รักลิขิต

รักลิขิต

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

“พี่ไนท์! ทำแบบนี้อีกแล้วนะ”

เสียงโวยวายตามมาด้วยร่างบางที่ทำหน้ากรุ่นโกรธระคนขัดเคืองและกำลังรีบสาวเท้าเข้าหาชายหนุ่มที่กำลังทาแยมลงบนแผ่นขนมปังปิ้งอย่างสบายอารมณ์ “พี่จะกินข้าวเช้า อย่ากวนกันสิยิ้มแฉ่ง”

“ไม่ให้กิน!” หญิงสาวว่าเสียงเข้ม “ไปจัดการเรื่องนั้นก่อน อ้อ! น้องชื่อ ‘ยิ้ม’ เฉยๆ ไม่ใช่ยิ้มแฉ่ง!”

ชายหนุ่มส่ายหน้าช้าๆ ก่อนกัดขนมปัง “เดี๋ยวพี่ไปจัดการ เก็บกวาดแค่ห้านาทีก็เสร็จแล้ว”

“ใช่ค่ะ… ถ้าครั้งก่อนพี่ไม่แอบหนีไปก่อนแล้วทิ้งไว้ให้น้องจัดการเกือบครึ่งชั่วโมง”

“โธ่ พี่เห็นว่ายังไงพี่ก็ต้องช่วยยิ้มแฉ่งทำความสะอาดอยู่แล้ว เลยคิดว่าจะรอทำพร้อมกันเฉยๆ” แม้จะหัวคิ้วกระตุก ธนิษฐาก็อดพูดประเด็นเดิมต่อไม่ได้ “คราบดินที่กำแพงบ้านของน้องรอได้หรือคะ”

ใช่! มันเป็นคราบดินที่ติดตามกำแพงข้างบ้านของเธอ ซึ่งสาเหตุของคราบเหล่านั้นก็นั่งเคี้ยวอยู่ตรงหน้า เพราะหากเขาเดินเข้าอย่างคนปกติไม่ใช่ ‘ปีนรั้วเข้าบ้าน’ อย่างโจร ปัญหานี้ก็คงไม่เกิดขึ้น… ถึงบ้านของเขาและเธอจะอยู่ใกล้กันเพียงรั้วกั้นมานานก็ใช่ว่าจะมาทำตัวแบบนี้ใส่เธอได้นะ!

“นี่… สายแล้วนะ ยังไม่ไปทำงานอีกหรือ” ‘โจร’ ถามขึ้นหลังเคี้ยวขนมปังเสร็จ “รอพี่ไนท์ทำความสะอาดกำแพงค่ะ” คนฟังถอนหายใจก่อนชูมือขึ้นคล้ายยอมแพ้ “โอเคๆ พี่จะไปทำให้เดี๋ยวนี้แล้ว…”

“ห้ามอู้นะคะ” หญิงสาวกำชับจนอีกฝ่ายส่ายหน้าอ่อนใจ “ครับผม… อ้อ อย่าลืมยกกล่องใส่แซนด์วิชกับข้าวกลางวันไปด้วยนะ” ธนิษฐาพยักหน้าอย่างว่าง่าย แล้วเดินไปคว้าถุงที่มีกล่องพลาสติกสองกล่องตามคำสั่งของคนเตรียมไว้ให้ทันที “งั้นไปแล้วนะคะ”

“ขอให้วันนี้โชคดีนะยิ้มแฉ่ง” ไม่วายต้องกวนประสาทเธอก่อนจึงจะเลี่ยงไปทำความสะอาดผลงานของตัวเอง ธนิษฐาลอบกลอกตาพลางเดินออกจากบ้าน ‘ให้ตายสิ! ชื่อ ‘อัศวิน’ แท้ๆ กลับทำตัวอย่างโจรบ้าห้าร้อยไปได้ พี่ไนท์!’

ภายในแผนกออกแบบผลิตภัณฑ์ของ ‘นิมา’ บริษัทผลิตเครื่องสำอางแบรนด์ใหม่ พนักงานเดินขวักไขว่ไปมาไม่มีหยุด หนึ่งในนั้นมีธนิษฐาร่วมด้วย ซึ่งกำลังเตรียมเอกสารหลังจากเพื่อนร่วมงานมาบอกว่าหัวหน้าต้องการพบเธอพร้อมงานที่สั่งไว้ กระทั่งเห็นว่าเอกสารครบถ้วน จึงเดินผละจากโต๊ะทำงานไปยังห้องทำงานของหัวหน้าทันที ระหว่างนั้นก็รู้สึกถึงโทรศัพท์ที่สั่นอย่างแรงในกระเป๋าเสื้อ ธนิษฐาเดินชะลอก่อนหยิบขึ้นมาดู ‘คุณได้รับข้อความจาก “คนขี้เก๊ก” 2 ข้อความ’

คนขี้เก๊ก : พี่จัดการกำแพงให้แล้วนะ อ้อ… กับข้าวเย็นนี้

คนขี้เก๊ก : อยู่ในตู้เย็น วันนี้พี่กลับช้า ยิ้มแฉ่งอุ่นกินก่อนเลยนะ J

หญิงสาวเบ้ปากแล้วรีบเดินต่อทันที กระทั่งไปถึงหน้าห้องและกำลังจะเคาะประตูกระจก จู่ๆเจ้าของห้องก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาพลางพยักหน้าอนุญาตอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ธนิษฐาตกใจแต่ไม่ได้แสดงอาการอะไร รีบสาวเท้าเข้าไปในห้องนั้น “ขอโทษด้วยค่ะที่มาพบหัวหน้าช้า”

เขาโบกมือคล้ายบอกว่าไม่เป็นไร “ผมอยากเห็นงานของคุณ”

หญิงสาวได้ยินแล้วรีบวางเอกสารลงบนโต๊ะทำงานของเขาทันที ก่อนผละตัวออกมายืนนิ่งตามเดิม เขาหยิบมันขึ้นมาเปิดอ่าน ธนิษฐาเริ่มร้อนรน กลัวทำงานผิดพลาดจนถูกตำหนิ

หญิงสาวเพิ่งเข้าทำงานได้ประมาณสามเดือนก่อน สถานะของเธอไม่ต่างจากนักศึกษาจบใหม่ ตอนที่รู้ว่าเอกสารผ่านการพิจารณา หญิงสาวร้องดีใจพร้อมกระโดดไปมาในบ้านจนพี่ชายข้างบ้านอย่างอัศวินต้องออกมาปรามอย่างขำๆ หากแต่ลืมคิดไปว่าต้องเผชิญกับความกดดันเพียงใดเมื่อต้องมาทำงานทั้งที่ไม่มีประสบการณ์เลย

ถึงกระนั้น วันแรกของการทำงานก็ผ่านไปได้อย่างสะบักสะบอม หญิงสาวต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้ได้รับการยอมรับอย่างหนัก จนท้ายที่สุดเธอก็ผ่านมันมาได้เพราะความพยายามและความมุ่งมั่น

“ผมเห็นด้วยกับงานของคุณ เดี๋ยวเพิ่มรายละเอียดฉลากด้วย ผมฝากเรื่องไปที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์แล้ว ถ้าต้องการรู้อะไรก็ไปถามได้เลย”

“ขอบคุณมากๆ ค่ะ จะกลับไปแก้ไขตามที่สั่งค่ะ”

“ไปได้แล้ว พรุ่งนี้ให้เอาแบบมาให้ผมดูด้วย… อืม สิบโมงแล้วกัน”

“ทราบแล้วค่ะ” ธนิษฐารับคำก่อนเดินออกจากห้องกระจกทันที

‘สงสัยวันนี้ต้องกลับบ้านช้าอีกแล้ว เฮ้อ…’

“ไหวไหมเรา… ดูไม่ค่อยดีเลยนะ”

เสียงทักทายดังขึ้นทันทีเมื่อธนิษฐาเดินเข้าไปในบ้าน เขาเดินมาหาเธอที่ทิ้งตัวนั่งนิ่งบนเก้าอี้ของโต๊ะทานข้าวอย่างอ่อนเพลีย หากเป็นเวลาปกติหญิงสาวต้องเอ็ดตะโรเรื่องที่อีกฝ่ายยังอยู่ในบ้านของเธอทั้งที่ดึกมากแล้ว ทว่าตอนนี้กลับรู้สึกดีที่เขายังอยู่ ไม่รีบกลับบ้านไปก่อนเธอมา “ช่วงนี้งานยุ่งค่ะ น้องแทบจะตายคาที่ทำงานทุกวันเลย”

นับจากวันที่เธอเข้าไปคุยงานกับคุณากรครั้งนั้น หญิงสาวก็ต้องทำงานมือระวิงมากกว่าเดิม แม้หัวหน้าของเธอจะไม่ได้ต่อว่าอะไรมาก แต่คนอย่างเธอรู้ดี

‘ถึงจะเป็นเด็กใหม่ไร้ประสบการณ์ ผมก็มีโควตาการทำผิดของคุณอยู่นะ ไม่ว่าจะเพราะอะไรทันทีที่เกินโควต้า… เราอาจจะต้องคุยกันส่วนตัว’ ธนิษฐานึกรู้ทันที ว่าเขาหมายถึงคุยเรื่องเอกสารลาออกนั่นเอง

สัมผัสอุ่นบริเวณขมับทั้งสองข้างทำให้หญิงสาวที่กำลังตกอยู่ในภวังค์สะดุ้งสุดตัว จนอัศวินที่กำลังนวดคลายความเครียดอดยิ้มขันไม่ได้ “พี่แค่นวด ไม่ได้จับเราไปใช้งานเสียเมื่อไหร่”

“ก็น้องตกใจนี่นา” เธอว่า “แล้วทำไมยังไม่กลับบ้านอีก”

“รู้บ้างไหมว่ามันทำให้น้องดูไม่ดีในสายตาชาวบ้าน”

อัศวินส่ายหน้าแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ยิ้มจะสนใจคนอื่นที่ไม่รู้จักเราทำไม ส่วนพี่สนใจแค่ว่าทำหน้าที่ดูแลยิ้มได้อย่างที่รับปากคุณลุงคุณป้าไว้ก็พอ”

ไม่ผิดจากที่เขาพูด พ่อแม่ของหญิงสาวเคยขอร้องให้ชายหนุ่มวนเวียนดูแลลูกสาวจอมดื้ออย่างเธอไว้จริงๆ “แต่บางทีก็กวนประสาทน้องจนน่าโมโหนะคะ”

“เฮ้อ…” เขาถอนหายใจ “ยังไม่รู้อีกหรือ”

“พี่ไนท์มีเรื่องอะไรอีกคะ”

“มัน… ไม่สำคัญเท่ายิ้มทำงานหนักจนสภาพดูไม่ได้หรอก” ชายหนุ่มว่าพร้อมหยุดมือที่กำลังนวดขมับอีกฝ่าย “อีกอย่าง ช่วงนี้เบาๆ ลงหน่อยได้ไหม เรื่องที่ทำงาน กลับบ้านดึกแบบนี้ไม่ปลอดภัยเลย”

“น้องรู้ แต่มันเลี่ยงไม่ได้นี่คะ”

“งั้นถ้าวันไหนกลับบ้านช้าก็บอกพี่ เดี๋ยวออกไปรับ”

“มันรบกวนพี่ไนท์มากเกินไป” หญิงสาวว่าหน้ามุ่ยกระทั่งเห็นสายตาจริงจังที่เขามองมา “เฮ้อ… ตามใจแล้วกัน น้องไม่ขัดใจก็ได้”

“ดีแล้ว งั้นรีบกินข้าวเถอะ ยิ้มแฉ่งจะได้รีบไปพัก”

หญิงสาวมองค้อนคนพูดทันควัน ‘เดี๋ยวเถอะ! อุตส่าห์จะให้คะแนนความดีเพิ่ม งั้นก็เป็นคนกลางๆต่อไปเถอะค่ะพี่ไนท์บ้า!’

หลังจากเสร็จงาน อัศวินก็ตั้งใจว่าจะไปซื้อของสดและของหวานที่ธนิษฐาชอบทาน เพราะระยะหลังเห็นว่าหญิงสาวเริ่มเครียดมากเกินไป เขาถอนหายใจ อดคิดไม่ได้ว่าเขาอยากได้เธอคืนมา… ยิ้มแฉ่งคนนั้น

ชายหนุ่มรีบก้าวเท้าขึ้นรถเมื่อนึกได้ว่าขนมที่อีกฝ่ายชอบต้องวนรถไปซื้อถึงอีกฟากมุมเมือง ทันทีที่สตาร์ทรถและเคลื่อนออกจากที่ทำงาน เสียงวิทยุก็ดังขึ้นอัตโนมัติ

‘ข่าวด่วนประจำภาคบ่าย… ล่าสุดบริษัท นิมา อินเตอร์คอสเมติก จำกัด มหาชน ได้ออกมาชี้แจ้งกรณีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางประเภทบำรุงผิวหน้าลงรายละเอียดในฉลากผลิตภัณฑ์ผิดพลาด ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ใช้รายหนึ่งมีอาการแพ้สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบแต่ไม่มีปรากฏบนฉลากผลิตภัณฑ์ ทั้งหมดพบว่าเป็นความผิดพลาดของฝ่ายออกแบบและฝ่ายการผลิต ทั้งนี้ทางบริษัทได้ออกมาแจ้งด้วยว่าได้ทำทัณฑ์บนแก่พนักงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกำลังถูกพิจารณาจากฝ่ายบริหาร นอกจากนี้ทางบริษัทยังออกมารับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลของผู้เสียหายด้วย ข่าวต่อไป…’

“นิมา… บริษัทที่ยิ้มทำงาน!” อัศวินนึกห่วงน้องสาวข้างบ้านขึ้นมาทันที ชายหนุ่มเปลี่ยนใจรีบกลับบ้านอย่างรวดเร็ว นึกกลัวขึ้นมาว่าเธอจะถูกไล่ออก ถึงเขาจะไม่รู้รายละเอียดงานของอีกฝ่ายก็ตาม

เมื่อชายหนุ่มจอดรถลงที่หน้าบ้านของธนิษฐาก็สังเกตเห็นประตูบ้านที่ควรปิดสนิทถูกเปิดทิ้งไว้ และยังเห็นรองเท้าคู่โปรดของหญิงสาวเจ้าของบ้านถอดอยู่หน้าประตูด้วย อัศวินรีบลงจากรถและเข้าไปในบ้านของธนิษฐาอย่างถือวิสาสะ ทันทีที่เข้าไปชายหนุ่มก็พบหญิงสาวเจ้าของบ้านกำลังฟุบหน้าลงกับโซฟาห้องรับแขก เสียงสะอื้นไห้ที่ดังมาออกไม่ขาดสายบาดหัวใจคนฟังนับครั้งไม่ถ้วน

“ยิ้ม… เป็นยังไงบ้าง” อัศวินค่อยๆเดินไปย่อตัวลงนั่งข้างร่างบาง

“พี่ไนท์…” หญิงสาวเรียกเขาเสียงเครือ

“ยิ้มไม่ได้ทำนะ มันไม่ใช่ความผิดของยิ้ม” สรรพนามแทนตัวว่าน้องยามประชดประชันหายไป เหลือเพียงหญิงสาวที่ต้องการระบายความเสียใจให้ใครสักคนรับรู้เท่านั้น

“พี่รู้… พี่รู้อยู่แล้ว ว่ายิ้มไม่ผิด” อัศวินยื่นมือหนาไปวางบนกลุ่มผมหนานุ่มพลางลูบเบาๆ อย่างปลอบประโลม เขารู้ดี เธอไม่มีทางเผอเรอทำงานผิดพลาดจนคนอื่นได้รับความเดือดร้อนเป็นแน่ “แล้วหัวหน้าของยิ้ม เขาว่ายังไงบ้าง”

“เขา… ไล่ออก เขาบอกว่าไล่ยิ้มออก” หญิงสาวสะอื้นตอบ “พี่ไนท์ ยิ้มจะทำยังไงดี”

ในใจเริ่มคุกรุ่นแต่น้ำเสียงปลอบประโลมกลับไม่เจือความหงุดหงิดแม้แต่น้อย “ไม่เป็นไร ตอนนี้ยิ้มก็หยุดพักก่อน เดี๋ยวค่อยหางานใหม่ทำ ก่อนหน้านี้ยิ้มเหนื่อยมากใช่ไหม…” เขาว่าพลางลูบกลุ่มผมนุ่มมือต่อ “เดี๋ยวพี่ไนท์ที่แสนดีจะดูแลน้องยิ้มเอง ดีไหม”

ธนิษฐาสะอึกสะอื้นทว่ายอมพยักหน้าตอบ ไม่คาดคิดว่าคนที่เธอมักมองว่าชอบกวนประสาท… จะเป็นคนเดียวที่เข้ามาปลอบประโลมหลังจากพ่อแม่จากเธอไปแล้ว…

อัศวินกางวงแขนออกเมื่อเห็นธนิษฐาโผเข้ามากอดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา ชายหนุ่มกระชับกอดตอบอย่างแผ่วเบา “ยิ้มเก่งมากพอแล้วสำหรับพี่ อย่าร้องไห้เลยนะ”

“อืม ยิ้มเข้าใจแล้ว” เธอตอบแล้วเอ่ยต่อเสียงแผ่ว “ขอบคุณนะคะ”

‘ขอบคุณพี่ไนท์ที่ทำตัวเหมือนอัศวินประจำตัวของยิ้ม… น้องข้างบ้านคนนี้มาตลอดนะคะ’

“คิดถึงเรื่องนั้นอยู่หรือ”

เสียงทุ้มของ ‘พี่ชายข้างบ้าน’ ซึ่งนับวันยิ่งทำตัวเป็นเจ้าของบ้านนี้ขึ้นทุกวัน ถามธนิษฐาที่กำลังนั่งครุ่นคิดเรื่องบางอย่างอยู่ แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็มีเรื่องน่าอายรวมอยู่ด้วย “เปล่าเสียหน่อยพี่ไนท์ ยิ้มแค่กำลังคิดว่าจะทำอะไรต่อดี”

นับจากวันที่หญิงสาวถูกไล่ออก หญิงสาวก็มักขลุกตัวอยู่ในบ้าน แทบไม่ออกไปไหนเลยหากอัศวินไม่เชิญกึ่งบังคับ แม้ทางบริษัทที่เธอเคยร่วมงานส่งกระเช้าแทนคำขอโทษมาให้ หลังจากรู้ว่าไม่ใช่ความผิดของธนิษฐาก็ตาม

“นึกว่าเอาแต่คิดถึงเจ้านายเก่าจนลืมพี่ชายที่แสนดีเสียแล้ว” อัศวินว่าพลางยกชามแกงส้มไปวางบนโต๊ะทานข้าว ธนิษฐาเห็นอย่างนั้นจึงยอมผละจากหน้าจอทีวี และไปนั่งที่เก้าอี้อย่างเสงี่ยมจนคนมองอดแปลกใจไม่ได้ “วันนี้มาแปลก… นี่จะมาไม้ไหนใส่พี่อีก เห็นแบบนี้พี่ก็ฉลาดนะ!”

ธนิษฐามองค้อนแล้วพึมพำเบาๆ “ไอ้พี่ไนท์จอมทึ่ม!”

“ก็ยิ้มหิวแล้ว แถมเอาของโปรดมาตั้งยั่วบนโต๊ะแบบนี้อีก ไม่เดินมาก็บ้าแล้ว”

ชายหนุ่มไหวไหล่ “แล้วไป… ก็นึกว่าอยากมาขอบคุณคนทำให้ทาน แล้ว… สรุปว่าตอนที่พี่ถาม ยิ้มกำลังคิดอะไรอยู่”

อัศวินถามขึ้นอีกครั้งระหว่างทานอาหาร นัยน์ตาคนจับจ้องเสียจนหญิงสาวรู้สึกประหม่าระคนขัดเขินอย่างประหลาด “ระ… เรื่องทั่วๆ ไปนั่นแหละ ยิ้มแค่กำลังคิดว่าจะรับทำงานเอกสารที่บ้านเลยคิดสะระตะไปหมดเท่านั้นเอง ก็… ยิ้มไม่ชอบความรู้สึกว่างงานแบบนี้”

“มีอะไรให้ช่วยก็บอกแล้วกัน” ชายหนุ่มว่าพลางตักข้าวใส่ปาก

หญิงสาวนึกถึงสายตากดดันและสายตาผิดหวังจากอดีตเพื่อนร่วมงานได้ไม่ลืม ทั้งที่พวกเขาเห็นถึงความพยายามของเธอแต่ก็ยัง…

“ร้องไห้อีกแล้วหรือ”

“เปล่าเสียหน่อย” ธนิษฐาสูดจมูกเล็กน้อย “แกงส้มของพี่ไนท์มันร้อนไปต่างหาก!”

อัศวินไหวไหล่อีกครั้งคล้ายจำยอมต่อคำแก้ตัวแสนไม่ได้เรื่องของเธอ “เอาเป็นว่าพี่เอาใจช่วยแล้วกันนะ”

“แค่นั้นก็เกินพอแล้วค่ะ…” ครั้งนี้เธอตอบพร้อมรอยยิ้มจางๆ ที่หายไปนาน ทำเอาคนเห็นรู้สึกแปลกๆ เลยทีเดียว “อืม… ยิ้มก็สู้ๆ นะ!”

“จนป่านนี้แล้ว… พี่ไนท์ยังไม่กลับมาอีกหรือ”

เป็นธนิษฐาที่กำลังยืนรอ ‘พี่ชายข้างบ้าน’ ซึ่งตอนนี้ยังกลับไม่ถึงบ้านอย่างใจจดใจจ่อ ในใจเริ่มนึกห่วงคนที่ชอบยึดบ้านเธอเป็นของตัวเองคนนั้น อันที่จริงวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของเขาและครบรอบวันตายของพ่อแม่เธอด้วย ธนิษฐาจึงตั้งใจว่าจะทำตัวดีกับเขาเป็นพิเศษและชวนเขาพาไปไหว้พระยามเย็น หลังจากที่เมื่อเช้าตื่นสายทั้งคู่!

“มายืนรอพี่หรือ”

“เอ๊ะ!” หญิงสาวอุทานก่อนจะหันไปด้านหลัง “อ้าว… พี่ไนท์มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ ทำไมยิ้มไม่เห็น”

อัศวินส่ายหน้าคล้ายอ่อนใจ “ก็ยิ้มคิดถึงคนอื่นอยู่นี่… จะไปมีสมาธิได้ยินเสียงรถได้ยังไง”

“ชะ… ใช่ที่ไหนเล่า แล้วทำไมแต่งชุดนี้คะ” เขาสวมเสื้อโปโลสีขาวกับกางเกงยีนขายาว ทั้งที่ปกติอัศวินมักสวมเพียงเสื้อยืดกับกางเกงขายาวธรรมดาๆ เท่านั้น ‘วันนี้พี่ไนท์นึกครึ้มอะไรขึ้นมานะ…’

“เหตุผลเดียวกับที่เราแต่งชุดกระโปรงสีขาวนั่นแหละ” เขาตอบก่อนเดินไปเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับ “ก็จะไปไหว้พระไม่ใช่หรือ”

“พะ… พี่รู้ได้ยังไง” อัศวินฟังแล้วหัวเราะ “ก็สังเกตเอาสิ เห็นวันนี้ของทุกปีถ้ายิ้มไม่ออกมาตักบาตรก็หนีไปไหว้พระที่วัด พี่ก็ตั้งใจพาไป”

“ขอโทษนะที่เสร็จงานช้าไปหน่อย” ธนิษฐาส่ายหน้าจนผมยาวที่ปล่อยสยายสะบัดไปมาเล็กน้อย “ไม่เป็นไรค่ะ งั้นเรารีบไปกันเถอะค่ะ”

ไม่นานทั้งสองก็เดินทางมาถึงวัดใกล้บ้านที่มีการประดับไฟทั่วบริเวณเพราะมีงานเทศกาลประจำปี ทันทีที่รถยนต์จอดสนิท หญิงสาวและชายหนุ่มลงจากรถและเดินไปยังส่วนวิหารพร้อมกับธูปเทียนที่เตรียมมา ก่อนทรุดตัวลงนั่งพับเพียบ กราบไหว้พระพุทธรูปเพื่อความเป็นสิริมงคลและอธิษฐานขอพร

“ไปเดินเล่นงานวัดข้างหลังไหม ดูน่าสนุกดีนะ”

คนถูกชวนส่ายหน้า “พี่ไนท์อยากไปก็ไปเถอะ ยิ้มว่าจะไปท่าน้ำที่ข้างวัดเสียหน่อย”

“งั้นพี่ขอตัวไปเดินเล่นก่อนนะ เสร็จแล้วจะรีบไปหา” อัศวินว่าพลางผละไปทางหลังวัดทันที ธนิษฐามองตามก่อนผละเดินไปทางท่าน้ำข้างวัดตามที่บอกอีกฝ่ายไว้และนั่งลงบนม้าหินอ่อนแถวๆ นั้น ในใจเริ่มตกอยู่ในภวังค์

ตั้งแต่วันที่หญิงสาวตัดสินใจรับพิมพ์เอกสารทั่วไปที่บ้าน ระยะหลังก็ไม่ค่อยฟุ้งซ่านถึงเรื่องราวในอดีต ธนิษฐาเลือกใช้ชีวิตต่อไปให้มีความสุขแทนที่จะนั่งจมกองน้ำตาเพียงเพราะความผิดพลาดครั้งนั้น พ่อกับแม่ของเธอคงสบายใจมากถ้าเห็นว่าตอนนี้เธอมีความสุข…

“ก็เป็นคนธรรมดา ไม่พิเศษ… ก็เป็นคนที่เดินดิน อย่างคนทั่วไป… ไม่ได้ดี เกินกว่าคนไหน… มีแค่ใจดวงเดียวให้เธอ…” เสียงทุ้มแสนคุ้นหูดังขึ้นพร้อมกับเสียงเกากีตาร์โปร่งเป็นทำนองเพลงที่เธอเคยได้ยิน ธนิษฐาหันไปสบตากับอัศวินที่กำลังยิ้มและมองมาพอดี ดวงตาประสานกันคล้ายมนตราสะกดตรึงตราพวกเขาไว้ แต่อัศวินก็ยังร้องเพลงต่อไป “ก็เป็นเพียงคนๆ หนึ่งไม่เลิศเลอ… แค่บังเอิญมาเจอเธอ แต่ไม่รู้ทำไม… ยิ่งใกล้กัน ก็ยิ่งหวั่นไหว… อยากค้นใจเธอดูสักครั้ง…

“หากบังเอิญ ถ้าเธอต้องการใคร… หากวันใด ถ้าเธอนั้นอ่อนแอ… ให้ฉันดูแลเธอ รักเธอได้ไหม…ให้ฉันเป็นเพื่อนเธอ เมื่อเธอเหงาใจ… ไม่ต้องกลัว จะไม่ไปไหน… จะไม่ทำให้เธอเจ็บ อีกเหมือนเคย… จะดูแลอย่างดี…” เสียงกีตาร์ที่บรรเลงทำนองเพลง ‘ให้ฉันดูแลเธอ’ ของแหนม รณเดช จะหยุดลงทว่าบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกๆ และหาคำอธิบายไม่ได้ยังคงอยู่ บางอย่างเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

“แหม ยิ้มเพิ่งรู้นะคะ ว่าพี่ไนท์ก็ร้องเพลงเป็น แถมร้องเพราะเสียด้วย” ธนิษฐาพูดแก้เก้อ “นึกว่าไปเดินเล่นหาของกินเสียอีก”

“หิวหรือ… มานี่สิ พี่ซื้อขนมมาด้วย” ชายหนุ่มบอกขณะวางกีตาร์ของเขาลงข้างตัวและไม่ลืมเหลือพื้นที่ไว้เผื่อให้อีกคนนั่งด้วย “มีขนมครกของโปรดยิ้มด้วยนะ”

คนเห็นแก่กินรีบลุกมาหาของกินทันที “แล้วขนมอยู่ไหนคะ”

“อืม… ตอบคำถามพี่ก่อนแล้วจะให้กิน” หญิงสาวทำหน้ามุ่ยทันควัน “ก็ได้ๆ เห็นแก่ว่าวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของพี่ไนท์ ยิ้มจะยอมตามใจแล้วกัน แต่ก็ต้องมีขอบเขตนะ!”

“อืม… พี่สัญญาว่าจะถามแค่ครั้งเดียว แต่ยิ้มก็ต้องรับปากด้วยว่าจะตอบจากใจจริงๆ ไม่ตอบส่งๆ” อัศวินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังจนหญิงสาวอดแปลกใจไม่ได้ แต่ก็ไม่ลืมรับปาก “ก็ได้ค่ะๆ แล้วห้ามถามอะไรอีกนะ”

“ยิ้ม… รู้สึกอะไรกับพี่บ้างไหม ที่ไม่ใช่ความเป็นพี่น้อง คนรู้จักหรือเพื่อนบ้านคนหนึ่ง” วินาทีนั้นธนิษฐานิ่งค้างราวกับสมองไม่ประมวลผล

‘นี่มันคำถามอะไรกัน…’

ราวกับเขาได้ยินเสียงในใจ “งั้นเดี๋ยวพี่เล่าอะไรบางอย่างให้ฟัง”

“เมื่อหลายปีก่อนเคยมีคุณป้าท่าทางแปลกๆ ทักว่าพี่ต้องอยู่บ้านหลังนี้ทั้งชาติ ตอนแรกพี่ก็ไม่เข้าใจ… กระทั่งบ้านข้างๆ มีคนใหม่ย้ายเข้ามาอยู่ เขามีกันสามคนพ่อแม่ลูก ตั้งแต่วันนั้นพี่ก็จะได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กคนหนึ่งเสมอ พี่พยายามมองหาแต่ไม่เคยได้เห็น กระทั่งเย็นวันหนึ่งเด็กคนนั้นก็มาปรากฏตัวที่บ้านพี่ เชื่อไหมว่าตอนนั้นพี่ละสายตาจากเด็กคนนั้นแทบไม่ได้เลย…”

“หลังจากนั้นพี่ก็มักมองหาแต่เด็กคนนั้น ทั้งอยากเห็นหน้า อยากได้ยินเสียง… พี่เฝ้ามองเธอแต่เหมือนเธอไม่รู้ และคิดว่าพี่แค่ชอบแกล้งก็เท่านั้น ตอนนั้นพี่ถึงได้เข้าใจที่คุณป้าบอก เหมือนพรหมลิขิตให้พี่ต้องมาวนเวียนอยู่แต่กับเธอคนนั้นเลยว่าไหม พี่ชอบนะ… แต่ตอนนี้พี่ไม่คิดอย่างนั้นแล้ว…” อัศวินหยุดพูดพลางมองใบหน้าแดงระเรื่อของคนตรงหน้าด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ใบหน้าของชายหนุ่มค่อยๆ เคลื่อนเข้าใกล้ใบหน้าแดงระเรื่อจนห่างไม่ถึงหนึ่งไม้บรรทัด เขาจึงหยุดและพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าหนักแน่น “พี่ไม่คิดเพราะพี่รักไปแล้วต่างหาก”

“สำหรับพี่… เรียกว่า ‘รักลิขิต’ ก็คงไม่ผิด” เขาว่าสั้นๆก่อนเอ่ยถึงประเด็นสำคัญที่ยังค้างคาอยู่ “ทีนี้… ยิ้มตอบคำถามของพี่มาได้แล้ว”

หญิงสาวแทบกลั้นหายใจเมื่อเข้าใจทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้น ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คงถึงเวลาที่เธอต้องตอบคำถามข้อนั้นของคนตรงหน้าเสียที “เดิมทียิ้มสงสัยบางอย่างมาตลอดแต่ไม่เคยได้คำตอบ…กระทั่งเมื่อครู่ยิ้มก็พบว่ายิ้มได้คำตอบแล้ว… ในทุกๆ ข้อ”

“ที่พี่ไนท์ถามยิ้ม ยิ้มคิดว่า… มันก็คงเหมือนกับพี่ไนท์ ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่แต่สุดท้ายยิ้มก็เสียทีให้คนคนนั้นไปเสียแล้ว” ‘คนคนนั้น’ เริ่มออกอาการหน้าแดงเมื่อเข้าใจความนัยที่เธอสื่อ

“ยิ้ม… พี่…” อัศวินพยายามจะพูด ทว่านิ้วเรียวที่แทบวางทาบเหนือริมฝีปากทำให้เขาต้องเงียบ ธนิษฐาสบตากับชายหนุ่มก่อนเอ่ยต่ออย่างหนักแน่น “ใช่ ยิ้มชอบพี่ไนท์… และไม่แน่ว่าอาจจะรักไปแล้วด้วย พอใจหรือยังคะ… อ๊ะ! ห้ามกอดนะ ที่นี่เขตวัด” หญิงสาวรีบพูดขึ้นเมื่อวงแขนที่เคยปลอบประโลมกำลังจะรวบเธอเข้าสู่แผ่นอกกว้างของคนตรงหน้า

“ยิ้มตอบคำถามแล้ว กลับบ้านกันเถอะค่ะ ที่นี่ยุงกัดจะแย่”

“รับทราบครับคุณยิ้ม” อัศวินรับคำแล้วรีบเก็บของด้วยรอยยิ้ม

และภายในคืนนั้นเอง หญิงสาวก็ได้มอบของขวัญในวันคล้ายวันเกิดของเขาเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวหนึ่งพร้อมการ์ดอวยพร แต่สิ่งที่ทำให้คืนนั้นอัศวินแทบนอนไม่หลับไม่ใช่คำอวยพรทว่าเป็นคำลงท้ายต่างหาก

ด้วยรักและเคารพพี่ไนท์ที่แสนดี… จากรอยยิ้มของอัศวิน

ใช่ เธอพูดถูก… และนับจากนี้ ‘ธนิษฐา’ ก็จะเป็น ‘รอยยิ้ม’ ของอัศวินคนนี้ตลอดไป…

– ณฐกันยา –

 

Don`t copy text!