู่ตลอดไปแบบไม่อาจเปลี่ยนแปลง

หากนิศาชลเป็นบรั่นดีสูงค่าในขวดหรู สลิลก็เป็นดั่งเหล้าป่าที่แปร่งปร่าและหยาบกร้าน

สุรกิจในวัย 30 ปี ตกลงปลงใจแต่งงานกับหญิงสาวบ้านเดียวกันที่มีชื่อว่าสลิล สารภาพโดยสัตย์จริงถึงที่สุด เขาไม่ได้มีหัวใจให้เธอแม้แต่นิดเดียว ดวงใจรักของเขาให้บูชาแต่นิศาชลอยู่เป็นหนึ่ง สลิลเป็นหญิงสาวข้างบ้านที่ขอร้องให้เขาช่วยไปซ่อมไฟฟ้าให้ในคืนหนึ่ง ปะเหมาะพอดีกับที่พ่อแม่ของเธอกลับมาตอนพวกเขาอยู่กันสองต่อสอง ประกาศิตขาดคือเขาจำเป็นต้องแต่งงานเพื่อรักษาเกียรติของสลิล หรือไม่ก็ต้องหาเงินทองมากราบขอขมาที่ทำให้บ้านหญิงสาวเสียชื่อ แน่นอนล่ะ หัวใจที่พลีให้กับรักที่จบสิ้นลงแล้วอย่างเขาก็ไม่มีเหตุผลใดต้องต่อต้านความรักที่ถูกจัดสรรขึ้นตามจารีตประเพณี ดีเสียอีกที่แต่งเมียให้ได้เป็นฝั่งเป็นฝา แม่เขาคงดีใจที่ได้สะใภ้มาช่วยพัดวี

สุรกิจใช้เวลาคืนสุดท้ายก่อนเข้าเรือนหอกับหนังสือรุ่นที่เป็นความฝันหนึ่งเดียวของตัวเขา

ชายหนุ่มค่อยๆ เปิดหนังสือเล่มนั้นด้วยหัวใจที่สั่นระรัว เขาไม่เคยเปิดหนังสือเล่มนี้สักครั้งตั้งแต่ย้ายมาอยู่จังหวัดนี้ เขาสาบานกับตนว่าจะเป็นความฝัน ความรัก ความโหยหาของนิศาชลให้ลึกในลึกที่สุด หลายครั้งเขาปฏิเสธการมีอยู่ของรักแรกและรักเดียวของเขา ให้ตายเถอะ ในวันหนึ่งเขาก็ต้องยอมรับความจริงว่า หัวใจของชายคนหนึ่งไม่อาจจะอยู่ด้วยความแห้งผากว่าปราศจากรักที่แท้ได้ ถึงแม้ว่าวันรุ่งขึ้นจะเป็นพิธีสมรสของตัวเขาเองก็เถิด ข้อไม้ข้อมือของเขาอาจจะผูกสัมพันธ์กับสลิลได้ แต่หัวใจของเขาตกลงปลงแน่แล้วว่าจะวิวาห์กับนิศาชลเพียงผู้เดียว

หนังสือเล่มนั้นไม่ได้เพียงแต่หน้ากระดาษตามปรกติ แต่แทรกไว้ด้วยความทรงจำเบื้องหลังของเขาอยู่มาก เพราะแม่ของเขาไม่ได้นำมาแต่หนังสือรุ่นที่เขาร้องขอเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเอกสารเกี่ยวกับตัวเขาเสียบคั่นไว้ตามหน้ากระดาษอยู่เต็มไปหมด

มือของเขาเลื่อนเปิดไปที่ความทรงจำแรกสุดของเขากับรักแรกอย่างโหยหา มือที่สั่นเทาด้วยรำลึกถึงอดีตทำเอาเอกสารที่แม่พากลับมาจากกรุงเทพฯ ด้วยตกกระจายอยู่เต็มพื้น สุรกิจไม่ให้ความสนใจกับสิ่งใดอื่นนอกจากหน้ากระดาษที่เขียนบันทึกไว้ซึ่งความทรงจำของเขา

‘ตะเข็บเสื้อทางขวาของเธอขาดเป็นรอย’

ลายมือของเขายังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแม้จะล่วงเวลามากว่า 15 ปีแล้ว เขากวาดสายตาไปบนหน้ากระดาษเก่านั่นอย่างรวดเร็ว หัวใจที่คะนึงไปด้วยความคิดถึงกระตุกวูบไปด้วยความผิดปรกติเมื่อค้นพบความจริงสิ่งหนึ่งซึ่งตรงหน้า

“แม่ไม่พานิศาชลกลับมาด้วย!”

เสียงของเขาดังกรีดร้องขึ้นอย่างร้อนรุ่มด้วยโทสะจนแทบควบคุมไม่ได้ แม่ของเขาไม่อนุญาตให้รักแรกเขาประทับอยู่ได้แม้แต่ความทรงจำอันเลอะเลือนของเขา กระดาษหน้านั้นไม่มีร่องรอยลายมือของเด็กหญิงอยู่เลยไม่ว่าเขาพยายามจะเพ่งพินิจสักเพียงไหน สุรกิจใช้นิ้วมือลูบไปตามช่องกระดาษที่ว่างเปล่านั้น แต่ก็หาได้พบสิ่งใดไม่ ปราศจากร่องรอยน้ำหมึกที่เคยฉายชัดในความรู้สึก ไม่มีแม้แต่ร่องรอยการกดลงของกระดาษว่าครั้งหนึ่ง ผืนเนื้อตรงนี้มีการบันทึกของความรักจากก้นบึ้งของเขาไว้

“นิศาชล…”

ดวงตาของเขาเริ่มเลือนรางเพราะน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาคู่นั้นไม่หยุด สุรกิจพยายามกวาดมือไปตามเอกสารที่ตกอยู่ตามพื้นอย่างคาดหวังว่าจะเจอตัวอักษรที่นิศาชลทำหล่นหลงเหลือไว้บ้าง เขากำเอกสารปึกหนึ่งที่รวบรวมจากบนพื้นมาได้ในมือแน่น นิ้วมืออันสั่นเทาของเขาค่อยๆ เลื่อนเปิดไปทีหน้าอย่างมีความหวัง อดีตรักของเขาอาจจะซ่อนตัวอยู่ในพับกระดาษกรุเก่าในมือนี่

“ทะเบียนบ้าน”

“สำเนาบัตรประชาชน”

“ใบแสดงผลการศึกษา”

“ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่นิศาชลสักหน่อย”

สุรกิจบ่นรำพึงรำพันกับตัวเองอย่างสิ้นหวัง มือของเขาไล่ดูหัวเอกสารไปแต่ละใบ ก่อนจะโยนใบที่ไม่ใช่ทิ้งอย่างขัดใจ แม่นะแม่ ตั้งแต่เล็กจนโตก็ยังหลอกเขาเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน

“เอกสารส่งตัวผู้ป่วยนอก”

เสียงของเขาดังขึ้นอย่างฉงนและสนใจ เขาเพิ่งรู้มาก่อนว่ามีเอกสารแบบนี้เก็บไว้ในบ้านด้วย เขาหัวเราะให้กับเจ้าโรคซึมเศร้าเพื่อนยากในอดีตของเขาเล็กน้อยและตัดสินใจเลื่อนผ่านไป แต่มือของเขาก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อสังเกตเห็นคำที่เขาค้นหา นิศาชล มีคำว่านิศาชลอยู่บนกระดาษใบนั้น

“ผู้ป่วยป่วยเป็นโรคทางจิตประสาทขั้นรุนแรง”

สุรกิจอ่านออกเสียงตามที่กระดาษเก่าใบนั้นเขียนว่าไว้ เขาหยิบมันขึ้นมาอย่างตั้งใจจดจ่อ กระดาษใบนี้มีเบาะแสของรักแรกของเขา

“ผู้ป่วยมีภาวะประสาทหลอน สาเหตุหลักน่าจะเกิดจากการกลั่นแกล้งภายในโรงเรียนที่ผู้ป่วยไม่ได้เล่า แม่ผู้ป่วยเล่าว่าตามเนื้อตัวของผู้ป่วยมีร่องรอยการถูกทำร้าย หนังสือและอุปกรณ์การเรียนถูกทำลายเสียหาย บางวันในกระเป๋าผู้ป่วยมีขยะและเศษอาหารกลับมาจากโรงเรียน

“ผู้ป่วยมีภาวะซึมเศร้ารุนแรงจนพยายามฆ่าตัวตายโดยการกระโดดสะพานข้ามแม่น้ำ 2 ครั้ง ภายในเวลา 1 เดือน 15 วัน ผู้ป่วยพูดถึงเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อนิศาชล แต่ทางโรงเรียนยืนยันว่าเด็กหญิงคนดังกล่าวไม่มีตัวตนอยู่จริง ตำรวจผู้เป็นผู้ช่วยชีวิตผู้ป่วยจากการกระโดดสะพานทั้ง 2 ครั้งให้ข้อมูลว่า ทุกครั้ง ผู้ป่วยจะมีอาการประสานหลอนและพูดคนเดียวอยู่เป็นเวลานานก่อนตัดสินใจกระโดด

“ผู้ป่วยตอบสนองยาต้านซึมเศร้าได้ดี แต่อาการกลับมากำเริบอีกครั้ง เมื่อเกิดกลั่นแกล้งในโรงเรียนอีก ซึ่งผู้เห็นเหตุการณ์ให้รายละเอียดว่า ผู้ป่วยมีอาการเหมือนเหม่อลอยและไร้สติขณะที่โดนทำร้ายร่างกาย แม่ของผู้ป่วยตัดสินย้ายโรงเรียนให้ผู้ป่วย และไปรักษาตัวจากโรคซึมเศร้าภายใต้สังคมแห่งใหม่ แนะนำแพทย์ที่รับรักษาต่อให้พิจารณาเรื่องความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย และอาการเห็นภาพหลอนอย่างใกล้ชิด”

“โกหก!”

เสียงของเขาตวาดพร้อมกับปัดข้าวของบนโต๊ะวางของลงเกลื่อนกลาดเสียงดัง ความรู้สึกและประสาทรับรู้ของเขาพร่าเลือนและห่างไกลจากตัวอักษรตรงหน้าไปทุกที แม่กีดกันเขา แม่กีดกันเขาจากนิศาชลที่รัก แม่พยายามบิดเบือนความทรงจำครั้งเก่าของเขาให้เขาลืมรักแรกให้หมดสิ้น

“นิศาชล”

สุรกิจพึมพำขึ้นมาอย่างมีความหวัง ช่วงที่เขารู้สึกปั่นป่วนลงไปถึงเบื้องลึกอย่างหาจุดสิ้นสุดไม่ได้ คลองจักษุของเขาก็ปรากฏเห็นภาพที่เขารอคอยมาตลอดชีวิตอีกครั้ง นิศาชล เธอไม่ได้กระโดดลงไปในวันนั้นจริงๆ ด้วย สิ่งที่เขาเห็นคือภาพลวงตาทั้งหมดทั้งสิ้น ความจริงคือนิศาชลยังอยู่ และยังเก็บหัวใจรักไว้รอคอยเขาเสมอ ภาพหญิงสาวในเวลานี้ไม่เปลี่ยนไปเลย เธอยังคงเปล่งปลั่งอยู่ภายใต้ชุดนักเรียนหญิงที่เขาโหยหาตลอดมา

“ถ้าเธอโดด ฉันจะโดดพร้อมเธอ”

“ถ้าเธอโดด ฉันจะโดดพร้อมเธอ”

รอบนี้ไม่มีแม้แต่ความสงสัยลังเลใจแม้เพียงกระผีกริ้น ขาทั้งสองของเขาก้าวไปยังหน้าต่างที่เปิดอยู่อันมีนิศาชลกำลังยืนกวักมือเรียกเขาอยู่ตรงนั้น เท้าของเขาสั่นเทาแต่ก็ปีนป่ายขึ้นไปยังเบื้องสูงของบ้านไม้ชั้นบนอย่างตัดสินใจแล้ว เหม่อมองไปเบื้องล่างก็เห็นทางลาดชันลงไปสู่ป่ารกชัฏที่สลับซับซ้อนเทลงไปสู่ด้านต่ำอย่างหาที่สุดไม่ได้

ไม่น่ากลัว ไม่น่ากลัวแม้แต่นิดเดียว

หากมีอ้อมกอดของนิศาชลอยู่แล้ว การดำรงอยู่ก็เป็นเพียงสิ่งชั่วครู่ การเร้นหายก็จะดูเป็นสิ่งที่ประทับอยู่ตราบชั่วนิรันดร์กาล เขากระชับมือของรักเดียวของเขาไว้มั่น สุรกิจปลดเปลื้องร่างกายให้หวนคืนสู่ธรรมชาติแห่งมาตุภูมิที่จากมา

เขาไม่เคยรู้สึกมีอิสรภาพมากเท่านี้มาก่อนเลย…

 

– ปัณฑิกร –

Don`t copy text!