รักนำพา

รักนำพา

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

ในอดีต บ่อยครั้งที่ธารนึกสงสัยในใจว่าระหว่างธารกับงาน เมื่อต้องเลือกคุณจะตอบว่าอะไร ยอมรับค่ะว่าธารเคยคิดว่าคุณจะเลือกธารให้ความสำคัญกับธารก่อน แต่ตอนนี้คำตอบของมันชัดเจนโดยที่คุณไม่พูด ธารรู้แล้วว่าคุณเลือกอะไร และในเมื่องานคือชีวิตของคุณ ธารก็ขอไม่สร้างความลำบากให้คุณและชีวิตที่คุณรักอีกต่อไป ลาก่อนค่ะ…”

“คุณรัต… เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

เสียงของเขตต์ เลขาฯ คนสนิททำให้ชายหนุ่มรู้สึกตัว ว่าในตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่ มือหนาข้างหนึ่งถือปากกาคอแร้ง ส่วนอีกข้างถือเอกสารที่เพิ่งรับมา เป็นเอกสารเร่งด่วนที่ทำให้ลูกน้องต้องโผล่หน้ามาหาเขาถึงบ้านพักส่วนตัวกะทันหัน

“เปล่า ไม่มีอะไร” เขาตอบแล้วจรดปลายปากกาเป็นลายเซ็นชื่อที่อีกฝ่ายคุ้นเคยดี ธารัส อัศวนาถ “เรียบร้อยแล้ว”

เขตต์รับเอกสารคืนทว่าแววตาเคลือบแคลงยังปรากฏชัดเจน “คุณรัตไม่พอใจเรื่องคนที่มาขอพบวันนี้หรือครับ”

“นั่นก็ส่วนหนึ่ง…” ธารัสตอบเสียงเรียบขณะทอดสายตาไปยังชายหาดสีนวลซึ่งห่างออกไปไม่ไกล

อันที่จริง ทุกคนในจังหวัดเล็กๆอย่างภูเก็ตต่างก็รู้ว่า ‘เจ้าของซีบรีซรีสอร์ต’ เป็นคนเย็นชาเพียงใด มิหนำซ้ำยังรักสงบและชอบความเป็นส่วนตัว ทำให้ไม่ใคร่มีสัมพันธไมตรีกับใครนัก แม้แต่กับเหล่าเจ้าของรีสอร์ตในแถบเดียวกันก็ตาม ถึงกระนั้นใครบางคนก็ยังพาตัวเองมาพบเขาทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ แน่นอนว่ามีจำนวนหนึ่งเป็นบรรดาลูกสาวเจ้าของรีสอร์ตแห่งอื่นที่มักเข้ามาพบด้วยความบังเอิญที่เปี่ยมเจตนาของเจ้าตัว

และความจริง… ธารัสไม่ได้ไม่พอใจเรื่องนั้นอย่างที่เลขาฯ หนุ่มเข้าใจ แต่เพราะเธอเป็นสาเหตุที่ทำให้เขานึกถึงอะไรบางอย่างที่ขุ่นเคืองอารมณ์ขึ้นมา ใบหน้าที่มักนิ่งเรียบจึงแฝงความไม่พอใจในทันที กระนั้นก็ไม่ได้เผลอเสียมารยาทใช้น้ำเสียงแสดงอารมณ์ใส่อีกฝ่ายแต่อย่างใด

“ว่าแต่การประชุมเมื่อวานเป็นยังไงบ้าง” ธารัสเอ่ยถาม เพราะติดธุระที่ต่างจังหวัดกะทันหันจนไม่สามารถกลับมาร่วมประชุมกับพนักงานตามปกติได้

เขตต์เริ่มอธิบายว่าการประชุมงานประจำเดือนครั้งล่าสุดมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง เริ่มจากการปรับปรุงสภาพแวดล้อมโดยรอบรีสอร์ตที่บางส่วนยังเป็นป่ารกให้ดูดีและสะอาดตามากขึ้น ต่อมาเป็นเรื่องมาตรการควบคุมความสะอาดบริเวณชายหาดและภายในรีสอร์ต ซึ่งเป็นไปได้ด้วยดีเพราะความร่วมมือของเหล่าพนักงานและลูกค้าที่เข้าพัก และสุดท้ายคือเรื่องลาสต์ไนต์ปาร์ตี้ที่กำลังรอการประเมิน

“จากที่แต่ละฝ่ายรายงานผลให้ผมฟังแบบคร่าวๆ เห็นว่ามีแนวโน้มที่จะสามารถกระตุ้นนักท่องเที่ยวให้เข้ามาพักที่นี่ได้มากขึ้นครับ แต่เพราะเราเพิ่งจัดกิจกรรมนี้ได้เพียงสามครั้ง ซึ่งมีขึ้นเฉพาะในคืนวันเสาร์สุดท้ายของแต่ละเดือนเท่านั้น บางปัญหาที่เกิดขึ้นจึงยังไม่ได้รับการแก้ไขให้เรียบร้อยนัก แต่โดยรวมก็นับว่าเริ่มต้นได้ดีครับ”

แม้รีสอร์ตแห่งนี้จะมีขนาดเล็กกว่าที่อื่นเพราะเป็นความตั้งใจของธารัส แต่กลับควบคุมคุณภาพงานและสถานที่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทำให้เริ่มเป็นที่รู้จักในนักท่องเที่ยวที่สนใจที่พักติดทะเลแบบเรียบง่าย ไม่หรูหรา รวมถึงค่อนข้างเป็นส่วนตัว จนปัจจุบันที่นี่กลายเป็นหนึ่งในห้ารีสอร์ตน่าพักประจำภูเก็ตไปเสียแล้วทั้งที่ใช้เวลาเพียงสองปีเศษ

“อ้อ มีอีกเรื่องครับคุณรัต” เขตต์เอ่ยขึ้นขณะที่ชายหนุ่มผุดลุกจากโซฟาสีเทาและเดินไปทางประตูที่เมื่อเปิดออกก็พบวิวริมทะเลได้ง่ายดาย “เมื่อวาน คนจากเดอะทราเวลลิ่งที่จะเข้ามาสัมภาษณ์ในวันพรุ่งนี้ โทร.มาขอจองบ้านพักหนึ่งหลังพร้อมแจ้งว่านอกจากสัมภาษณ์คุณรัตแล้ว ก็ขออนุญาตเก็บภาพงานลาสต์ไนต์ในคืนวันพรุ่งนี้ด้วยครับ”

“จริงสิ… พรุ่งนี้เป็นวันศุกร์สุดท้ายของเดือนนี้พอดี” ธารัสพึมพำก่อนหันไปพูดกับเลขาฯ หนุ่มเสียงเข้ม “เตรียมการดูแลแขกให้ดี อย่าให้มีเรื่องไม่ดีเข้าหูผมเด็ดขาด”

เขตต์โค้งตัวพร้อมรับคำ กว่าจะรู้ว่าเจ้านายเดินออกจากบ้านไปแล้วก็ได้เห็นเพียงแผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวครู่เดียว ทว่าก็รับรู้ถึงอารมณ์บางอย่างที่แผ่ออกมาจากชายหนุ่ม จนอดพึมพำเสียงแผ่วไม่ได้

“ทำไมถึงรู้สึกเหมือนคุณรัตกำลังไม่พอใจอะไรบางอย่างอยู่กันนะ”

สวัสดีลูก ทำไมวันนี้ถึงโทร.มาหาแม่เร็วนัก มีเรื่องอะไรหรือเปล่า

เสียงจากปลายสายทำให้อารมณ์ขุ่นมัวมลายไปบางส่วน น้ำเสียงกล่าวตอบจึงไม่เข้มมากนัก “ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมแค่คิดถึงแม่”

อย่ามาปากหวานมารดาว่าให้ แม่รู้ทันหรอก ทราสต์กำลังคิดถึงเรื่องเก่าๆ ใช่ไหม

“รู้ทันผมจริงๆด้วย” ธารัสพูดพร้อมยิ้มมุมปาก

แม้ในความจริงเขาแสนเย็นชาเพียงใด ทว่าเมื่ออยู่กับคนในครอบครัวโดยเฉพาะมารดาที่รัก เขาก็เป็นเพียงเด็กชายที่ยิ้มง่ายและอ่อนโยนเท่านั้น ไม่มีความแข็งกระด้าง ไม่มีความหงุดหงิดใดๆ เพราะท่านเคยบอกเขาเมื่อนานมาแล้วว่าชื่อจริงของเขามีที่มาจากคำว่า ‘ไว้วางใจ’ ในภาษาอังกฤษ เพราะเขาเกิดมาจากความไว้วางใจต่อกันของบิดามารดา ดังนั้น ชื่อเล่นของชายหนุ่มจึงไม่พ้นต้องเป็นคำคำนั้น แต่กระนั้นผู้เป็นยายก็ค้านหัวชนฝาให้มีชื่อเล่นเป็นภาษาไทยเพราะท่านไม่สันทัดภาษาต่างประเทศ สุดท้ายเขาจึงมีชื่อเล่นสองชื่อคือ ‘ทราสต์’ และ ‘รัต’ ตามความพอใจของทุกๆ คนในครอบครัว

ไม่สบายใจอะไรอีกแล้วหรือ ทราสต์ถึงได้นึกถึงเรื่องนั้นอีก

“เปล่าครับ พอดีมีอะไรทำให้นึกถึงเท่านั้น” รีบตอบเพราะกลัวมารดาไม่สบายใจ “แต่พอนึกไปแล้ว… ผมไม่เข้าใจตัวเองตอนนั้นเลยจริงๆ ครับ”

เฮ้อ มันเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อคนสองคนมองกันคนละมุม มันก็มีโอกาสที่จะไม่เข้าใจกันได้ บางครั้งมันอาจทำลายความเข้าใจ ความไว้วางใจและความเชื่อใจที่มีต่อกันด้วย ถ้าทั้งคู่ยังปรับความคิดเข้าหากันได้ ความรักก็จะยังคงอยู่ ทว่าหากสุดท้ายต่างทำเป็นไม่รับรู้และดื้อดึงต่อกัน…” ปลายสายหยุดพูดครู่หนึ่งพลางถอนหายใจ ก่อนพูดต่อจบ มันก็จะเหมือนเรื่องระหว่างทราสต์กับหนูธารนั่นแหละลูก

รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อคมค่อยๆจางลง “เราเลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะครับ”

“ผมไม่อยากนึกถึงเธอคนนั้น” ผู้หญิงที่ไม่เห็นค่าความพยายามของเขา ธารัสพูดประโยคสุดท้ายในใจ “อีกอย่าง… ผมไม่อยากให้ใครมาดูถูกอีกแล้ว”

มารดาของชายหนุ่มถอนหายใจ สุดท้ายอะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด และแม่อยากบอกว่าทิฐิไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นเลยนะทราสต์ วางมันลงบ้างก็ได้ แม่อยากเห็นทราสต์มีความสุขนะลูก

เขาถอนหายใจ “ผมจะพยายามแล้วกันครับ”

หลังจากนั้น ธารัสก็ชวนมารดาคุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยจนกระทั่งผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง เขาจึงขอวางสายและเตรียมตัวต้อนรับคนจากนิตยสารท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงติดหนึ่งในห้าของประเทศไทย ชายหนุ่มได้ยินจากเขตต์ว่าทางนั้นมากันสามคน เป็นผู้หญิงสองคนและผู้ชายอีกหนึ่งคน

ชายหนุ่มมองนาฬิกาข้อมือ… ขณะนี้เป็นเวลาสิบห้านาฬิกาพอดี อีกไม่นานคณะเดินทางก็คงมาถึงรีสอร์ตของเขาแล้ว หลังจากที่สอบถามเรื่องเวลากับเลขาฯ กึ่งคนประสานงานอย่างเขตต์

ไม่ถึงสิบห้านาที ธารัสก็ได้ยินเสียงรถตู้ประจำรีสอร์ตขับเข้ามาจอดตรงส่วนหน้าประชาสัมพันธ์ที่มีเขายืนอยู่ ประตูรถเลื่อนออกก่อนร่างหนาของใครคนหนึ่งลงจากรถ ตามด้วยร่างบางในชุดจั๊มสูทสีครีมอีกสองคน ทว่าคนหนึ่งผมสั้นส่วนอีกคนผมยาวกว่ามาก ทั้งสามเดินไปรับกระเป๋าสัมภาระจากเขตต์ที่ผันตัวเป็นคนขับรถชั่วคราว จากนั้นพากันเดินรวมกลุ่มมาหาเขาด้วยรอยยิ้ม

“สวัสดีครับ ธารัสครับ” ชายหนุ่มแนะนำตัวสั้นๆ

เป็นหญิงสาวผมซอยที่เอ่ยตอบเขาก่อนใครเพื่อน “สวัสดีค่ะคุณธารัส เราเป็นคนจากนิตยสารเดอะทราเวลลิ่งค่ะ ขอแนะนำตัวหน่อยนะคะ ฉันชื่อพริมาค่ะ ส่วนคนนี้ชื่อรตา และผู้ชายคนนั้นชื่อก้องค่ะ”

หญิงสาวนามว่าพริมาผายมือบอกเขาตามลำดับ ธารัสมองตามด้วยแววตานิ่งสงบ ก่อนรับคำเมื่ออีกสองคนที่เหลือกล่าวทักทายเขาบ้าง “ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ”

“วันนี้คุณธารัสสะดวกให้เริ่มสัมภาษณ์ตั้งแต่ตอนไหนคะ”

“หลังจากพวกคุณเก็บของเสร็จก็ได้ครับ” ชายหนุ่มตอบ ทั้งสามได้ยินก็ตกลงทันที “เดี๋ยวผมจะให้พนักงานพาไปที่บ้านพักนะครับ”

เมื่อพริมา รตา และก้อง นำข้าวของไปเก็บที่บ้านพักเรียบร้อยแล้ว ก็เดินตามพนักงานคนเดิมไปยังห้องทำงานของธารัสเพื่อจะได้เริ่มสัมภาษณ์อีกฝ่าย โดยในมือของหญิงสาวทั้งสองคนมีเอกสารคนละฉบับสองฉบับ ส่วนชายหนุ่มอีกคนก็มีหน้าที่เป็นตากล้องคอยเก็บภาพนั่นเอง

“ห้องทำงานของผมไม่ค่อยกว้างมากนัก” ธารัสเอ่ยขึ้นหลังจากทั้งสามก้าวเข้าสู่ห้องทำงานของเขา “เดี๋ยวเรานั่งสัมภาษณ์ตรงโซฟานะครับ ผมคิดว่าน่าจะสะดวกที่สุดแล้ว”

ธารัสทรุดลงนั่งเป็นคนแรกตามด้วยพริมาและรตา ส่วนก้องยืนแยกออกมาเพื่อหามุมถ่ายภาพที่ถูกใจ จากนั้นรตายื่นกระดาษที่มีคำถามเกี่ยวกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้ให้เจ้าของรีสอร์ตอ่านอีกครั้ง หลังจากที่เคยอ่านฉบับร่างไปแล้วก่อนหน้านี้

ตอนนั้นเองธารัสเผลอสบสายตาของหญิงสาวที่ยื่นกระดาษให้เขา ก่อนรู้สึกแปลกใจระคนสงสัยขึ้นมาครามครัน เพราะอะไรแววตาของอีกฝ่ายถึงได้แห้งผาก ไร้ชีวิตชีวาต่างจากอีกคน ทว่าชายหนุ่มไม่ทันได้สงสัยอะไรไปมากกว่านี้เพราะพริมาเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน “งั้นเรามาเริ่มสัมภาษณ์กันดีกว่าค่ะ คุณธารัส”

คำถามแล้วคำถามเล่าเกี่ยวกับกิจการของเขาล้วนถูกเปล่งออกมาจากปากของพริมาทั้งสิ้น ตัวเขามีหน้าที่เรียบเรียงคำพูดและตอบออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนหญิงสาวอีกคนมีหน้าที่บันทึกพลางจดอะไรบางอย่างลงในกระดาษที่เตรียมมาไม่หยุด ขณะที่ตากล้องยืนเปลี่ยนมุมไปมาอย่างพอใจ

“คำถามสุดท้ายค่ะ อันนี้เป็นคำถามที่แฟนๆ เรียกร้องมายังทางนิตยสารโดยเฉพาะเลยค่ะ” พริมาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คุณธารัสคะ… ตอนนี้สถานะด้านความรักของคุณเป็นอย่างไรบ้างคะ”

“โสดครับ ผมไม่มีพันธะกับใคร” แม้จะพยายามเพียงใด เสียงที่ตอบออกไปก็ยังเข้มคล้ายหงุดหงิดอยู่ดี “อันที่จริงก็ยังไม่คิดจะสนใจใครในเร็วๆ นี้หรอกครับ ผมว่ามันยังไม่ถึงเวลา”

“โอเคค่ะ!” พริมาแทบปรบมือให้กับการสัมภาษณ์ครั้งนี้ของตัวเอง ใบหน้าของเธอที่ธารัสเห็นช่างสดใสต่างจากความเฉยชาที่แผ่ออกมาจากใครอีกคนเหลือเกิน จนเขารู้สึกว่าหากไม่ใช่เพราะเขาเคยชินกับมันมาก่อน อาจจะรู้สึกอึดอัดและไม่มีสมาธิกับการให้สัมภาษณ์ก็ได้

จะว่าไป นับตั้งแต่ตอนที่ยืนแนะนำตัวตรงส่วนหน้าประชาสัมพันธ์ รตาไม่เคยแสดงสีหน้าอื่นนอกจากความเฉยชาให้ชายหนุ่มเห็นเลยจริงๆ

“ว้าว! วิวสวยมากเลยค่ะ” พริมากล่าวขึ้นหลังจากที่เขาเดินนำมายังบริเวณชายหาดส่วนที่กำลังถูกจัดเตรียมเพื่อกิจกรรมลาสต์ไนต์ปาร์ตี้ในค่ำคืนนี้ แน่นอนว่าเลขาฯ ของเขาก็ขอปลีกตัวมาคอยควบคุมสลับช่วยงานอย่างขยันขันแข็ง

“แบบนี้แขกจะมาร่วมงานเยอะไหมครับ” ก้องหันมาถามชายหนุ่มอย่างสนใจ ธารัสครุ่นคิดอยู่ครู่เดียวก็ตอบออกมา “วันนี้น่าจะประมาณสิบกว่าคนได้”

“เริ่มตั้งแต่ตอนไหนหรือครับ”

“ประมาณหนึ่งทุ่มก็เริ่มแล้วครับ เลิกประมาณเที่ยงคืน” ชายหนุ่มตอบ “แต่ถ้ายังไม่อยากกลับบ้านพัก จะไปนั่งดื่มที่ลานหญ้าตรงนั้นก่อนก็ได้ครับ” พลางชี้นิ้วไปยังสนามหญ้าที่ประดับไฟอย่างสวยงาม นอกจากนั้นยังมีโต๊ะหินอ่อนตั้งอยู่ห้าหกชุดเพื่อรองรับแขกที่สนใจนั่งชมวิวริมทะเลยามวิกาลด้วย

“คุณธารัสคะ เดี๋ยวฉันขอพาตัวก้องไปทำหน้าที่ก่อนนะคะ รีบไปเก็บภาพกันไอ้ก้อง บรรยากาศสวยๆทั้งนั้น” พริมาไม่ว่าเปล่า เอื้อมมือมาจับแขนเพื่อนร่วมงานอย่างถือวิสาสะก่อนกึ่งลากกึ่งจูงชายร่างใหญ่กว่าตัวเองผ่านหน้าเขาไป

กว่าจะรู้ว่าถูกทิ้งไว้กับใครอีกคน อีกฝ่ายก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน “คุณธารัส ฉันมีเรื่องบางอย่างที่อยากคุยกับคุณค่ะ”

“คุณรตามีอะไรหรือครับ” ชายหนุ่มหันมาถามด้วยสีหน้าปกติ ทั้งที่รู้สึกปละหลาดใจที่อีกฝ่ายมีเรื่องอยากคุยด้วย

“คือว่า…” รตาสูดหายใจลึกคล้ายกำลังตั้งสติแล้วค่อยๆ พูดออกมา “เดิมที ที่บ้านของฉันทำรีสอร์ตขนาดกลางอยู่ค่ะ

“ตอนนั้นพวกเราทำเพราะอยากทำ จึงไม่ค่อยได้กำไรจากมันเท่าไหร่นัก ทว่านานวันเข้าก็เริ่มขาดทุนอย่างเห็นได้ชัด จนทุกคนเริ่มท้อที่จะทำมันต่อ และหลายครั้งที่คิดจะปิดกิจการลง… ทว่าฉันยังอยากรักษามันไว้ค่ะ ไม่ว่าจะเพราะตัวฉันหรือแขกที่แวะเวียนมาบ่อยๆ ตอนนี้ที่นั่นเหลือเพียงบ้านพักไม่กี่หลัง กลายเป็นรีสอร์ตขนาดเล็กอย่างที่ฉันไม่เคยคิดฝัน” หญิงสาวหยุดพูดสักครู่ ใบหน้าฉายความไม่สบายใจ นับเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นสีหน้าอื่นของอีกฝ่าย “ฉันรู้นะคะ ว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ดีนัก… แต่ช่วยแนะนำหน่อยได้ไหมคะ ว่าฉันควรทำยังไงต่อ ฉันรู้สึกมืดแปดด้าน… หาทางออกไม่เจอ”

ธารัสฟังแล้วมีสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “อันดับแรกต้องดูที่ทำเลก่อนครับ เพราะหากไม่มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์หรือจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวแล้ว ยากมากที่ทุกคนจะอยากเข้าถึงรีสอร์ตของคุณ

“ข้อต่อมาคือเรื่องการบริหารและจัดการครับ สำหรับผม… จะแบ่งงานเป็นส่วนๆ พร้อมตั้งงบประมาณไว้หนึ่งก้อนสำหรับแต่ละงาน ร่วมกันวางแผนและต้องคอยควบคุมมันให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอดี ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป รวมไปถึงการดูแลแขกที่มาพัก ไม่ว่าจะในด้านการบริการหรือให้ความช่วยเหลือ และทุกๆ อย่างก็ต้องทำอย่างพอดีเช่นกัน

“ข้อสุดท้าย… ถ้าคุณมั่นใจว่าจะทำมัน ขอให้คุณเชื่อมั่นในตัวเอง เพราะหากคุณไม่ทำแบบนั้น ต่อไปคุณจะรู้สึกลังเล ไม่แน่ใจที่จะทำต่อ นั่นจะทำให้คุณไขว้เขวและล้มลงได้ง่ายที่สุด เมื่อเจอปัญหาที่คิดไม่ออกก็ให้ตั้งสติก่อนแล้วค่อยๆ คิดหาทางแก้ไข อย่าผลีผลามใจร้อนเด็ดขาด…

“ทั้งหมดนี้เป็นเพียงคำแนะนำที่ผมสามารถบอกคุณได้เท่านั้น” ธารัสพูดพลางมองไปที่ทะเลด้วยแววตาที่ปวดใจอยู่ลึกๆ “เพราะบางทีคนเราทำบางสิ่งเหมือนกัน ทว่าพบปัญหาคนละอย่างก็ไม่สามารถแก้ไขด้วยวิธีเดียวกันได้”

“ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน… เราไม่มีทางรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างในอนาคต ทว่าเราสามารถหลีกเลี่ยงมันได้ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของอนาคต…” ธารัสพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนหันกลับมาสบตาของคนข้างตัวด้วยสีหน้าปกติ “หวังว่าคุณจะไม่ถือสาคำพูดบางอย่างของผมนะครับ และผมก็ไม่รู้ว่าที่พูดไปจะเป็นประโยชน์กับคุณมาแค่ไหน แต่ยังไงก็ขอให้คุณโชคดีครับ”

รตายังยืนนิ่งฟังชายหนุ่มพูดอย่างสงบ ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความไม่สบายใจเริ่มดูดีจนทำให้ความเฉยชาที่ปรากฏอยู่เริ่มสลายหายไป ริมฝีปากบางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มน้อยๆ ไม่ต่างจากดวงตาที่เปล่งประกายและแฝงด้วยความซึ้งใจ “ขอบคุณนะคะ สำหรับคำแนะนำดีๆ”

“ไม่เป็นไรครับ” ธารัสตอบเสียงเรียบเสร็จก็ผละไปจากจุดเดิม เขาเลือกเดินไปทางชายหาดของรีสอร์ตที่ยามนี้ไร้ผู้คน ในใจเริ่มขบคิดอะไรบางอย่างอยู่เงียบๆ ความรู้สึกสับสนอย่างประหลาดปรากฏขึ้นในใจและบังเอิญสัมผัสตะกอนสีหม่นที่ซ่อนอยู่ ทว่าน่าแปลกที่มันไม่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดเหมือนเคย

เขายืนได้สักพักใหญ่จึงได้ยินเสียงเรียกของเขตต์ที่ดังมาจากด้านหลัง

“คุณรัต… มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้หรือครับ”

“คิดอะไรเรื่อยเปื่อย” เขาตอบ “มีอะไรหรือเปล่า”

“คุณพริขอให้มาเรียกคุณรัตไปร่วมลาสต์ไนต์ปาร์ตี้ด้วยกันครับ”

ธารัสพยักหน้ารับ “อืม ไปสิ”

หลังจากนั้น เขาจึงได้นั่งร่วมวงสนทนากับพริมาและก้องที่ชวนคุยอย่างสนุกสนานโดยมีเขตต์คอยเป็นกองเสริมอยู่บ่อยครั้ง ส่วนพนักงานคนอื่นๆ ก็ทำงานพร้อมกับฟังเพลงคลอไปด้วย จะมีก็แต่ใครคนหนึ่งที่ยังคงกิริยานิ่งเฉยจนถึงตอนนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าความนิ่งเฉยนั้นดึงดูดสายตาของเขาจนแทบละห่างไม่ได้

ทั้งที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่สร้างพันธะใดที่จะมาถ่วงการทำงานในอนาคตของเขาเด็ดขาด

นาฬิกาดิจิตอลแสดงเวลาใกล้เที่ยง ทำให้ธารัสที่เพิ่งอ่านเอกสารเสร็จผุดลุกจากโต๊ะทำงานออกไปยังส่วนลานหญ้าที่กลายเป็นจุดบริการอาหารบุฟเฟต์ตั้งแต่สามปีก่อน ชายหนุ่มเดินไปหยิบจานอย่างเคยชินก่อนมองหาอาหารที่อยากทานมากที่สุดในมื้อกลางวันนี้ ครั้นมือกำลังจะคว้าทัพพีตักอาหารได้สำเร็จ เสียงของใครบางคนก็ทำให้เขาชะงักเสียก่อน

“เพิ่งรู้ว่คุณธารัสชอบผัดบรอกโคลีนะคะ”

เขาหันไปมองคนพูดที่คุ้นหน้าอย่างบอกไม่ถูก “คุณ…”

“ฉันหายไปแค่สามปี ลืมหน้ากันแล้วหรือคะ” หญิงสาวตอบขณะเดินมาตักผัดบรอกโคลีที่เขาหมายตาใส่จานให้ “ฉันชื่อรตาค่ะ”

“คุณรตาหรือครับ” ธารัสเสียกิริยาทันที เธอคนนี้คือคนเดียวกับที่เคยยืนตรงหน้าเขาที่นี่เมื่อสามปีที่แล้วหรือ “แล้วตอนนี้คุณเป็นยังไงบ้าง”

รตาแย้มยิ้มคล้ายสุขใจหนักหนา “สบายดีมากๆ ค่ะ รีสอร์ตของฉันกำลังไปได้สวยเลยค่ะ ขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำพูดดีๆ ในวันนั้นนะคะ”

ชายหนุ่มเผยยิ้มบางเบาก่อนเดินเลี่ยงไปนั่งที่โต๊ะประจำ ความรู้สึกเหมือนเขากำลังหนีอะไรสักอย่าง… มันเป็นความไม่เข้าใจหรือความกลัวกันแน่

“คุณเคยบอกเกี่ยวกับเรื่องความรักเมื่อสามปีก่อนว่ายังไม่ถึงเวลา ที่ผ่านมาคุณยังคิดแบบนั้นอยู่ไหมคะคุณธารัส” รตาเดินมานั่งลงข้างๆ แล้วถามขึ้นก่อนได้คำตอบเป็นการพยักหน้าจากเขา “ฉันไม่รู้หรอกนะคะว่าอะไรทำให้คุณยังคิดแบบนั้น แต่ฉันอยากจะบอกว่าชีวิตคนเรามันสั้น ไม่มีใครรู้จุดจบว่ามันจะเกิดอะไรและเมื่อไหร่ แบบนี้สู้ทำทุกอย่างแบบที่เราต้องการให้ไม่รู้สึกเสียดายทีหลังไม่ดีกว่าหรือคะ”

“เพราะคำพูดของคุณในวันนั้นทำให้ฉันกลายเป็นฉันอย่างทุกวันนี้ ดังนั้น ฉันจะดีใจมากถ้าทำให้ผู้มีพระคุณของฉันได้เจอกับสิ่งดีๆ เหมือนกัน”

อาจเพราะรตาไม่ได้รับคำตอบ หญิงสาวจึงตัดสินใจผุดลุกขึ้นและทำท่าจะเดินหายไป หากไม่ติดมือหนาที่กระชับข้อมือบางไว้แน่นเหลือเกิน “มีอะไรหรือคะคุณธารัส”

“เรียกว่าทราสต์ก็ได้นะ ถ้าคุณสะดวก” ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบ

“นั่นคือชื่อเล่นของคุณหรือคะ” หญิงสาวหัวเราะเบาๆ “เป็นภาษาอังกฤษเหมือนฉันเลยค่ะ…”

“ชื่อเล่นของคุณหรือ” เขาเผลอขมวดคิ้ว “จะว่าไปผมไม่เคยได้ยินเลย”

“มันออกจะน่าอายนิดหน่อยถ้าต้องบอกกับคนอื่น ฉันเลยให้เรียกชื่อจริงเสียมากกว่า”

“แล้วคุณบอกผมในฐานะผู้ช่วยเหลือได้ไหม”

ใบหน้าของหญิงแดงระเรื่อก่อนตอบเสียงเบา “ถ้าชื่อคุณแปลว่าความไว้ใจ ชื่อฉันก็แปลง่ายๆ ว่ารักค่ะ

“อ่า… วันนี้ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะแวะมาใหม่ สวัสดีค่ะ” รตาพูดจบก็เดินละลิ่วไปทางลานจอดรถที่เพิ่งสร้างใหม่ทันที ทิ้งธารัสให้มองตามอย่างขำๆ และพนักงานที่แอบมองดูอยู่ก็ต่างตกใจไปตามกันเมื่อจู่ๆ เจ้าของรีสอร์ตก็โปรยยิ้มบางเสียอย่างนั้น

“ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอกันอีก” ธารัสพึมพำก่อนตักข้าวใส่ปากอย่างพอใจ

เขาเคยคิดว่าจะไม่หาพันธะใดมาถ่วงตัวเองให้เหนื่อยล้าและท้อแท้อีก ทว่าวันนี้คนคนนั้นกลับพลิกกระดานความตั้งใจของเขาเสียยับเยิน!

ครั้งก่อนนั้น เขาใช้สมองตัดสินทุกอย่างรวมไปถึงควบคุมอารมณ์

แต่ครั้งนี้… ธารัสตั้งใจจะใช้ ‘หัวใจ’ ตัดสิน และเชื่อว่าจากประสบการณ์เก่าจะทำให้เขาตัดสินทุกอย่างได้ดีขึ้น

เป็นความตั้งใจของชายหนุ่มจริงๆ ที่จะใช้ ‘รัก’ นำพาสิ่งที่หายไปให้กลับคืนมา… หวังก็แต่ว่ามันจะไม่สายเกินไปเท่านั้นเอง

 

– ณฐกันยา –

 

Don`t copy text!