ฝันที่เปลี่ยน

ฝันที่เปลี่ยน

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

“เราเลิกกันเถอะ คบกันไปก็ไม่มีอนาคต”

ประโยคสั้นๆ ของธันวายังก้องอยู่ในหู ในความรู้สึก ในความทรงจำ ดังอื้ออึงหมุนวนในความทรงจำอันเจ็บปวดยาวนานถึงสิบปี

พิมผลักประตูร้านกาแฟเล็กๆ ตรงหัวมุมเข้าไปเพื่อผ่อนคลาย ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศในร้านช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้น

พิมนั่งลงอย่างเหนื่อยอ่อน สลัดความคิดรบกวนจิตใจออกไป พลางวางเอกสารและกระเป๋าถือลงบนเก้าอี้ข้างๆ หลังจากเหน็ดเหนื่อยคุยงานมาทั้งวัน อากาศร้อนอบอ้าวภายนอกทำให้เหนื่อยกว่าที่ควรจะเป็น

เธอนึกถึงภารกิจหนักหน่วงวันนี้ที่ผ่านไปด้วยดี จึงเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

พิมเข้ากรุงเทพฯ มาทำงานทันทีหลังเรียนจบ เธอตัดสินใจเลือกที่จะเริ่มสร้างชีวิตของตนเองให้มั่นคง ก้าวหน้า และทิ้งพิมคนเดิมที่อ่อนแอไว้ข้างหลัง

ความมั่นคงในจิตใจที่จะเริ่มต้นชีวิตที่สดใสก้าวหน้าไม่เป็นรองใคร เป็นแรงผลักดันอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้พิมละทิ้งตัวตนเดิมๆ

เธอมุมานะเรียนหนังสือจนจบออกมาด้วยคะแนนที่น่าพอใจ ตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำงานที่มั่นคงและรายได้ดีพอที่เธอจะสร้างเนื้อสร้างตัวให้พ่อแม่อยู่สุขสบายยามแก่เฒ่า

ความพยายามของพิมไม่เป็นหมัน เธอได้รับโอกาสทำงานในองค์กรชั้นนำแห่งหนึ่ง ตำแหน่งงานในฝ่ายดูแลและวางแผนกลยุทธ์ที่ได้รับครั้งแรกก็น่าพอใจ เป็นจุดเริ่มต้นที่สดใสในชีวิต

เธอทำงานในบริษัทนี้มาได้ราวห้าปีกว่าแล้ว หน้าที่การงานค่อยๆ ก้าวหน้า และมีแนวโน้มว่าสิ้นปีนี้คงมีข่าวดีมากๆ จากคำเปรยของหัวหน้างานที่รับปากและให้โอกาสเธอ

ระหว่างจิบกาแฟคลายเหนื่อย เธอก็นึกถึงแรงผลักดันสำคัญในชีวิตที่ทำให้มีเธอในวันนี้

พิมนึกถึงความหลังแสนหวานอันหลอกลวงระหว่างเธอกับธันวาขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจอีกแล้ว

ธันวามักตามติดอยู่ในความคิดคำนึงของพิมเสมอๆ มันเป็นแผลแห้งๆ ที่ทิ้งสะเก็ดไว้ในใจ

เธอจำได้ถึงคำพูดสุดท้ายที่เขาพูดทิ้งท้ายไว้

“เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้นะ”

พิมประหลาดใจงุนงงสับสนกับประโยคนั้น จะให้พิมเปลี่ยนความรู้สึกรักที่กลับกลายเป็นเกลียดและไม่เข้าใจ เปลี่ยนเป็นมิตรภาพแห่งความเป็นเพื่อนในชั่วข้ามคืนนั้นคงเป็นไปไม่ได้ และคงไม่มีวันเป็นไป

 

กาลเวลาทำให้พิมเข้าใจได้ว่า ธันวาเดินจากไปเพราะความไม่เหมาะสมและการไม่ยอมรับจากครอบครัวของธันวา

ธันวาเลือกที่จะทำตามคำสั่งของพ่อ เขาไม่ให้ค่ากับความจริงใจและความรู้สึกของเธอ

ครอบครัวธันวาเป็นครอบครัวข้าราชการทั้งพ่อและแม่ พ่อของธันวามีตำแหน่งระดับสูงขึ้นๆ ทุกปี และกำลังจะได้ย้ายเข้าไปใหญ่ในกระทรวงที่กรุงเทพฯ

ช่องว่างระหว่างพิมและธันวาห่างออกจากกันมากขึ้นๆ

ครอบครัวพิมเป็นคนธรรมดาๆ ทั่วไป พ่อมีร้านขายของชำเล็กๆ ค้าขายของเล็กๆ น้อยๆ ในตลาด

แม่ช่วยพ่อดูแลร้าน พิมเป็นลูกสาวคนเดียวในครอบครัวเล็กๆ ที่ฐานะธรรมดาพอมีพอกินไม่ร่ำรวย ไม่มีต้นทุนในชีวิตที่พอจะเกื้อหนุนให้ชีวิตของใครดีขึ้นได้

ธันวาเลือกหนทางที่จะไขว่คว้าหาความสำเร็จ และปัจจัยใดๆ ที่ไม่เหมาะไม่ควรกับเส้นทางนั้น เขาก็ตัดสินใจละทิ้งมันไว้ข้างหลัง

พูดง่ายๆ เพราะครอบครัวพิมจน และไม่คู่ควรกับเขา

พิมเคยนึกถึงตนเองในวันเก่าๆ ที่คิดเพียงว่าวันเวลาแห่งความสุขคือการที่มีครอบครัวกับคนที่รัก พิมฝันจะเป็นแม่บ้านดูแลสามี จัดเตรียมบ้านให้สวยงามน่าอยู่ ไม่เคยมีความทะเยอทะยานในเรื่องชีวิตหากมีความรักและความสุขเล็กๆในครอบครัวก็เพียงพอแล้ว

พิมนึกถึงภาพฝันที่ธันวากลับมาบ้านหลังเลิกงาน เธอจะเปิดประตูรอต้อนรับเขาด้วยอ้อมกอดอบอุ่นในบ้านแสนสุข

เป็นความเพ้อฝันของสาวน้อยเมื่อเกือบสิบปีก่อน ที่วันนี้ต่างออกไปแล้ว

ภาพฝันนั้นเลื่อนลอยและค่อยๆ ห่างออกไป

 

พิมมีภาพฝันอันใหม่ไว้หล่อเลี้ยงและเยียวยาจิตใจอันบอบช้ำมาทดแทนแล้ว

ภาพหญิงสาวผู้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ปรับปรุงตนเองเป็นหญิงสาวคนใหม่ที่มั่นใจในตัวเอง และไม่จำเป็นต้องมีชายใดมาเป็นที่พึ่งพิง

เธอจะไม่ยอมเป็นไม้เลื้อยที่อาศัยเกาะรัดไม้ใหญ่และมีชีวิตเพื่อผู้อื่น เธอจะมีชีวิตที่เป็นของตัวเองและอยู่อย่างองอาจได้ด้วยตนเอง

เธอให้คำมั่นกับตัวเอง

เสียงสัญญาณโทรศัพท์ดังขึ้น ทำให้พิมละจากความคิดคำนึง

ณภัทร หัวหน้าเธอนั่นเอง เขาโทรมาสอบถามความคืบหน้าของงานที่มอบหมายให้เธอจัดการวันนี้ เธอรายงานความสำเร็จของการพูดคุยตกลงทางธุรกิจเบื้องต้นว่าผ่านไปได้เรียบร้อยดี ราวสัปดาห์หน้าทางบริษัทคู่ค้าจะให้เจ้าหน้าที่ติดต่อมาเพื่อคุยรายละเอียดเพิ่มเติม

ณภัทร หัวหน้างานของพิม เป็นชายหนุ่มโสดวัยสามสิบกลางๆ เป็นคนค่อนข้างเคร่งขรึม พูดน้อย จะคุยกันเรื่องงานเป็นส่วนใหญ่

พิมร่วมงานเป็นลูกน้องเขามาห้าปีแล้ว ยังไม่เคยได้ยินเรื่องครอบครัวของเขา คนหนุ่มสมัยนี้ค่อนข้างใช้ชีวิตอิสระ เขาค่อนข้างเก็บตัว มีชีวิตสันโดษ

พิมนั้นชื่นชมในบุคลิกความเป็นผู้นำของเขา ตลอดเวลาการทำงานร่วมกัน มีระยะห่างเพราะนิสัยและบุคลิกส่วนตัวของทั้งคู่ แต่ความใกล้ชิดจากการทำงานทำให้พิมรับรู้ถึงความรู้สึกบางอย่าง

พิมนั้นยังเข็ดกับความรัก และเป็นเพราะตั้งเป้าหมายชีวิตอยู่ที่ความสำเร็จในงานและชีวิตอันมั่นคงเท่านั้น เธอจึงไม่เคยรับรู้และมองเห็นอะไรบางๆ ที่เชื่อมเธอและณภัทรอยู่โดยไม่รู้ตัว

หลังจากนั้นไม่นาน ดีลธุรกิจที่พิมคุยไว้เบื้องต้นก็สำเร็จลงด้วยดี การเซ็นสัญญาความร่วมมือผ่านไปด้วยดี

 

เย็นวันหนึ่งหลังเลิกงาน พิมยังไม่ออกจากที่ทำงาน เธอยังนั่งเล่นอยู่ที่โต๊ะทำงาน โทรศัพท์คุยกับแม่เรื่องคอนโดมีเนียมที่พิมตัดสินใจซื้อไว้เป็นที่อยู่อาศัยหลักในกรุงเทพฯ

พ่อกับแม่นัดหมายเข้ามาดูและช่วยเหลือเรื่องการตกแต่งและเตรียมตัวย้ายเข้า ความที่พิมงานยุ่ง บางวันต้องประชุมจนดึก เธอรู้สึกผ่อนคลายเมื่อรับรู้ได้ว่าพ่อกับแม่ยินดีและมีความสุขกับชีวิตในเมืองของเธอ

เธอนั่งเล่นโทรศัพท์เพลินๆ ระหว่างรอเวลาให้การจราจรคลี่คลายกว่านี้ จึงจะออกจากออฟฟิศไปหาอะไรอร่อยๆ เป็นมื้อเย็นก่อนกลับที่พัก

เธอเพลิดเพลินกับเพลงหวานๆ ใสๆ ช่วยผ่อนคลาย โดยไม่ทันรู้ตัวว่า มีใครบางคนเดินเข้ามาข้างหลัง

เสียงฝีเท้ามาหยุดลงข้างๆ โต๊ะ พิมเงยหน้าทันทีที่รู้สึกตัว ณภัทรมายืนมองเธออยู่เงียบๆ สายตามองเธอแบบครุ่นคิด

พิมทักทายออกไปก่อนว่า

“พี่ภัทรมีอะไรสั่งงานพิมเพิ่มรึเปล่าคะ”

เธอเหลียวมองออกไปนอกกระจก จากชั้นบนมองลงไปยังถนนหน้าตึกสำนักงาน

“พิมยังไม่กลับบ้านหรอก เบื่อรถติด เดี๋ยวรถหายติดค่อยออกไป”

ใบหน้าของณภัทรยังคงเดิมดูเคร่งขรึม แต่ผ่อนคลายมากขึ้น เขายิ้มบางๆ เอ่ยกับเธอว่า

“นี่ใจเราจะคุยแต่เรื่องงานกับพี่รึยังไง “

เขาพูดพลางขยับแขนเสื้อทั้งสองข้างแล้วพับขึ้น

“เมื่อวันก่อนเพิ่งเสร็จโปรเจ็กต์ใหญ่ พี่เลยคิดว่าวันนี้จะให้รางวัลเราซะหน่อย”

พิมมองกลับไปบนใบหน้าผ่อนคลายและมีรอยยิ้มบางๆ นั้น ความรู้สึกแปลกใหม่เข้ามากระทบ เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก รู้แต่ว่าเธอประทับใจรอยยิ้มบนใบหน้าชายหนุ่มผู้เคร่งขรึมข้างหน้า

พิมมองเขาตาโต ณภัทรมองใบหน้าของหญิงสาวผิวขาวผอมบางตรงหน้า สายตาร่าเริงแจ่มใสยินดีพร้อมๆ กับคำพูดเสียงใสตอบกลับมาว่า

“โอย ดีใจจังพี่ณภัทรจะให้รางวัล จะพาพิมไปเลี้ยงมื้อใหญ่หรือคะ”

ณภัทรตอบเธอว่าคืนนี้อยากพาเธอไปเลี้ยงข้าวตอบแทนที่เธอเหน็ดเหนื่อยทุ่มเทกับงานจนสำเร็จ แล้วพรุ่งนี้ค่อยพาทีมงานทั้งฝ่ายไปอีกรอบ

พิมยิ้มกว้าง พูดเสียงใส “ไปค่ะ กำลังหิวเลย พิมได้กำไรนะเนี่ย รับเลี้ยงดับเบิ้ลสองรอบเลย”

หลังจากนั้นไม่นาน ณภัทรก็ขับรถออกจากตึกสำนักงาน พาพิมฝ่ารถติดไปยังร้านอาหารฝรั่งเล็กๆ ในซอยที่อยู่ใกล้ถนนหลักถัดไป

ทั้งคู่เดินเข้าไปในร้าน ไม่ทันสังเกตเห็นชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ก่อนในโต๊ะด้านใน ชายหนุ่มคนนั้นมองตามหญิงสาวที่เพิ่งเดินเข้ามาในร้าน

ชายหนุ่มคนนั้นสะดุดตาหญิงสาวตั้งแต่แวบแรก เขายังจำใบหน้าและแววตาอันเศร้าโศกในวันสุดท้ายที่พบกันเมื่อสิบปีก่อนได้ดี

แต่วันนี้เธอต่างออกไป เธอยังคงเหมือนเดิมสดใสร่าเริงยามมีความสุข เหมือนเมื่อสิบปีที่แล้ว แต่วันนี้ดูแตกต่างตรงที่บุคลิกใหม่ที่มั่นคงและเป็นตัวของตัวเอง ต่างจากสาวน้อยหัวอ่อนในวันนั้น

 

พิมเดินเข้าร้านมากับณภัทร เมื่อเลือกที่นั่งและสั่งอาหารเรียบร้อย เธอก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ร้าน

ในร้านตกแต่งสวยงาม มีดนตรีคลอเบาๆ ตามโต๊ะมีคนมานั่งรับประทานอาหารอยู่บ้างประปราย และแล้วสายตาเธอก็หยุดชะงัก เมื่อมองเห็นเขา

ชายหนุ่มที่เธอเคยรักเมื่อสิบปีก่อน วันนี้นั่งดื่มเครื่องดื่มอยู่คนเดียว ใบหน้าดูอิดโรยเหนื่อยหน่าย ไม่เหมือนชายหนุ่มที่ร่าเริงในวันเก่าๆ

เขามองกลับมาเหมือนรู้ตัวว่าเธอเห็นเขาแล้ว เธอเมินสายตาผ่านไปแบบไม่สนใจ หันกลับไปคุยอย่างร่าเริงกับชายหนุ่มที่มาด้วยกันตรงหน้า

ธันวาตัดสินใจลุกขึ้นเดินเข้าไปหาพิม เขาตรงปรี่ไปทักทายเธอ

พิมนั้นรู้ตัวและเตรียมตั้งรับ เธอนึกไม่ถึงว่าวันที่รอคอยจะมาถึงเร็วถึงเพียงนี้

วันที่เธอเฝ้ารอคอยด้วยความหวังและปรารถนาในส่วนลึกว่า สักวันหนึ่งธันวาจะกลับมายืนตรงหน้า และเธอจะแสดงให้เขาเห็นว่า “ไม่มีเธอ ฉันก็ยังมีความสุขดี”

ณภัทรจับสังเกตอาการของคนทั้งคู่ได้ เขานั่งนิ่งไม่ปริปาก มองดูกิริยาและฟังบทสนทนาราวกับละครฉากหนึ่งตรงหน้า

“พิม ดีใจจังที่ได้เจอ “

พิมทำหน้านิ่ง หันมามองหน้าธันวาด้วยสายตาเรียบๆ ใบหน้าเฉยเมยไม่มีรอยยิ้ม

เธอพูดเรียบๆ กลับไป สายตาแน่วแน่เป็นประกาย

“ใครดีใจก็ดีใจไป พิมไม่สนใจหรอก”

ธันวายิ้มเก้ออยู่ตรงหน้า เมื่อพิมไม่พูดอะไรเพิ่มเติม เหมือนเขาเป็นตัวอะไรสักตัว หรือเป็นอากาศธาตุที่ลอยผ่านไปมาไร้ตัวตน

พิมหันไปยิ้มแย้มพูดคุยกับชายหนุ่มที่มาด้วยกันต่อ

ธันวาทำได้เพียงถอยหลังกลับมาที่โต๊ะของตัวเองด้วยใบหน้างุนงง

ระหว่างมื้ออาหาร พิมรับรู้ว่ามีคำถามในสายตาของณภัทร เธอเลือกที่จะไม่อธิบาย ไม่เล่าเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น ความรักความหลังเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว

เธอมีเป้าหมายในชีวิตคือการเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เปล่าประโยชน์ที่จะพูดถึงเรื่องที่ผ่านมา อนาคตต่างหากคือเรื่องที่เธอสนใจและยังมีความหวัง

คืนนั้นณภัทรขับรถมาส่งพิมถึงที่พัก พิมรู้ว่าเขายังมีอะไรในใจ ความเป็นคนเคร่งขรึมของเขา ทำให้เขาเลือกที่จะไม่พูดออกมา

พิมไม่อยากให้วันสิ้นสุดสมปรารถนาได้เยาะเย้ยรักเก่าที่ลืมเลือนไปแล้ว และวันเริ่มต้นความรู้สึกแปลกใหม่กับชายหนุ่มตรงหน้าผ่านไปอย่างไม่เข้าใจกัน

ก่อนลงจากรถ พิมหันมาบอกเขาว่า

“ผู้ชายที่ร้านเมื่อกี้แค่คนเคยรู้จักไม่สลักสำคัญอะไรค่ะ”

เธอยิ้มสดชื่น หันไปมองเขาพร้อมพูดอย่างร่าเริง

“คืนนี้พิมจะบันทึกเรื่องมื้ออาหารมื้อรางวัลของพี่ภัทรใส่สมุดบันทึกเสียหน่อย”

เมื่อเธอก้าวลงจากรถ เธอหันไปสำทับแกมหยอกเย้าเขาอีกครั้งว่า

“คืนนี้พี่ภัทรไปนั่งคิดนอนคิดเตรียมไว้เลยนะว่าพรุ่งนี้จะเลี้ยงอะไรพิม”

ก่อนปิดประตูรถ พิมเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามหายไปแล้ว แววตาตรงหน้าดูแวววาวสดใส ใบหน้าโปรยยิ้มพลางพยักหน้าให้กับคำพูดของเธอ

เสียงเขาเบาๆ เอ่ยออกมาจากลำคอแทบจะไม่ได้ยิน

“พี่จะคิดถึงพิมนะครับ คืนนี้”

 

– แก้วเจ้าจอม –

Don`t copy text!