รักบันดาล

รักบันดาล

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

“หา! คำสั่งจากผู้อำนวยการ!”

เสียงหญิงสาวที่กำลังตกใจแผดลั่นทั้งชั้นทำงานจนคู่สนทนาคิดว่า เขาทำถูกแล้วที่มาบอกเรื่องนี้กับคนตรงหน้าหลังเลิกงานและไม่เหลือใครนอกจากพวกเขา “ใช่ ท่านเรียกพี่เข้าไปสั่งเองเลยนะ พูดแล้วขนลุกไม่หาย”

นริศไม่ได้พูดเกินจริงเลย เพราะปกติผู้อำนวยการไม่ใคร่อยากสนทนากับใครเท่าไหร่ ส่วนมากท่านจะสั่งงานผ่านเลขาฯ คนสนิทหรือบรรณาธิการบริหารมากกว่า ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่เพราะเกินเยียวยาก็คงเพราะเป็นกรณีพิเศษ… ซึ่งในกรณีของรจเรขนั้น เขาเดาไม่ถูกจริงๆ

“เอาน่าๆ โดนย้ายนิดๆ หน่อยๆ เอง ดีกว่าโดนไล่ออกตั้งเยอะ” นริศว่าพลางวางมือบนบ่าของรุ่นน้องสาว “แค่เปลี่ยนจากคอลัมน์ข่าวสังคมการเมืองเป็นคอลัมน์ข่าวธุรกิจไฮโซ มันไม่ยากหรอก ระดับ ‘พริ้งพร้อมธิงค์’ ไม่เกินความสามารถแน่นอน”

รจเรขถอนหายใจก่อนทรุดนั่งฟุบโต๊ะทำงานคล้ายคนหมดแรง “เฮ้อ… ไม่เห็นต่างจากไล่ออกเลย”

นั่นเพราะหญิงสาวมีความใฝ่ฝันเป็นนักเขียนคอลัมน์ข่าวสังคม กระทั่งได้รับโอกาสจากนิตยสาร ทูบีคอนท์ แห่งนี้เมื่อหนึ่งปีก่อน ทั้งที่เพิ่งจบปริญญาตรีหมาดๆ เรียกได้ว่าไม่ใช่ดวงก็ปาฏิหาริย์แล้วที่ทำให้เธอได้ทำงานที่นี่ในตำแหน่งที่รัก

แต่ใครจะคิดว่า… หนึ่งปีต่อมา ความฝันนั้นจะสลายไปในพริบตา

“แล้วท่านได้บอกเหตุผลไหมคะพี่”

นริศส่ายหน้า “ไม่เลย เรียกเข้าไปสั่งอย่างเดียว”

“เฮ้อ…” เธอถอนหายใจก่อนพึมพำเสียงเข้มทว่าแผ่วเบา “สงสัยต้องไปเยือนแดนบริหารสักหน่อยแล้วยัยพริ้ง”

รจเรขพยายามทำท่าทางปกติขณะเดินออกจากลิฟต์ในชั้นผู้บริหารยามเช้าที่ไม่ค่อยมีคน คิดในใจนับครั้งไม่ถ้วนว่าเธอเพียงแค่อยากทราบเหตุผลของเขาเท่านั้น… ไม่ได้มาหาเรื่องให้โดนไล่ออกแต่อย่างใด จะว่าไป นี่เป็นครั้งที่สองที่หญิงสาวมายืนอยู่ตรงนี้

ครั้งแรกคือเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อน ที่รจเรขเพิ่งผ่านการพิจารณาและสอบสัมภาษณ์กับบรรณาธิการของที่นี่บนชั้นนี้ วันนั้นเธอคือสาวน้อยที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ตอบคำถามทุกข้ออย่างฉะฉานจนกรรมการผู้ให้คะแนนมีสีหน้าพึงพอใจ กระทั่ง…

“เอ… คุณพริ้ง ฝ่ายคอลัมนิสต์ใช่ไหมคะ”

เสียงทักทายจากใครคนหนึ่งทำให้มาดนิ่งที่อุตส่าห์สร้างขึ้นมาถูกพังทลายไม่มีชิ้นดี “เอ่อ ใช่ค่ะ คือว่าดิฉันอยากขอพบท่านผู้อำนวยการสักหน่อย ไม่ทราบว่าท่านว่างช่วงไหนคะ”

จะว่าไป มีอีกเรื่องที่แปลกที่สุดสำหรับรจเรข… คือเธอไม่เคยเจอหน้า ‘ท่านผู้อำนวยการ’ เลยสักครั้งเดียว

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ขนาดรูปถ่ายเธอก็ไม่เคยได้เห็น… ถ้า ‘ท่าน’ รู้เรื่องนี้ มีสองทางที่จะเกิดขึ้น คือ ไม่ได้ว่าอะไรเพราะชื่นชอบความเป็นส่วนตัว… กับ… ไล่ออกทันทีเพราะไม่ใส่ใจแม้แต่หน้าตาของผู้กุมชีวิต   (การทำงาน) ของตัวเอง

‘ท่านเป็น… ผู้ชายสูงประมาณร้อยแปดสิบ หน้าตาดี มีการศึกษาแต่ดูเข้าถึงยาก เหมือนคนเงียบๆแต่รู้ทุกอย่าง พี่ว่าทางที่ดีอย่ามีเรื่องจะดีกว่า’ นั่นคือคำอธิบายถึงเขาจากรุ่นพี่อย่างนริศที่ปกติพูดจ้อที่สุดในโลก หลังจากโดนเธอหลอกถามหน้าตาย

“รอสักครู่นะคะ” อีกฝ่ายบอกก่อนเดินไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองเพื่อทำอะไรบางอย่าง ก่อนเงยหน้าบอกเธอเสียงใส “ท่านว่างแค่ช่วงเช้านี้ค่ะ หลังจากเที่ยงต้องประชุมกับกรรมการบริหารอีกยาวเลย”

รจเรขลอบถอนหายใจ “งั้นช่วยเรียนท่านตอนนี้เลยได้ไหมคะ ว่าดิฉันต้องการพบ”

“จะลองถามให้นะคะ” เธอว่าแล้วผละไปทางประตูบานใหญ่ที่เยื้องออกไปเล็กน้อย ก่อนเดินเข้าไปโดยทิ้งรจเรขให้ลุ้นอยู่เงียบๆ

ผ่านไปประมาณห้านาที อีกฝ่ายก็ออกมาพร้อมบอกเธอว่าท่านผู้อำนวยการอนุญาตให้เข้าพบแล้ว

อะไรจะมาเช้าขนาดนี้! หญิงสาวคิดว่าเธอคนนั้นถามเขาผ่านทางแอพพลิเคชันแล้วเข้าไปจัดเอกสารเท่านั้น ไม่คิดว่าเวลานี้คนที่เธอต้องการพบมาถึงแล้ว

เอาก็เอา ไม่ต้องเตรียมใจแล้ว ลุยไปเลย!

สิ่งแรกที่รจเรขเห็นหลังเปิดประตูบานใหญ่ คือด้านหลังของใครคนหนึ่งบนเก้าอี้หนังสีเทา ตรงนั้นมีโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารทว่าดูเรียบร้อย แสงสว่างจากกระจกหน้าต่างบานใหญ่ที่ทำให้บรรยากาศเมืองหลวงยามเช้าเริ่มเจิดจ้าแข่งกับแสงไฟในห้อง

กระนั้น… เธอก็ไม่เห็นหน้าค่าตาของท่านผู้อำนวยการอยู่ดี

“ขออนุญาตค่ะ ขอโทษที่ดิฉันต้องรบกวนเวลาว่างของท่านค่ะ” รจเรขไม่ลืมพูดตามมารยาท

“อืม…” เขาตอบรับในลำคอก่อนเอ่ยเสียงทุ้มออกมา “มีเรื่องอะไรถึงอยากคุยกับผมหรือ คุณพริ้งฝ่ายคอลัมนิสต์”

“หรือว่าจะเป็นเรื่องคำสั่งด่วนที่ผมฝากคุณนริศไป”

“ใช่ค่ะ” หญิงสาวตอบอย่างง่ายดาย “คือ… ดิฉันไม่ได้จะขัดคำสั่งของท่านแต่อย่างใด แต่สงสัยถึงเหตุผลที่ทำให้เกิดคำสั่งนั้นขึ้นมา”

“ดิฉันทำงานไม่ดีพอจะเป็นคอลัมนิสต์ข่าวสังคมหรือคะ มีจุดบกพร่องที่ต้องแก้ไขใช่ไหมคะ ถ้าเป็นเช่นนั้นรบกวนบอกดิฉันเถอะค่ะ ดิฉันอยากปรับปรุงตัวให้เหมาะกับงาน…” และถูกใจจนท่านให้ทำคอลัมน์เดิมต่อไป… หญิงสาวไม่ได้พูดประโยคสุดท้าย ทำเพียงคิดในใจเท่านั้น

เสียงถอนหายใจดังขึ้นก่อนเขาจะบอกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เธอคาดเดาไม่ได้ “ผมไม่สามารถบอกเหตุผลได้ แต่ผมไตร่ตรองอย่างดีแล้วก่อนจะทำอะไร

“ดังนั้น ต่อให้คุณอยากรู้เหตุผลมากเท่าไหร่ ผมก็ไม่สามารถบอกออกไปได้ ขอแค่เชื่อในการตัดสินใจของผมก็พอ… คุณไปทำงานเถอะ ผมมีเรื่องต้องคุยกับเลขาฯ สักหน่อย”

จนแล้วจนรอด รจเรขจึงไม่ได้รับคำตอบอย่างที่ใจหวัง รวมถึงไม่ได้เห็นใบหน้าของเขาทั้งที่ฟังสรรพคุณมาไม่น้อยและห่างกันไม่ถึงสองเมตรด้วย…

และในวันเดียวกัน รุ่นพี่ควบตำแหน่งหัวหน้าอย่างนริศเกือบกุมขมับ เมื่อยามสายต้องเข้ามาปรามพายุดีเปรสชันขนาดย่อมๆ จากใครบางคนให้เหลือเพียงสายลมฤดูร้อนเบาบาง กระทั่งวางใจจึงแยกตัวไปทำงานของตัวเองต่อด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อน

ทว่าเขาอดนึกสงสัยไม่ได้ เช้านี้ใครทำให้ฝ่ายคอลัมนิสต์ของเขาเกือบล่มเพราะพายุอารมณ์จากรจเรข… ใครกัน!

“เขียนแบบร่างได้ดีเลยนี่นา! เห็นไหม พี่บอกแล้วว่ามันไม่เกินความสามารถของพริ้งหรอก”

นริศเอ่ยกับคนที่ทำท่าซังกะตายบนโต๊ะทำงานของตัวเอง อีกฝ่ายฟังแล้วบ่นงึมงำไม่รู้ความ แต่ให้คนที่รู้นิสัยอีกฝ่ายดีอย่างเขาเดา คงจะเป็นคำบ่นไม่ก็คำสาปแช่ง เอ… หรือทั้งสองอย่าง

“เคยคิดถามสักคำไหมว่ากว่าจะได้ออกมาเพอร์เฟ็กต์อย่างนี้ พริ้งต้องฝ่าฟันอะไรมาบ้างฮึ!” รจเรขเงยหน้าขึ้นขึงตาใส่อีกฝ่ายพลางกัดฟันพูด “ณ จุดๆ นี้ไม่ไหวจะทนแล้วจริงๆ”

“แต่มันก็มีอภิสิทธิ์พิเศษอยู่นะ”

หญิงสาวไหวไหล่ “ถ้าเป็นเรื่องเงินเดือนเพิ่มขึ้นเพราะต้องไปซื้อข้าวของไว้ใช้ออกงานและเก็บภาพ พี่ไม่ต้องพูดนะ… ไม่อยากบ่นแล้ว เจ็บคอ!”

“ไม่ใช่นะ” นริศรีบปฏิเสธ “ที่พี่จะบอกคือ… คอลัมนิสต์ข่าวสังคมจะได้รับสิทธิ์ออกงานพร้อมผู้อำนวยการต่างหากเล่า!”

ครั้งแรกที่ฟังจากรุ่นพี่หนุ่ม หญิงสาวคิดว่าเขาพูดเล่นจึงแกล้งเออออตามน้ำไป ทั้งที่ไม่เชื่อเลยสักนิด กระทั่งเลขาฯ หน้าห้องของผู้อำนวยการโทร.มาที่โทรศัพท์ภายใน รจเรขถึงได้รู้ว่า… (บังเอิญ) ลักกี้อินเกมเป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างเธอตอนนี้อย่างไรเล่า งงในงงจนหาทางลงไม่เจอ!

“เอ่อ… มันกะทันหันไปหน่อย แต่คิดว่ามันน่าจะเหมาะกับคุณพริ้งนะคะ” เลขาฯ คนเดิมเอ่ยขึ้นพลางยื่นถุงกระดาษใบใหญ่ให้เธอ ซึ่งทำอะไรไม่ถูกและสับสนไม่น้อย “คือ… นี่เป็นเรื่องปกติหรือคะ”

มีอย่างที่ไหนบ้าง… เลขาฯ หัวหน้าโทร.มาถามสัดส่วนของพนักงานหน้าตาเฉยแล้วบอกว่าจะช่วยหาชุดใส่ไปร่วมงาน ไม่สิ… ไปทำงานมากกว่า ที่งานเปิดตัวโรงแรมแห่งหนึ่งของนักธุรกิจชื่อดังภายในสามชั่วโมงนี้ และแน่นอน… ต้องไปพร้อมกับอีกฝ่าย ซึ่งเธอหมายถึงเขาคนนั้นและเลขาฯ ของเขานั่นเอง

“ใช่ค่ะ เพียงแต่ไม่มีใครสนใจทำคอลัมน์นี้เลยทำให้มีแค่บางคนที่ทำงานมานานทราบเท่านั้น” เธอฟังคำอธิบายแสนจริงจังของอีกฝ่ายทั้งที่ในใจปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่! มันไม่ปกตินะ… และไม่มีทางปกติด้วย!

ถึงกระนั้น รจเรขก็ต้องจำยอมต่อคำสั่งนั้นด้วยการ ‘ยัด’ ตัวเองเข้าไปในชุดเดรสสีครามยาวคลุมเข่า ที่ไม่ได้โป๊หรือผิดกาลเทศะอะไร ทว่าอดคันยุบยิบๆ ตรงผ้าลูกไม้ที่ปิดบังช่วงเนินอกไปถึงต้นคอไม่ได้ และยังต้องสวมรองเท้าส้นสูงสีครีมเข้าคู่กับชุดเข้าไปด้วย งานนี้จึงเหมือนมี ‘ซินเดอเรลลา’ เกิดใหม่ด้วยเวทมนตร์ที่มีชื่อว่า ‘เงินตรา’ ของเจ้านายทันที

นี่มันเป็นเรื่องปกติจริงๆ หรือ… หญิงสาวเริ่มถามตัวเองอีกครั้ง อารมณ์ความรู้สึกเริ่มเปลี่ยนแปลง

“คุณพริ้งเสร็จหรือยังคะ”

รจเรขรู้สึกถึงความไม่มั่นใจ แต่ก็เลือกตอบอีกฝ่ายไปตามตรง “แต่งตัวเสร็จแล้วค่ะ” และใครจะรู้ว่าหลังประโยคสั้นๆ นั้น จะตามมาด้วยมหากาพย์เครื่องสำอางที่คุณเลขาฯ คนดีขนเข้ามาให้เธอสารพัดจนตาลาย ไม่เพียงเท่านั้น มือของฝ่ายนั้นยังยื่นมาแต่งแต้มใบหน้าของเธอด้วยแววตาชอบใจ ก่อนถอยออกไปเมื่อคิดว่ามันคงดีกว่าสภาพปกติแล้ว

“มันจำเป็นต้องขนาดนี้เลยหรือคะ” รจเรขถามขึ้นเสียงเรียบ พยายามซ่อนความคุกรุ่นในใจให้มิดชิด

เลขาฯ สาวพยักหน้าพร้อมยิ้มพราย “ได้เวลาไปพบผู้อำนวยการแล้วค่ะคุณพริ้ง”

“หนูขออนุญาตรับสายโทรศัพท์จากทางบ้านสักครู่… จะได้ไหมคะ” รจเรขเอ่ยขึ้นเมื่อรู้สึกถึงการสั่นเป็นจังหวะพิเศษของโทรศัพท์ในกระเป๋าสะพาย ซึ่งมีเพียงไม่กี่หมายเลขเท่านั้นที่จะได้รับสิทธิ์นั้น

“ไม่เป็นไร อีกอย่างใกล้จะสัมภาษณ์เสร็จแล้วด้วย” บรรณาธิการอาวุโสเอ่ยอย่างเข้าใจก่อนหมุนเก้าอี้หันหลังให้หญิงสาว ตามด้วยกรรมการสัมภาษณ์คนอื่นๆ ระหว่างนั้นพวกเขาก็ทำทีหยิบเอกสารที่เธอเตรียมมาอ่านรอเวลาและทำให้เธอไม่รู้สึกกดดันมากนัก

สุดท้าย รจเรขก็หยิบมันมากดรับสายและยกขึ้นแนบหู “ที่บ้านมีอะไรด่วนหรือคะ”

ระหว่างนั้น เธอไม่ได้สังเกตรอบตัวเลยเพราะกำลังใส่ใจกับสายสำคัญ ทำให้ไม่ได้เห็นแววตาสงสัยที่มองมายังเธอจากห้องข้างๆ ซึ่งมีผนังเป็นกระจก เจ้าของดวงตาคู่นั้นมองอากัปกิริยาที่ทั้งตั้งใจและเผลอไผลของ ‘ว่าที่ลูกน้อง’ ไม่วางตา ก่อนรู้สึกแปลกใจระคนตกใจที่อยู่ๆ หญิงสาวก็ร้องไห้ออกมา

ถึงแม้ตัวเขาจะไม่ได้อยู่ในห้องนั้น ก็ใช่ว่าจะไม่ได้ยินเสียงของเธอคุยกับปลายสายเสียทีเดียว เพียงแต่ต้องตั้งใจเพ่งสมาธิไปที่การได้ยินให้เต็มที่เท่านั้น นั่นเองทำให้ชายหนุ่มได้ยินเสียงแผ่วๆ ของเธอชัดเจน

“ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้คะ!

“พริ้งใจเย็นไม่ไหวหรอกค่ะ ขอเวลาพริ้งสักครึ่งชั่วโมงนะคะ แล้วเราค่อยคุยกันตรงๆ

“ถ้ามีอะไรเพิ่มเติม รบกวนส่งเป็นข้อความมาแทนนะคะ คงไม่สะดวกรับโทรศัพท์ แล้วจะตอบให้เร็วที่สุดค่ะ

“โอเคค่ะ สวัสดีค่ะ…”

รจเรขวางสายด้วยท่าทางเหนื่อยล้า ผิดกับตอนแรกที่เขาเห็นความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว พร้อมฝ่าฟันทุกอย่างเพื่อไปถึงจุดหมายในใจ กระนั้นก็เคารพกติกาของคนอื่นเช่นกัน… ทั้งหมดนั่นในแววตาของเธอ

น่าแปลกที่เพียงเขามองจากตรงนี้ ก็เหมือนรู้จักตัวตนของหญิงสาวได้อย่างง่ายดาย แม้ว่าลึกๆแล้วก็ยังรู้สึกให้ลึกซึ้งมากกว่านี้ แต่ในฐานะคนที่ทำได้แค่มอง เขาจึงได้แต่ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป

“หนูขอโทษนะคะ… แต่ตอนนี้ที่บ้านของหนูกำลังมีปัญหาด่วนมากๆ หนูขออนุญาตลาตรงนี้แล้วก่อนนะคะ ขอโทษที่ทำให้ต้องเสียเวลามาสัมภาษณ์หนูด้วยค่ะ ขอลานะคะ… สวัสดีค่ะ” หญิงสาวกล่าวจบก็ลุกขึ้นวิ่งออกจากห้องไปทันที ก่อนประสานสายตาเข้ากับใครบางคนในชุดสูทสีควันบุหรี่ ทว่าภาวะเร่งรีบทำให้เธอไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก รจเรขค้อมศีรษะเชิงเคารพระคนขอตัวแล้วรีบเดินกึ่งวิ่งไปที่ลิฟต์ทันที

ชายหนุ่มมองตามเธอจนลับตา มือหนาล้วงหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมากดโทร.ออกหาเลขาฯ ส่วนตัวทันที “คุณกลับขึ้นมาจากไปเอาเอกสารที่รถหรือยัง… ดี ช่วยเดินไปบอกคนขับรถของผมหน่อย ให้ไปรับผู้หญิงใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกระโปรงสีดำตรงหน้าบริษัท เอิ่ม… น่าจะใช่ บอกเขาให้พาเธอไปยังที่ที่เธอต้องการ ส่งให้ถึงที่แล้วค่อยกลับมา… ผมฝากด้วย ขอบคุณ”

ชายหนุ่มไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เขาหยิบยื่นให้จะเป็นโอกาสดีสำหรับเธอหรือไม่ เขารู้เพียงว่าต้องทำอะไรสักอย่าง… ต้องช่วยเธอ ทั้งที่ไม่มีเหตุผลใดรองรับการกระทำเหล่านั้นของเขาเลยสักอย่าง

ทว่าน่าประหลาดเมื่อหลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง คนขับรถก็โทร.มาแจ้งเขาว่ากำลังวนรถกลับไปที่บริษัท… เขารู้สึกดีจนบอกไม่ถูก และไม่สามารถหาคำอธิบายใดมาเป็นเหตุผลของมัน

กระทั่งตอนนี้เขาก็ยังสงสัย… ว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้ ‘อรันธ์ อัศวเมธ’ ต้องพยายามช่วยสาวน้อยคนนั้นให้ได้

“คุณพริ้งเรียบร้อยแล้วค่ะคุณเลิศ”

เสียงเลขาฯ จากด้านหลังดึงสติของ ‘คุณเลิศ’ หรืออรันธ์ที่กำลังนึกย้อนถึงอดีตได้ชะงัด แต่ชายหนุ่มไม่ได้หันกลับไปมองคนเรียกในทันที เพราะดวงตาคู่คมเริ่มจับจ้องเงาสะท้อนแสนเลือนรางบนกระจก เป็นร่างบางของใครคนหนึ่งที่เขาตั้งใจให้เธอมางานนี้ ทุกๆ อย่างเข้ากับเธอได้ดีอย่างที่เขาคิดจริงๆ

“ผมพร้อมแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ “เราเข้าไปในงานเลยดีกว่า”

พูดจบก็เดินนำหญิงสาวทั้งสองลงไปยังโถงกว้างที่ประดับประดาด้วยของหรูหรา แขกในงานส่วนมากเป็นคนดังจากวงการต่างๆ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีสถานะเหมือนรจเรขและเลขาฯ ของเขา ทว่าคนหนึ่งมีสถานะที่แจ่มแจ้ง ส่วนอีกคนหนึ่งกลับดูครุมเครือ… ทว่าวันนี้ชายหนุ่มตั้งใจจะให้มันชัดเจนเสียที

เพราะวันนี้อรันธ์รู้คำตอบของสิ่งที่สงสัยมาตลอดหนึ่งปีแล้ว… แม้มันจะไม่คาดฝันก็ตาม

“คุณพริ้งคะๆ” หญิงสาวที่เขาลอบมองหันตามเสียงเรียก เลขาฯ ของเขานั่นเอง “คือ… เดี๋ยวคุณพริ้งต้องถ่ายรูปในงานลงคอลัมน์ด้วยนะคะ พอดีลืมแจ้งทางคุณพริ้งไปเสียสนิทเลย ขอโทษนะคะ”

แววตาของรจเรขฉายความตกใจระคนเป็นกังวล “พริ้งก็ลืมโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าสะพายบนรถด้วยค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้น…”

“เอาแบบนี้ดีกว่าค่ะ… เดี๋ยวคุณพริ้งคอยเก็บข้อมูลภายในงาน ส่วนเรื่องรูปประกอบคอลัมน์ ฉันจะเป็นคนจัดการให้เองค่ะ” เลขาฯ ของชายหนุ่มว่าพร้อมรอยยิ้มก่อนหันมาทางเขาพร้อมส่งแววตาแสร้งขอโทษมาให้ “ฝากคุณเลิศดูแลคุณพริ้งด้วยนะคะ ฉันขอโทษค่ะที่ทำงานสะเพร่า”

“อืม…” เจ้านายหนุ่มรับคำในลำคอ “เธอไปจัดการตามที่เห็นสมควรแล้วกัน”

“งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะคุณเลิศ คุณพริ้ง”

อรันธ์รอกระทั่งเลขาฯ เดินหายไปกับแขกในงาน จึงหันตัวเข้าหาหญิงสาวที่ยืนทำสีหน้าไม่ถูกพร้อมก้มหน้างุด เหมือนประหม่าก็ไม่ใช่ จะว่ากลัวก็ไม่เชิง “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”

“คือ… ดิฉันไม่ค่อยชอบที่ที่มีคนมากๆ รู้สึกอึดอัดเหมือนหายใจไม่คล่อง” หญิงสาวในชุดเดรสสีครามซึ่งเข้ากับทักซิโด้สีน้ำเงินเข้มของเขาเริ่มอธิบาย “ดิฉันมีปมเกี่ยวกับสถานที่แบบนี้นิดหน่อยค่ะ”

เท่าที่เขารู้ เมื่อหนึ่งปีก่อน รจเรขให้คนขับรถของเขาพาไปที่โรงพยาบาลชานเมือง ไม่แน่ว่าที่นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้

“งั้นคุณพริ้งก็แค่ต้องสนใจผม ไม่ต้องสนใจคนอื่นๆ ถ้าเป็นแบบนั้นคุณพริ้งอาจจะลืมเลือนพวกเขาไปได้บ้าง” ผู้อำนวยการลอบยิ้มมุมปากเมื่อเห็นคิ้วบางเริ่มคลายออกจากกัน “เริ่มจาก… เงยหน้าขึ้นมองผมก่อน”

เขาได้ยินเสียงถอนหายใจดังขึ้นก่อนใบหน้าของอีกฝ่ายจะยอมทำตามที่บอก เผยให้เห็นใบหน้าเรียวที่ทาเครื่องสำอางเบาบางแต่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าปกติ ผู้อำนวยการหนุ่มต้องเปลี่ยนไปจับจ้องนัยน์ตาของเธอแน่นิ่งแทน กระทั่งเห็นความตกใจระคนประหลาดใจ จึงเอ่ยถามทั้งที่พอคาดเดาได้ว่าทำไม “มีอะไรหรือ ใบหน้าของผมมีอะไรแปลกไป”

“เปล่าค่ะ” เธอส่ายหน้า “เหมือนดิฉันเคยพบคุณมาก่อน”

“คงเป็นอย่างนั้น” มีเพียงเขาเท่านั้นหรือที่จำได้ว่าพวกเขาเคยเจอกันมาเลย แม้ตอนนั้นจะไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันก็เถอะ… ชายหนุ่มคิด “บางครั้งคนเราก็มีความรู้สึกที่ต่างไปจากปกติเมื่อพบสิ่งสิ่งหนึ่ง”

“อย่างนั้นหรือคะ” คล้ายรจเรขเริ่มเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด “มันฟังดูวิเศษดีนะคะ”

“เอ่อ… ดิฉันคิดว่าควรเริ่มทำงานได้แล้ว ไม่เช่นนั้นคอลัมน์ข่าวธุรกิจแรกของดิฉันคงไม่สมบูรณ์นัก หากขาดการเข้าถึง” หญิงสาวบอกก่อนผละจากไปยังหน้าเวทีที่กำลังซักซ้อมพิธีการเล็กน้อย อรันธ์มองตามร่างบางแล้วเดินตามไปช้าๆ ในเมื่อเธอมากับเขา ก็ควรอยู่ในสายตาของเขาไม่ใช่หรือ

ความจริง… หญิงสาวก็อยู่ในสายตาของเขามาตลอด เพียงแต่เธอไม่รู้และเขาไม่ต้องการบอก

ชายหนุ่มยิ้มบางก่อนพึมพำ “ถ้าคุณรู้เหตุผลของผมในทุกการกระทำ คุณไม่มีทางให้ผมวุ่นวายกับชีวิตของคุณอีกแน่…”

“เป็นคุณใช่ไหมที่เขียนคอลัมน์บ้าๆ นั่น!”

เสียงใครคนหนึ่งพูดกระชากเสียง ทำให้รจเรขที่กำลังยืนมองเวทีอยู่สงสัยขึ้นมาครามครัน กระทั่งหันมองคนพูดจึงเริ่มเข้าใจ “อ้อ… สวัสดีค่ะ”

เขาเป็นนักธุรกิจที่มีประเด็นพัวพันกับยาเสพติด บ้างก็ว่าเป็นเครือข่ายใหญ่คนหนึ่ง บ้างก็ว่ารับของมาจัดการต่อ แต่ที่แน่ๆ คือเขามีส่วนเกี่ยวข้องจริง ทำให้หญิงสาวนำความสงสัยระคนกระหายความจริงมาเขียนเรียบเรียงในคอลัมน์ล่าสุด… ซึ่งหมายถึงงานสุดท้ายในฐานะคอลัมนิสต์ข่าวสังคมด้วย

“หากหมายถึงคอลัมน์ข่าวสังคมของทูบีคอนท์ก็ใช่ค่ะ เป็นดิฉันเอง”

“คุณทำให้ผมเสียหายมากแค่ไหนรู้ตัวไหม” เขาเค้นเสียงพร้อมจ้องหน้าเธอเขม็ง คล้ายอยากฆ่าให้ตายเพราะดันรู้เรื่องลับเข้า “ผมฟ้องคุณได้นะ สำหรับบทความที่ไม่เป็นจริงอย่างนั้น”

“เอ๊ะ! นี่คุณ…” ไม่ทันที่รจเรขจะได้โต้ตอบด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ก็มีใครบางคนเอื้อมมือมาสัมผัสไหล่บางผ่านผ้าลูกไม้ หญิงสาวพบว่าเป็นหัวหน้า ไม่สิ… ผู้อำนวยการนั่นเอง “คุณอรันธ์…”

ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มอีกคนที่กำลังคุกรุ่นก็เหมือนสงบลงไปด้วยเมื่อเห็นสีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาวาวโรจน์ที่รจเรขไม่มีโอกาสได้เห็นเพราะอยู่ด้านข้าง อีกฝ่ายชักเท้าถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว “คุณ… อรันธ์ อัศวเมธ”

“มีปัญหาอะไรกันหรือครับ”

“ผม… ก็แค่มาพูดกับคอลัมนิสต์ของคุณเท่านั้น ว่าบางอย่างในบทความของเธอไม่เหมาะสมเท่าไหร่ อ่า… ยังไงผมขอตัวก่อนนะครับ” อีกฝ่ายพูดจบก็รีบผละจากไป ทิ้งรจเรขไว้กับสัมผัสอุ่นจากชายหนุ่มที่มีศักดิ์เป็นหัวหน้าตรงไหล่บาง ผ่านไปครู่หนึ่งอรันธ์ก็ลดมือลง

ตอนนั้นเอง รจเรขเหมือนเห็นสาเหตุที่แท้จริงของการย้ายเธอออกจากคอลัมน์ข่าวสังคม “เพราะแบบนี้หรือเปล่าคะ ดิฉันจึงต้องไปทำคอลัมน์ข่าวธุรกิจแทน”

ชายหนุ่มไม่ตอบเพียงแต่มองหน้าเธอนิ่ง “เลขาฯ ของผมบอกให้ผมดูแลคุณ จำได้ไหม แล้วเดินมาคนเดียวแบบนี้ได้ยังไง” น้ำเสียงที่เขาพูดครั้งนี้เจือตำหนิไม่น้อย “ต่อไปห้ามเดินห่างจากผมเด็ดขาด”

เพียงพริบตาที่เธอเห็นความเป็นห่วงฉายชัดในดวงตาของอีกฝ่าย ก่อนมันจะจางหายไปและเปลี่ยนเป็นไม่พอใจ “เดี๋ยวผมพาคุณเดินในงานนี้เอง จะได้ไม่ต้องเจอเหตุการณ์อย่างเมื่อครู่อีก”

น่าประหลาดที่เธอรู้สึกว่ามันเป็นความตั้งใจของเขา… ทุกๆ อย่างคล้ายมีเขาควบคุมอยู่ กระนั้นรจเรขก็เชื่อมั่นในผู้อำนวยการหนุ่มว่าเขาจะไม่ทำให้ลูกน้องตัวเล็กๆ อย่างเธอเจออันตรายอีก เดี๋ยวขาดคนทำงานให้ ท่านคงจะยุ่งและหัวเสียน่าดู…

“คิดอะไรอยู่… คุณพริ้ง”

“เปล่าค่ะ…” เธอรีบปฏิเสธ “ขอบคุณนะคะสำหรับเมื่อครู่นี้”

เขาหันมองเธอก่อนพูดอะไรแปลกๆ ออกมา แล้วผละไปอย่างรวดเร็ว จนรจเรขเดินตามแทบไม่ทันด้วยความตกใจ

“ผมทำให้คุณมากกว่านี้… และจะทำให้ได้มากกว่านี้ถ้าคุณยอมเปิดใจ ว่าผมเป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ใช่คนในตำแหน่งที่คุณต้องคอยตามใจ หวังว่าคุณพริ้งจะเข้าใจที่ผมพูด”

ในขณะที่หญิงสาวกำลังหัวหมุนกับท่าทางของอรันธ์ ตัวเขาเองก็สงสัยขึ้นมาเช่นกันถึงเหตุผลที่ทำมันลงไป ก่อนจะยิ้มบางเบาเมื่อเริ่มเข้าใจ

เป็นความรู้สึกของเขา ที่สั่งให้ทำโดยไม่ได้คิดเหมือนถูกอะไรบันดาลให้กระทำ… และเขาคงต้องเป็นแบบนี้ต่อไปแน่นอน… หากยังมีเธออยู่ใกล้ๆ

เขาถอนหายใจแล้วพึมพำไม่ให้คนข้างหลังได้ยิน “ตำนานสมภารกินไก่วัดของทูบีคอนท์มีขึ้นมาจริงๆ แล้วสินะ…”

โอเค…เขายอมทุกอย่างแล้ว

ที่เหลือก็สุดแท้แต่ ‘รัก’ จะบันดาลแล้วกัน

Don`t copy text!