รักโดยบังเอิญ

รักโดยบังเอิญ

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

เสียงผู้คนตะโกนโหวกเหวกร้องเรียกให้ช่วยดังลั่นตลาด ตอนนั้นฉันกำลังนั่งมึนงงอยู่กับพื้น เมื่อล้มลงโดยไม่ทันระวังเพราะถูกดึงลากกระชากกระเป๋าถือหลุดมือไป แม่ค้าร้านข้างๆ ช่วยเหลือฉันด้วยการตะโกนเสียงดัง “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย คนถูกกระชากกระเป๋า!”

ผู้คนในตลาดพากันวิ่งไล่ตามชายขี้ขโมยไปอย่างไม่คิดชีวิต ฉันสังเกตเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่น่าจะเดินอยู่ข้างหลังฉัน วิ่งไล่ตามขโมยไปด้วยเช่นกัน

ขาข้างซ้ายฉันเจ็บแปลบขึ้นมา เมื่อพยายามจะลุกขึ้น พี่สาวเจ้าของร้านขายของมาช่วยพยุงฉันให้เข้าไปนั่งในร้าน

หลังจากนั้นไม่นาน ฉันเห็นชายหนุ่มคนนั้นวิ่งกลับมาที่หน้าร้าน ในมือถือกระเป๋าของฉันที่ถูกขโมยไป  เขาวิ่งมาถึงด้วยใบหน้ากระหืดกระหอบ พูดเสียงละล่ำละลัก ชูกระเป๋าฉันยื่นให้

“นี่ครับ ผมแย่งกระเป๋ามาให้ได้ แต่ขโมยมันหลุดมือ หนีไปได้นะครับ”

เขาอธิบายพร้อมยื่นกระเป๋ามาให้ ฉันกล่าวขอบคุณเขาหลายครั้งที่ช่วยเหลือฉัน พลางจะลุกขึ้นเพื่อเดินทางต่อ

เขาเห็นท่าทางที่ฉันบีบนวดข้อเท้าที่เจ็บก็เอ่ยขึ้นอย่างมีน้ำใจ

“ผมว่าคุณไปหาหมอดีกว่านะครับ ท่าทางทิ้งไว้เท้าจะระบมเอานะครับ”

ฉันรู้สึกขอบคุณเขา แต่ลึกๆ ในใจยังไม่วางใจ นึกถึงคำพูดของแม่ที่เตือนอยู่เสมอว่า “อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน” แต่คราวนี้ในสถานการณ์เช่นนี้ ฉันคงต้องจำใจยอม “ไว้ใจคนไม่เลือกหน้า” ไปก่อนหรืออย่างไร ฉันก็ไม่แน่ใจว่าควรจะทำอย่างไร

แต่คิดแล้วก็ตัดสินใจเงียบๆ ว่ายังไงคงต้องวางใจไปกับเขาไปก่อนนั่นแหละ คงไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่านี้แล้ว ขนาดเมื่อกี้ฉันไว้ใจทางเดินที่ผ่านมาว่าจะไม่มีอันตรายแล้วแท้ๆ ยังถูกกระชากกระเป๋าไปจนได้ ถ้าไม่มีเขาคนนี้มาช่วย ฉันคงแย่หนักไปกว่านี้เป็นแน่

ฉันมองหน้าชายหนุ่มตรงหน้า เขาเป็นชายหนุ่มในวัยราวยี่สิบกว่าๆ ปลายๆ ฉันประมาณเอาจากสายตา เขามีรูปร่างสูงล่ำสัน มองเห็นกล้ามเนื้อที่ท่อนแขนแข็งแรงทั้งสองข้าง เขาพยายามยื่นมือมาให้ฉันเกาะเพื่อลุกขึ้น เสียงเขาเปรยเบาๆ ออกมา

“ผมกำลังจะไปโรงพยาบาลเยี่ยมเพื่อนที่ป่วยอยู่พอดี”

ฉันขมวดคิ้ว นึกในใจว่า “อะไรมันจะบังเอิญขนาดนี้” ทำยังกับพล็อตในนวนิยายรักที่อ่านบ่อยๆ เลย เจอกันเพราะความบังเอิญ แล้วสานต่อเป็นความสัมพันธ์ ฉันไม่เชื่อหรอกว่ามีจริงๆ ไอ้เรื่องพรหมลิขิต หรือบุพเพสันนิวาส

ฉันเป็นคนไม่ชอบฝันกลางวันเพ้อเจ้อไปกับความเชื่อไร้สาระแบบเก่าเช่นนี้ แต่ถ้าเกิดมันมีจริงๆ อย่างที่เขาว่ากันว่ามี ขอเจอจั๋งๆ จริงๆ สักที สักคน คู่รักที่มาตามพรหมลิขิต แบบเดินชนกันจนล้มปากประกบปากโดยบังเอิญ แล้วในที่สุดก็รักกันจนเป็นคู่ตุนาหงันตามบุพเพอาละวาดยังไงยังงั้นเลยล่ะ

นี่ฉันขี้ระแวงไปไหม เขาเพิ่งช่วยชิงกระเป๋าถือจากขโมยคืนกลับมาให้ฉันแท้ๆ แต่ระวังตัวไว้ก่อนก็ไม่เสียหายอะไรเนี่ย  ใบหน้าฉันคงแสดงออกชัดเจนว่าลังเล เขาพูดต่อขึ้นมาอีก

“ไม่เป็นไรนะครับ ผมแค่เสนอเฉยๆ ถ้าคุณไม่ไว้ใจก็ไม่เป็นไร”

เขาพูดจบก็ทำท่าจะกล่าวลา ฉันจึงรีบตัดบทออกไปว่า “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ คือพอดีฉันมีนัดสำคัญเลยกังวลค่ะ ขอโทร.เลื่อนนัดก่อนนะคะ” หลังจากนั้นฉันก็ขอตัวไปโทรศัพท์เพื่อเลื่อนนัดหมาย อ้างความจำเป็นต้องไปโรงพยาบาลเพราะข้อเท้าแพลง คงเดินทางไปตามนัดหมายไม่ได้แล้ว

เมื่อฉันเลื่อนนัดเรียบร้อย ก็ปรึกษากับเขาว่าจะไปโรงพยาบาลยังไง เขาบอกว่าตอนแรกตั้งใจจะเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างตรงหน้าตลาดไปคนเดียว เพราะโรงพยาบาลอยู่ไม่ไกลมาก แต่เมื่อตอนนี้ต้องพาฉันไปโรงพยาบาล จึงคิดว่าจะเรียกแท็กซี่แทน เขาถามความสมัครใจจากฉันว่าโอเคไหมที่จะนั่งแท็กซี่ไปโรงพยาบาลกับเขา

ฉันนั้นจริงๆ โดยนิสัยก็เป็นคนขี้ระแวง เพราะคำโบราณที่แม่พร่ำบ่นใส่หูจนจำขึ้นใจว่า อย่าคบคนจรหมอนหมิ่น แม่ก็ช่างห่วงโน่นนี่นั่นไปเรื่อยเปื่อย ยุคนี้แล้ว ยุคที่เดินไปไหนก็มีจีพีเอสในมือถือติดตามตัวกันทุกคน รอบตัวก็มีแต่กล้องวงจรปิดทุกมุมเมือง แถมกล้องตามหน้ารถทุกคันสมัยนี้ถี่ยิบแทบทุกมุมถนน สารพัดข้อมูลที่ว่าส่วนบุคคล กลายเป็นข้อมูลส่วนรวมในกูเกิลไปไม่รู้ตัวกันทุกคน คนจรคงไม่จรเท่าไหร่แล้ว ข้อมูลระบุตัวตนเยอะแยะไปหมด

แล้วยิ่ง ณ ตอนนี้ เวลากลางวันแสกๆ กลางตลาด แล้วเขาก็เพิ่งช่วยเหลือฉันจากขโมย ฉันจึงตกปากรับคำไปขึ้นแท็กซี่ตามคำชวนกับเขา เอาไงเอากัน เขาคงไม่ทำอะไรหรอกน่า สมัยนี้ไม่มีคนจรหมอนหมิ่นหรอก มีแต่พวกรู้หน้าไม่รู้ใจมากมายท่ามกลางเพื่อนฝูงคนรู้จักคนใกล้ชิดนี่แหละ

เราสองคนนั่งแท็กซี่ไปถึงโรงพยาบาลในเวลาอีกไม่นาน เขาพยุงฉันเข้าไป ระหว่างรอพบหมอ เขาก็ขอแยกไปเยี่ยมเพื่อนที่นัดหมายไว้สักยี่สิบนาทีถึงครึ่งชั่วโมง แล้วจะกลับมาดูฉันอีกที

คราวนี้ฉันปฏิเสธบอกเขาว่าขอไม่รบกวนเขาอีก และขอบคุณสำหรับน้ำใจที่ดูแลฉันและพามาโรงพยาบาล เดี๋ยวฉันจะขอความช่วยเหลือจากพยาบาลเอง

เขาไม่ได้ตอบว่าอะไร ดูชะงักนิดหน่อยตอนฉันปฏิเสธเขาไป แล้วเราก็ลากันตรงนั้น

ฉันรอพบแพทย์เพื่อตรวจอาการเจ็บที่ข้อเท้าอยู่ราวหนึ่งชั่วโมง ชายหนุ่มคนนั้นไม่ได้กลับมาตามที่พูดไว้และฉันปฏิเสธไป

จนบ่ายคล้อย กว่าจะได้พบหมอ รับยา และจ่ายเงินค่ารักษา เวลาก็ล่วงเลยจนเกือบเย็น โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้คนไข้มาจากไหนไม่รู้ คิวยาวเหยียดจนคนรอแทบจะท้อ

ริมถนนหน้าโรงพยาบาลในช่วงเย็นใกล้ค่ำ รถราเต็มพื้นที่ แถมยังจอดสนิท ฉันยืนรอเรียกแท็กซี่ตรงป้ายรถเมล์หน้าโรงพยาบาลราวครึ่งชั่วโมงแล้วก็ยังไม่มีรถว่างสักคัน เมื่อรอจนท้อใจ ท้องไส้ปั่นป่วนเพราะความหิว อีกทั้งเสียงฟ้าร้องครืนๆ มาแต่ไกล ฝนทำท่าจะตกอีกไม่นาน ฉันดูท่าแล้วคืนนี้กว่าจะถึงบ้านคงค่ำแน่นอน รถติดหนัก แถมฝนกำลังจะเทลงมาซ้ำเติม

ฉันตัดสินใจเดินกลับเข้าไปรอเวลาในโรงพยาบาล พยายามใช้แอพพลิเคชันเรียกแท็กซี่ล่วงหน้า แต่ยังไม่มีรถว่างมาตอบรับเลย ช่วงเวลารถติดในเมืองเป็นแบบนี้เสมอๆ นี่ถ้าขาไม่เจ็บ ฉันคงจะเดินตามถนนไปเรื่อยๆ ไม่ก็นั่งมอเตอร์ไซค์ แต่สภาพตัวเองตอนนี้แค่เดินปกติยังลำบาก มอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ไม่มีสักคัน

ฉันทอดถอนใจ เดินเขยกๆ เข้าไปที่ร้านสะดวกซื้อในโรงพยาบาล เพื่อซื้อกาแฟและขนมปังหนึ่งชิ้นกินรองท้อง ก่อนจะรีบกินยาที่หมอจ่ายมาให้ ดูท่าคงต้องรอสักพักจนกว่าจะเรียกแท็กซี่ได้ แล้วค่อยกลับบ้าน

ระหว่างที่พยายามกดเรียกแท็กซี่ผ่านแอพฯ​ หลายครั้งก็ยังไม่สำเร็จ ฉันจึงนั่งรออยู่ที่เก้าอี้ที่นั่งรอคนไข้ในโรงพยาบาลต่อไป ดูทีวีที่ติดตั้งเหนือเคาน์เตอร์ไปด้วยฆ่าเวลา

ระหว่างที่กำลังเหม่อๆ เพลินๆ ไม่ทันระวังตัว มีใครคนหนึ่งลงมานั่งลงข้างฉัน ฉันขยับตัวเมื่อรู้สึกว่าต้นแขนจะชนกัน เมื่อหันไป ปรากฏว่าเป็นเขาคนนั้นที่ช่วยฉันไว้เมื่อตอนกลางวัน

เสียงเขามาพร้อมกับสีหน้าประหลาดใจ

“อ้าว ทำไมคุณยังนั่งอยู่ตรงนี้ล่ะ ผมคิดว่าจะกลับไปแล้วนะครับ”

ฉันทำท่างงๆ ตอบกลับไปด้วยประโยคคล้ายๆกันว่า “อ้าว คุณก็เหมือนกันแหละ ไหนคุณว่าเยี่ยมเพื่อนครึ่งชั่วโมง แล้วทำไมถึงยังอยู่ล่ะคะ” เราสองคนหัวเราะออกมาเบาๆ พร้อมกัน ต่างฝ่ายต่างขำท่าทีและคำพูดของตัวเอง

“ผมว่าจะกลับตั้งแต่บ่ายเหมือนกัน แต่พอดีเจอเพื่อนสมัยเด็กเป็นหมออยู่โรงพยาบาลนี้โดยบังเอิญครับ เลยคุยยาวต่อเนื่อง”

ฉันคิดในใจ “เรื่องบังเอิญมันเยอะเกินไปแล้วนะจ๊ะคุณ” ฉันนี่มองโลกแง่ร้ายแบบตั้งป้อมเอาไว้ก่อนอีกแล้ว เป็นนิสัยขี้ระแวงที่แก้ไม่หาย เสียงเขาถามกลับมาอีกครั้งว่า “แล้วคุณนั่งรออะไรอยู่ครับ ยังไม่เรียบร้อยเหรอครับเรื่องพบหมอ”

ฉันอธิบายเหตุผลให้เขาฟังจนเข้าใจ เขานั่งฟังแล้วทำหน้าครุ่นคิดแล้วสอบถามว่าบ้านฉันอยู่ตรงไหน ความจริงบ้านฉันก็อยู่เลยไปไม่ไกลจากตลาดที่พบเขาเมื่อช่วงเช้านี้ ถ้าขาไม่เจ็บ ป่านนี้ฉันดิ้นรนกลับเองได้สบายๆ เสียงเขาพูดเสนอความคิดออกมาอีกครั้ง “เดี๋ยวผมออกไปรอเรียกแท็กซี่ให้เอาไหม น่าจะยังพอมีรถว่างที่ยังติดค้างอยู่บนถนน” เขาจ้องหน้ามองตรงมาที่ฉัน เลิกคิ้วเชิงถาม

“คุณเรียกแกร็บ ไม่มีใครกดรับหรอก รถข้างนอกไม่ยอมเข้ามารับคุณในถนนที่รถติดขนาดนี้หรอก เชื่อผม วิธีผมยังมีโอกาสมากกว่า”

ฉันประหลาดใจแกมสับสน ทำไมเขาใจดีกับฉันอย่างนี้นะ นี่ฉันกำลังจะใจอ่อนอีกแล้ว

ความเหน็ดเหนื่อยจากเหตุการณ์ตลอดทั้งวันนี้ทำให้ฉันรู้สึกขอบคุณเขาที่ยื่นมือมาช่วยเหลือฉันในยามลำบาก หากฉันยังยืนยันเป็นกระต่ายขาเดียวไม่ยอมรับน้ำใจเขา เขาคงเสียใจเสียหน้า และฉันก็ไม่อยากปฏิเสธเขาเป็นครั้งที่สองทำให้เขาเสียน้ำใจ

วันนี้ฉันยอมกลายเป็นกระต่ายขาหักที่ยอมจำนนไปเสียแล้ว กระต่ายน้อยตัวนี้เริ่มใจอ่อนยวบยาบไปกับเสียงทุ้มนุ่มพร้อมสายตาเชิงอ้อนวอนของตาคมเข้มที่จ้องอยู่ตรงหน้านี่ โอย ใครจะปฏิเสธลง

ฉันพยักหน้าเป็นเชิงตกลง เขายิ้มที่ฉันยอมรับน้ำใจเขา แล้วเขาก็ลุกขึ้น บอกฉันว่า คุณนั่งรอตรงนี้แหละ เดี๋ยวได้รถ ผมจะให้เลี้ยวเข้ามารับในโรงพยาบาลเลย

ฉันนั่งรอเขาอยู่ข้างในโรงพยาบาลด้วยความสับสนใจ วุ่นวายใจ ประหลาดใจ สารพัดสารพันความรู้สึกที่วนเวียนอยู่ข้างใน

ฉันพยายามหลีกเลี่ยงการต่อความยาวสาวความยืดกับคนแปลกหน้า แต่ไม่รู้ทำไมเหตุการณ์เหมือนแกล้งให้ฉันไม่อาจสลัดเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลางวันจนเย็นค่ำมืดวันนี้ไปได้ ทั้งๆ ที่ฉันพยายามปฏิเสธและตัดบทไม่รับน้ำใจจากเขาไปแล้ว

เอาเถอะ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ฉันจะลองปล่อยให้โชคชะตาพาไปสักตั้งว่าจะไปได้ถึงที่สุดเพียงไหน

ฉันนั่งรออยู่ที่เดิมตรงนั้นต่อมาราวสี่สิบห้านาที รถแท็กซี่ที่เขาเรียกได้ก็ขับมาจอดอยู่ตรงหน้าประตูทางเข้า เขาลงจากรถมาช่วยรับฉัน พยุงฉันขึ้นรถ

เมื่อขึ้นรถเขาขึ้นมานั่งคู่กับคนขับ บอกที่หมายที่บ้านฉันก่อน เขาหันมาบอกฉันว่า

“ผมนั่งเป็นเพื่อนไปส่งคุณถึงบ้านก่อน เดี๋ยวผมค่อยนั่งต่อไปลงบ้านผมนะครับ”

ฉันขอบคุณในความมีน้ำใจที่มานั่งเป็นเพื่อนไปส่งฉันอีก กลายเป็นว่าวันนี้เขาต้องมาเสียเวลากับเรื่องของฉัน ใครก็ไม่รู้ คนไม่เคยรู้จักกัน

ฉันนั่งเงียบไปตลอดทาง ฟังเสียงเขาคุยกับพี่คนขับแท็กซี่ถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้เพลิน

ระหว่างพูดคุย ฉันสังเกตเห็นความเป็นคนอารมณ์ดี มีอารมณ์ขันตลอดบทสนทนา คุยกันฟังเพลินจนฉันไม่ทันรู้สึกถึงรถรามากมายบนท้องถนนภายนอก

เวลาผ่านไปราวเกือบหนึ่งชั่วโมง เราก็ฝ่ารถติดกลับมาถึงที่หมายแรกคือบ้านฉันจนได้ ฉันลงจากรถ เขาก็ลงมาพยุงจนฉันเข้าบ้านเรียบร้อย เขาก็ขึ้นรถแท็กซี่คันเดิมจากไป

ฉันกล่าวขอบคุณเขาหลายครั้ง ขอบคุณในน้ำใจที่มีให้ฉันตลอดวันนี้ ฉันนึกในใจว่า ฉันคงจะไม่ลืมเขาเลย

ขณะที่เดินเข้าบ้านไป ฉันคิดว่าฉันคงไม่ได้เจอเขาอีกแล้ว อย่างที่บอก ฉันไม่เชื่อในความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากความบังเอิญ

แล้วเวลาก็เดินทางตามหน้าที่ของมัน หลังจากผ่านไปราวหนึ่งเดือน เท้าที่เจ็บก็หายเป็นปกติ ฉันกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเมื่อก่อน ออกไปทำงาน กลับบ้าน พบปะเพื่อนฝูง ชีวิตปกติแบบที่เป็นไปโดยที่ไม่ได้นึกอะไร

แต่ทุกครั้งที่นวดข้อเท้าข้างที่เคยเจ็บ ภาพความทรงจำถึงชายหนุ่มใจดีที่คุยกันเจอกันวันนั้น โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่แนะนำตัวและถามไถ่ชื่อของกันและกันเลย ก็กลับเข้ามาในความคิดเป็นพักๆ แล้วจางหายไปตามกาลเวลา

ฉันใช้ชีวิตของฉันต่อมา โดยที่เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องราวความบังเอิญที่พบเจอ เข้ามาท้าทายความไม่เชื่อเรื่องพรหมลิขิตให้สั่นไหวค่อยๆ จางหายและลืมเลือนไป

จนในวันหนึ่ง เป็นเช้าวันหยุดวันธรรมดาเหมือนทุกๆ วันที่ผ่านมาผ่านไป

เช้านั้นฉันออกจากบ้านตั้งใจไปจับจ่ายกับข้าวเพื่อซื้อของสดมาตุนไว้ในตู้เย็นเพิ่มเติม

ฉันเดินเลือกซื้อผักสดหลายอย่าง ทั้งผักกาดขาวไว้สำหรับแกงจืด ผักกาดแก้วกับแครอตและมะเขือเทศราชินีลูกเล็กๆ สำหรับไว้ทำสลัดผักในวันที่ต้องการอาหารเบาๆ เดินซื้อผักเสร็จก็มาดูปลา ระหว่างกำลังคิดว่าจะซื้ออะไรดีๆ ก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกดังขึ้นอยู่ที่ริมถนนหน้าตลาด

ผู้คนตามร้านค้าทั้งคนขายคนซื้อ พากันหันไปในทิศทางต้นเสียง ไม่นานหลังจากนั้นฉันได้ยินเสียงไซเรนรถตู้พยาบาลฉุกเฉินมารับคนเจ็บ

เสียงผู้คนที่เดินไปดูเหตุการณ์แล้วเดินกลับมา บอกเล่าเรื่องราวสู่กันฟัง ขณะนั้นฉันเลือกซื้อปลาเสร็จแล้ว ได้เนื้อปลาอินทรีสองสามชิ้น ตั้งใจจะทำเมนูปลาอินทรีทอดน้ำปลา คิดถึงเมนูอาหารแล้วก็น้ำลายไหล

เสียงป้าแม่ค้าที่เดินผ่านมาถึงตรงที่ฉันยืนอยู่พอดี เธอตะโกนเล่าให้แม่ค้าขายปลาฟังว่า

“พ่อหนุ่มกำลังจะลงจากรถมอเตอร์ไซค์ตรงหน้าตลาด มอเตอร์ไซค์ดันล้มกลิ้งซะก่อนสิ”

แม่ค้าปลาถามกลับไปว่า “เป็นอะไรมากไหม”

เสียงเจ๊คนเดิมเล่าต่อไปว่า “ไม่เป็นไรมากมั้ง คงแค่ถลอกปอกเปิก”

“นี่รถพยาบาลเอาไปส่งโรงพยาบาลแล้ว คงใกล้ๆ นี่แหละ”

แม่ค้าคนเล่ายังไม่หยุดพูดต่อ “แต่คงจะไม่เป็นไรหรอก พ่อหนุ่มคนนี้ฉันจำได้ มาซื้อของที่ร้านบ่อยๆ”

เสียงเล่ายังไม่หยุด ประโยคต่อมาที่ทำให้ฉันแทบหยุดหายใจ

“ฉันว่านะ คนดีผีคุ้ม เมื่อหลายเดือนก่อนเพิ่งช่วยผู้หญิงถูกกระชากกระเป๋าไปหยกๆ คงไม่เป็นไรมากหรอก”

เธอทำท่าจะเดินจากไปเมื่อจบประโยคสุดท้าย แต่พอหันมาเห็นฉันเข้า ก็ร้องประหลาดใจ

“อ้าว น้องนี่ไง ที่ถูกกระชากกระเป๋าที่หน้าร้านพี่ แล้วพี่ช่วยมานั่งในร้านไง”

ฉันพยักหน้าหงึกๆ ตอบรับว่าจำได้ ในตอนนั้นสมองฉันมึนงง ทั้งเรื่องราวเก่าของตนเองและเรื่องราวใหม่ในวันนี้ ที่บังเอิญอีกแล้วที่ตัวละครในฉากสำคัญมาพบกันอีกครั้ง

ฉันละล่ำละลักขอบคุณพี่เขาอีกครั้ง ตัดสินใจในทันที ยกกับข้าวที่ซื้อทั้งหมดให้พี่สาวเจ้าของร้านที่เคยช่วยเหลือ ก่อนจะรีบขอตัวจากมา

ฉันรีบโบกแท็กซี่หน้าตลาดให้ไปส่งที่โรงพยาบาล

เมื่อไปถึงก็ถามไถ่ตรงแผนกฉุกเฉินถึงชายหนุ่มที่เจ็บจากอุบัติเหตุหน้าตลาดเมื่อราวชั่วโมงที่ผ่านมา

ฉันเดินตามคำบอกเล่าของพยาบาล มองซ้ายมองขวาหาคนเจ็บ

เดินจนสุดทางเดินตรงหน้าห้องตรวจของแผนกฉุกเฉิน เห็นชายหนุ่มหน้าเข้ม ร่างสูงคนเดิมอยู่บนเตียง ตามร่างกายมีแผลถลอกหลายแห่ง หมอจัดการทำแผลให้แล้ว

ฉันเดินเข้าไปไปใกล้ จนเขารู้สึกตัวหันมา สายตาเราสบกัน ฉันยิ้มกว้างรีบเข้าไปเกาะขอบรถเข็น พูดเสียงสั่นว่า “ดีใจมากที่คุณไม่เป็นไร”

เขายิ้มแป้นตอบกลับมา “วันนี้ขาคุณหายดีแล้ว กลายเป็นผมเจ็บแทน”

แล้วเราก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน

 

– แก้วเจ้าจอม –

 

Don`t copy text!