ลูกหลง

ลูกหลง

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

ใครๆ ก็บอกว่าผมเป็น ‘ลูกหลง’ เพราะผมอายุห่างจากที่ชายคนโตและพี่สาวคนรองเกือบยี่สิบปี พ่อและแม่ของผมมีผมตอนอายุสี่สิบกว่าเข้าไปแล้ว ทำให้ผมได้สมญานามปากต่อปากว่า ลูกหลง ผมมักได้รับความเอาใจใสจากแม่มากกว่าใคร เพราะผมเป็นเด็กขี้แย ตอนเด็กๆ ผมป่วยบ่อย แม่เอาผมไปฝากเป็นลูกของเจ้าแม่กวนอี๊หยิง บนบานศาลกล่าวเอาไว้ว่า หากผมหายป่วยสุขภาพแข็งแรง ท่านจะให้ผมบวช

และผมก็หายป่วยจริงๆ พอโตมาหน่อย ผมมักโดนเรียกผู้ปกครองบ่อยๆ จนที่บ้านเอือมระอา ตอนนั้นผมอายุได้สิบห้า พี่สาวคนรองอายุสามสิบ ผมมักจะให้พี่สาวไปเป็นผู้ปกครองแทน เมื่อพ่อรู้พ่อก็จะด่าว่าผมแอบทำผิดจนโดนทัณฑ์บนอยู่เรื่อย ผมเกือบเรียนไม่จบ ดีที่แม่ของผมไปขอร้องอาจารย์ให้ผมสอบผ่าน ผ่านในที่นี้คือเส้นยาแดงผ่าแปดนะครับ คือคาบลูกคาบดอก จะตกแหล่ไม่ตกแหล่นั้นเอง

ผมตัดสินใจเลือกเรียนสายวิชาชีพ เพราะหัวของผมคงไม่เหมาะที่จะเรียนสายมัธยมปลาย และที่ที่ผมเลือกนั้น ก็คืออาชีวะ

ใช่ครับ อาชีวะ แม้ที่บ้านผมจะไม่อยากให้เรียน พ่อผมบอกว่าผมมันไม่เอาไหน ทำอะไรก็ไม่เป็นเรื่องสักอย่าง อีลุ่ยฉุยแฉก นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ผมอยากประชดประชันพ่อเป็นที่สุด ทำให้ผมเลือกที่จะเข้ามาเรียนในโรงเรียนอาชีวะ และนั้นก็เป็นอย่างที่ผมพอใจแต่ที่บ้านไม่ปลื้มเท่าใดนัก

“ใครๆ ก็บอกว่าเด็กอาชีวะมันไม่ดี วันๆ น่ะเอาแต่ตีกัน” แม่บอกในขณะที่ผมกลับมาจากโรงเรียน

“ผมมันไม่ดีตั้งแต่เกิดมาแล้วนี้แม่ อะไรที่ผมเลือก มันก็ไม่ดีในสายตาแม่อยู่แล้ว”

“อ้าว ไอ้นี่ แม่แกพูดดีดีเตือนสติให้ฟังนะไอ้นิก” พ่อผมตะคอก

“พ่อจะรู้อะไร วันๆ ก็อยู่แต่บ้าน แม่อีกคน ฟังแต่ป้าข้างบ้าน ที่วันๆ เอาแต่นินทาคนอื่นเขาไปทั่ว”

“เอาเถอะนิก แม่ไม่อยากให้แกเรียนที่นี่เลย เมื่อกี้ข่าวก็ออกทีวีว่าเด็กมันตีกัน”

“คนอื่นตี ผมไม่ได้ไปตีกับมันด้วยนี่แม่” ผมกวนโทสะ ก่อนจะกระทืบเท้าเดินขึ้นบ้านไป ไม่ทันได้เห็นสายตาของพ่อแม่ที่มองมาทางผม ท่านคงเอือมระอาจนพูดไม่ออก

ผมใช้ชีวิตเสเพลลงเรื่อยๆ บ้านช่องไม่ยอมกลับ แม้จะโดนเรียกผู้ปกครองเข้าพบอาจารย์ก็ตาม ผมแอบจ้างป้าขายกล้วยแขกหน้าปากซอยโรงเรียนไปเป็นผู้ปกครองแทน พี่ชายของผม แกย้ายออกไปมีครอบครัวตั้งแต่ผมเรียนมัธยมต้น ลูกของแกอายุสิบกว่าขวบ แทบจะเป็นเพื่อนเล่นของผมได้เลย ส่วนพี่สาวแกไม่ยอมแต่งงาน เป็นคุณครูอยู่โรงเรียนประถม พ่อแม่ตั้งความหวังกับผมเหมือนกับที่พี่ชายพี่สาวได้ดิบได้ดี แต่ผมเบื่อ เบื่อที่จะต้องทนอยู่ในกรอบ ในกฎระเบียบที่มันเหมือนคนพยายามยัดเยียดให้ผมต้องทำ ผมใช้ชีวิตตกต่ำลงเรื่อยๆ สูบบุหรี่ กินเหล้า เพื่อนไปไหนผมไปด้วย ชีวิตผมมีเพื่อนนำทาง มีครอบครัวตามหลัง แม่มาดักรอผมที่หน้าโรงเรียน เมื่อแม่เห็นผมแกปรี่เข้ามาหา มากอด ร้องห่มร้องไห้ ผมไม่ได้กลับบ้านไปหลายวันแล้ว แกคงเป็นห่วง

“นิก ทำไมไม่กลับบ้าน” แม่ปาดน้ำตาเมื่อเข้ามากอดผม ผมมองดูสายตาของเด็กอาชีวะคนอื่นๆ ที่มองมาทางผม ด้วยความแปลกประหลาด

“โถ่แม่ จะมาบ่อน้ำตาแตกอะไรแถวนี้ ผมอายเขานะแม่”  ผมดันร่างแม่ออกด้วยความอายคนอื่น สายตาที่มองมาเหมือนผมเป็นลูกแหง่ของแม่

“พ่อเขาเป็นห่วง โทร.ไปก็ไม่ยอมรับสาย แกกลับบ้านกับแม่เถอะนิก”

“ไม่ ผมไม่อยากกลับ เดี๋ยวผมว่างก็กลับไปเองนะแม่ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก”

“โถ่ นิก แกจะให้แม่กับพ่อต้องร้องไห้เพราะแกอีกนานเท่าไหร่หา แกน่ะยังเด็ก คบเพื่อนคบฝูงที่มันเป็นอันธพาล แกไม่รู้หรอกว่าหัวใจของพ่อแม่มันเจ็บช้ำแค่ไหน เมื่อลูกไม่กลับบ้าน”

“ผมโตแล้ว ผมอายุสิบแปดแล้วนะแม่ ชีวิตผมเป็นของผม มันไม่ได้เป็นของใคร” ผมตะคอก

“แม่กลับบ้านไป ถ้าแม่ไม่ยอมกลับ ผมจะไม่กลับไปให้แม่เห็นอีก” ผมขู่ แม่ผมเบ้ปาก ปากแกสั่น ผมเห็นแกปาดน้ำตาเดินร้องไห้จากไป นี้ผมไล่แม่? ผมเก็บความช้ำใจเอาไว้ ก่อนจะเดินเข้าโรงเรียนไป ไม่ทันได้มองเห็นแม่ที่เดินร้องห่มไห้ข้ามถนนไป

ผมยังคงใช้ชีวิตแบบเดิม อาศัยที่ห้องเช่าโกโรโกโสกับแก๊งเพื่อนๆ พี่ชายคนโตและพี่สาวคนรองมาตามผมที่ห้องเช่าเช้าวันหนึ่ง เสียงเคาะประตูดังขึ้น ผมยังนอนหลับใหล กองขวดเบียร์ เหล้า อาหาร เศษซากเหล่านั้นกองกระจัดกระจายอยู่โดยรอบ กลิ่นเหม็นจากน้ำครำสกปรกคละคุ้ง ประตูเปิดออก พี่ชายผมตะโกนเข้ามา แกเห็นสภาพห้องที่ทุเรศสายตาเกิน จนพี่หน่อย พี่สาวคนรอง ต้องเดินออกไปจากหน้าห้อง

“ไอ้นิก ไอ้นิก” พี่ชายผมร้องเรียก

“มีอะไรพี่” ผมมองหน้าพี่นิดพี่ชายคนโต

“กลับบ้าน มึงมานอนอะไรที่นี่ พ่อกับแม่เขาเป็นห่วงมึงอยู่ที่บ้าน โน่น แม่เข้าโรงบาล มึงไม่มีกะจิตกะใจไปหาบ้างหรือไง” ผมยืนนิ่ง แม่เข้าโรงพยาบาล ก่อนที่ผมจะโดนพี่ชายลากตัวออกมาจากห้องเช่าหลังนั้น

ผมนั่งรถพี่ชายมาโดยไม่มีเสียงพูดคุยอะไรกัน พี่หน่อยนั่งหลังกับแฟนพี่ชาย ผมนั่งด้านหน้ากับพี่ชาย ตลอดทางมันเงียบสนิท ผมรู้แต่ว่าพี่ชายไม่ได้ขับรถไปบ้าน แต่เลี้ยวไปทางโรงพยาบาลแทน

แม่ของผมนอนป่วยอยู่ เห็นผมที่หนวดเคราผมเผ้ายาวรุงรัง แกร้องไห้เมื่อเห็นผม ได้ยินเสียงแม่เรียกผม เรียกแต่ชื่อผมอยู่อย่างนั้น

“นิก กลับมาอยู่บ้านเราเถอะนะลูก”เสียงของแม่อ้อนวอนผม สายน้ำเกลือระโยงระยางวอยู่รอบตัว ผมเพิ่งเห็นริ้วรอยความแก่ชราที่ร่วงโรยลงไปของแม่ แม่อายุหกสิบกว่าแล้ว ผมได้แต่พยักหน้า แม่กอดผมไว้แน่นเหมือนไม่อยากให้ผมจากไปไหนอีก

 

“มึงรู้มั้ย แม่น่ะเขาเป็นห่วงมึงมาก” พี่ชายบอกผม เมื่อเดินออกมาจากโรงพยาบาล

“นิก แกเป็นอะไรทำไมไม่บอกพี่สองคน ที่บ้านทุกคนเขาเป็นห่วงแกรู้มั้ย จะกินจะนอนไม่ได้เลย แกเล่นไม่กลับบ้าน โรงเรียนเขาโทร.มาบอกแล้วนะว่าแกจ้างคนขายกล้วยแขกไปเป็นผู้ปกครอง แล้วเทอมที่แล้ว แกก็สอบตกทุกวิชา จนเขาจะรีไทร์แกออกจากโรงเรียนแล้ว รู้ตัวบ้างมั้ย” พี่หน่อยพ่นลมแรงๆ เหนื่อยจิตเหนื่อยใจกับผม ผมได้แต่ก้มหน้า มือพี่ชายเตะที่บ่าผมเบาๆ เป็นการปลอบ

“รู้ตัวว่าทำผิด มันไม่สายหรอกที่จะปรับปรุงตัว คนเราน่ะมันผิดกันได้เสมอ แต่มันจะดีถ้าเรายอมรับที่จะปรับปรุงตัว”

“แก้ไขสิ่งผิด และเดินหน้าทำสิ่งดี ไม่มีใครว่าหรอกนิก พ่อแม่เขานะเป็นห่วง เขาเห็นแกเป็นลูกคนเล็ก พี่กับพี่นิดน่ะ อายุห่างกับแกจนจะเป็นพ่อแม่แกได้ ไม่อยากให้แกเดินทางผิด”

“แต่ผมเบื่อ ผมไม่อยากกลับบ้าน”

“แกนะมันเป็นพวกบ้ารู้มั้ย ไอ้เพื่อนที่แกคบน่ะมันมีดีตรงไหนบ้าง บ้านเช่าที่แกไปซุกหัวนอนนั่นนะ มันสลัมดีดีนี่เอง บ้านช่องห้องหับของเราออกจะดีสะอาดสะอ้าน ทำไมแกถึงได้ตาต่ำขนาดที่จะเลือกของไม่ดีวะนิก”

“พี่ไม่เข้าใจผมหรอก ผมนะมันลูกไม่ดี ไม่เหมือนพี่สองคน” ผมน้อยใจ พี่หน่อยเข้ามาจับมือผม

“แกกำลังดูถูกตัวเองอยู่รู้หรือเปล่านิก สิ่งที่แกคิดอยู่มันคือสิ่งที่แกคิดว่าเป็นปมด้อย ทั้งๆ ที่แกไม่เคยรู้เลยว่าพ่อแม่รักแกมากแค่ไหน ถึงขนาดเฝ้าแกทุกค่ำมืดดึกดื่น รอว่าแกจะกลับมาตอนไหน แต่แล้วแกก็ไม่กลับบ้านเลยตลอดสองเดือน หายไปจนแม่ล้มเข้าโรงบาล คิดเอาเองนะว่าสิ่งที่เลือกนั้นมันดีแล้วหรือยัง” ผมได้แต่นั่งนิ่งครุ่นคิด มันก็จริงอย่างที่พี่ว่า ผมนะน้อยใจ อะไรๆ ก็พี่สาวดีอย่างโน้น พี่ชายดีอย่างนี้ ส่วนผมน่ะเป็นลูกที่พ่อแม่ไม่อยากให้เกิด ผมน่ะลูกหลง หลงมาเกิดผิดที่ผิดทาง ผมมันไม่มีอะไรดีเลย

 

ผมจำใจที่จะกลับมาอยู่บ้านตามเดิม พี่หน่อยไปขอร้องอาจารย์ที่โรงเรียนให้ผมเรียนต่อ แม้จะสอบตกหลายวิชา ผมหันกลับมามองดูตัวเอง พยายามแก้ไข ที่บ้านเอาใจใส่ผมเป็นพิเศษ พี่ชายและพี่สะใภ้แวะเวียนมาบ้านทุกอาทิตย์ แม่เริ่มกลับมามีแรงขายของ ที่บ้านผมขายของชำ พ่อแม้จะไม่ค่อยพูดกับผม แต่ผมก็สังเกตได้ว่าแกจับตามองผมอยู่

 

บ่ายวันหนึ่งขณะที่เลิกเรียน ไอ้กุลเพื่อนซี้ของผมที่ผมไปนอนที่ห้องเช่ามันตอนนั้น วิ่งกระหืดหอบมาเหมือนโดนใครไล่กวดมาอย่างนั้น

“มึงเป็นอะไรของมึงไอ้กุล” ผมร้องถามมันเมื่อเห็นว่ามันดูมีทางท่านเหนื่อยหอบ

“ไอ้นิก แย่แล้ววะ ไอ้จิวไอ้ป๋อมแม่งโดนพวกคู่อริไล่ฟันหน้าซอย ตอนนี้แม่งยกพวกมาเป็นสิบเลย”

ไอ้กุลพูดไปก็หอบแฮกใส่แทบหมดแรง

“จริงหรอวะ” ผมเลือดขึ้นหน้า คำสงคำสอนที่ได้รับมาว่าให้ใจเย็นมันหายไปหมดสิ้น เพื่อนผมทั้งคน

“ไปดิวะ มึงโทร.ตามพวกเราเลย อย่างนี้แม่งหยามเกินไปแล้ว มาบุกถึงถิ่นเสียด้วย” ผมไม่มีวันยอมเด็ดขาด ไอ้เด็กอาชีวะต่างสถาบันมันหยามไม่ได้เด็ดขาด มาถิ่นผมแล้ว อย่าหวังจะมาทำร้ายคนในสถาบันผม อย่าหวัง ผมกำมือแน่น ก่อนที่สมัครพรรคพวกของผม จะไปรวมตัวกันที่หน้าซอย

ภาพที่ผมเห็นคือ แก๊งเด็กอีกสถาบันนั้นรวมกันอยู่สามสิบกว่าคน ในมือพร้อมอาวุธ พวกผมสี่สิบห้าสิบคน มีด ไม้ ขวด อะไรที่หยิบจับมาได้พร้อมรบ สถานการณ์โดยรอบ ชาวบ้านต่างแอบมองดู บางคนปิดบ้านช่องเพราะกลัวลูกหลง

“ไอ้จิวแม่งโดนกระทืบหน้าแหกเลย” ป๋อมเป็นคนเล่าให้พวกผมฟัง

“ตอนนี้มันอยู่ไหน”

“ส่งโรง’บาลแล้ว พวกมันเล่นสิบรุมหนึ่ง ใครจะสู้ได้วะ”

“หมาหมู่ไง แม่งมาถึงหน้าโรงเรียนเราแล้ว กูไม่ยอมให้ไอ้จิวเจ็บฟรีหรอกโว้ย”

“พวกเรา ลุยเลย อย่ายอม สถาบันเราเสียชีพ ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีโว้ย หยามอะไรหยามได้ หยามเด็กอาชีวะไม่ได้” เสียงสมัครพรรคพวก กรูกันเข้าไป ทั้งสองโรงเรียนต่างวิ่งใส่กัน เสียงไม้ฟาดลงที่กลางหลัง ขวดแก้วถูกตีจนแตกกระจาย มีดถูกชูขึ้นหมายจะทำร้ายอย่างเดียว ความชุลมุนเกิดขึ้น เสียงของผู้คนโดยรอบต่างกรีดเสียงร้อง ณ เวลานั้นพวกผมเห็นใครที่แตกต่างกับผม พวกผมใส่มันไม่ยั้งท่าเดียว

“เฮ้ย มีคนล้มเว้ย” เสียงใครไม่รู้เอ่ยขึ้นเมื่อพวกผมคนหนึ่งล้มลงและถูกพวกต่างสถาบันเข้ามารุมกระทืบต่อหน้าต่อตา ผมวิ่งเข้าไปดึง ส่วนอีกคนก็เอาไม้ฟาด ความชุลมุนตอนนั้นมันวุ่นวายไปหมด ใครเป็นใครแทบจำไม่ได้ แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ปัง! เสียงปืนจากมุมไหนไม่รู้ดังขึ้นมา ผมไม่รู้ว่าตอนนั้นโดนใครไปบ้าง ต่างคนต่างวิ่งหลบกระสุนที่ดังไล่มา ก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้นอีกหลายนัด ชาวบ้านที่เดินทางเท้าต่างวิ่งหลบกันจ้าละหวั่น กลัวจะเกิดเหตุไม่คาดคิด

“คนโดนยิง มีคนโดนยิง” ผมได้ยินเสียงใครเอ่ยขึ้น

“เรียกรถพยาบาลด้วย มีคนโดนยิง” ชาวบ้านแถวนั้นต่างออกมาดู ผมไม่ได้สนใจอะไร ตอนนั้นมันสับสนไปหมด ร่างของเพื่อนผมนอนอยู่ที่พื้น และพวกมันกำลังกระทืบเพื่อนผม ผมวิ่งออกไปช่วย ความชุลมุนบังเกิดอีกครั้ง

“ทำเพื่อนกูหรอ” ผมเอาไม้ฟาดหลังคนหนึ่งที่อยู่ต่างสถาบันจนล้มลง ไอ้ป๋อม ไอ้กันนอนนิ่งเลือดอาบ

“เฮ้ย มึงเป็นไงบ้าง” ผมดึงมันสองคนลุกขึ้น ก่อนจะวิ่งตามพวกมัน

“กูไม่ยอมให้มันกระทืบกูฝ่ายเดียว” เสียงป๋อมบอกผม

“งั้นตามพวกมันไป” พวกผมกะจะวิ่งตามมันไป แต่แล้วก็ต้องตกใจเพราะเสียงรถหวอดังขึ้น ตำรวจหลายสิบนายวิ่งกรูมาทางพวกผม

“ชิบหายแล้วมึง พ่อมึงมาตามแล้ว” กันร้องบอก ก่อนที่จะวิ่งหันกลับ ไม่ทันไรเสียงระเบิดดังสนั่น ผมล้มลงไปหมอบด้วยความตกใจ ก่อนจะเกิดระเบิดอีกสองครั้ง

“เฮ้ย พวกเราโดนระเบิด” เสียงไอ้กุลดังขึ้น เห็นร่างเละแหลกนอนหายใจรวยริน ไม่รู้ว่าเป็นใครนอนนิ่งอยู่พวกผมวิ่งเข้าไปดู พอดีที่ตำรวจวิ่งมารักษาความสงบ หลายคนชุลมุนวิ่งหนีหายไปตามตรอกซอกซอย รถกู้ภัยวิ่งตามมาก่อนที่จะพาร่างที่รวยรินขึ้นรถไปด้วยความรวดเร็ว ตอนนั้นผมยอมรับว่าตกใจมาก ทำอะไรไม่ถูก ผมวิ่งตามขึ้นไปบนรถกู้ภัยกับไอ้กุล ตอนนั้นไม่รู้ว่าใครที่นอนรวยริน เพราะสภาพจำไม่ได้  ภาวนาว่าอย่าให้ใครตายเลย

“มันจะตายปะวะ” กุลร้องบอก สีหน้าของมันกังวลเหมือนจะร้องไห้”

“ไม่รู้วะ มันจะ…. อะไรขนาดนี้ เล่นเอาระเบิดมาด้วย”

“กูกลัวเลือด” กุลบอกผม ท่าทางมันจะกลัวสุดขีด

“เอ่อ จะถึงโรง’บาลแล้ว” ผมเห็นเลือดที่อกเสื้อไหลไม่ยอมหยุด ใบหน้าเละจนน่าขนลุก

“แม่งเอ้ย ถ้าเพื่อนกูเป็นอะไรไป กูไม่เอาพวกมันไว้แน่”

“เลวชิบหาย มันเล่นปาระเบิดใส่พวกเรา รู้งี้กูฆ่ามันให้หมด” กุลร้องบอก น้ำตามันไหลด้วยความเจ็บใจ จวนเจียนจะถึงโรงพยาบาล ผมสังเกตว่าเลือดของเพื่อนผมที่ไม่รู้ว่าใคร ไหลไม่หยุด ผมจึงช่วยห้ามเลือด วินาทีนั้นผมฉีกเสื้อมันออก เพราะจะเอาผ้าที่มีในรถประคบห้ามเลือดหยุดไหล

“เฮ้ย” ผมร้องตกใจสุดขีดเพราะรอยสักอกข้างขวารูปสถาบันและมีชื่อเขียนกำกับด้านล่าง ทำเอาผมตัวสั่นทำอะไรแทบไม่ถูก

“กุล” ผมร้องเสียหลงด้วยความกลัว ผมค่อยๆ หันไปมองร่างของกุลที่มาด้วยกัน แต่ไม่เห็นกุลในรถกู้ภัย แต่ร่างของกุลที่นอนรวยรินจวนจะสิ้นลมใบหน้าเละด้วยแรงระเบิดนอนอยู่ ตอนนั้นผมยอมรับว่าสติผมแตกกระเจิงทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ภาวนาให้ถึงโรงพยาบาลโดยด่วน มันเกิดบ้าอะไรเกิดขึ้นกับผม ผมได้แต่ตัวสั่น ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ กุลที่มาด้วยกับผม และกุลที่นอนจวนเจียนจะสิ้นใจนั้น มันคืออะไรกันแน่ จนตลอดทางถึงโรงพยาลผมไม่กล้าขยับตัวจากที่นั่งเลยแม้แต่นิดเดียว

ตอนนั้นผมยอมรับว่า ทั้งกลัวและสงสารกุลนะครับ ผมไม่อยากให้มันต้องมาจบชีวิตแบบนี้เลย ผมร้องไห้อยู่หน้าไอซียู ตลอดเวลา ผมคิดถึงเรื่องต่างๆ เพราะการยกพวกตีกันนั้นเองที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้

ตอนนั้นผมทำอะไรไม่ถูก รีบโทรหาพี่นิดพี่ชายผมทันที พี่ชายบอกจะรีบมา ผมนั่งร้องไห้ เดินวนไปมาสับสน บอกเลยว่าสับสน ไม่คิดว่าการยกพวกตีกันครั้งนี้มันจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน ผมกำลังจะเสียเพื่อนรักผมไป

“นิก นิก เป็นไงบ้าง” ผมลืมตาหลังจากก้มหน้าร้องไห้ไปนานเท่าใดไม่รู้ เสียงพ่อดังขึ้น พ่อคงเดินทางมาหาผมก่อนเพราะพี่นิดคงบอกพ่อ ผมโผเข้าไปกอดพ่อผม ตอนนั้นผมร้องไห้ เข้าใจเลยว่าความกลัว ความเสียใจมันเป็นอย่างไร

“ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยนิก” พ่อเอ่ย ผมร้องไห้กอดพ่อ

“พ่อ ผมขอโทษ ผมจะไม่ยกพวกตีกันอีกแล้ว “

“ไม่เป็นไรลูกไม่เป็นไร คนเราผิดพลาดกันได้”

“พ่อ ไอ้กุลมันตายแล้วพ่อ มันตายแล้ว ผมเสียใจที่ทำให้มันต้องตาย”

ผมร้องห่มร้องไห้ ฟูมฟาย

“พ่อรู้แล้ว พ่อรู้แล้ว นิก นิกสัญญากับพ่อได้มั้ยว่าจะไม่ยกพวกตีกันจนคนอื่นมาโดนลูกหลงตาย สัญญากับพ่อได้มั้ย”

“ผมสัญญา สัญญาครับพ่อ ผมจะไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว พ่อ ผมกลัว พ่อผมจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว”

ผมรู้ตัวเลยว่าลูกผู้ชายก็ร้องไห้ได้มันเป็นอย่างไร ผมรู้สึกถึงไออุ่นของพ่อที่กอดผม ผมรู้แล้วว่าความรักของพ่อแม่มันยิ่งใหญ่ปานใด

“นิก นิก เป็นไงบ้างลูก”

เสียงแม่ตามไล่หลังผมมา ผมเห็นแม่ พี่นิด พี่หน่อยตามกันเข้ามาในโรงพยาบาล

“แม่ ผมโผเข้ากอดแม่ ร้องไห้สะอึดสะอื้น พี่นิดพี่หน่อยหน้าเสีย แกดูเศร้าๆ

“แม่ผมกลัว ผมจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วครับ ผมสัญญา ผมจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว”

ผมสติสตางค์แทบไม่อยู่กับตัว พูดแต่เพียงว่า ผมสัญญา ผมจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว ตอนนั้นผมคิดอะไรไม่ออกจริงๆ ครับ มันอู้ไปหมด ร้องไห้จนแทบไม่มีน้ำตา

“ผมสัญญา สัญญากับพ่อกับแม่ว่าต่อไปผมจะไม่ยกพวกตีกันอีกแล้ว” ผมกอดแม่เอาไว้ แม่ร้องไห้ตามผม แกคงรักผมมาก เสียงแกสะอื้นร่ำไห้

“ญาติคนไข้คะ” เสียงนางพยาบาลดึงสติให้ทุกคนกลับมา

“คุณสมศักดิ์ เสียแล้วนะคะ ขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ”

ผมมองหน้าทุกคน อึ้ง นิ่ง สับสนไปหมดแล้ว สมศักดิ์คือชื่อพ่อของผม

“นิก แกทำใจดีดีไว้นะ พ่อโดนลูกหลงจากนักเรียนตีกัน”

ผมเข่าทรุดล้มลงจนแม่กับพี่ต้องมาประคอง ภาพความชุลมุนวุ่นวายตอนที่พวกผมกับเพื่อนยกพวกตีกัน

เสียงหนึ่งดังขึ้นในโสตประสาทของผม

“คนโดนยิง มีคนโดนยิง” ผมได้ยินเสียงใครเอ่ยขึ้น

“เรียกรถพยาบาลด้วย มีคนโดนลูกหลง” ชาวบ้านแถวนั้นต่างออกมาดู ผมไม่ได้สนใจอะไร ตอนนั้นมันสับสนไปหมด

“นิกสัญญากับพ่อได้มั้ยว่าจะไม่ยกพวกตีกันจนคนอื่นมาโดนลูกหลงตาย สัญญากับพ่อได้มั้ย” เสียงของพ่อยังดังอยู่ในหู ผมได้เพียงพึมพำเบาๆ “ได้ครับพ่อ” แต่ไม่รู้ว่าพ่อจะได้ยินสิ่งที่ผมสัญญาอยู่มั้ย

 

– นัฐพันธ์ –

Don`t copy text!