กลับบ้าน

กลับบ้าน

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

นานหลายเดือนแล้วที่พานีไม่ได้รับจดหมายจากเมืองไทยเพราะการสื่อสารที่ทันสมัยกว่าแทรกตัวเข้ามาทำให้แทบจะลืมเลือนการเขียนจดหมายแบบเก่าไป หล่อนรักความรู้สึกที่ได้รอคอยได้จับต้องกลิ่นหอมของซองกระดาษและเปิดมันออกอ่านเมื่อยามรู้สึกผ่อนคลาย

หล่อนวางกระเป๋าสะพายกับซองจดหมายสีฟ้าอ่อนลงบนโต๊ะรับแขก จากนั้นง่วนอยู่กับการเก็บของสดเข้าตู้เย็นแล้วหยิบนมขวดเล็กมาหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟาหนังสีเบจ ดวงหน้าอวบอิ่มเริ่มมีริ้วรอยที่ปลายหางตาเผยรอยยิ้มละมุนหลังจากลูบไล้ตัวหนังสือที่อยู่หน้าซองจดหมายก่อนจะหยิบกรรไกรมาตัดที่ริมซองฝั่งขวา บีบซองจนเห็นกระดาษสีขาวนวลด้านในแล้วหยิบออกมาคลี่ แต่ยังไม่ทันจะได้อ่านข้อความ สตีฟก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นเช่นเคย

หล่อนวางจดหมายแล้วรีบรุดไปรับกระเป๋าเอกสารจากสามีลูกครึ่งไทย-อเมริกันแล้วดึงมือเขามานั่งรอที่โซฟาก่อนจะผละไปจัดการกับเครื่องชงกาแฟตรงแพนทรี สตีฟหยิบกระดาษจดหมายที่ยังคาอยู่ครึ่งซองออกมาคลี่ดูด้วยความอยากรู้ตามเคย

“คุณยังเขียนจดหมายติดต่อกับที่บ้านอีกหรือ”

“ค่ะ ก็ฉันชอบนี่คะ”

“สมัยนี้ไม่มีใครเขาทำกันแล้ว จากเมืองไทยมาที่นี่เป็นเดือนมันช้า เสียเวลา” สตีฟเอ่ยยิ้มๆ ก่อนจะกวาดตามองข้อความในจดหมายคร่าวๆ ก่อนเอ่ยถาม “แล้วคุณอ่านจดหมายหรือยัง”

“ยังค่ะ คุณกลับมาพอดี ฉันก็ต้องทำหน้าที่ภรรยาก่อนสิคะ”

“คุณน่ารักเสมอ เพนนี” สตีฟตอบเอาใจแล้วถามต่อ “ที่บ้านคุณเป็นยังไงบ้างหลังจากที่เราส่งเงินงวดสุดท้ายค่าไถ่บ้านไปแล้ว”

“ตอนนี้เป็นไทแล้วค่ะ แม่สบายใจหายห่วงส่วนคนอื่นๆ ยายนาคงจะเขียนมาฟ้องละมั้งคะว่าพี่คนนั้นหย่า น้องคนนี้ขี้เมา หลานคนโน้นเกิดอะไรอย่างนี้ค่ะ”

“ผมอ่านให้ฟังไหม จะได้ฝึกภาษาไทยไปในตัวด้วย” สตีฟเสนอแล้วเปิดจดหมายขนาดเอสี่ออกอ่านคร่าวๆ สีหน้าพลันแปรเปลี่ยน

“ทำไมเงียบไปล่ะคะ อ่านให้ฉันฟังด้วยสิ หรือว่าคราวนี้ไม่ใช่พี่หย่าแต่เป็นน้องคนไหนหย่าอีกคะ ฉันฟังมาหลายคนจนหายตื่นเต้นแล้ว เอาเป็นว่าคุณสรุปสั้นๆ ให้ฟังก่อนก็ได้ว่าเป็นไงบ้าง”

สตีฟพยักหน้าแทนคำตอบเพราะรู้นิสัยภรรยาว่าแม้จะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายแค่ไหน แต่พานีก็คือพานี ลูกสาวคนกลางสุดของบ้านที่มีอารมณ์ขันและมองโลกในแง่ดี และเพราะความใจดีทำให้หล่อนต้องระหกระเหินข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลถึงนิวยอร์กเพื่อทำงานแลกบ้านที่ถูกพี่สาวเอาไปจำนองไว้

“ทำไมเงียบไปล่ะคะ หรือว่าแกะภาษาไทยน้องฉันไม่ออก ท่าทางลายมือคงหวัดมากสินะ” พานีว่าพลางหัวเราะร่วนก่อนจะถือแก้วกาแฟมาวางตรงหน้าสามีแล้วชะโงกจะอ่านด้วย แต่สตีฟเบี่ยงตัวออกห่างจนหล่อนถึงกับท้วงแบบทีเล่นทีจริง “อะไรคะ แค่นี้ก็หวง หรือว่าคราวนี้พาสชั้นเป็นหลานสาวคนโตจะแต่งงาน”

สตีฟส่ายหน้าเบาๆ ทำเอาพานีขมวดคิ้วเริ่มจะทายไม่ถูก เพราะความที่เป็นครอบครัวใหญ่มีพี่น้องเก้าคน หล่อนจึงได้แต่ฟังเรื่องราวของทุกคนจากทางไกลตลอดสิบปีที่ผ่านมา ทุกปีหล่อนต้องกลับบ้านในเดือนนี้ แต่เพราะมีจดหมายเรียกสอบเป็นพลเมือง ทำให้ปีนี้เป็นปีแรกที่หล่อนจะไม่ได้กลับบ้าน

“อยากทายอีกไหม”

“เดาไม่ถูกแล้วค่ะ เฉลยมาเลยดีกว่า”

“คุณฟังผมนะ เพนนี”

พานีเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของสามีแล้วถึงกับใจหายวาบ ดวงตาสีเทาเข้มลึกล้ำคู่งามดูหม่นหมองกว่าเคย อีกทั้งรอยยิ้มของเขาที่ดูเหมือนต้องใช้ความพยายามมากทำให้หล่อนถึงกับใจหาย…

 

พานีนั่งอยู่ที่เก้าอี้ริมหน้าต่างมองกล่องกระดาษสีน้ำตาลเก่าๆ นานนับชั่วโมง ในที่สุดหล่อนก็เปิดมันออกมาดูอีกครั้งพร้อมกับภาพวัยเยาว์ที่ผุดเข้ามาในความทรงจำ

ภาพถ่ายขาวดำที่ริมขอบภาพเป็นกรอบสีขาวเริ่มเปื่อยยุ่ยตามกาลเวลา ที่อยู่บนสุดคือภาพของพ่อกับแม่ที่นั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าคู่กัน มีเด็กน้อยแปดคนนั่งและยืนรายล้อม หล่อนคือเด็กหญิงร่างอวบที่สุดในชุดกระโปรงแม็กซี่สีแดงดอกขาว ไว้ผมหน้าม้าด้านหลังสั้นแค่หู ทัดดอกกัลปพฤกษ์สีเหลืองช่อเล็กยิ้มเผล่อยู่หน้าสุดคู่กับน้องสาวคนเล็กที่ยิ้มสู้กล้องแข่งกับหล่อน เป็นภาพที่เนิ่นนานมากเสียจนเกือบลืมเลือนไปแล้ว

หล่อนมาอยู่นิวยอร์กได้เกือบสิบเอ็ดปี นับตั้งแต่ลาออกจากราชการทหาร หล่อนเคยเป็นลูกทัพฟ้า พ่อเป็นทหารชั้นผู้น้อย ส่วนแม่ขายอาหารตามสั่งหน้าโรงเรียน ตั้งแต่จำความได้หล่อนก็อยู่บ้านพักที่ปลูกติดกันเหมือนทาวน์เฮาส์ แต่เพราะพ่อแม่มีลูกถึงเก้าคน บ้านสองชั้นครึ่งปูนครึ่งตึกหลังนั้นจึงแออัดไปด้วยเด็กๆ ร้องกระจองอแงแต่สุขล้นเหลือใจ

พานีปาดน้ำตาแห่งความคิดถึงหลังไล้มือไปมาบนภาพ ตอนนั้นหล่อนคือลูกคนกลางไม่มีใครสนใจแต่ตอนนี้หล่อนเป็นภรรยาของสตีฟ ผู้ชายธรรมดาไม่ได้ร่ำรวยแต่พร้อมรอคอยเสมอ หล่อนจึงเริ่มต้นใช้ชีวิตร่วมกับเขาเมื่อสองปีก่อน

สตีฟเดินเข้ามานั่งเก้าอี้ตรงกันข้าม ยื่นแก้วนมมาตรงหน้า ไออุ่นและควันหอมกรุ่นกลิ่นนมทำให้พานีรู้สึกตัวเงยหน้ามองพร้อมกับรอยยิ้มและรับแก้วนมมาถือไว้ หล่อนรู้ซึ้งความใส่ใจ เขาเป็นกำลังใจน้อยนิดแต่มหาศาลในความรู้สึกเสมอ

“ขอบคุณค่ะ” หล่อนตอบเสียงอ่อยดวงตาสีน้ำตาลไหม้หม่นลงเล็กน้อยเมื่อสบดวงตาสีเทาเข้มคู่งามของสามี แววตาของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใยจนหล่อนสัมผัสได้

“ดื่มหน่อยสิ คุณยังไม่กินอะไรเลยนะวันนี้”

“ยังไม่หิวนี่คะ แต่ฉันเตรียมอาหารเช้าไว้ให้คุณแล้วเพียงแต่ฉันลืมซื้อเบคอนของโปรดคุณ ก็เลย…”

“ช่างมันเถอะ ลืมสักครั้งจะเป็นไรไป ดื่มนมดีกว่าเดี๋ยวหายอุ่นหมด”

“ค่ะ” พานีรับคำก่อนจะยกแก้วนมขึ้นจิบครู่หนึ่งจึงวางลงตามเดิม

สตีฟอมยิ้มแล้วยื่นนิ้วโป้งมาแตะที่มุมปากหล่อน ปัดเบาๆ ก่อนจะถอนใจออกมาอีกมือเอื้อมมาโคลงศีรษะหล่อนเบาๆ “กินนมยังเลอะอีก ไม่ให้ผมห่วงคุณได้ไงเพนนี”

“ฉันออกจะแข็งแรง อย่างน้อยตอนนี้ก็อ้วนกว่าคุณ ไม่สวยแล้วตีนกาก็ยังถามหาด้วย” หล่อนว่าพลางหัวเราะราวกับว่าสภาพร่างกายตัวเองเป็นเรื่องขบขัน

สตีฟชะโงกมองรูปที่อยู่ตรงหน้าหล่อน ก่อนจะยื่นมือมาหยิบรูปแรกมาวางตรงหน้าตนแล้วชี้นิ้วไปที่บนภาพถ่ายเก่าเก็บแผ่นนั้น

“หนึ่ง สอง สาม…. ทำไมผมนับได้แค่แปดคนเองล่ะ เพนนี”

“หืม…” หล่อนเลิกคิ้วแทนคำถามแล้วก็พยักหน้าน้อยๆ เมื่อเห็นสีหน้าฉงนของสามีที่จิ้มนิ้วยาวๆ ผิวขาวอมชมพูนับซ้ำอีกรอบ

“ในรูปทำไมมีสิบคนรวมพ่อแม่ แล้วทำไมไม่เป็นสิบเอ็ด”

“ใช่ค่ะ” หล่อนตอบพลางเหลือบมองดูภาพแผ่นนั้นแล้วความทรงจำที่มีในวัยเด็กก็เริ่มหวนกลับมา “คุณอยากรู้ไหมคะว่าเขาหายไปไหน”

“อยากสิ ถ้าคุณอยากเล่า ผมก็อยากรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับคุณ”

“คนที่หายไปคือพนา น้องชายคนที่เจ็ดของฉันค่ะ”

“พนา… ชื่อพ้องกับคุณเลย พานีกับพนา”

“เพิ่งสังเกตก็ตอนคุณถามนี่แหละค่ะ พนากับพานี” หล่อนเอ่ยพลันแววตาเป็นประกายเมื่อนึกถึงน้องชายคนเดียวที่ไม่มีอยู่ในรูปถ่าย

“แล้วเขาไปไหนเสียล่ะ ผมไปบ้านคุณปีที่แล้วก็ไม่เคยเห็นเขาเลย”

“เขาตายไปนานแล้วค่ะ”

สตีฟขมวดคิ้วปื้นหนาสีน้ำตาลไหม้เข้าหากัน ยื่นมือมาสัมผัสมือนุ่มนิ่มของหล่อนด้วยความอาทร แม้ไม่มีคำพูดแต่หล่อนรู้ว่าเขาเป็นห่วงจึงบีบมือตอบ

“พนาตอนเด็กซนมากค่ะ เขาร่าเริงช่างแหย่ช่างเล่น ตัวผอมกะหร่องแต่ขายาวเก้งก้างที่สุด ครั้งหนึ่งเขาทะเลาะกับวัฒน์น้องคนที่หกที่แก่กว่าปีนึง วัฒน์ถูกเตะก้านคอจนสลบไปเลย ฉันจำได้ว่าพ่อทำโทษด้วยก้านมะยมยาวเฟื้อยตั้งหลายครั้ง เขาก็ไม่แอะสักคำ”

“ดูจะเป็นเด็กห้าวๆ นะ” สตีฟวิเคราะห์ตามยิ้มๆ

“ใช่ค่ะ เพราะความห้าวและแก่นไม่ฟังใครทำให้เขาจมน้ำตายที่บึงข้างบ้านตอนอายุได้เจ็ดขวบ”

“แล้วไม่มีใครเห็นเลยหรือ”

พานีส่ายหน้าจนผมเส้นเล็กสีน้ำตาลเข้มประกายทองยาวประบ่าปลิวไปมาก่อนตอบ “ไม่เลยค่ะ เพราะความที่ลูกเยอะ พี่ชายทั้งสามกับพี่สาวคนก่อนหน้าฉันจะช่วยแม่เตรียมกับข้าวไว้ขาย ส่วนฉันที่แม่มอบหมายให้ดูแลน้องก็เผอเรอจึงไม่ทันเห็นว่าพนาหายไป กว่าจะรู้ตัวเขาก็ไม่หายใจแล้ว เป็นความผิดของฉันที่ทำให้น้องตายค่ะสตีฟ”

“ไม่หรอก ไม่มีใครคิดอย่างนั้นแน่” สตีฟตอบแทบจะทันที

พานีหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตา นึกขึ้นทุกคราหล่อนก็อดโทษตัวเองไม่ได้ สตีฟเลื่อนเก้าอี้มานั่งข้างๆ โอบไหล่หล่อนเอาไว้แล้วหยิบภาพถัดไปขึ้นมาเป็นภาพหญิงสาวในชุดนักศึกษาหน้าแฉล้มสามคนต่างยิ้มเปิดเผยสู้กล้อง

คนซ้ายรูปร่างผอมสูงกว่าใคร ทรงผมเปิดหน้าผากผูกเป็นหางม้ายาวเคลียไหล่ ดูสวยพริ้งพราวที่สุดในบรรดาสามสาว คนถัดมาอวบกว่าเล็กน้อย ตาโตที่สุดในบรรดาสามคนแต่มีรูปร่างเตี้ยที่สุด ส่วนคนขวามือคือหล่อนที่อวบที่สุดแต่มีความสูงอยู่ระหว่างกลางสองสาว

สตีฟจิ้มที่ภาพหล่อนแล้วหัวเราะขบขันก่อนเอ่ย “คนซ้ายสวยที่สุดคือพี่ธิดา คนสวยรองลงมาตาโตๆ คือน้องคนที่แปดชื่ออะไรนะ… อ้อ อโนชา ส่วนขี้เหร่ที่สุดคือสาวหน้ากลมผมสั้นเมียผม”

“คุณนี่ ไม่มีสรรเสริญกันเลย ว่าแต่จำได้ไงคะว่าคนไหนเป็นคนไหน”

“จำได้สิ ถ้าผมจำเมียตัวเองไม่ได้จะให้จำแมวที่ไหนล่ะ”

“หือ… คุณนี่ไม่ใช่เวลาล้อเล่นนะคะ” หล่อนค้อนให้ก่อนจะพรูลมหายใจหนักหน่วงตามมา

สตีฟเหมือนจะรู้จึงลูบผมหล่อนแทนการปลอบโยน “ก็คุณเล่าให้ผมฟังแล้วนี่ว่าพี่สาวธิดาที่เสียไปเป็นคนสวยที่สุดในบ้าน”

“ใช่ค่ะ แถมยังเป็นคนที่ทำให้ฉันต้องระเห็จมาไกลถึงนิวยอร์กนี่ด้วย” พานีว่าพลางไล้นิ้วไปมาบนหน้าพี่สาวอย่างใจลอยก่อนจะเล่าต่อ “ถึงพี่ดาจะเป็นลูกคนที่สี่แต่ก็เป็นลูกสาวคนแรก พ่อจึงทั้งรักทั้งหลงและตั้งชื่อให้ว่าธิดา พี่ดาเป็นคนเดียวที่เป็นครู ไม่เหมือนลูกอีกเจ็ดคนที่เป็นทหารกันหมด”

“ต้องขอบคุณเธอที่ทำให้คุณได้มาเจอผม” สตีฟพูดติดตลกแล้วชี้ที่รูปน้องสาวคนที่แปดต่อ “ส่วนอโนชาก็เป็นคนแรกที่ผมได้พบในครอบครัวคุณ”

“ใช่ค่ะ ชามารับเราที่สนามบินเมื่อปีที่แล้วไง”

“เธอเฟรนด์ลี่มากจนผมแอบหลับเพราะเธอพูดเก่งสุดๆ ไปเลย ผิดกับคุณที่เอาแต่นั่งหน้าตูมเพราะหงุดหงิดที่ต้องรอเธอนาน”

“ก็ตั้งแต่เล็กจนโต ชาเป็นคนที่สนิทกับฉันที่สุดและรู้ว่าฉันเกลียดคนไม่ตรงต่อเวลาที่สุด และชาก็ทำให้ฉันเสียอารมณ์ที่ต้องรอเธอนานที่สุดทุกครั้งที่เราไปไหนมาไหนด้วยกันนี่คะ”

“นั่นสิ ผมตกใจมากที่เห็นคุณโกรธใครเป็นครั้งแรก”

“วันนั้นคุณก็เลยเห็นด้านมืดของฉัน” พานีว่าแล้วก็อดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้

เพราะการพบกันระหว่างสตีฟกับครอบครัวของหล่อนในครั้งแรกทำให้เขาทั้งหวั่นทั้งเกร็ง แต่หล่อนกลับไม่ได้แก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นเพราะมัวแต่หงุดหงิดอโนชา สตีฟเสียอีกที่เป็นคนไกล่เกลี่ยและทำให้ทุกคนเห็นความเป็นคนใจเย็นของเขาโดยที่หล่อนไม่ต้องสาธยาย

ที่อเมริกา เขากับหล่อนตกลงปลงใจแต่งงานกันในโบสถ์ที่มีเพียงแขกของครอบครัวสตีฟไม่กี่คน แล้วไม่นานต่อมาหล่อนจึงพาเขากลับมาเมืองไทยเพื่อต่อวีซ่า สตีฟเข้ากับทุกคนได้ดีโดยเฉพาะกับพี่ชายที่เหลือที่ดูจะเข้าข้างกันจนหล่อนเหมือนกับเป็นคนนอกเสียเอง

“ดูรูปนี้แล้วคิดถึงพี่คนโตของคุณนะ เขาดูสนุกมากกับชีวิตหนุ่มโสด” สตีฟชวนคุยหลังจากหยิบรูปอีกสองสามใบขึ้นมาวางเรียงกันแล้วชี้ไปที่รูปกลางที่เป็นสีแม้จะหม่นไปตามกาลเวลา แต่ความทรงจำยังคงอยู่ในนั้น

พานีพยักหน้ารับก่อนชี้ไปที่ซ้ายสุดซึ่งเป็นภาพขาวดำคือพี่ชายทั้งสามของหล่อนในวัยรุ่นกับน้องชายคนที่หกกับน้องชายคนสุดท้องที่ยืนเรียงแถวถ่ายรูปกันในวันจบการศึกษาจากโรงเรียนจ่าอากาศของพี่ชายคนที่สาม กลางคือภาพสีของพี่ชายคนโตที่อยู่ในเรือกำลังชูปลาตัวใหญ่ที่ตกได้และยิ้มสู้กล้องด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ ส่วนขวาสุดคือน้องชายคนที่หกต่อจากหล่อนที่หน้าตาดีที่สุดในวันแต่งงานกับเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่ง

“ได้ยินว่าพี่ใหญ่ไปอยู่สุราษฏร์ฯ ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วแล้วค่ะ”

“อ้าวทำไมล่ะ”

“ก็คงเบื่อๆ มั้งคะ ลูกหลานเยอะไปหมด หนุ่มโสดคงทนไม่ไหวเลยไปใช้ชีวิตคนเดียวดีกว่า” หล่อนพูดเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่ลึกๆ แล้วเป็นห่วงพี่ชายคนโตมากที่สุด เพราะพี่ใหญ่หรือเอกชัยไม่มีครอบครัวไม่มีทายาท หากแก่ตัวมาหล่อนเกรงว่าพี่ชายจะลำบากไม่มีคนดูแล

“แต่ผมว่าเขาน่าจะสบายกว่าพี่ชายอีกคนที่แต่งงานตั้งแต่หนุ่มๆ นะ”

“ก็จริงค่ะ… พี่ชายคนโตไม่แต่งงาน คนที่สองก็มาตายเพราะพิษสุราเรื้อรัง เหลือแต่เมียกับลูกที่ต้องผจญชีวิตขาดที่พึ่งพิง แล้วตอนนี้น้องชายคนเล็กของฉันก็ยังมาตามรอยไม่รู้พิษสุราจะถามหารึเปล่าสิคะ”

พานีทอดถอนใจหนักหน่วงนึกหน้าน้องสะใภ้ที่เมาหัวราน้ำพอกันแล้วให้สงสารหลานสาวทั้งสอง หล่อนอาจจะคิดไม่ถูกเสียทีเดียวที่ว่าครอบครัวอยู่พร้อมหน้าแล้วจะมีความสุข แล้วยิ่งพี่ชายคนที่สามที่มีครอบครัวไปก่อนใครเพื่อนก็มีปัญหา เพราะแต่งงานตั้งแต่เรียนจบ วุฒิภาวะยังน้อยทั้งคู่ อยู่ด้วยกันจึงมีแต่จะทะเลาะเบาะแว้ง สุดท้ายก็เป็นคู่แรกที่แยกย้ายทั้งที่มีพยานรักร่วมกันหนึ่งคนและเป็นหลานคนแรกของครอบครัว

“แต่ละครอบครัวก็มีปัญหากันคนละแบบล่ะนะ คุณก็อย่าคิดอะไรมากเลย ดูอย่างน้องชายคนนี้ของคุณสิ ทั้งหล่อ ทั้งดูดีที่สุด ยังเป็นคนที่พลาดที่สุดได้เลย”

สตีฟชี้ไปที่ภาพเด็กหนุ่มหน้าตาดีกำลังเล่นกีตาร์อยู่บนเวทีของงานเลี้ยงประจำปีของกองทัพ ใกล้กันคือเด็กหญิงตัวน้อยลูกติดของเขาที่หล่อนพาไปเที่ยววันงานด้วยกัน

“เขาพลาดเพราะความคะนองค่ะ แต่พอเลิกกันต่างคนต่างไปมีชีวิตของตัวเอง น้องสะใภ้แต่งงานใหม่กับคนที่เหมาะสม ส่วนน้องชายฉันตอนนั้นหากไม่ถูกจับแต่งก็คงเจอข้อหาพรากผู้เยาว์แน่ๆ”

“พรากผู้เยาว์นี่เสียประวัติจริงๆ นะ แต่น้องชายคุณก็เลี้ยงลูกสาวคนเดียวของเขาได้ดีมากเลย ผม

นับถือพ่อกับแม่คุณนะที่เลี้ยงลูกให้เติบโตมามีอาชีพที่ดีกันทุกคนแบบนี้”

“มีแต่ฉันนี่แหละค่ะ นางฟ้าตกสวรรค์จากทหารหญิงคนเดียวของกองทัพที่ได้ฝึกคอบราโกลด์ร่วมกับเพื่อนผู้ชายอเมริกันกลับกลายมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กถึงที่นี่”

“แต่นางฟ้าตกสวรรค์คนนี้คือคนที่เสียสละเพื่อครอบครัวมากเลยนะ” สตีฟโอบกอดให้กำลังใจ เชยคางเจ้าเนื้อของภรรยาขึ้นมาให้แววตาสบกันก่อนเอ่ยต่อ “ถ้าคุณไม่มา ผมคงไม่ได้เจอคุณและเราคงไม่ได้รักกัน เพราะฉะนั้น จำเอาไว้ว่าในความร้ายกาจประดามีทั้งหมดที่คุณเจอ คุณยังโชคดีที่มีผม”

“ฉันรู้ค่ะ เพราะมีคุณฉันถึงมีกำลังใจขนาดนี้”

“เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกันคือเวลาที่ดีที่สุดของเราจ้ะ”

“ฉันก็ดีใจที่มีคุณค่ะ คุณต้องลำบากกับฉันมากมายแล้วยังจะต้องสปอนเซอร์หลานมาทำงานที่นี่อีก ขอบคุณที่เมตตาแกนะคะ”

“ไม่เป็นไร ครอบครัวคุณก็เหมือนกับครอบครัวผม เราเป็นครอบครัวเดียวกัน”

“ขอบคุณมากนะคะ” หล่อนเอ่ยพลันน้ำตาคลอ

หล่อนกับสตีฟพบกันในฤดูหนาวสองปีก่อนที่ร้านอาหารในพอทสดัม หล่อนยังทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กแต่เริ่มขยับขยายมาเป็นผู้ช่วยพ่อครัวตอนกลางคืนเมื่อเด็กน้อยเริ่มโตจนเข้าโรงเรียน พ่อแม่เด็กเป็นเจ้าของร้านอาหารไทยจึงอนุญาตให้หล่อนทำงานพิเศษได้ แต่ก็เก็บค่าที่พักเพิ่มจนเงินที่เจียดไว้ใช้จ่ายแทบไม่พอ หล่อนต้องย้ายออกไปเช่าบ้านหลังเล็กๆ ที่ไม่แพงมาก

ที่นั่นทำให้หล่อนได้เจอกับสตีฟ หนุ่มข้างบ้านที่ทำอาชีพโบรกเกอร์ เขาช่วยเหลือหล่อนเมื่อครั้งลื่นล้มหิมะจนแขนหักพาไปส่งโรงพยาบาลจนได้สานสัมพันธ์กันเรื่อยมา สตีฟอาจจะไม่ใช่คนที่ร่ำรวยหรูหราแต่เป็นคนรักครอบครัว หล่อนจึงฝากชีวิตไว้กับเขา และอีกไม่นานเขากับหล่อนกำลังจะมีชีวิตเล็กๆ ร่วมกัน

สตีฟลูบท้องนูนป่องของหล่อนแผ่วเบา กอดและจูบหน้าผากราวกับต้องการปลอบประโลม พานีตื้นตันใจจนเผลอน้ำตาไหลไม่รู้ตัว หล่อนลูบแขนสามีที่เต็มไปด้วยไรขนสีทองอ่อนนุ่มด้วยความรักและอบอุ่นชนิดที่ไม่คิดว่าจะได้สัมผัสมาก่อนเลยตลอดชีวิต

“คลอดเมื่อไหร่เราค่อยกลับบ้านคุณกันนะเพนนี”

คำพูดของสามีราวเสียงสวรรค์ พานีพยักหน้ารับทั้งน้ำตา อีกไม่นานหล่อนจะได้กลับบ้านเสียที…

หนึ่งปีผ่านไป พานีกับสตีฟจึงได้กลับเมืองไทยพร้อมกับพีท ลูกชายวัยเกือบหนึ่งปี เป็นความต้องการของหล่อนเองที่อยากให้ลูกน้อยแข็งแรงพอที่จะกลับมาสู่สภาพแวดล้อมเดิมที่หล่อนเคยอยู่

ทันทีที่รถแท็กซี่แล่นเข้ามาในซอย พานีก็เก็บอาการตื่นเต้นไม่ไหวมือเย็นเฉียบจนต้องถูมือเบาๆ เพิ่มความอุ่นทั้งที่แอร์เบอร์สูงสุดของรถยังแทบดับความร้อนจากภายนอกไม่พอ สตีฟที่อุ้มพีทนอนหลับบนตักเหลียวมามองก่อนจะยื่นมือมากุมมือหล่อนให้กำลังใจ

“ปีนี้คอนโดฯ ผุดขึ้นเยอะมากเลยค่ะ” หล่อนว่าพลางแล้วชี้มือไปทางหนึ่ง “คุณจำได้ไหมปีก่อนตรงนี้ยังเป็นอู่ซ่อมรถเก่าอยู่เลย แต่ปีนี้กลายเป็นอพาร์ตเมนต์ไปแล้ว”

“จำได้สิ ก็ลูกเจ้าของอู่นั่นแฟนเก่าคุณ”

“หืม… นี่คิดอะไรอยู่คะ ทำไมต้องทำเสียงขึ้นจมูกด้วย” หล่อนถามตาเป็นประกายระยิบระยับเพราะรู้คำตอบดีแต่ก็ยังอยากแกล้งสามีอยู่ดี

“ก็ผมหึง”

พานีหลุดหัวเราะทันทีที่ฟังคำค่อนขอดของสามี หล่อนไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยนับตั้งแต่เลิกรากันไปตั้งแต่สมัยยังใส่คอซอง มันนานมากจนหล่อนลืมไปแล้วจริงๆ

“คุณดูนั่นสิคะ เมื่อก่อนคอนโดฯ นั้นเคยเป็นบึงใหญ่ ตอนเด็กพวกเราพี่น้องชอบมาเล่นกันที่นั่น”

“ที่มันยาวไปถึงหลังบ้านคุณด้วยใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ หล่อนตอบเสียงแผ่วเมื่อนึกถึงเรื่องที่ทำให้น้องชายเสียชีวิตขึ้นมาอีก แม้ใครต่อใครจะบอกว่าไม่ใช่ความผิดของหล่อน แต่ลึกๆ แล้วหล่อนมักจะโทษตัวเองอยู่เสมอ

“ถึงแล้วครับ จอดตรงประตูเหล็กสีน้ำตาลหลังนั้นได้เลยครับ” สตีฟตอบแทนหล่อนที่มองคอนโดมิเนียมแห่งนั้นราวกับตกภวังค์

นั่นล่ะ… หล่อนจึงรู้ตัว

สองสามีภรรยาพร้อมลูกน้อยที่หลับปุ๋ย ถูกบิดาอุ้มพาดบ่าหยุดยืนอยู่นอกรั้ว ข้างกายมีกระเป๋าเดินทางสามใบขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เพราะพานีตั้งใจว่าจะมาอยู่แค่สองอาทิตย์เท่านั้น

หล่อนมองบ้านสองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ด้วยความรู้สึกคิดถึงจนน้ำตาคลอ ครั้งนี้หล่อนจากไปนาน กว่าจะได้กลับมาก็ปาเข้าไปสองปีกว่า เป็นสองปีแห่งความเปลี่ยนแปลงและทรมาน…

“กริ่งเสียแน่เลย ผมกดแล้วไม่เห็นมีใครมาเปิด”

พานีชะเง้อมองด้านในก่อนจะสบตาสามีแล้วนิ้วเปาะเดินตรงไปที่กระถางนางกวักมรกตที่อยู่ในสุดริมกำแพง ล้วงเข้าไปด้านในของกระถางก่อนจะยิ้มกริ่มชูกุญแจประตูบ้านที่เก่าคร่ำคร่าให้สามีดู

“ฉันจำได้ว่าเคยซ่อนกุญแจไว้ตรงนี้เพราะชอบลืมบ่อย หลังๆ มาพวกเราก็เลยทำข้อตกลงกันว่าใครลืมก็มาเอาที่นี่ค่ะ”

“ก็ดีนะ แต่มันเก่ามากเลย” สตีฟว่าพลางส่งลูกน้อยให้พานีอุ้มแล้วรับลูกกุญแจจากหล่อนไปไขแทน มันค่อนข้างเปิดยากและต้องใช้แรงมากหน่อยกว่าจะเปิดออกแต่ก็ไม่ยากเกินแรง

เสียงประตูรั้วดังเอียดอาดคงทำให้คนที่อยู่ด้านในห้องหน้าสุดของบ้านชะโงกหน้ามองแล้วเปิดประตูห้องออกมา พานีเห็นน้องสาวคนเล็กก็ส่งพีทให้สตีฟอุ้มแล้วโผเข้ากอดน้องสาวทันที

“พี่นี! มาไม่บอกไม่กล่าวกันเลย”

“ก็กะจะมาเซอร์ไพรส์ไง”

“เซอร์ไพรส์มาก” น้องเล็กลากเสียงยาวก่อนเอ่ยต่อ “แล้วก็หลอกเราสนิทเลยว่าอยู่พอชฯ เราหรือก็คุยในไลน์กลุ่มอยู่ว่าปีนี้พี่นีจะมารึเปล่าได้ ที่ไหนได้”

สองมืออวบนุ่มยังแตะๆ จับๆ เนื้อตัวพานีราวกับกำลังสำรวจจนอีกคนที่ตามออกมาจากห้องกระแอมเสียงดัง เท่านั้นสองพี่น้องจึงผละออกจากกัน

“พี่ใหญ่!” พานีร้องเรียกแล้วโผเข้าหาพี่ชายคนโตในชุดกางเกงเลตัวเดียวโชว์พุงหย่อนล้นขอบเอว แต่พี่ชายรีบโบกมือห้ามจนหล่อนชะงักทั้งที่ยังไม่ถึงตัว

“ไม่ต้องเข้ามา”

“อ้าว! ทำไมล่ะคะ”

“ตัวเหม็น เมื่อกี้เพิ่งไปลอกคูหลังบ้าน เมื่อคืนฝนตกแป๊บเดียวน้ำท่วมครัวกับห้องน้ำเลย”

“เฮ้อ! อีกแล้ว ดีนะที่ตอนนี้ร้านอาหารกำลังไปได้ดี เอาไว้นีจะส่งมาให้ถมที่กับซ่อมบ้านด้วย จะได้ปูพื้นกระเบื้องใหม่เอาแบบหยาบๆ ไม้เท้าจะได้ไม่ลื่น แม่ก็จะได้เดินสบายไม่ลื่นล้มแบบปีที่แล้วอีก”

“อืม… แต่พี่ว่านีเก็บเงินไว้เผื่ออนาคตบ้างดีกว่า ไม่ต้องห่วงพี่ห่วงน้องให้มากหรอก” พี่ใหญ่พูดแค่นั้นก็เดินไปล้างเนื้อล้างตัวที่ก๊อกข้างรั้ว

พานีมองตาม มุ่นคิ้วจนหน้าผากย่นเหมือนตอนเด็กครู่หนึ่งจึงยิ้มออกหันมาหาน้องสาวที่รับหลานมาอุ้มต่อจากสตีฟที่เอาของเข้าไปเก็บในบ้าน หล่อนชะเง้อมองหาคนอื่นแต่กลับไม่มีใครโผล่หน้ามาอีกจึงถาม “แล้วนี่คนอื่นไปไหนหมด แม่ล่ะหลับอยู่หรือ”

“ก็…” น้องสาวอึกอัก

“งั้นเดี๋ยวพี่เข้าไปหาดีกว่า อยากอาบน้ำเต็มทีแล้วตาพีทก็ต้องกินนมด้วย” พูดจบหล่อนก็เดินเข้าไปทันทีทิ้งน้องสาวไว้กับลูกชายที่หาวหวอดและเริ่มขยับตัวยุกยิก

ภายในบ้านเงียบเหงาราวกับไม่มีใครอยู่ ห้องที่หล่อนเคยนอนถูกจับจองด้วยเด็กสาวมัธยมปลายลูกของพี่ดาที่เสียชีวิตไป หล่อนส่งเสียค่าเล่าเรียนให้หลานคนนี้เป็นหลักไม่ให้เป็นภาระของพี่น้องคนใดคนหนึ่ง หล่อนตั้งใจจะเปิดประตูห้องหลานสาวสำรวจความเป็นไป แต่เสียงเรียกของสตีฟทำให้ชะงัก

“เพนนี มาทางนี้หน่อย” เขากวักมือเรียกหล่อนตรงหน้าตู้เสื้อผ้าไม้โบราณซึ่งประกอบติดกับโต๊ะเครื่องแป้งและกระจกบานใหญ่

หล่อนจำได้ติดตาว่ามารดาชอบหมุนตัวไปมาหน้ากระจกเวลาจะแต่งตัวไปวัดและชอบอวดผ้าถุงใหม่ๆ ที่ซื้อมาเย็บเองเวลาได้ติดมือมาจากไปทำบุญที่ต่างจังหวัด หล่อนเดินยิ้มแฉ่งเข้าไปหาพร้อมกับล้วงของสิ่งหนึ่งจากกระเป๋าสะพายออกมา เป็นของที่หล่อนตั้งใจมอบให้มารดาในวันแม่ปีนี้ซึ่งจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และเป็นวันที่หล่อนต้องเดินทางกลับอเมริกาพอดี

เพียงก้าวพ้นบานเฟี้ยมเก่าคร่ำคร่าเข้าไป พานีก็ต้องชะงัก เพราะสิ่งที่เห็นตรงหน้ามิใช่คนที่ต้องการพบ แต่กลับเป็นรูปภาพขาวดำใส่กรอบทองสวยงามตั้งอยู่ มันถูกตั้งไว้แทนที่เครื่องประทินผิวสารพัดชนิดของมารดา ด้านหน้ากรอบรูปมีกระถางธูปตั้งอยู่

พานีใจหายวาบ มือทั้งสองข้างที่ถือซองสีขาวบีบแน่นจนซองยับยู่ยี่ ไม่กี่วินาทีต่อมาน้ำตาหล่อนก็

ไหลพรั่งพรูด้วยเข้าใจในทุกสิ่งแม้ไม่มีคำพูดใดๆ ออกจากปากทั้งพี่ชายและน้องสาว

“เรามาไม่ทันแม่คุณ” สตีฟเอ่ยน้ำเสียงเบาหวิว

พานีรู้สึกว่าแต่ละย่างก้าวช่างยากลำบาก หล่อนก้าวขาไม่ออกเหมือนมีหินหนักมารั้งไว้ สองขาสั่นระริกไม่ต่างกับสองมือที่โผเกาะราวบันไดแน่น

“แม่! แม่จ๋า!” หล่อนร่ำร้องน่าเวทนาสองขาอ่อนแรงทรุดนั่งบนบันไดกอดราวไว้แน่น

“ทำใจดีๆ พี่นี” น้องสาวคนเล็กปลอบ แตะมือกับหัวไหล่หล่อนให้กำลังใจ

พี่ชายคนโตในชุดเสื้อยืดแขนสั้นกับกางเกงเลตัวใหม่ตรงเข้ามาโอบไหล่หล่อนอีกข้างแล้วเอ่ยเบาๆ “นีกลับบ้านเราแล้วนะแม่ ถึงจะช้าไปเกือบปีแต่ก็กลับมาแล้ว แม่ดีใจที่เห็นหลานไหม”

“ตั้งแต่เมื่อไหร่” พานีถามเสียงสั่นเครือพยายามกลั้นสะอื้น

“ก็ตอนจดหมายฉบับสุดท้ายที่หนูส่งไป” น้องเล็กตอบพลันหลบตา

“ทำไมไม่มีใครบอกนีเลย นีกลับบ้านมาคราวนี้ตั้งใจจะพาแม่ไปเที่ยวอเมริกา แม่บ่นอยากไปดูว่านีอยู่ยังไง ลำบากรึเปล่า อยู่สบายไหม โดนใครรังแกบ้าง แต่แม่ก็ไม่ได้ไป”

สตีฟเดินมาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ โอบไหล่หล่อนไว้แล้วปลอบด้วยอ้อมแขนอบอุ่น ครู่หนึ่งจึงเอ่ยปลอบ “เป็นความตั้งใจของแม่คุณตั้งแต่รู้ว่าตัวเองป่วยเป็นอะไรน่ะเพนนี”

“ตกลงแม่ฉันเป็นอะไร แล้วคุณรู้ได้ยังไง” หล่อนถามย้ำมองสามีด้วยแววตาเต็มไปด้วยคำถาม

“แม่ให้พี่ใหญ่โทร.หาผม บอกว่าแม่ต้องแอดมิตเข้าโรงพยาบาลตัดชิ้นเนื้อตรวจหามะเร็งปอด ผลออกมาว่าแม่คุณเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และไม่ถึงเดือนแม่คุณก็เสีย”

“แล้วทำไมคุณไม่บอก! ฉันเป็นลูกนะคะสตีฟ ทำไมฉันถึงไม่รู้อยู่คนเดียวแบบนี้” หล่อนตวาด เป็นครั้งแรกตั้งแต่แต่งงานที่หล่อนต่อว่าสตีฟทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด

แต่การปกปิดทุกอย่างกลับทำให้หล่อนเจ็บปวด…

“ก็คุณท้องแก่ใกล้คลอดแล้ว ถึงยังไงคุณก็กลับเมืองไทยไม่ได้ แม่ถึงไม่อยากให้คุณรู้เพราะมันจะมีผลต่อสภาพจิตใจของคุณ แม่ห่วงคุณมากนะเพนนี”

“โธ่! แม่จ๋า! นีมาแล้วซื้อตั๋วมาให้แม่แล้วด้วย นี่ไงจ๊ะแม่” หล่อนคร่ำครวญมือสั่นเทาเปิดซองที่ยับย่นดึงตั๋วเครื่องบินออกมาแล้วหันเข้าหากรอบรูป “นี่ไงแม่ ของขวัญวันแม่ปีนี้จากหนู สตีฟ กับลูก”

ทั้งหมดตกอยู่ในความเงียบงัน…

ไม่นานต่อมาหลังจากปลดปล่อยความเสียใจจนน้ำตาเริ่มเหือดแห้ง พานีปาดน้ำตาหยดสุดท้ายที่ไหลออกมาจนขอบตาบวมช้ำ หล่อนสูดลมหายใจลึกแล้วอุ้มลูกน้อยที่ตื่นเต็มตาและกำลังอ้อแอ้หิวนมมาไว้แนบอก พาเดินตรงเข้าไปที่หน้ากรอบรูปครู่หนึ่งจึงมีรอยยิ้มจางๆ ส่งให้คนในรูปถ่ายแล้วกระซิบบอกลูกเบาๆ “เรียกยายสิจ๊ะลูก ยาย… ยาย”

“ยาย…”

“เก่งมากจ้ะลูก” หล่อนหอมแก้มลูกน้อยฟอดใหญ่แล้วจ้องมารดาที่ยิ้มพรายในกรอบรูปนิ่งนาน

“แม่จ๋า… นี่คือน้องพีท ลูกชายของหนู หลานยายของแม่ไง จำได้ไหมว่าแม่เคยบอกหนูว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนไม่ให้ลืมว่าเราเป็นใครมีที่มายังไง หนูตั้งชื่อลูกว่าพีทที่แปลว่าก้อนหินที่มาจากเลน หรือบางทีแปลว่าดิน ดินที่ให้ความชุ่มฉ่ำสร้างทุกสิ่งให้อุดมสมบูรณ์ หนูจะให้ลูกเตือนตัวเองเสมอว่าไม่ว่าลูกจะเป็นใครหรือเป็นอะไร ไม่ให้ลืมว่าเขาคือใคร ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนให้รู้ไว้ว่าสักวันเขาก็ต้องกลับบ้าน”

“ใช่ครับคุณแม่ ผมสัญญาว่าอนาคตจะพานีกับลูกกลับมาอยู่เมืองไทยถาวรแน่นอน” สตีฟสำทับ

พี่ใหญ่น้ำตารื้นจนต้องแอบปาดน้ำตา ส่วนน้องนุชสุดท้องของบ้านน้ำตาไหลพรากด้วยความตื้นตัน พานีเข้าใจความรู้สึกของผู้เป็นมารดา หล่อนไม่โทษใครนอกจากโชคชะตาที่นำพาให้แต่ละชีวิตต้องดำเนินไป หล่อนโชคดีแค่ไหนที่ได้สตีฟกับพีทเป็นแรงใจ หล่อนต้องเข้มแข็งต่อไปเพื่อเป็นหลักให้พี่น้องที่อ่อนแอกว่า

พานีสัญญากับตัวเองต่อหน้ารูปของมารดาว่าหล่อนจะไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ และสักวันหล่อนจะได้กลับบ้านแน่นอน…

 

– พิมมาศ –

 

 

Don`t copy text!