สยามเมืองยิ้ม

สยามเมืองยิ้ม

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

“ยิ้มไว้ โลกจะแตกก็ยิ้มไว้ ทำไมต้องไปกังวล”

ท่วงทำนองผสานเสียงนุ่มละมุนของนักร้องวงดัง ไหลเลื่อนจากเครื่องเล่นเพลงผ่านสายหูฟังดังเข้าโสต จนชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวผูกเนกไทสีครีมไร้ลวดลายดูสุภาพ อดโยกศีรษะและกระดิกเท้าตามไม่ได้ เขายกข้อมือขึ้นดูเวลา เข็มนาฬิกาบอกให้โล่งใจว่ายังมีเวลาอีกโข

“ยิ้มไว้ โลกจะแตกก็ยิ้มไว้ ให้มันแตกไป”

ยิ้ม… เนื้อเพลงบอกให้คนฟังยิ้มรับกับทุกเหตุการณ์ เพราะเชื่อว่ารอยยิ้มจะทำให้ผ่านทุกปัญหาไปได้

เขายิ้ม… ทว่ามิได้ยิ้มตามเนื้อเพลง

หากแต่มุมปากกลับยกยิ้มขึ้นเองอย่างไม่ตั้งใจ ทั้งที่ภาพตรงหน้า ตรงข้ามกับสถานการณ์ที่ควร ‘ยิ้ม’ มากที่สุด

เลือดกระเซ็นซ่านพร่างพรมบนทางเท้า เสียงโอดโอยดังผสานเสียงตะโกนเร่งเร้าและด่าทอ สองมือสองเท้าของวัยรุ่นในชุดนักศึกษาอาชีวะกลุ่มหนึ่ง ประเคนใส่เด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันสองคนที่นอนตัวงอเป็นกุ้งกับพื้น แม้อีกฝ่ายจะถูกกระทืบจนฟันซี่หน้าหักกระเด็น หูฉีก ตาบวมปูด เลือดทะลักจากสองโพรงจมูก แต่ดูเหมือนยังไม่อาจกระตุ้นต่อมสงสารหรือสังเวชให้เหล่าศัตรูคู่อริรามือ

คล้ายต้องการให้ตายตกตรงหน้า

ไม่แปลกใจที่ผู้คนขวักไขว่ในมหานคร จะมองภาพนั้นเพียงผ่าน ก่อนเบนสายตาไปมองทางอื่น เพราะไม่มีใครอยากหาเรื่องใส่ตัว กระทั่งจะวิ่งเข้าตู้โทรศัพท์สาธารณะเพื่อยกหูโทร.แจ้ง 191 ก็ยังไม่มีผู้ใดคิดทำ

เขาเองก็เช่นกัน ราวกับเหตุการณ์อีกฝั่งถนนเป็นละครฉากหนึ่งในหน้าจอโทรทัศน์ ทั้งที่มิได้สนใจใคร่อยากรู้ชะตากรรมของวัยรุ่นสองคน ทว่าสายตาของเหล่าเด็กอันธพาล เมื่อมองเห็นรอยยิ้มประดับใบหน้าของเขา พวกมันพลันหยุดมือ ก่อนชี้นิ้วมาพลางพยักพเยิดกันอย่างมีนัยยะ

และเป้าหมายก็เปลี่ยนจากสองคนที่นอนกองกับพื้นเป็นผ้าขี้ริ้ว มาที่ชายหนุ่มทันที

“ฉิบหายแล้ว!”

เขาอุทานในใจ จากฝั่งตรงข้าม พวกมันกรูกันวิ่งข้ามถนนสี่เลนตรงมาที่เขา แน่ชัดแล้วว่ารอยยิ้มที่ยังคงยกค้างอยู่นี้ ล่อ ‘ตีน’ เหล่านักเรียนนักเลงดุจแสงไฟล่อแมลงเม่า ที่ตั้งใจไม่ยุ่งเกี่ยวกลับต้องเป็นส่วนหนึ่งของละครฉากนี้ ชายหนุ่มแม้อายุมากกว่าพวกมันหลายปี ทว่าเพียงสองมือสองตีน ไหนเลยจะสู้สหบาทาได้

เคราะห์ดีที่รถมอเตอร์ไซค์ตำรวจสายตรวจพุ่งมาขวางหน้าเสียก่อน เพียงเห็นสีกากีของเครื่องแบบ ก็ราวกับผีต้องน้ำมนต์ จนพวกมันวิ่งกระเจิดกระเจิงกันไปคนละทิศละทาง

เขาเป่าปากอย่างโล่งอก หัวใจเต้นเร็วประหนึ่งกลองเพลยังคงเต้นตุบในอกซ้ายด้วยจังหวะเช่นนั้นทั้งที่ผ่านพ้นสถานการณ์เลวร้ายมาแล้ว ภาพสะท้อนในคลองตามีเพียงสภาพร่างของเด็กหนุ่มสองคนที่เดาอนาคตไม่ออก

ว่าจะตาย หรือพิการ

และหากตำรวจมาไม่ทัน…

อนาคตของเขาคงไม่ต่างกัน

 

“คุณเคยมีอุบัติเหตุบริเวณใบหน้าหรือเปล่าครับ”

แพทย์หนุ่มคะเนอายุประมาณสามสิบปลาย กล่าวถามขณะเพ่งพิจใบหน้าชายหนุ่ม ดวงตาหลังแว่นเจือความเคลือบแคลงเมื่อไม่พบร่องรอยอันเป็นสาเหตุแห่งอาการประหลาดดังที่คนไข้เล่า

“เท่าที่จำได้ ไม่เคยนะครับ”

“อาการกระตุกบนใบหน้าจนทำให้มุมปากยกดูเหมือนยิ้ม เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุครับ ถ้าเคยป่วยเป็นโรคอัมพาตเบลล์ หรือเคยได้รับอุบัติเหตุที่ใบหน้า ก็อาจทำให้อวัยวะเคลื่อนไหวพร้อมกันอย่างไม่ตั้งใจ เช่นเวลากะพริบตา ปากก็จะขยับไปด้วย หรือหากเป็นกรณีผู้มีประวัติใช้ยารักษาโรคจิตเภทหรือใช้สารเสพติดเป็นเวลานาน ก็ทำให้มีอาการแบบนี้ได้เช่นกัน คุณ…”

“ผมไม่ได้เป็นบ้า และไม่เคยติดยาครับคุณหมอ!”

ไม่รอให้ถามจนจบประโยค ชายหนุ่มกล่าวสวนอย่างไม่พอใจเมื่อตนถูกสงสัยในสิ่งที่ไม่เคยเป็นและไม่เคยทำ

“ถ้าอย่างนั้น หากอยากหาสาเหตุให้แน่ชัดจริง ๆ ก็คงต้องเอกซเรย์สมอง ซึ่งคลินิกผมไม่มีอุปกรณ์ ถ้าผมนัดคุณไปตรวจที่โรงพยาบาลสักอาทิตย์หน้า คุณสะดวกไหมครับ”

ต่อให้ไม่สะดวกก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ในเมื่ออาการประหลาดที่เป็นมาโดยหาสาเหตุไม่ได้ รบกวนการใช้ชีวิตจนเกือบทำให้เขาเคราะห์ร้ายในวันนี้

“ได้ครับ”

 

ทั้งที่เมื่อเช้าเขาตื่นก่อนนาฬิกาปลุก ตั้งใจไปให้ถึงบริษัทเพื่อสะสางงานคั่งค้างจากเมื่อวานให้แล้วเสร็จ ก่อนงานในช่วงเปิดไตรมาสใหม่จะถาโถมเข้าใส่จนไม่มีเวลาพักหายใจหายคอ แต่ความตั้งใจทั้งมวลกลับต้องเป็นหมัน เพราะเหตุการณ์บ้าๆ เมื่อเช้าแท้ๆ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก…

ไม่รู้ว่าอาการนี้เริ่มเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะนับตั้งแต่จำความได้ เขาก็มีอาการมุมปาก ‘ยกยิ้ม’ โดยไม่ตั้งใจหลายครั้งหลายหน

สองเท้าเดินลากร่างระโหยไปตามทางเท้า จากคลินิกถึงป้ายรถประจำทางแม้เป็นระยะทางไม่ไกล แต่ช่วงเวลาสายที่แสงอาทิตย์เริ่มแผดแรงจนเหงื่อซึมส่งให้เสื้อชื้นแนบลู่กับร่าง ก็ทำให้เขาต้องเร่งฝีเท้าพลางใช้สองมือปลดเนกไทออกมาใส่กระเป๋าสะพาย

เห็นตู้โทรศัพท์ ชายหนุ่มจึงเลี้ยวเข้าไปโทร.แจ้งลาป่วยกับผู้จัดการแผนก เสียงตอบรับแกนๆ พอให้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่พอใจ ทำให้เขารีบวางหูเพราะกลัวประโยคบริภาษที่อาจตามมา ครั้นเมื่อเห็นป้ายโฆษณาเพจเจอร์ยี่ห้อโฟนลิงค์ขึ้นสโลแกนเด็ด ‘ติดต่อทันที ทุกที่ทุกเวลา’ ก็พานให้เกิดกิเลสอยากได้อุปกรณ์สื่อสารอันเท่าฝ่ามือนี้มาใช้เหมือนคนอื่นบ้าง เพราะหลายครั้งหลายหนเมื่อจำเป็นเร่งด่วนก็หาตู้โทรศัพท์ไม่เจอ หรือหาเจอก็ดันไม่มีเหรียญให้หยอด

โลกสมัยนี้พัฒนาไปเร็วเหลือเกิน ได้ข่าวว่าเมืองนอกมีโทรศัพท์ที่สามารถพกพาไปที่ไหนก็ได้ใช้กันแล้ว ไม่แคล้วอีกไม่นานคงลุกลามมาถึงเอเชีย มาถึงประเทศไทย ให้เขาได้เห็นของจริงเป็นบุญตาบ้าง

คิดถึงอดีต… กว่าจะรู้ข่าวคราวของเพื่อนที่ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด ก็ต้องรอจดหมายกันเป็นสัปดาห์ เป็นแรมเดือน อยากจะหยอดตู้โทร.หา บางคนก็อยู่ในถิ่นกันดาร การสื่อสารสมัยใหม่ยังเข้าไม่ถึง ต้องพึ่งแต่ไปรษณีย์เพียงอย่างเดียว

เพราะเป็นคนพูดน้อย ชายหนุ่มจึงมีเพื่อนไม่มากนัก และหากจะนับเพื่อนที่ ‘สนิท’ จริงๆ คงมีเพียง ‘ไอ้ศร’ คนเดียว

เขากับมันไม่กินเส้นกันมาตั้งแต่สมัยเรียนห้องเดียวกันในชั้นมัธยมต้น ด้วยเป็นเด็กทโมน ติดเกเรจนครูอาจารย์อิดหนาระอาใจ ทั้งเขาและไอ้ศรจึงตั้งตนเป็นหัวโจกของห้อง โดยมีบรรดาเพื่อนร่วมชั้นแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเข้ามาเป็นลูกน้อง เป็นพรรคพวก ตั้งก๊กแก๊งประหนึ่งห้องเรียนคือสมรภูมิรบ

แต่ครั้นเมื่อเขาถูกนักเรียนรุ่นพี่หาเรื่อง ด้วยสาเหตุเพียงเขา ‘ยิ้ม’ ขณะรุ่นพี่คนนั้นถูกครูใช้ไม้เรียวฟาดฐานไม่ยัดเสื้อในกางเกงให้เรียบร้อย จากศัตรู ไอ้ศรพลันเปลี่ยนเป็นมิตรด้วยไม่ยอมให้เพื่อนร่วมชั้นตกเป็นเหยื่อการรังแกจากคนอายุมากกว่า

หากจะนับเรื่องความเป็นลูกผู้ชาย มันคงมีมากกว่าเขาอยู่โข

และคำอธิบายก็ทำให้ไอ้ศรขมวดคิ้วมุ่น

“กูไม่ได้ยิ้ม ปากมันยิ้มไปเอง”

            “ห่าอะไรของมึงวะ ปากยิ้มไปเองคืออะไร มึงตั้งใจกวนตีนรุ่นพี่ก็บอกมาเหอะ”

แน่นอนว่ามันไม่เชื่อ แต่เหตุผลพรรค์นี้ บอกไปก็คงไม่มีใครเชื่อ

และนั่นอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นความวุ่นวายในชีวิต เพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุอันควรทำหน้าโศกสลด หรือตื่นเต้นตกใจ มุมปากของเขาดันทะลึ่งกระตุกยกขึ้นมาส่งใบหน้าให้ยิ้มแป้นจนคนเห็นพลันหมั่นไส้

ดังเช่นเมื่อครั้งอาจารย์พละกำลังปีนบันไดขึ้นไปซ่อมป้ายเลขห้อง พลัดตกลงมาก้นกระแทกพื้น เขาที่เดินผ่านมาพอดีปรี่เข้าไปช่วยทั้งใบหน้าเปื้อนยิ้ม จนอาจารย์เอ็ดขรมด้วยไม่รู้กาลเทศะ

เขารีบขอโทษแต่ใบหน้ายังไม่หุบยิ้ม…

หรือวันหนึ่งตอนกลับจากโรงเรียน เห็นพ่อเมาแอ๋ทะเลาะกับแม่ลั่นบ้าน ด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้พ่อใช้กำลังกับแม่ทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน ฝ่ามือฟาดใส่จนหน้าสะบัด ร่างผ่ายผอมกระเด็นด้วยแรงตบจนเขารีบโยนกระเป๋านักเรียนก่อนก้มลงประคองร่างแม่

พร้อมรอยยิ้มประหนึ่งเห็นฉากหวานของสองบุพการี

นับแต่บัดนั้นแม่ก็มองเขาด้วยสายตาแปลกไป…

หรือเมื่อครั้งมีแฟนคนแรกสมัยเรียนมหาวิทยาลัยปีสอง ทั้งที่ตั้งใจดูแลประคบประหงมคนรักและความรักให้ยืนยาว ภาพฝันถึงการแต่งงาน ชีวิตครอบครัว ผุดขึ้นในหัวไม่เว้นวันด้วยตกในห้วงรัก

แต่เพียงเธอถูกคนร้ายกระชากกระเป๋าและผลักจนล้มก่อนบิดมอเตอร์ไซค์หนีไปขณะเดินเคียงคู่กับเขาเข้าซอยบ้าน แม้ปากจะร้องตะโกนก้องให้คนช่วยขณะมือดึงฉุดคนรักให้ลุกยืน แต่หน้าของเขากลับยิ้มค้างอย่างหุบไม่ลงประหนึ่งเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกเสียเต็มประดา

เขาถูกเธอแช่งชักว่าชาตินี้อย่าได้มาพบพานกันอีกเลย…

เรื่องราวทั้งมวลหวนย้อนกลับมาในห้วงทรงจำประหนึ่งภาพยนตร์ที่ถูกเร่งความเร็ว ชายหนุ่มระบายลมหายใจหนักหน่วงก่อนก้าวอย่างรีบเร่งขึ้นบันไดรถประจำทางที่เพิ่งจอดเทียบป้าย

เขาภาวนาในใจตลอดทางกลับบ้าน ว่าขอให้หมอตรวจเจอสาเหตุแห่งอาการประหลาดนี้เสียที

จากหน้าปากซอย แม้มีวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างไว้อำนวยความสะดวก แต่ชายหนุ่มเลือกเดินด้วยสองสาเหตุ หนึ่งคือเพื่อประหยัดเงิน สำหรับพนักงานบริษัทเอกชนเล็กๆ หาเช้ากินค่ำ ที่รายได้กำลังจะถูกรายจ่ายแซง ประหยัดอะไรได้ก็ต้องประหยัดไว้ก่อน

ส่วนอีกเหตุผล

เขาหวังจะเจอลูกสาวบ้านใหญ่กลางซอยโดยบังเอิญดังเช่นที่เคยประสบมาบ้างหากโชคชะตาฟ้าอำนวย

เพราะนับตั้งแต่ผิดหวังเรื่องความรักในวัยเรียน เขาก็ไม่พร้อมเปิดใจให้ใครอีก หรืออันที่จริงคนรูปร่างหน้าตารวมไปถึงฐานะธรรมดาเช่นเขา ก็ยากจะมีผู้หญิงคนไหนเปิดใจให้คบหาเพื่อศึกษาดูใจกัน

แม้รู้ว่าน้องนักศึกษาลูกสาวนายทหารเจ้าของหมาพันธุ์ชิสุที่เธอชอบพาออกมาเดินเล่น จะเปรียบดั่งดอกฟ้าที่อยู่สูงเกินกว่าต้นหญ้าอย่างเขาจะสะบัดใบไปถึง แต่เพียงแค่ได้เห็นหน้า เท่านี้ก็เปรียบเหมือนได้น้ำทิพย์มาชโลมรดหัวใจที่แห้งผากราวทะเลทรายซาฮาราให้ชุ่มชื่นขึ้นมาได้บ้าง

และวันนี้ฟ้าก็อำนวย…

เพราะเดือนนี้เป็นช่วงปิดเทอมของมหาวิทยาลัย หญิงสาวที่ไม่มีกิจกรรมชีวิตอะไรอื่นจึงอยู่ติดบ้าน และเพราะเขากลับมาถึงซอยเข้าบ้านตอนเที่ยงเศษ จึงเป็นช่วงเวลาอันพอเหมาะพอเจาะที่หญิงสาวอันเป็นเป้าหมาย จะเยื้องกรายออกจากบ้านพร้อม ‘ลูกสาว’ ที่มัดขนเป็นจุกน่ารักในอ้อมกอด

เขาตัวแข็งทื่อ ทั้งที่เมื่อครู่ยังเดินทอดน่อง แต่บัดนี้กลับเกร็งราวขัดเขิน จะเดินจะเหินก็ผิดท่าผิดทางจนดูน่าตลก หากไม่คิดเข้าข้างตัวเอง ดูเหมือนเขาจะเห็นรอยยิ้มจากเธอที่ลอบมองมาแล้วรีบดึงสายตากลับไปมองทาง

เอาวะ! ถึงจะน่าอาย แต่อย่างน้อยก็สร้างตัวตนให้เธอจดจำได้แล้ว

แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขที่ควรยืดยาวกว่านี้ กลับถูกทำลายลงด้วยเสียงเห่าดังขรม ชายหนุ่มสะบัดหน้าไปด้านหลัง เห็นหมาพันธุ์ไทยผิวกายเป็นเรื้อนปื้น แยกเขี้ยวส่งเสียงเห่าดังลั่นเพราะเห็นหมาตัวเล็กในอ้อมแขนหญิงสาว

อาจเป็นหมาจรจัดเซซัดมาจากที่อื่น ซ้ำยังหลงมาถึงนี่ในเวลาไม่ถูกไม่ควร เมื่อปะหน้ากับสัตว์ชนิดเดียวกันแต่ต่างสายพันธุ์ จึงเขม่นเข่นเขี้ยวเช่นนี้

คงเหมือนนักเรียนอาชีวะที่เห็นนักเรียนต่างสถาบันไม่ได้ เป็นต้องยกพวกตีกันให้ราบเป็นหน้ากลองไปเสียทุกครั้ง หมาสองตัวนี้ก็ไม่ต่าง ทันทีที่ได้ยินเสียงเห่า ชิสุน้อยก็กระโจนผลุงจากอ้อมแขนพลางวิ่งย้อนกลับไปที่บ้านด้วยรู้ว่ากำลังตนเองสู้อีกฝ่ายไม่ไหว

ไอ้ตัวที่เห่าเห็นเช่นนั้น ก็ไล่กวดด้วยความเร็วที่เหนือกว่า เสียงกรี๊ดดังลั่นของหญิงสาวที่พยายามวิ่งตามไปช่วยลูกสาวของตัวเอง

แต่ไม่ทันการณ์ เมื่อคมเขี้ยวของหมาขี้เรื้อน ฝังใส่ร่างชิสุจนร่างเล็กดิ้นพล่าน เสียงร้อง ‘อี๊ด’ ไม่ ‘เอ๋ง’ ดังเช่นหมาไทยดังลั่น

ชายหนุ่มไม่รอช้า มองซ้ายขวาเห็นท่อนไม้วางพาดถังขยะเอาไว้ ก็ฉวยคว้ามาถือมั่น ก่อนวิ่งสุดฝีเท้าแซงร่างหญิงสาวที่บัดนี้น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มนวล ท่อนไม้ในมือเหวี่ยงฟาดใส่ร่างหมาไทยจนมันร้องเอ๋งอย่างเจ็บปวด ก่อนวิ่งหนีตายทั้งที่คราบเลือดยังไหลเยิ้มรอบปาก

“ฮือ ๆ ปุยฝ้ายลูกแม่ อย่าเพิ่งเป็นอะไรนะ เดี๋ยวแม่พาไปหาหมอ”

หญิงสาวคร่ำครวญ สองแขนประคองร่างเล็กมาอุ้มอย่างไม่รังเกียจหรือหวั่นเกรงต่อเลือดแดงฉาน เขาเห็นเช่นนี้ ก็รู้ดีว่าโอกาสทำคะแนนมาถึงแล้ว มือโยนท่อนไม้ไปด้านข้าง ก่อนกล่าวด้วยเสียงเข้มแข็ง

“ไปมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยเถอะครับ คลินิกรักษาสัตว์อยู่ถัดจากซอยเราไปสามซอย เอารถใหญ่ไปเดี๋ยวรถติดจะไม่ทันเอา”

เธอเห็นด้วย จึงผุดลุกก่อนปราดวิ่งไปใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างตามคำแนะของชายหนุ่ม

ทว่าสองเท้ากลับชะงักงัน เมื่อหญิงสาวเห็นใบหน้าเขาเต็มตา

“ยิ้มอะไร!”

เขาเลิกคิ้ว สมองยังไม่ทันประมวลผลจนไม่เข้าใจคำถามของหญิงสาว

“ฉันถามว่ายิ้มอะไร เห็นหมาคนอื่นกำลังจะตาย มีความสุขหรือไง ทุเรศ!”

ชายหนุ่มเบิกตาโพลง เมื่อคิดขึ้นได้ก็หันขวับมองหาสิ่งสะท้อนเงา เห็นรถยนต์คันหนึ่งจอดชิดกำแพงก็รีบวิ่งไปยื่นหน้าเข้าใกล้กระจก

ยิ้ม…

เขากำลังยิ้มดังคำหญิงสาวกล่าวจริง ๆ

“เชี่ย… เอ๊ย”

ชายหนุ่มสบถแผ่วเบา หันกลับไปไม่เห็นร่างเธอแล้ว ก็ต้องทรุดกายนั่งลงกับพื้นอย่างหมดแรง

ทั้งที่วันนี้คือโอกาสดีที่สุดที่จะได้ทำความรู้จัก ได้สานสัมพันธ์กับเธอคนที่เฝ้ามองมาเนิ่นนาน แต่เพราะโรคประหลาดนี้ กลับทำให้ทุกอย่างพังครืน

ไม่ไหวแล้ว เขาทนไม่ไหวแล้ว!

ฟันบดเบียดเสียงดังเอียดออด มือยันกายให้ลุกยืนได้ ก็ก้าวฉับเดินกลับบ้านอย่างรีบเร่ง

เขาไม่อาจทนรอจนถึงสัปดาห์หน้า เมื่อหมอยังวินิจฉัยหาสาเหตุแห่งอาการให้ไม่ได้ เขาก็ต้องหามัน

ด้วยตัวเอง!

 

ห้องนอนที่เคยเป็นระเบียบ ข้าวของทุกอย่างถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระบบ บัดนี้กลับถูกรื้อค้นกระจุยกระจายคล้ายถูกโจรบุกเข้ามาปล้น สมุดบันทึกที่เก็บใส่กล่องยัดไว้ใต้เตียง ถูกหยิบออกมาวางจนเปลวฝุ่นม้วนเป็นวงดุจเต้นเร่าในลำแสงจ้าที่ส่องลอดผ่านบานหน้าต่าง อัลบั้มรูปหลากขนาดกองกลาดเกลื่อนเต็มพื้น หนังสือทั้งวิชาการและปกิณกะถูกเปิดอ้าจนเสียรูปทรง

อยู่ไหน?

มันอยู่ที่ไหน?

สมองถามหาคำตอบ ขณะมือพลิกเอกสารเป็นระวิง สายตาไล่เลื่อนอ่านข้อความในสมุดบันทึกอย่างรวดเร็ว ภาพทรงจำถูกฉายอีกคราในสมองเมื่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยประสบในอดีต ประจักษ์แก่สายตาผ่านหน้ากระดาษซีดเหลือง เรื่องราวร้ายดีถูกถ่ายทอดด้วยภาษาง่ายๆ สั้นบ้างยาวบ้างแล้วแต่เหตุการณ์ในแต่ละวันที่พานพบ

แต่ไม่มี… ไม่มีเหตุการณ์ใดเลยที่พอจะอนุมานได้ว่าเป็นสาเหตุแห่งอาการ ‘ยิ้ม’ ประหลาดนี้

เขาเคยถามพ่อและแม่ ว่ามีญาติโกโหติกาหรือบรรพบุรุษฝั่งไหนมีอาการเช่นนี้หรือไม่ คำตอบที่ได้คือไม่มี ครั้นจะคิดว่าเป็นโรคเวรโรคกรรมจากชาติปางก่อน คนห่างไกลวัดวาหรือความเชื่อเรื่องชาติภพเช่นเขา ก็ปฏิเสธเสียตั้งแต่ยังไม่ทันได้คิด

หนึ่งเล่ม สองเล่ม สามเล่มผ่านไป เช่นเดียวกับกาลที่เลยล่วงจนดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยใกล้แตะขอบฟ้า ทว่าชายหนุ่มกลับคว้าได้เพียงน้ำเหลว ไม่มีร่องรอยใดเชื่อมโยงไปถึงรอยยิ้มที่สร้างปัญหาให้เขาเลยแม้แต่น้อย

กระทั่งสมุดบันทึกทุกเล่มถูกอ่านจนหมด เขาก็หยิบอัลบั้มรูปมาพลิก ภาพถูกเรียงลำดับตามช่วงอายุนับตั้งแต่วัยทารก กล้องโกดักทรงเหลี่ยมรุ่นซิกเน็ตเอสแปดสิบห้าของพ่อใช้อย่างคุ้มค่าคุ้มราคา ทุกช่วงชีวิตของเขาจึงถูกจารึกไว้เป็นภาพถ่ายได้อย่างสมบูรณ์

จากแบเบาะ ล่วงมาจนถึงวัยประถม เขาในตอนนั้นผอมแห้งราวเด็กขาดสารอาหาร ผมเกรียนรับใบหน้าดื้อรั้น จนความเจ็บจากการถูกไม้เรียวฟาดหวนมาให้ระลึกถึงอีกครั้งทั้งที่ตั้งใจลืมเลือน

และทันทีที่พระอาทิตย์แตะขอบฟ้า อัลบัมทุกเล่มก็ถูกพลิกดูจนสิ้น

ผลลัพธ์ที่ได้ยังคงเดิม คือไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าอาการประหลาดของเขาเกิดขึ้นได้อย่างไร

ชายหนุ่มนั่งแผ่หลาพิงขอบเตียง ความโกรธกรุ่นจากเหตุการณ์เมื่อกลางวันจางหายไปได้บ้าง แต่ความกังวลถึงอนาคตที่อาจเกิดเรื่องเลวร้ายเพราะรอยยิ้มของตน กลับห้อมล้อมปกคลุมจิตใจราวม่านหมอกดำทะมึน

เสียงแม่ร้องเรียกให้ลงไปกินข้าวดังลอดผ่านช่องว่างบานประตู เขานั่งก้มหน้าครู่หนึ่งอย่างปลดปลง ก่อนรวบสมุดบันทึก อัลบั้ม และเอกสารทุกอย่างหมายยกไปกองรวมกันที่มุมห้องเพื่อเก็บให้เข้าที่ในภายหลัง

กระดาษแผ่นหนึ่งพลันร่วงหล่น…

ไม่แน่ใจว่ามันหล่นมาจากเอกสารฉบับไหน และไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงไม่เห็นมันทั้งที่เมื่อครู่ก็ตั้งใจหาทุกข้อมูลอย่างละเอียด ชายหนุ่มวางเอกสารทั้งหมดกองกับพื้น ก่อนหยิบกระดาษที่คว่ำหน้าลงขึ้นมาพลิกดู สัมผัสจากปลายนิ้วบอกว่าเป็นกระดาษที่ถูกตัดมาจากหนังสือ

เพียงเห็นภาพ สองตาพลันต้องเบิกค้าง ปากเปิดอ้ากว้างอย่างไม่ตั้งใจ

มือสั่นระริกแทบจับกระดาษแผ่นนั้นไม่อยู่ ทั้งที่แทบไร้ซึ่งน้ำหนัก หรืออาจเป็นเขาเองที่รู้สึกว่างโหวงราวน้ำหนักร่างกายถูกสูบหายไปจนสิ้น

รูปในกระดาษ เป็นภาพถ่ายขาวดำของคนหลายสิบคนที่ยืนเรียงรายกันอยู่ด้านหลังต้นมะขามใหญ่ต้นหนึ่ง ที่ห้อยลงมาจากกิ่งก้านคือเชือกยาวที่ผูกโยงกับ ‘ลำคอ’ ของชายในสภาพร่างโชกเลือด ลิ้นจุกที่ปากชี้ชัดว่าร่างที่ถูกห้อยลอยเหนือพื้นนี้ไร้ซึ่งลมหายใจไปแล้ว

ทว่ากลับไม่ทำให้ชายที่อยู่ด้านซ้ายบังเกิดความปรานี เพราะสองมือของเขายังคงยกเก้าอี้ค้างกลางอากาศ แม้ไม่ใช่ภาพเคลื่อนไหว แต่ทุกคนที่เห็นรูปถ่ายคงล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ต่อจากภาพ ว่า ‘ศพ’ ที่ถูกแขวนคอ ยังคงถูกกระหน่ำซ้ำทำร้ายด้วยเก้าอี้ที่ฟาดเข้าใส่ร่างไร้วิญญาณนั้นอย่างไม่ยั้งราวกับมิใช่เพื่อนมนุษย์

ภาพนี้มิได้ทำให้ชายหนุ่มหวาดผวา หากแต่สิ่งที่สะท้อนบนม่านนัยน์ตาตะลึงลาน กลับเป็นภาพของ ‘เขา’ ในวัยเด็ก ที่ยืนกางขากุมสองมือไว้ที่เป้า พลาง ‘ยิ้มร่า’ มองภาพสะเทือนใจนี้อย่างสนุกสนานราวกับดูภาพยนตร์หรือการ์ตูนก็ไม่ปาน

เขายิ้มยินดี

เช่นเดียวกับผู้คนรายรอบที่สาแก่ใจกับการตายของคนที่คิดต่าง เห็นต่าง

คนเหล่านั้นเปรียบได้กับวายร้ายในการ์ตูน ที่จำต้องถูกยอดมนุษย์กำจัดเสียให้สิ้น เพื่อพิทักษ์รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จะตายสักคนสองคน หรือสักสิบยี่สิบคน

หรือสักร้อยสองร้อยคน ก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือ

คิดได้เช่นนั้น มุมปากก็พลันยกขึ้นส่งใบหน้าให้แย้มยิ้มยินดีที่พบว่าอาการยิ้มอย่างไม่ตั้งใจเมื่อเห็นภาพความรุนแรงของตนเองนี้ มิใช่โรคร้ายหรือความผิดปกติอันใด

รอยยิ้มของเขา เป็นสิ่งที่ถูกที่ควรสำหรับสยามประเทศแล้ว

 

– ธุวัฒธรรพ์ –

 

Don`t copy text!