อัสสุนีบาป

อัสสุนีบาป

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ความทรงจำสุดท้ายในคืนนั้นคือร่างของเด็กชายที่หายลับไปท่ามกลางแสงสว่าง เพียงชั่ววินาทีก็คล้ายกับโลกทั้งใบดับวูบ เสียงฟ้าผ่าดังลั่นราวกับระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หล่อนเคยได้ยินและอยู่ในเหตุการณ์ แม้จะเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ ทว่าภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ยังตราตรึง

ภาพเครื่องบินทิ้งระเบิดแทนที่ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน โมกข์ หลานชายวัยเก้าขวบเดินออกไปนอกบ้าน หมายจะสูดอากาศบริสุทธิ์พร้อมมองดูกลุ่มดาวแบบที่ทำเป็นประจำ หล่อนเฝ้ามองทุกย่างก้าวของหลานรัก ทุกอย่างแลดูปกติ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ไม่มีเมฆดำ ไม่มีลมกระโชก ทว่าวินาทีต่อมาเสียงฟ้าผ่าก็ดังลั่นกัมปนาท แรงสั่นสะเทือนผลักร่างผอมจนล้มตกเก้าอี้ ครั้นเงยหน้า ก็พบว่าโมกข์ตกอยู่ในวงล้อมของแสงสว่างนานหลายวินาที ก่อนจะที่ทุกอย่างจะดับวูบ เด็กชายไม่อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว

วิมล ไม่รู้ว่าตนเองนอนอยู่บนพื้นบ้านเป็นเวลานานเท่าไหร่ ภาพเหตุการณ์ยังคงแจ่มชัด หญิงชราไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น หลานชายตัวน้อยเดินออกไปนอกบ้าน ก่อนที่ฟ้าจะผ่าแล้วร่างของแกก็หายลับไป

น้ำตาไหลอาบใบหน้าอย่างไม่อาจควบคุมอยู่ หล่อนนอนตาค้างอยู่อย่างนั้น เฝ้าบอกตัวเองว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ต้องไม่ใช่เรื่องจริง ด้านนอก…ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท ครั้นเหลือบมองนาฬิกาก็พบว่าเป็นเวลาเที่ยงคืน วิมลนอนอยู่ตรงนี้มาสี่ชั่วโมงกว่าแล้ว

ครั้นพยุงตัวเองลุกขึ้น ก็พบว่าบนถนนหน้าบ้านเต็มไปด้วยความวุ่นวาย รถตำรวจสามคันแล่นผ่าน ผู้คนวิ่งพล่าน บางคนร้องห่มร้องไห้ราวกับจะขาดใจ หญิงชราเปิดประตู มองออกไปยังจุดที่โมกข์ยืนอยู่เป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีร่องรอยของเด็กชาย ไม่มีกลิ่นไหม้ ไม่มีรองเท้าตกอยู่ หญิงชราเห็นดังนั้นจึงรวบรวมสติ ตะโกนเรียกชื่อหลานรักด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“โมกข์! อยู่ไหนลูก? มาหายายเร็วเข้า!!”

แน่นอนว่าไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงตะโกนของชาวบ้าน ทุกคนเล่าให้ตำรวจฟังว่าคนในครอบครัวของตนหายไปอย่างไร้ร่องรอย เป็นการหายไปในเสี้ยววินาที เกิดฟ้าผ่าสว่างวาบเมื่อสี่ชั่วโมงก่อน พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็พบว่าเรื่องเหนือธรรมชาติได้เกิดขึ้น บางคนพูดถึงผีสางนางไม้ บางคนนึกไปถึงมนุษย์ต่างดาว ต้องมี ‘ใครสักคน’ อยู่เบื้องหลัง อาศัยจังหวะที่ฟ้าแลบ ลักพาตัวบุคคลกว่าครึ่งหมู่บ้านไป

แน่นอน… ‘ใครสักคน’ ที่ว่า ต้องไม่ใช่มนุษย์

เหตุชุลมุนลุกลามไปทั่วหมู่บ้าน ไม่สิ… ไม่ใช่แค่หมู่บ้าน หากแต่เป็นทั่วเมืองหลวง ตำรวจได้รับแจ้งเรื่องฟ้าผ่าปริศนาที่ทำให้คนนับหมื่นสูญหาย ความหวาดกลัวครอบงำจิตใจของทุกคน บางบ้านไม่มีคนหาย บางบ้านหายไปทั้งครอบครัวก็ยังมี

เช้าวันถัดมา สิบชั่วโมงหลังจากโมกข์หายตัวไป วิมลก็กลับเข้ามาในบ้าน ได้ยินว่ารัฐบาลกำลังวางแผนอพยพคนจากเมืองหลวง เพราะไม่รู้ว่าฟ้าผ่าครั้งนี้เกิดจากอะไรและจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ติดตรงที่ว่าเจ้าหน้าที่เกือบครึ่งก็หายไปเช่นเดียวกัน น่าแปลกที่รัฐบาลยังอยู่กันครบทั้งสภา พาลให้ทุกคนคิดว่าผู้นำประเทศอาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

วิมลไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น ในหัวของหล่อนมีเพียงใบหน้าและรอยยิ้มไร้เดียงสาของเด็กชาย หญิงชราทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ ทอดสายตามองมุมบ้านด้านหลังซึ่งเป็นจุดที่โมกข์ชอบนำของเล่นมาเล่น วิมลอยากออกไปตามหาหลานชาย ทว่าสังขารที่อยู่มาเกือบเก้าทศวรรษก็ทำให้การก้าวออกจากบ้านเป็นเรื่องยาก ยิ่งตอนนี้เป็นช่วงชุลมุน กลุ่มคน รถตำรวจ รถฉุกเฉิน รวมถึงรถจากสถานีข่าววิ่งพล่าน

วิมลคว้าโทรศัพท์มือถือ กดเบอร์โทร.หาลูกน้องคนสนิท หมายจะให้ช่วยตามหาโมกข์ ไม่นาน อีกฝ่ายก็รับสาย ครั้นเอ่ยถึงจุดประสงค์ ก็ถูกปฏิเสธพร้อมทิ้งท้ายว่าลูกชายของตนก็หายไปเช่นเดียวกัน ตอนนี้มีใครช่วยเหลือใคร ทุกคนพยายามตามหาคนรักไม่ก็หนีเอาตัวรอดกันหมด

วิมลประหวัดถึงโมกข์ เสียงหัวเราะของอีกฝ่ายคือสิ่งเยียวยาที่ดีที่สุด เขาช่างไร้เดียงสา มองทุกอย่างเป็นบวก พ่อกับแม่ของเด็กชายจากไปหลายปีก่อน ถึงกระนั้น ก็ไม่ขัดสน วิมลทำธุรกิจหลายอย่าง หล่อนมีลูกน้องอยู่ในมือ แต่จากเหตุการณ์เมื่อครู่ ก็เป็นตัวยืนยันว่าแม้แต่ลูกน้องคนสนิทก็พร้อมที่จะหนีหาย หากโมกข์ยังอยู่คงพูดว่า ‘ไม่เป็นไรฮะ โมกข์จะอยู่กับยาย โมกข์รักยายนะฮะ’ เป็นแน่

ที่พึ่งเดียวในยามวิกฤตเห็นจะเป็นศาสนา หล่อนเดินเข้าไปในห้องนอน หยิบสร้อยพระเลี่ยมทองขึ้นประนม ที่ผ่านมาวิมลไม่เคยสวดมนต์ แม้จะเป็นคนรุ่นเก่า แต่กลับเชื่อในเรื่องแบบนี้น้อยกว่าหลานชายเสียอีก โมกข์มักเอาคำพูดของครูมาสอน การสวดมนต์ช่วยให้จิตใจแจ่มใสและอาจทำให้ความปรารถนาเป็นเรื่องจริง… ความปรารถนาของหล่อนตอนนี้คือการได้หลานชายกลับคืน

หญิงชราท่องบทสวดผิดๆ ถูกๆ ด้านนอก เจ้าหน้าที่ประกาศผ่านโทรโข่ง บอกให้ทุกคนในบ้านเตรียมตัวอพยพ ทว่าวิมลไม่ได้ยิน หล่อนเพ่งความสนใจอยู่กับบทสวดและใบหน้าของโมกข์ ตอนนั้นเอง เสียงปริศนาก็ดังขึ้น วิมลสะดุ้งจนทำสร้อยพระหล่นลงกับพื้น… มันคือเสียงหัวเราะของโมกข์ มิหนำซ้ำ ยังมีเสียงวิ่งตึงตังมาจากชั้นสองของบ้าน อันเป็นสิ่งที่เด็กชายชอบทำมาตลอด โมกข์จะตื่นแต่เช้าพร้อมกระโดดโลดเต้นบนชั้นสอง เลียนแบบท่าทางของตัวการ์ตูนที่เคยเห็นในโทรทัศน์

อารามดีใจ ทำให้วิมลรีบวิ่งขึ้นบันไดอย่างไม่ดูสังขาร ก่อนที่สายตาจะพบเพียงความว่างเปล่า ไม่มีหลานรัก ไม่มีใครอยู่บนชั้นสอง มีเพียงหญิงชราที่ร้องไห้สุดเสียงราวกับจะขาดใจ หล่อนก้าวลงบันไดทีละนิด พลันสะดุ้งอีกครั้ง เมื่อสายตาเหลือบเห็นร่างที่ยืนอยู่บนชั้นสอง เป็นเงาตะคุ่ม หากแต่ดูออกว่าเป็นร่างของเด็กชายตัวเล็กๆ ครั้นวิ่งกลับขึ้นไป อีกฝ่ายก็หันหลัง วิ่งหายไปในความมืด วิมลวิ่งตามอย่างไม่ลดละ ขาทั้งสองข้างปวดระบม เงาปริศนาเข้าไปในห้องสุดทางเดิน… ห้องนอนของโมกข์

“โมกข์! นั่นโมกข์ใช่มั้ย ออกมาหายายเถอะ ยาย…”

ยังไม่ทันที่วิมลจะพูดจบ เสียงหวีดร้องก็ดังขึ้นจากอีกฝั่งของประตู เป็นเสียงร้องของโมกข์ไม่ผิดแน่! หญิงชรารีบกระชากประตูเปิด หากแต่ไม่เป็นผล ปราการกั้นระหว่างห้องของเด็กชายเละทางเดินด้านนอกยังคงปิดสนิท เสียงกรีดร้องดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง วิมลทั้งผลักทั้งถีบ ความเจ็บปวดที่แขนและขาแผ่ซ่านไปทั่วร่าง หล่อนตั้งท่าวิ่งกลับไปชั้นล่าง หมายจะหาอะไรหนักๆ มาทุบประตู แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขา เสียง ‘แกร๊ก’ ก็ดังขึ้น พ้อมกับปราการที่เปิดออกจนสุด

วิมลกัดฟัน เดินกะเผลกเข้าไปในห้อง หันซ้ายแลขวา แต่ไม่พบวี่แววของเงาลึกลับ แว่วคุ้นหูดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง ไม่ใช่เสียงของโมกข์ หากแต่เป็นเสียงของเด็กหญิงที่หล่อนรู้จักเป็นอย่างดี

“คุณวิมล…”

ผู้ถูกเรียกตัวแข็ง หันกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียง อีกฝ่ายนั่งอยู่บนเตียง ใบหน้ายังคงเป็นเช่นเดียวกับที่วิมลจำได้ ผมสีดำยาวสลวย ผิวกายขาวผ่องราวไข่มุก ทว่าสีหน้าไม่ได้ไร้เดียงสาแบบที่เด็กหญิงวัยสิบขวบพึงมี มันเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม ทั้งยังซีดเผือดราวกับไม่มีเลือดไหลเวียนอยู่ด้านใน

“คุณวิมล…”

แป้ง” วิมลเอ่ยชื่ออีกฝ่ายพร้อมก้าวถอยหลัง ตอนนั้นเองแป้งก็ยืนขึ้นช้าๆ ดวงตาเศร้าหมองเบิกโพลง เผยให้เห็นเส้นเลือดสีแดงราวกับกระจกที่แตกร้าว ลิ้นสีม่วงจุกปาก เช่นเดียวกับใบหน้าที่แปรเปลี่ยนเป็นสีเขียว ลำคอปรากฏรอยเชือกมัด บ่งบอกถึงสาเหตุการตายได้อย่างชัดเจน!

“คุณวิมล…”

ร่างสยองเอ่ยซ้ำ ทว่าหญิงชราไม่หยุดฟังอีกต่อไป หล่อนหันหลังก่อนจะออกวิ่ง… วิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ร่างผอมหยุดชะงักเมื่อไปถึงบันได สายตาจับจ้องไปยังเด็กหญิงคนเดิมที่ยืนอยู่ชั้นล่าง แขนที่ปรากฏรอยเส้นเลือดโอบรัดลำคอของเด็กชายคนหนึ่งไว้แน่น

…วิมลคงไม่ตกใจเท่านี้หากเด็กคนนั้นไม่ใช่โมกข์!

“โมกข์!!” หญิงชรากรีดร้องเสียงหลง ก่อนจะวิ่งเข้าไปหาหลานชายที่ตกอยู่ในพันธนาการของผีร้าย ทว่า ทันใดนั้นชายหญิงคู่หนึ่งก็เข้ามาขวาง ใบหน้าซีดเผือดทำให้วิมลหยุดชะงักอย่างฉับพลัน

“คุณวิมล” ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน วินาทีนั้นร่างลึกลับก็พุ่งเข้ามาหา… โอบรัดแขนทั้งสองของหล่อนไว้แน่น ด้านล่าง แป้งคลายแขนออกจากลำคอของโมกข์ เด็กชายยังคงยิ้มร่าอย่างไม่รู้สึกรู้สา ไม่แยแสต่อใบหน้าเน่าเฟะที่เคลื่อนมาประชิด วิมลพยายามตะโกน แต่อีกฝ่ายคล้ายตกอยู่ในภวังค์

แป้งส่งเชือกที่มัดเป็นบ่วงให้โมกข์ เขารับมันมาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะส่งเชือกคืนให้เด็กหญิง “ผมทำไม่เป็น พี่แป้งทำให้ได้มั้ยฮะ?”

“ได้สิจ๊ะ พี่รับรองว่าต้องสนุกแน่” ร่างสยองยิ้มอย่างใจดี ก่อนจะเอื้อมมือขึ้นไปบนเพดาน แขนทั้งสองยืดยาวผิดนุษย์ ตรงไปยังขื่อพร้อมมัดเชือกจนแน่น วิมลรู้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

“โมกข์ขึ้นไปไม่ถึงหรอก ให้พี่อุ้มนะ” แป้งบอกพร้อมยกร่างของเด็กชายขึ้น ศีรษะของโมกข์สอดเข้าไปในบ่วงเชือก ก่อนที่มือของเด็กหญิงจะคลายออก หญิงชราหวีดร้องลั่นเมื่อร่างของหลานรักห้อยต่องแต่ง ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียว น่าแปลกที่โมกข์ยังสามารถจับจ้องมาที่ผู้เป็นยายพร้อมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ยายฮะ ช่วยด้วย…”

เปรี้ยง!!

“กรี๊ดดดดดดดดดด!!!!!!!” วิมลกรีดร้องด้วยความตกใจ เมื่อจู่จู่ สายฟ้าก็ผ่าลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว บ้านทั้งหลังสั่นสะเทือน ร่างของหล่อนกลิ้งตกบันไดลงมาถึงชั้นหนึ่ง ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วโสตประสาท ศีรษะกระแทกส่งผลให้การมองเห็นพร่าเลือน

ร่างของโมกข์หายไปแล้ว ทั่วบริเวณว่างเปล่า มีเพียงหญิงชราที่นอนแผ่หราอยู่บนพื้น วิมลชันตัวลุกขึ้น ทันได้เห็นร่างของสตรีนางหนึ่งที่ยืนอยู่บนบันได ดวงตาที่พร่าเลือนทำให้หล่อนมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายไม่ชัด รู้เพียงว่าผู้หญิงนางนั้นสวมชุดสีแดง และมีผมสีดำยาวสลวย

“สำนึกหรือยัง?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม พร้อมกับร่างลึกลับที่จางหาย แทนที่ด้วยร่างของแป้งและชายหญิงทั้งสอง

“อย่า… อย่าเข้ามา!” หญิงชราหวีดร้องลั่น ล้มลุกคลุกคลานไปตามทางเดิน กระทั่งสายตาไปหยุดอยู่ที่ห้องห้องหนึ่ง ร่างเล็กยืนนิ่งอยู่ด้านใน ครั้นเพ่งมองก็พบว่าอีกฝ่ายคือหลานรักที่ถูกจับแขวนคอเมื่อครู่

วิมลหยุดชะงัก กำลังจะก้าวเข้าไปหา ทว่าชายในชุดสีดำสนิทพร้อมหมวกไอ้โม่งคลุมหัวก็โผล่ออกมาจากความมืด ปรี่เข้าหาโมกข์พร้อมผลักเด็กชายล้มกระแทกพื้น หญิงชราอยากเข้าไปช่วย ทว่าขาทั้งสองข้างกลับนิ่งแข็ง ไม่ยอมทำตามคำสั่ง เบื้องหน้า… โมกข์กำลังกรีดร้องโหยหวนเมื่อถูกชายกักขฬะกดลงกับพื้น สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นทำให้ผู้เห็นเหตุการณ์แทบสิ้นสติ!

แต่แล้ว ใบหน้าของเด็กชายก็แปรเปลี่ยน กลายเป็นใบหน้าของเด็กหญิงที่ชื่อแป้งซึ่งกำลังกรีดร้องโหยหวน ชั่วขณะหนึ่ง ดวงตาที่มีเพียงตาขาว ไร้ซึ่งตาดำจับจ้องมาที่หล่อน วิมลผงะถอยหลัง เมื่อผีร้ายถูกแรงปรินาฉุดกระชากขึ้นไปบนเส้นเชือก แป้งดิ้นทุรนทุรายอยู่ชั่วอึดใจ เชือกหนารัดรอบลำคอ ปิดกั้นอากาศไม่ให้ผ่านเข้าปอด มือและเท้าแข็งเกร็ง ลิ้นจุกคับปากในสภาพน่าสยดสยอง

“ฉันขอโทษ ฉันขอโทษ…” วิมลทรุดลงกับพื้นพร้อมหอบหายใจถี่ หล่อนเข้าใจความรู้สึกของวิญญาณตรงหน้า รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่อีกฝ่ายได้รับ น่าแปลกที่หญิงชราไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ ไม่เคยคิดแม้ในวินาทีที่ออกคำสั่ง ฆาตกรที่ฆ่าแป้งไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็นวิมล!

ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรอื่น เสียงเรียกคุ้นหูก็ดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง หญิงชราหันไปมองและพบว่านอกหน้าต่าง… โมกข์กำลังยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดด ดวงตาของเด็กชายรื้นน้ำ จับจ้องมาที่ผู้เป็นยายด้วยสายตาผิดหวัง

“โมกข์!” วิมลไม่รอช้า รีบกระเสือกกระสนไปที่ประตู ครั้นเปิดออกไป ก็พบว่าหลานชายยังยืนอยู่ที่เดิม หล่อนตรงเข้าไปหา หมายจะดึงร่างเล็กมาไว้ในอ้อมกอด ทว่าอีกฝ่ายกลับเขยิบตัวหนี

“โมกข์…”

“ยายฆ่าพวกเขาทำไมฮะ?”

“ยาย…”

“ยายฆ่าพวกเขา” เด็กชายพูดพร้อมน้ำตาที่ไหลคลอเบ้า “ยายเป็นคนสั่งให้ลูกน้องไปทำร้ายพี่แป้ง สั่งให้ไปทำร้ายคุณน้าสองคนนั้น”

“โมกข์… โมกข์เข้าใจผิดแล้ว ยายแค่…”

“และตอนนี้พวกเขาก็จะทำกับผมแบบที่ยายเคยทำ ไม่ใช่แค่พี่แป้งหรือคุณน้าทั้งสอง แต่เป็นทุกคนที่ยายเคยทำร้าย…”

น้ำเสียงของโมกข์แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัว วิมลเงยหน้า มองตามสายตาของหลานและพบร่างของคนนับสิบยืนจังก้าอยู่กลางถนน ทั้งหมดส่งสายตาอาฆาต หาใช่มาทางหล่อน หากเเต่เป็นเด็กชายที่ยืนตัวสั่นระริก ภาพอันโหดร้ายเกิดขึ้นในวินาทีที่ฝูงชนคลุ้มคลั่งตรงเข้าหาโมกข์พร้อมทำในสิ่งที่วิมลเคยทำไว้กับตน หญิงชราพุ่งเข้าไปขวาง แต่กลับถูกแรงลึกลับฉุดกระชากไปด้านหลัง

พอเหตุการณ์สิ้นสุด สิ่งที่อยู่กลางถนนคือร่างบอบช้ำของเด็กชายที่ครั้งหนึ่งเคยหัวเราะ แขนขาหักงอ ไอโขลกสำลักลิ่มเลือด หญิงชราตรงเข้าไปหา ทันได้ยินเสียงกระซิบจากร่างที่ใกล้หมดลมหายใจเต็มที

“หยุดเถอะฮะ ยาย… ผมเจ็บ หยุดทำร้าย…” คำพูดสิ้นสุดพร้อมลมหายใจและน้ำตาหยดสุดท้าย ร่างของโมกข์แน่นิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนอีกเลย

ราวกับมีฟ้าผ่าลงกลางศีรษะของวิมล ฉีกโลกทั้งใบและร่างกายของหล่อนเป็นเสี่ยงๆ หญิงชรากรีดร้อง เป็นเสียงกรีดร้องที่ดังที่สุดในชีวิต ในหัวนึกถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้น

ภาพตอนที่หญิงชราสั่งลูกน้องนับสิบให้ปฏิบัติภารกิจของตน คำพูดของเจ้าแม่เงินกู้ที่โหดเหี้ยมทั้งการกระทำและดอกเบี้ยเปรียบเสมือนคำสั่งประหาร เด็กสาวถูกทำร้ายด้วยวิธีกักขฬะจนฆ่าตัวตาย สามีภรรยาถูกฆ่าเพียงเพราะความสาแก่ใจ ไม่นับรวมถึงผู้เคราะห์ร้ายคนอื่นๆ ที่ยอมเสี่ยงชีวิตกู้ยืมเงินของหล่อน วิมลไม่เคยแยแส หล่อนมีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ตำรวจยำเกรง สิ่งเดียวที่ทำให้หญิงชราสลัดคราบเจ้าหนี้หน้าเลือดคือหลานชายที่เลี้ยงดูมาแต่อ้อนแต่ออก โมกข์ช่างไร้เดียงสา ไม่เข้าใจว่าผู้เป็นยายกำลังทำอะไรอยู่ ทว่าใบหน้าของเด็กชายเมื่อครู่กลับแสดงให้เห็นถึงความผิดหวัง… ผิดหวังเมื่อล่วงรู้ความจริงทั้งหมด เป็นสายตาที่ทำร้ายวิมลจนเจ็บปวดยิ่งกว่าการถูกมีดเเทงนับร้อยนับพันเท่า

เสียงฟ้าผ่าดังแว่วมาจากที่ใดที่หนึ่ง ปลุกหญิงชราให้ตื่นจากภวังค์ วิมลละสายตาจากศพของหลานรัก ไปยังร่างของสตรีนางหนึ่งที่ยืนอยู่กลางถนน ชุดสีแดงเพลิงตัดกับบรรยากาศอันมืดมิด วิมลเพิ่งสังเกตว่าเพื่อนบ้านและตำรวจที่เคยวิ่งพล่าน บัดนี้หายไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่กลุ่มคนคั่งแค้นซึ่งปลิดชีวิตโมกข์ก็ไม่ปรากฏให้เห็น ทั่วบริเวณมีแค่หล่อนกับสตรีลึกลับ วินาทีให้หลัง อีกฝ่ายก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

“สำนึกหรือยัง?”

เป็นคำถามที่ตรงไปตรงมา หากแต่ทำให้วิมลนิ่งอึ้ง… สำนึกงั้นหรือ? สิ่งที่หล่อนรู้สึกคือความเสียใจ สิ้นหวัง หรือสำนึกกันแน่? ครั้นหันกลับไปมองด้านหลัง ร่างไร้วิญญาณของเด็กชายก็ทำให้หล่อนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ฉันสำนึกแล้ว”

เพียงเท่านั้น สตรีปริศนาก็หายลับ แทนที่ด้วยร่างของกลุ่มคนนับร้อยที่ยืนจังก้า เรียงรายเต็มถนนทั้งสองฝั่ง วิมลหันไปมอบรอบตัวด้วยความตื่นตระหนก และพบว่าทุกคนล้วนมีใบหน้าที่ไม่สมประกอบ บ้างแหว่งวิ่น บ้างอาบชโลมไปด้วยเลือด บ้างเป็นเพียงหัวกะโหลกที่กำลังแสยะยิ้มพร้อมกรีดร้องโหยหวน

วิมลออกวิ่ง… วิ่งอย่างไม่รู้เส้นทาง วิ่งโดยไม่รู้ว่ากำลังวิ่งหนีความผิด ผีร้าย หรือสตรีปริศนา ร่างสยองรอบข้างพากันโห่ร้อง เมฆสีดำตั้งเค้า เป็นจังหวะเดียวกับที่สายฟ้าฟาดลงมาบนถนน ความร้อนจากอสุนีบาตแผดเผาผิวหนัง ชั่ววินาทีที่อยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย วิมลนึกขึ้นได้ว่าคนที่หลงเหลืออยู่ในหมู่บ้านล้วนเป็นผู้ที่มีเบื้องลึกเบื้องหลัง บ้างชอบทำร้ายผู้อื่น บ้างเป็นพวกค้าขายเอารัดเอาเปรียบ ไม่เว้นแม้แต่ตำรวจที่ขึ้นชื่อเรื่องการรับสินบน มีเพียง ‘คนดี’ เท่านั้นที่หายไประหว่างฟ้าผ่า

“คนพวกนั้นไม่ได้หายไป เจ้าต่างหากที่ถูกจับมาในอาณัติของเรา เจ้าจะถูกปล่อยเป็นอิสระ พร้อมกับคนอื่นๆ ที่ถูกลงโทษพร้อมกับเจ้า” เสียงของสตรีในชุดแดงดังขึ้น วิมลหลับตา ปล่อยให้ร่างกายแหลกสลายท่ามกลางความร้อนของสายฟ้า บังเกิดแสงสว่างวาบ พร้อมกับความเจ็บปวดแสนสาหัสที่เข้าจู่โจมในเสี้ยววินาที

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .

เหตุการณ์ทุกอย่างย้อนกลับมาสู่จุดเริ่มต้น… โมกข์เดินออกไปนอกบ้าน เมฆด้านบนตั้งเค้า เป็นสีดำกลืนไปกับท้องฟ้ายามราตรี หล่อนเฝ้ามองทุกย่างก้าวของหลานรัก ทุกอย่างแลดูปกติ ทว่าวินาทีต่อมา เสียงฟ้าผ่าก็ดังลั่นกัมปนาท แรงสั่นสะเทือนผลักร่างผอมจนล้มตกเก้าอี้ หญิงชราชันตัวลุกขึ้น และพบว่าโมกข์ยืนอยู่ตรงนั้น จับจ้องมาที่หล่อนพร้อมรอยยิ้มไร้เดียงสาตามปกติ

วิมลไม่รู้ว่าตนเองโผเข้ากอดอีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อไหร่ เป็นการกอดที่แนบแน่นเสียจนโมกข์อึดอัด เขาพยายามเอ่ยถาม ทว่าหญิงชราไม่เปิดโอกาสให้ทำเช่นนั้น หล่อนวางแผนเอาไว้ในใจ… ภายในพรุ่งนี้ หนี้และดอกเบี้ยจำนวนมากจะถูกยกเลิก โมกข์จะไม่เห็นลูกน้องของหล่อนเข้ามาอยู่ในบ้านอีก และที่สำคัญกว่านั้น สายตารังเกียจของชาวบ้านที่จับจ้องมายังเด็กชายจะลดน้อยลงเรื่อยๆ

หากคำพูดของสตรีชุดแดงเป็นเรื่องจริง เรื่องดีๆ มากมายคงเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันให้หลัง ทุกคนคงได้รับบทเรียน ทุกคนคงสำนึก ทุกคนที่ถูกส่งไปยังโลกเดียวกับหล่อนจะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น

ภาพใบหน้าทุกข์ทรมานของโมกข์ยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ ซ้อนทับกับภาพเด็กชายในปัจจุบัน หล่อนรู้สึกถึงไออุ่นในอ้อมแขน…ไม่มีครั้งไหนที่วิมลดีใจและมีความสุขเท่านี้

เสียงฟ้าร้องดังแว่วมาจากที่ไกลๆ สัญชาตญาณรับรู้ได้ว่าเหตุการณ์เหนือธรรมชาติจะต้องเกิดขึ้นอีกครั้ง ลุกลามไปทั่วโลก ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่หยุดทำร้ายและเข่นฆ่าซึ่งกันและกัน

ภาพอันแสนสุขแบบหญิงชราและหลานชายกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า… ที่ไหนสักแห่งในโลกนี้

 

– พงศภัค –

 

Don`t copy text!