อนธการ

อนธการ

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

ดวงตาสว่างโรจน์ส่องแสงสีเหลืองอยู่ในความมืด อาบไล้โลหะโดยรอบจนเกิดประกายระยับ ใบหน้าของอีกฝ่ายคล้ายมนุษย์ หากแต่เป็นสีเทาซีดด้วยโลหะเก่าผุซึ่งเป็นวัสดุสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในดินแดนรกร้าง แขนและขาที่มีลักษณะเดียวกันเริ่มขยับ ส่งเสียงดัง ‘เอี๊ยดอ๊าด’ สะท้อนอยู่ในความมืดของห้องปิดทึบ เสียงลมถูกปล่อยออกจากซี่โลหะบนใบหน้าดังขึ้นเป็นจังหวะ ฟังดูแหบแห้ง ราวกับเป็นเสียงหายใจเฮือกสุดท้ายของสิ่งมีชีวิตที่กำลังจะสิ้นลม

พลังงานสำรองหมดไปเมื่อวันก่อน พร้อมกับไฟฉายอันเป็นอุปกรณ์สุดท้ายที่ช่วยให้ผมมองเห็น…ทันทีที่แสงสว่างถูกส่งออกมาจากดวงตาอิเล็กทรอนิกส์คู่นั้น สิ่งที่ไม่เคยปรากฏออกมาเป็นระยะเวลานานถึงสองปีก็เกิดขึ้น…

…นั่นคือรอยยิ้มของผม

รอยยิ้มที่เหือดหายไปเมื่อสองปีก่อน ตอนที่รัฐบาลจากทั่วโลกประกาศอย่างเป็นทางการว่าดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่มนุษย์อาศัยอยู่กำลังจะล่มสลาย พิษร้ายกระจายไปทั่วชั้นบรรยากาศเนื่องจากอาวุธสงครามที่นำเอากัมมันตรังสีชนิดร้ายแรงมาใช้เป็นส่วนประกอบ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สี่สิ้นสุดลง…ดวงเคราะห์ที่เคยอุดมสมบูรณ์มาเป็นเวลากว่าพันล้านปีก็มาถึงคราวอวสาน สิ่งมีชีวิตนับล้านสูญพันธุ์ แน่นอนว่า ‘สัตว์ประเสริฐ’ สุดโง่เขลาผู้เป็นสาเหตุของความหายนะไม่ใช่หนึ่งในนั้น

ในที่สุด ดูเหมือนมนุษย์จะเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่อยู่รอดและได้เห็นจุดจบของดาวเคราะห์ที่น่าสงสาร แม้แต่แมลงสาบหรือแบคทีเรียก็ยังพ่ายแพ้ต่อสภาพอากาศที่เลวร้าย ผิดกับสิ่งมีชีวิตที่ได้รับพรสวรรค์เป็นมันสมองเหนือธรรมชาติ ซึ่งสามารถประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีอันเหลือเชื่อและดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อให้มีชีวิตรอด

น่าขันโดยแท้…ทั้งที่พวกเราเป็นต้นเหตุแห่งความมวิบัติ แต่เวรกรรมก็ไม่อาจตามสนองมนุษย์ได้อย่างที่ควรจะเป็น ในพุทธศักราช ๒๙๘๗…ปีที่ผมอายุครบสามสิบปีบริบูรณ์ ก็มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะมีการย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ ดาวเคราะห์ที่ถูกเลือกคือดาวที่อยู่ห่างจากกาแล็กซีของเราหลายล้านปีแสง คาดว่าจะใช้เวลาเดินทางนับศตวรรษด้วยยานอวกาศขนาดยักษ์ที่นักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิสร้างขึ้น ปัญหาเพียงอย่างเดียวคือยานลำนั้นบรรจุคนได้น้อยนิด พวกที่ได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่คืออภิมหาเศรษฐีและผู้นำประเทศมหาอำนาจ ทิ้งประชาชนนับล้านไว้ในดาวเคราะห์ที่กำลังจะตาย…จนกระทั่งตอนนี้

ผมกับลูกเป็นหนึ่งในผู้ถูกทิ้ง เราอาศัยอยู่ในบ้านเก่าของเรา…บ้านใต้ดินที่ฝังตัวอยู่ในภูเขา โดยมีชุดและหน้ากากกันรังสีครบครัน อาหารและน้ำทำจากแคปซูล และต้องใช้อย่างประหยัด

มนุษย์ดำเนินชีวิตแบบนี้มาเป็นเวลากว่าสองร้อยปี ก่อนที่จะมีการย้ายถิ่นฐานเกิดขึ้นเสียอีก เราเดินไปไหนมาไหนด้วยการใส่ชุดป้องกันและหน้ากากออกซิเจน…หลบซ่อนจากภัยธรรมชาติในบ้านที่ฝังตัวอยู่ในหิน ทว่าในช่วงสิบถึงยี่สิบปีมานี้ ภัยธรรมชาติเหล่านั้นดูจะทวีความรุนแรงมากขึ้น จนเทคโนโลยีปัจจุบันไม่สามารถแก้ปัญหา

ผมหวนคิดถึงภาพที่เคยเห็น…ภาพของโลกใบนี้เมื่อสี่ร้อยถึงห้าร้อยปีก่อน มันไม่ต่างอะไรกับสรวงสวรรค์ สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถขยับซึ่งคนในยุคนั้นเรียกว่า ‘ต้นไม้’ กระจายอยู่ทั่วบริเวณ ในตอนนี้…‘ต้นไม้’ กลับกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปจากโลก มีให้เด็กรุ่นหลังชื่นชมผ่านภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่เท่านั้น

คนในยุคนั้นจะรู้สึกอย่างไรนะ…เมื่อเดินออกจากบ้านตัวเปล่าแล้วเหยียบลงบนพื้นหญ้าเขียวชอุ่ม สัมผัสกลิ่นหอมของดอกไม้และเสียงสัตว์ปีก (ที่คนในยุคนั้นเรียกว่า ‘นก’) ร้องเจื้อยแจ้ว พอมาเทียบกับยุคสมัยของผม…หากเราเดินออกจากบ้านตัวเปล่า สิ่งเดียวที่สัมผัสคงเป็นหินแข็งและความร้อนที่แผดเผา ไม่ทันได้ดมกลิ่นหรือได้ยินสิ่งใด เพราะร่างกายของเราจะมอดไหม้เป็นจุณภายในเวลาชั่วพริบตา

…ลูกสาวของผมคือหนึ่งในนั้น ผมออกจากบ้านไปพร้อมกับลูกโดยไม่รู้เลยว่าชุดป้องกันที่ลูกสวมอยู่นั้นเสีย เสียงสุดท้ายที่ผมได้ยินคือเสียงกรีดร้องโหยหวน ตามด้วยเศษขี้เถ้าไหม้เกรียมที่ฟุ้งตลบ ตัดกับท้องฟ้าสีแดงฉานราวกับนรกอเวจี นั่นคือวันแรกที่รอยยิ้มของผมเหือดหายไปจากใบหน้า

เสียงขยับของโลหะปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์ ครั้นหันไปมองก็พบว่าเจ้าของดวงตาสีเหลืองกำลังชันตัวลุกขึ้นช้าๆ เป็นจังหวะเดียวกับที่ห้องทำงานของผมสั่นสะเทือน พายุมรณะคงกำลังเคลื่อนผ่านภูเขาที่ผมอยู่ ตามด้วยเสียงสัญญาณเตือนที่ดังติดต่อกันมาเป็นเวลานานนับเดือน…เสียงสัญญาณที่บอกว่าแคปซูลน้ำและอาหาร รวมถึงแก๊สออกซิเจนที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดกำลังจะหมดลง

ใช่…‘พวกมัน’ ทิ้งเราไว้ในดาวที่กำลังล่มสลาย…ทิ้งไว้พร้อมอาหารและน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ไม่เกินห้าปี ชีวิตสุดท้ายบนดาวเคราะห์ดวงนี้ก็จะดับสลายอย่างไม่มีวันหวนคืน ในขณะที่กลุ่มคนบนยานอวกาศลำนั้นได้ไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบายที่โลกใบใหม่

“คุณ…คุณ…คือ..ผู้…สร้าง…”

เสียงแหบแห้งดังขึ้น พร้อมกับร่างโลหะที่เคลื่อนเข้ามาหา แม้จะอยู่ท่ามกลางแสงสลัว แต่ผมก็สามารถมองเห็นโครงร่างอ่อนแอที่เกิดจากการประกอบอย่างลวกๆ ได้อย่างชัดเจน เขาถูกประกอบขึ้นโดยวัสดุเหลือทิ้ง…สิ่งเดียวที่ผมหาได้ในดินแดนมรณะที่เต็มไปด้วยเศษซากอารยธรรม นับเป็นงานที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในชีวิตช่างทำหุ่นยนต์มือสมัครเล่นคนหนึ่ง

“ใช่ ฉันคือผู้สร้าง”

ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตารื้นน้ำขณะนึกสะท้อนใจว่าตนเองก็เป็นผู้ถูกทิ้ง ไม่ต่างจากหุ่นยนต์ตรงหน้าที่ถูกสร้างขึ้นจากเศษซากโกโรโกโส

“ผม…ชื่อ…”

“นายชื่ออนธการ

ผมบอกชื่อเดียวที่คิดได้ให้อีกฝ่ายรู้ ผมสร้างอนธการขึ้นมาภายในความมืดของบ้านใต้ภูเขา…สร้างขึ้นมาท่ามกลางจิตใจที่มืดหม่น สิ้นหวังและโกรธเกรี้ยว ด้วยเหตุนี้  อนธการจึงแตกต่างจากหุ่นยนต์ตัวอื่น เขาไม่ได้มีจิตใจเสมือนผู้สร้างอย่างที่ควรจะเป็น

ตามปกติ…ในยุคสองถึงสามร้อยปีให้หลัง มนุษย์นิยมใส่เศษเสี้ยวสมองและความรู้สึกลงในหุ่นยนต์ที่ตนเองสร้าง ก่อกำเนิดเครื่องจักรที่เห็นแก่ตัวและมีความนึกคิดเหมือนคนเราทุกประการ ในที่สุด หุ่นยนต์เหล่านั้นก็เป็นฝ่ายแย่งชิงพื้นที่ในยานอวกาศลำนั้น และปล่อยให้คนนับล้านติดอยู่ในดาวมรณะดวงนี้…

อนธการเป็นมากกว่าแค่เครื่องจักรที่เลียนแบบมนุษย์ เขามีความคิดเป็นของตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาเศษเสี้ยวสมองของผม นี่คือสิ่งที่ผมอุทิศทั้งชีวิตเพื่อวิจัยและค้นคว้ามาเป็นเวลานาน…จิตใจที่บริสุทธิ์ มีความรู้สึกผิดชอบ ต่างจากจิตใจของมนุษย์ที่มืดหม่นและเห็นแก่ตัวกว่าสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ผมสร้างอนธการขึ้นมาเพื่อหวังจะมอบหนทางให้กลุ่มมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด

…แม้ว่าผมจะไม่มีโอกาสได้เห็นความสำเร็จนั้นก็ตามที

อากาศที่ถูกปล่อยออกจากท่อบนผนังเริ่มติดๆ ขัดๆ บ่งบอกว่าเรื่องร้ายที่สัญญาณร้องเตือนมาตลอดหนึ่งเดือนกำลังจะเกิดขึ้น ชั่ววินาทีนั้น อนธการก็หันมาหาผมแล้วเอ่ยถาม ใบหน้าแสดงความหวาดกลัวไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป

“คุณ…ผู้…สร้าง…คุณ…จะ…ตาย…”

“ใช่ ฉันกำลังจะตาย”

ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก อากาศกำลังจะหมดลงอย่างสิ้นเชิง ผมทรุดลงไปกองกับพื้นพร้อมหอบหายใจถี่รัว แผ่นดินรอบข้างยังคงสั่นสะเทือนและส่งเสียงครืนครั่นราวกับกำลังต้อนรับดวงวิญญาณที่กำลังจะหลุดลอยออกจากร่าง

ผมยื่นหลอดแก้วที่เก็บไว้ในเสื้อคลุมให้อนธการ เขารับมันไว้อย่างเบามือ ดวงตาสีเหลืองนวลกะพริบไปมาราวกับกำลังพิจารณาสิ่งที่อยู่ในหลอดแก้วใบนั้น

“มันคือเมล็ดพืช”

ผมบอกพลางคลี่ยิ้ม มองเมล็ดทรงกลมสีน้ำตาลที่กลิ้งไปมาอยู่ในของเหลวสีใส…เมล็ดพันธุ์สุดท้ายที่ยังหลงเหลือ ผมได้มันมาจากซากปรักหักพังของอาคารขนาดยักษ์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์วิจัยของนักพฤกษศาสตร์ ต้นไม้ต้นสุดท้ายบนโลกอยู่ในมือของอนธการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“มะ…เล็ด…พืช…”

หุ่นยนต์ทวนคำอย่างสงสัย ตอนนั้นเอง ผมก็ยื่นแท่งเก็บข้อมูลขนาดกะทัดรัดให้เขา อนธการรับมันมาแล้วเสียบเข้าที่ด้านหลังศีรษะของตนอย่างรู้หน้าที่

“มันคือแผนที่…ที่ที่นายต้องไปทำภารกิจให้สำเร็จ”

ผมบอกเสียงสั่นพลางนึกถึงสถานที่นั้น…ขั้วโลกใต้ สถานที่ที่ได้รับผลกระทบจากหายนะครั้งนี้น้อยที่สุด ผมไม่สามารถไปได้ด้วยตนเองเพราะชุดป้องกันไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อเดินทางไกลขนาดนั้น

“มีมนุษย์กลุ่มหนึ่งหลบซ่อนอยู่ที่นั่น ไปหาพวกเขา แล้วเอาสิ่งนี้ให้พวกเขาดู” ชั่ววินาทีนั้น…ผมรู้ทันทีว่าวาระสุดท้ายของชีวิตได้เดินทางมาถึง ภาพใบหน้าของอนธการพร่าเลือน เหลือแค่ดวงไฟสีเหลืองสองดวงที่ลอยคว้างอยู่ท่ามกลางความมืด

“สานต่อภารกิจของฉัน เพื่อนๆ ของนาย…สร้างพวกเขาต่อ มอบชีวิตให้พวกเขา…ช่วยกันสานต่อภารกิจ…”

ผมผายมือไปยังผนังรอบๆ เผยให้เห็นหุ่นยนต์ที่ยังประกอบไม่เสร็จอยู่เป็นจำนวนมาก อากาศเฮือกสุดท้ายถูกพรากออกจากปอด ทิ้งไว้เพียงชีวิตหนึ่งที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อห้านาทีก่อนหน้านี้…

 

พุทธศักราช ๘๗๒๖๒

อารยธรรมมนุษย์ล่มสลายเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่อาจทราบได้ สิ่งมีชีวิตเดียวในจักรวาลระหกระเหินเร่ร่อนไปทั่วเอกภพ ด้วยจำนวนประชากรที่ลดน้อยลงทุกที สัตว์ประเสริฐชนิดนี้…ไม่ว่าจะไปตั้งหลักแหล่งที่ไหน ก็จะนำพาความหายนะมาให้ดินแดนนั้น พวกมันไม่เคยสำนึก…ไม่เคยเข็ดหลาบ จิตใจยังคงเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว กิเลศ ตัณหาและความกระหายอำนาจ แม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยศตวรรษ มันสมองของมนุษย์ก็ไม่ได้วิวัฒนาการขึ้นจากเดิมเลยแม้แต่น้อย

ภายในระบบสุริยะทางช้างเผือก…มนุษย์เพียงหยิบมือที่รอดชีวิตจากหายนะของดาวดวงก่อนย้อนกลับมายังที่ที่บรรพบุรุษของพวกเขาเคยอยู่ ไม่มีที่ไป…ทุกอย่างดูสิ้นหวัง จิตใจที่เคยดำมืดยิ่งตกต่ำ ความนึกคิดที่เคยมีเพียงเศษเสี้ยวสูญสลายไปจนสิ้น

หากไม่นับยานอวกาศและเทคโนโลยีที่สามารถประดิษฐ์ขึ้นมาจากมันสมอง…มนุษย์ในตอนนี้ก็ไม่ต่างจากสัตว์ ยานอวกาศกลายเป็นสนามรบเมื่ออาหารเหลือน้อยลงทุกที พวกเขาเริ่มแก่งแย่ง ฆ่าฟัน…ทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีชีวิตรอด

…ขณะที่สถานการณ์กำลังจะถึงคราววิกฤต ภาพที่ปรากฏขึ้นภายนอกยานก็ทำให้ทุกชีวิตต้องตกตะลึง

ดาวเคราะห์ที่บรรพบุรุษของพวกเขาเคยจากมา…ดาวเคราะห์ที่ควรจะล่มสลายไปเมื่อหลายหมื่นปีก่อน บัดนี้กลับทอประกายแสงอยู่ท่ามกลางระบบสุริยะอันมืดมิด แม้ทางตอนเหนือของดาวยังคงเป็นสีเทาแดง อันเกิดจากหายนะที่ยังไม่จางหาย ทว่าตอนล่างกลับปรากฏสีเขียวและสีน้ำเงิน อันเป็นเอกลักษณ์ของโลกใบนี้เมื่อหลายหมื่นปีก่อน

ชั้นบรรยากาศในบริเวณนั้นช่างสดใส อย่างที่พวกเขาไม่เคยเห็น เบื้องล่างคือพื้นดินเขียวขจีที่เต็มไปด้วยป่าและชุมชนขนาดเล็ก

มนุษย์หลายสิบชีวิตกำลังช่วยกันปลูกต้นไม้ ในขณะที่หุ่นยนต์นับร้อยกำลังทำความสะอาดและรดน้ำต้นไม้อย่างสงบ ต่างจากหุ่นยนต์ที่พวกเขาเคยเห็นราวหน้ามือกับหลังมือ มนุษย์ในยานอวกาศรุ่นนี้เกิดขึ้นท่ามกล่างสงครามระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร หุ่นยนต์ที่มีมันสมองและเศษเสี้ยวความนึกคิดเหมือนผู้สร้างทำการยึดอำนาจ ก่อเกิดเป็นสงครามที่ยาวนานนับร้อยปี

…แตกต่างจากหุ่นยนต์ในโลกใบนี้ มนุษย์โลกรุ่นหลังๆ ถูกปลูกฝังความคิดเช่นเดียวกับหุ่นยนต์ และฟื้นฟูโลกใบนี้ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง บ้านเรือนขนาดเล็กตั้งสลับกับป่าไม้ขนาดใหญ่ ผืนน้ำสีน้ำเงินเข้มแผ่กว้างสุดลูกหูลูกตา หากเปรียบเทียบกับยานอวกาศที่พวกเขาอาศัยอยู่…ที่นี่ก็เปรียบดั่งสรวงสวรรค์

บนยอดเขาที่เต็มไปด้วยป่าไม้รกครึ้ม ปรากฏรูปปั้นโลหะขนาดยักษ์ของชายหนุ่มผมดำ กำลังจับมือกับหุ่นยนต์ที่มีสภาพเหมือนถูกประกอบขึ้นอย่างเรียบง่ายตั้งตระหง่าน ทอดสายตามองผืนป่าและท้องทะเลเบื้องหน้าอยู่อย่างนั้นมาเป็นเวลาหลายหมื่นปี

ฐานรูปปั้นปรากฏเป็นถ้อยคำที่ถูกสลักไว้อย่างประณีต

แด่…ผู้ที่มอบแสงสว่างให้ดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้

 

– พงศภัค –

 

 

Don`t copy text!