ให้เจ็บจนเจียนตาย

ให้เจ็บจนเจียนตาย

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

เมื่อสามเดือนก่อนหน้านี้ ฉันเขียนอีเมลไปบอกเลิกกับคนรัก

เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องปกติใช่ไหม ทุกวินาทีที่โลกหมุนไป มีคู่สามีภรรยาเซ็นใบหย่า มีคู่รักบอกเลิกกัน ทั้งในร้านกาแฟ ในห้องนอน บนโซฟาที่นั่งแสนสบาย ในห้องครัวขณะทำอาหารร่วมกัน ในรถยนต์ขณะไปเยี่ยมพ่อแม่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือบางคนเลือกโทรศัพท์ เพราะไม่ต้องขมขื่นใจกับการเห็นหน้าค่าตา หรือบางคนอาจเลือกจดหมาย แม้ว่าจะช้าไปสักหน่อย หรือบางคนเลือกอีเมล เหมือนฉัน เพราะมันง่ายและสะดวกดี ในวันเวลาที่จดหมายเป็นการสื่อสารที่เชื่องช้า

แต่ฉันเลือกอีเมล เพราะไม่มีเบอร์โทรศัพท์เบอร์ใหม่ล่าสุดของเขา หรือฉันอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ เพราะเขาบอกว่าตอนนี้เขาไม่ได้ใช้โทรศัพท์แล้ว ไม่มีเบอร์โทรศัพท์บ้านญาติหรือเพื่อนสนิท จะว่าไป ฉันมีเบอร์บ้านป้าของเขาที่อังกฤษ แต่ฉันจะโทรไปเพื่อขอเบอร์ของเขาจากอังกฤษนั่นละหรือ มันออกจะดูเอิกเกริกเกินไป

ฉันก็ไม่มีที่อยู่ของเขาด้วย  และจะบอกให้ก็ได้ว่า ตลอดเวลาปีกว่านี้ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนรักของฉันพำนักอยู่แห่งหนตำบลใด อีเมลจึงเป็นช่องทางการสื่อสารที่ง่ายดายที่สุดเท่าที่ฉันทำได้ตอนนี้

กระนั้น ฉันก็คิดว่า หากแม้จะเลิกรากัน ช่องทางไหนก็เจ็บปวดและขมขื่นใจพอกันนั่นแหละ แม้มันจะนำพาความโล่งอกมาสู่อีกฝ่ายหนึ่งอย่างเหลือล้นก็ตาม

ทำไมความขมขื่นจึงมาตกที่ฉันน่ะเหรอ ก็เพราะอีเมลฉบับสุดท้ายของเขาเขียนบอกมาว่า “ผมเชื่ออยู่เสมอว่า ความรักของเราสองคนจะยาวนานตลอดไป”

แต่ใครจะเชื่อได้ ในเมื่อที่ผ่านมา เขาปฏิเสธที่จะรับโทรศัพท์ของฉันมาตลอด และทำตัวห่างเหินแปลกๆ จนในที่สุดเขาบอกว่า เขาไม่ใช้โทรศัพท์เสียแล้ว และจะเป็นฝ่ายติดต่อมาเอง

ฉันรอ รอ และรอเสียงของเขามานานสี่เดือน ขณะเดียวกันก็ได้รับอีเมลสั้นๆ เดือนละหนึ่งฉบับ ท้ายที่สุด ยาวนานถึงสองเดือนก็ไม่มีข่าวคราวจากเขาเลย

เอาล่ะ ฉันอาจจะอ่อนด้อยเรื่องความสัมพันธ์และด่วนสรุปว่าเขาไม่มีเยื่อใยให้ฉันอีกแล้ว ฉันจึงเขียนบอกเลิกเขาไป ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้าเขาไม่รักและไม่ต้องการฉันแล้ว ฉันก็ควรไป และการบอกเลิกก็อาจเป็นสิ่งที่เขารอมานานแล้วก็ได้

จริงๆ เหมือนฉันจะรู้ดีว่า วันหนึ่งเราต้องเลิกรากัน เพราะกับเวลาที่ผ่านเลยไป ฉันสังเกตเห็นว่าเขาเองถอยห่างจากความสัมพันธ์ของเราออกไปเรื่อยๆ ในขณะที่ฉันกลับเหนี่ยวรั้งความสัมพันธ์นี้ไว้สุดแรง และเมื่อถึงเวลา – ฉันก็บอกลาเขาง่ายๆ ด้วยอีเมลฉบับเดียว

 

แต่จะอย่างไร ฉันก็ไม่อาจจะนอนร้องไห้ได้ทุกคืน ไม่อาจบอกใครๆ ที่ทำงานว่า “ตาบวมเพราะจามตลอดคืน ก็โรคภูมิแพ้กำเริบอีกแล้ว” หรือ “ไปว่ายน้ำมา น้ำเข้าตา ตาก็เลยแดงๆ” อะไรประมาณนั้น แล้วก็ไม่อาจบอกใครๆ ด้วยว่า ความรักยังดีอยู่ ขณะที่คนรักไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ หรือจริงๆ ก็รู้แก่ใจว่า คนรักทิ้งกันไปตั้งนานแล้ว

เขาอาจจะถูกตำรวจจับ ประสบอุบัติเหตุ หรืออยู่ในสถานการณ์ลำบาก ทำให้ติดต่อไม่ได้ แต่ผู้หญิงที่เชื่อในสัญชาตญาณอย่างฉันรู้ดีว่า เขาไม่ได้กำลังเจอะเจอสิ่งเลวร้ายอะไรทำนองนั้นทั้งหมด ก็แค่มีเพียงบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับเขา และเขาไม่อยากติดต่อมา หรือไม่อาจติดต่อมา ก็แค่นั้น

เอาเป็นว่าฉันตัดสินใจแล้ว และขณะเดียวกันก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำเสียด้วย คนที่อยู่ในภาวะโศกเศร้าคงเข้าใจดีว่า ในบางครั้งนั้นการร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนเตียงแล้วเหนื่อยหลับไปนั้นเป็นความสุขที่สุด มันสบายใจเสียยิ่งกว่าการกักขังน้ำตาไว้ในห้องประชุม หรือโต๊ะทำงานแล้วกลับบ้านมาร้องไห้โฮ แบบนั้นมันทรมานกันชัดๆ แล้วขณะที่ร้องไห้ไป ยังต้องคอยกังวลอีกว่าพรุ่งนี้ตาจะบวมขนาดไหนกัน

นอกจากนั้น ยังไม่ต้องคอยห้ามตัวเองไม่ให้ใจลอยหรือนั่งฟุ้งซ่านในที่ทำงาน อย่างประโยคที่ฉันถามตัวเองบ่อยๆ ก็คือ การเหินห่างออกไปนี่เป็นแผนของเขาใช่ไหมที่ทำให้ฉันบอกเลิกก่อน เขาจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดมาก

ฉันนอนใจลอยและร้องไห้อยู่ในห้องพักเล็กๆ จนหนำใจ จะว่าอิ่มเอมใจก็ว่าได้ ขณะเดียวกันก็พยายามหอบร่างกายอ่อนล้าประคองตัวให้ผ่านพ้นไปในแต่ละวัน

 

“น้อง… จากที่นี่ ผมโอนเงินให้คุณไม่ได้ เดือนหน้าผมต้องไปญี่ปุ่น แล้วจะแวะเมืองไทย เอาเงินไปให้นะ”

เหมือนว่าเสียงห้าวๆ ของเขายังลอยวนอยู่ในหัวอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นโทรศัพท์ครั้งแรกในรอบสี่เดือน หนึ่งวันหลังจากที่ฉันได้ส่งอีเมลไปบอกเลิก ในนั้นฉันเขียนไปด้วย ขอโทษมากๆ กรุณาคืนเงินด้วย เพราะฉันเป็นคนตกงานเสียแล้ว และเขาก็โทรศัพท์มาในวันเกิดฉัน บอกเรื่องเงินเป็นอันดับแรกว่าจะคืนช่องทางไหน อดคิดไม่ได้ว่า นี่เขาเห็นประเด็นเรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่ใช่ไหม และคงจะวางไป หากฉันไม่ถามว่าเขาหายหัวไปไหนมาตั้งนาน

บลา บลา บลา เสียงที่มาจากแดนไกลนั้นอธิบายว่าเขาเจอเหตุการณ์อะไรบ้างที่ทำให้ต้องเปลี่ยนเบอร์โทร.ไปเรื่อยๆ และท้ายที่สุดก็ใช้โทรศัพท์สาธารณะเสียเลย

“มันฟังไม่ค่อยขึ้นนะ” ฉันบอกเขาไปแบบนี้

“คุณรอผมมาตั้งหลายปี รออีกเดือนหนึ่งนะ”

“เอาล่ะ คุณบอกว่าจะมาเมืองไทยใช่ไหม ฉันจะรอก็แล้วกัน แล้วค่อยคุยกัน อีกอย่างหนึ่ง อยากให้เข้าใจว่า ฉันไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่ส่งอีเมลไปแบบนั้นเพื่อเรียกร้องความสนใจ”

ฉันจบคำพูดแบบนั้น ดูแรงและเข้มแข็งใช่ไหม แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ร้องไห้จนถึงคืนค่ำ และเขียนอีเมลยกเลิกสัมภาษณ์งานงานหนึ่ง แต่ช่างเถอะ ฉันไม่ได้อยากทำงานนั้นมาตั้งแต่ต้น ฉันเขียนอีเมลไปบอกองค์กรนั้นว่า การไปสัมภาษณ์งานของฉันจะทำให้คุณเสียเวลาไปเปล่าๆ เพราะฉันไม่ทำงานนั้นหรอก อย่างไรก็ไม่ทำ-และฉันก็ยังร้องไห้มาถึงทุกวันนี้

 

จะอธิบายอาการนี้ว่าอย่างไรดี เจ็บและล้าไปทั้งตัวและหัวใจ ขนาดที่ว่าจะหายใจแต่ละครั้งมันยังรู้สึกเจ็บปวด การถูกไม่รักจากคนที่เรารักเหลือเกินนี่แสนเศร้าจนสุดจะทานทน เพียงแค่คิดว่าทำไมคนรักถึงไม่รักฉันขนาดนี้ แค่นั้น แข้งขาฉันก็จะอ่อนเปลี้ยจนขยับตัวแทบไม่ได้ ฉันเคยจู่ๆ ก็หยุดชะงักในคลาสโยคะ ไร้เรี่ยวแรงในคลาสเต้นแจ๊ซจนต้องยืนก้มหน้าเฉยๆ แล้วก็จมน้ำลงไปดื้อๆ ในสระว่ายน้ำ หรือแม้แต่มือที่ถือหนังสือเล่มเล็กนั้นกลับทำหนังสือหลุดผล็อยออกจากมือ เพียงแค่คิดถึงเรื่องนี้

กิจกรรมทุกอย่างต้องหยุดชะงักเพราะไร้สิ้นเรี่ยวแรง มันอ่อนมันล้าจนแทบจะหายใจไม่ได้ เหมือนคนเป็นอัมพาตหรือเป็นง่อยเปลี้ยเสียขา ฉันต้องรวบรวมกำลังจิตกำลังใจอยู่เป็นนานสองนาน กว่าจะเริ่มขยับตัวทำอะไรได้อีก

เราเคยรักกันมาก หรือว่าฉันรักเขามากจนร่างกายและจิตใจของฉันย้ายไปพำนักที่กายและใจของเขาหมดแล้ว – ในวันนี้ฉันจึงไร้เรี่ยวแรง และสิ้นไร้แม้ความหวังดีๆ

หลังจากที่ส่งอีเมลบอกเลิกไป หลังจากนั้น น่าแปลกว่าเขาส่งอีเมลมาหาบ่อยขึ้น ด้วยถ้อยคำสั้นๆ เหมือนอย่างเคย และถามทุกครั้งหากว่าฉันจะสบายดี และสงบใจขึ้น

ฉันอีเมลหาเขายาวเหยียดว่าฉันเป็นอย่างไร โดยใส่ประโยคที่คิดว่าเด็ดสุดลงไปด้วย “จะอยากรู้ไปทำไมว่าฉันสบายดีหรือเปล่า จะเอาอะไรกับคนที่มีความหวังแค่สองอย่างในแต่ละวัน หวังว่าวันนี้จะไม่ร้องไห้ กับหวังว่าวันนี้จะนอนหลับได้สักที” แล้วก็ลงท้ายอีเมลว่าอย่าเขียนมาหาอีกเลย เพราะมันยิ่งทำให้ฉันเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น

แต่ฉันก็พบว่า เมื่อเราเจ็บถึงจุดจุดหนึ่ง เราก็จะมีอาการเสพติดความเจ็บปวดนั้น ฉันคิดไปหลายๆ เรื่องราว หลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา อะไรๆ ทั้งหลายแหล่ที่ทำให้น้ำตามารื้นรินอยู่ตรงหัวตาแล้วก็ไหลพรั่งพรูออกมาเหมือนว่าไม่มีวันหมดสิ้น

ฉันมักจะครุ่นคิดถึงถนนริมแม่น้ำที่เราเดินไปด้วยกัน ร้านอาหารทะเลที่เรามักไปกินกุ้งเผา ปลาย่างเกลือ และเบียร์สองสามขวดเมื่อเขามาเมืองไทย ร้านนวดที่ฉันนั่งอ่านหนังสือรอขณะเดียวกันก็คอยปลอบไม่ให้เขาร้องเสียงดัง หรือการเกี่ยวมือของเราสองคนในแท็กซี่ ท่าทางและใบหน้ายิ้มแย้มของเขายามเดินออกมาจากอาคารผู้โดยสารขาเข้าทั้งที่ยังไม่เห็นหน้าฉัน แกงกะหรี่กุ้งที่เขาทำให้กิน ชามะนาวอร่อยๆ โกโก้ร้อนกับแพนเค้กราดวิปครีมและผลไม้ที่เราจะแบ่งกันกินในร้านใต้ตึกแฝดที่กัวลัมเปอร์ แล้วก็ความนุ่มนวลยามเขานวดหลังและเนื้อตัวให้

มีเรื่องราวและเหตุการณ์นับพันที่เรามีร่วมกัน และพอคิดว่า เขาลืมมันไปหมดแล้ว ฉันก็ร้องไห้ขึ้นมาอีก ร้องไห้สะอึกสะอื้น จนคิดว่าห้องข้างๆ ก็คงได้ยินกระมัง แล้วก็นอนตัวงออยู่บนเตียงทั้งคืน พอรุ่งเช้าก็ต้องรอให้แดดจ้าสายจัด ถึงจะลุกจากเตียงไปทำอะไรต่ออะไรได้

และชีวิตก็เป็นอย่างนั้น เมื่อเสพติดความเจ็บปวดสุดๆ อย่างรุนแรง ฉันก็เริ่มหาวิธีการทรมานตัวเองด้วยวิธีอื่น ในวันที่อากาศหนาวเย็นเริ่มมาเยือน บริเวณสระว่ายน้ำริมแม่น้ำเหมือนถูกฉาบไว้ด้วยหมอกบางๆ สระน้ำยามเช้าที่ปกติก็ไม่ค่อยมีคนอยู่แล้ว ยิ่งไม่มีคนเข้าไปใหญ่ในวันหนาวๆ อย่างนี้ เพราะน้ำในสระจะเย็นเฉียบ ต้องว่ายไปมาสามสี่รอบโน่นถึงจะรู้สึกถึงความอุ่น

แต่ฉันลงไปว่ายไปว่ายมาอย่างสบาย แสนสบาย แม้ว่ายหนึ่งเที่ยวคือห้าสิบเมตร และฉันไม่ใช่นักกีฬา กระนั้นฉันก็ว่ายไปว่ายมา ช้าๆ จนครบสิบรอบ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ฉันว่ายน้ำแต่ละวันเป็นระยะทางถึงหนึ่งพันเมตร

อย่าถามเลยว่าจะทรมานตัวเองไปถึงไหนกัน ฉันเองก็ไม่รู้ ฉันเพียงแต่อยากหาอะไรบางอย่างทำ กิจกรรมที่มันทำให้ร่างกายเจ็บปวด เหน็ดเหนื่อยหรือเป็นการบังคับร่างกายอะไรประมาณนั้น เมื่อใจมันสลายจนไม่เหลือเนื้อแท้ของใจ ฉันก็อยากจะให้ร่างกายได้เจ็บปวดไปด้วย- เป็นอย่างนั้นจริงๆ

ฉันออกไปว่ายน้ำยามเช้า กลับบ้านมากินข้าว นอนเล่น อ่านหนังสือ แล้วก็ออกจากบ้านไปสปอร์ตคลับในยามเย็นอีกรอบเพื่อวิ่งบนสายพาน เล่นโยคะ แล้วก็เต้นต่อ ฉันเต้นละตินบ้าง แจ๊ซแดนซ์บ้าง แล้วแต่ว่าวันไหนจะมีตารางกิจกรรมอะไร ฉันจะเลือกเฉพาะคลาสที่หนักๆ เท่านั้น

สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับฉันบ้าง นั่นคือเงินทองค่าอาหารที่ลดลง ผิวเป็นสีเข้มขึ้นแล้วก็ปุ่มที่หัวไหล่ที่โผล่ขึ้นชัดเจนรับกับกล้ามเนื้อบริเวณแขน

คนรักของฉัน ไม่ใช่สิ อดีตคนรักของฉันส่งอีเมลมาว่าเขาจะมาเมืองไทย ฉันยังเช็กอีเมลสม่ำเสมอ หวังใจทุกครั้งที่จะได้รับอีเมลจากเขา แม้จะร้องไห้เมื่อเห็นเพียงชื่อเขาปรากฏอยู่ในคอมพิวเตอร์ตรงหน้า ขณะเดียวกันก็โล่งใจปนเสียใจที่ไม่ได้รับอีเมลใหม่ๆ ของเขา แล้วก็ร้องไห้อีก เพียงเพราะคิดว่าเขาไม่ไยดี จากนั้นก็ตรงไปเตียง ซบหน้ากับหมอนใบเดิม นอนตัวงอบนที่นอนอันเดิม วางตัวบนตำแหน่งเดิม นั่นคือกลางเตียงค่อนมาทางซ้าย หมอนข้างหนึ่งอยู่ด้านขวา ข้างหนึ่งอยู่ด้านซ้ายเหมือนเด็กที่นอนคนเดียวไม่ได้

แต่ใครว่าฉันอยู่คนเดียวไม่ได้ บางครั้งฉันเลี่ยงรับโทรศัพท์ครอบครัว เพื่อนๆ หรือเจ้านายเก่าที่ชอบชักชวนให้ไปช่วยงานด้วยซ้ำไป บางทีฉันไม่อยากคุยกับใคร ไม่อยากฟังข่าวคราวคนโน้นคนนี้แต่งงานในช่วงปลายปีแบบนี้ ไม่อยากเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้คนอื่นฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉันบ้าง ทุกคนบอกว่า แล้วมันจะผ่านไปได้เอง- แล้วมันจะผ่านไปได้เอง ฉันรู้ดี เพียงแต่การเคลื่อนผ่านของมันช่างเชื่องช้าเหลือเกิน

 

เคยมีคนตายเพราะออกกำลังกายมากเกินไป เป็นข่าวที่ฉันรับรู้มาแต่ไหนแต่ไร  แต่ในโมงยามที่ตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วอยากตายนั้น คำว่า ตาย เป็นอะไรที่เลื่อยลอยและไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จริง

วินาทีนั้นเอง ที่ฉันเข้าใจคนที่กรีดข้อมือตัวเอง หรือทำร้ายตัวเองด้วยวิธีต่างๆ นานา มันไม่ได้เป็นอะไรที่เลวร้ายหรือร้ายแรงอะไรเลย มันก็เป็นแค่การหาทางออกวิธีหนึ่งเท่านั้น

เมื่อว่ายน้ำหนักท่ามกลางหมอกบ้าง แดดบ้าง ฉันก็เริ่มจาม และพบว่าอาการภูมิแพ้ที่เป็นๆ หายๆ อยู่กลับมากำเริบอีกครั้ง ฉันจาม มีน้ำมูก มีเสมหะจนหูอื้อ แต่กระนั้นฉันก็ยังยิ้มร่าเพราะพบว่าจะได้กินยาแก้แพ้ที่ทำให้นอนหลับได้สะดวกใจและยังไม่รู้สึกผิดอีกด้วย

จู่ๆ ฉันก็คิดถึงเมื่อสองสามปีก่อนที่ฉันไปนวดกดจุดฝ่าเท้าเพื่อรักษาอาการภูมิแพ้ หมอนวดหนุ่มคนนั้นกดฝ่าเท้าฉันเสียจนบางช่วงบวมขึ้นมาเป็นเนื้อนิ่มๆ สีม่วงๆ เขียวๆ แต่อาการกลับดีขึ้น ดีขึ้น

ทุกครั้งที่นวด ฉันจะต้องขอผ้าเช็ดตัวทางร้านมาคาบไว้ เพื่อไม่ให้ส่งเสียงออกไปนั่นเอง ฝ่ามือของหมอคนนั้นหนักและแน่น เขากดและกอดขาฉันไว้ แม้ฉันจะพยายามยกขาหนีนิ้วแข็งแรงที่กดลงมา แต่ก็หนีไม่พ้นทุกทีไป เขาใช้นิ้วแข็งเหมือนเหล็กนั้นกดและคลึงเคล้นฝ้าเท้าเหมือนไร้ความปราณี และฉันก็กลับบ้านด้วยการเดินกะโผลกกะเผลกทุกครั้งไป

แล้วไหนจะตอนที่ไปนอนให้หมอกดสิวอีกล่ะ ครั้งแรกหมอจะฉีดยาเข้าไปก่อน จากนั้นก็ใช้เข็มอะไรเล็กๆ แหลมๆ กดสิวออกมา แล้วก็แต้มยา ทุกขั้นตอนที่ว่าล้วนแต่เป็นความเจ็บแสบ และฉันนอนน้ำตาไหลพรากๆ อยู่บนเตียงคนไข้ แต่เมื่อผ่านไปสองสามครั้ง กลับติดใจและอยากจะไปอีกครั้ง อีกครั้ง เหมือนคิดถึงรสชาติเจ็บปวดกระนั้น

นั่นแหละฉันถึงไปร้านนวดแผนโบราณร้านเดิมที่ฉันเคยไปกับเขาบ่อยๆ จนเจ้าของร้านและหมอนวดรู้จักเขากันหมด แต่ด้วยมารยาทดีไม่มีใครถามถึงเขาให้ฉันแอบไปน้ำตาซึมในห้องน้ำหรือห้องแต่งตัว

นอกจากจะเป็นภูมิแพ้อย่างหนักแล้ว หมอนวดยังพบว่า ที่ข้างหลังของฉันมีเส้นเอ็น เส้นประสาทเกาะกันเป็นพังผืด ซึ่งเป็นสาเหตุที่ฉันปวดหลัง ปวดไหล่และปวดหัวอยู่บ่อยๆ นั่นเอง หมอบอกว่า หากปล่อยไว้ ประสาทมือจะชาและในที่สุดก็ขยับมือไม่ได้ และอาจจะเป็นความดันโลหิตสูงก็ได้ อะไรประมาณนี้

หมอบอกว่าฉันเครียดกับงานมากเกินไป และอาจจะนั่งทำงานไม่ถูกท่า

เอาเป็นว่า วันนั้นฉันต้องนวดสองอย่าง คือนวดตัวเพื่อคลายเส้นและนวดฝ่าเท้าสำหรับภูมิแพ้

และฉันก็ได้พบโอเอซิสแห่งความเจ็บปวดแห่งใหม่ ที่ฉันจะได้มาเยี่ยมเยียนสัปดาห์ละครั้ง

“เจ็บใช่ไหมนี่ ทนหน่อยนะ” เสียงหมอผู้ชายวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ฝ่าเท้าคุณเป็นเม็ดๆ เหมือนเม็ดทรายเต็มไปหมดเลย มีปัญหาหลายอย่างนะนี่”

ขณะที่หมออธิบายโรคภัยไข้เจ็บของฉัน อย่างระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร กระเพาะปัสสาวะ นิ้วและมือแข็งแรงก็กดและเคล้นคลึงไปบนตำแหน่งทั่วฝ่าเท้าอย่างหนักสุด สำหรับคนเคยนวดใหม่ๆ หรือไม่ได้นวดมานาน เนิ่นนาน มันเหมือนกับว่ากระดูกฝ่าเท้ากำลังถูกเลาะออกมาสดๆ อย่างไรอย่างนั้น

ฉันนอนน้ำตาไหลพรากอยู่บนเตียง เจ็บกับการนวด ขณะเดียวกันน้ำตาที่มีให้กับคนรักนั้นก็ไหลปนออกมาด้วย- รู้สึกดีจัง ที่ได้ร้องไห้โดยไม่ต้องมีคนถามว่าเป็นอะไร

จากความเจ็บปวดที่ฝ่าเท้า ก็มาถึงแผ่นหลัง ข้อศอกแหลมๆ ที่คลึงและเน้นไปมาเหมือนจะดึงเอาเส้นสายข้างในออกมานั้นก็ทรมานไม่แพ้กัน ฉันนอนตัวเกร็งอยู่ตลอดเวลา แต่ขณะเดียวกันก็สะใจกับความเจ็บของการนวดนั้น มันเป็นความสุขใจลึกๆ ไม่แพ้การนอนตัวงอร้องไห้บนเตียงเลยล่ะ

ฉันมาร้านนวดแห่งนี้อาทิตย์ละครั้ง ทุกคนชมว่าฉันอดทนดีมาก ไม่ร้องโอดโอยเลย และมาตรงเวลาดี ไม่ปล่อยให้หมอรอนาน

บนเตียงเล็กๆ แห่งนั้น ฉันบอกให้หมอนวดออกแรงอีก ออกแรงอีก ข้อศอกที่กดและคลึงไปมาบนแผ่นหลังนั้นเจ็บอย่างไม่มีอะไรจะเปรียบได้ ฉันไม่เคยเจ็บปวดอย่างนี้มาก่อน เหมือนว่าเส้นสายต่างๆ ในร่างกายนั้นถูกดึง ถูกกระชาก และจัดระเบียบขึ้นใหม่

ฉันคิดถึงที่จะได้พบเขาอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า

คิดถึงความห่างเหินเย็นชาที่จะได้รับ หรือคิดว่าเขาจะพูดดีแค่ไหนเพื่อขอเริ่มต้นกันใหม่ หรืออธิบายว่าสิ่งที่ฉันตัดสินใจบอกเลิกไปนั้นมันเป็นแค่ความคิดเห็นของฉันฝ่ายเดียว แล้วก็คิดว่า หากเขาหันหลังกลับทันทีที่คืนเงินล่ะ หรือว่าเราอาจจะกินอะไรกันเล็กๆน้อยๆ ระหว่างรอไฟลต์อีกสามสี่ชั่วโมงของเขาข้างหน้า อาจจะเป็นกาแฟคนละแก้ว ขนมที่แบ่งกันกินคนละครึ่ง หรือแลกกันชิม กับสามสี่ชั่วโมงนั้นที่เขาบอกเป็นนัยๆ ว่าเราอาจจะไม่ได้เจอกันอีก หรือที่เลวร้ายกว่านั้น เขามาเพื่อบอกขอโทษและขอให้ฉันอภัยให้ เพราะเขารักผู้หญิงคนใหม่ หรืออะไรต่อมิอะไรที่จะทำให้ฉันร้องห่มร้องไห้น้ำตานองสนามบิน

หรือหากว่าเขาจะขอเริ่มต้นกันใหม่ มันก็จะเป็นสิ่งที่ยากเกินไปสำหรับฉัน ในเมื่อฉันตัดสินใจและเจ็บปวดกับวันเวลาที่ผ่านมาอักโข

“หนักเกินไปหรือเปล่าครับ”

“ไม่ค่ะ” ฉันบอกหมอผู้ชายท่าทางใจดีคนนั้นไป

“หนักกว่านี้ก็ได้ ทนได้ค่ะ จะได้หายเร็วๆ”

“จะหนักเกินไปนะซีครับ” หมอพูดกลั้วหัวเราะ

ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” ฉันตอบขณะสัมผัสความอุ่น ใสที่คุ้นเคยบริเวณหัวตา น้ำตาหยดลงเปียกหมอน และแผ่กระจายซึมลงในผ้าเนื้อฝ้ายอย่างรวดเร็ว เหมือนกับลายบาติกดอกเล็กๆ

ฉันอยากเจ็บปวด อยากเจ็บปวดมากกว่าที่เคยเจ็บปวด ก็คนเขาพูดว่าอย่างไรกันนะ อยากได้ลูกเสือต้องเข้าถ้าเสือเหรอ ไม่ใช่สิ เกลือจิ้มเกลือ อะไรประมาณนั้น

เอาความเจ็บปวดล้างความเจ็บปวดสินะ มันจะได้เจือจางและระเหยหายไปในที่สุด

และฉันก็จะได้ชีวิตกลับคืนมาเสียที

 

– ภัทรภร –

 

Don`t copy text!