บ้านฝั่งธน

บ้านฝั่งธน

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เอี๊ยดๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เสียงบานประตูไม้เก่าที่ถูกเปิดออก เผยให้เห็นภายในของตัวบ้านทรงไทยเก่าที่มีหยากไย่เต็มไปหมด แสงสว่างที่สาดส่องเข้าไปทำให้ฉันที่ยืนถือกระเป๋าเสื้อผ้าพร้อมของพะรุงพะรังจำเป็นต้องเอามืออุดจมูกเพราะกลิ่นเหม็นอับที่โชยออกมาติดจมูก

“เป็นยังไงบ้างล่ะคุณ พอใจที่จะอยู่มั้ย” เสียงของคนพูดดูไม่รื่นหูเท่าที่ควร และทำตัวเหมือนไม่อยากจะพามาที่บ้านเช่าหลังนี้เท่าใดนัก

“ขอเข้าไปดูด้านในได้ไหมคะ” ฉันถามกลับไป คนฟังพยักหน้าด้วยสีหน้าละเหี่ยใจอย่างไรชอบกล

“รีบๆ หน่อยนะคุณ ฉันต้องรีบไป” น้ำเสียงนั้นดูร้อนรนอย่างพิก้ลพิกลจนจับผิดได้ และดูเหมือนว่าเจ้าหล่อนจะรู้ด้วยว่า เผลอพูดอะไรออกไป

“พอดีมีธุระ จึงจำเป็นต้องรีบน่ะคุณ”

“แล้วในบ้านมีไฟ มีน้ำหรือเปล่าคะ”

“มีซี่ ก่อนจะมาก็ให้ลุงสมบัติแกมาดูทีนึงแล้ว คงไม่มีอะไรผิดพลาดหรอกคุณ เอางี้ เดี๋ยวฉันรีบไปก่อน คุณจะดูอะไร หรือซ่อมแซมตรงไหน ก็ไปตามลุงสมบัติแกแล้วกัน  แกพักอยู่ตรงโน้นแน่ะ” เจ้าของชี้นิ้วไปที่กระต๊อบสังกะสีที่อยู่ไปอีกฝั่งของสวน  ฉันพยักหน้าก่อนที่จะเห็นร่างของเจ้าของเดินลงบันไดเรือนไป ร่างนั้นมุ่งตรงไปทางที่ฉันมาและลับหายไปตรงทิวไผ่ที่ปลูกกั้นเป็นรั้วบ้าน

ฉันค่อยก้าวเท้าเข้าไปในบ้าน ลมวูบใหญ่พัดเข้ามา ทำเอาฉันถึงกับผงะ มันเป็นลมหนาวที่เย็นยะเยือก เสียงกอไผ่เสียดสีกันจนดูน่ากลัว

ภายในเรือนไม้ที่เหมือนจะร้างผู้อยู่มานานหลายปี มองโดยรอบไม่เห็นความชำรุดใดๆ เพียงแต่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ริมผนังเรือนมีนาฬิกาโบราณแขวนอยู่ มันบอกเวลาบ่ายสามโมง มีภาพของใครที่ฉันไม่รู้จัก แต่พอจะเดาได้ว่าคงจะเป็นภาพของเจ้าของบ้าน ฉันยกมือไหว้รูปที่แขวนเรียงรายกันอยู่สองสามรูปด้วยความเคารพ โบราณบอกว่า หากมาพักค้างอ้างแรมที่บ้านของคนอื่นก็ต้องเคารพเจ้าของบ้าน ฉันเดินไปเปิดหน้าต่างช้าๆ แสงแดดค่อยๆ สาดเข้ามาภายในบ้าน บานหน้าต่างหลายบานฝืดมาก อาจเพราะว่ามันไม่ได้ถูกเปิดใช้งานมานาน คงต้องหาน้ำมันมาหยอดใส่วงกบให้มันไม่ฝืด

เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้นจากบันได ก่อนจะเดินขึ้นมายังขอบประตูทางเข้า ฉันเห็นเงานั้นทอดยาวจากด้านหลัง ก่อนจะหันไป

“มีอะไรหรือคะลุง” เป็นชายแก่สวมชุดมอซอเหมือนชาวสวน ฉันเดาว่าคงเป็นลุงสมบัติ อย่างที่เจ้าของบ้านบอก

“เห็นบ้านเปิดผมเลยเดินมาดูครับ”

“ฉันเพิ่งย้ายมาใหม่ค่ะ”

“บ้านเป็นอย่างไรบ้างครับ พออยู่ได้ไหม เดี๋ยวผมเอาไม้กวาดไม้ถูมาให้นะครับ”

“ขอบคุณค่ะ แค่เอาไม้กวาด ไม้ถู มาก็พอแล้วค่ะ เดี๋ยวฉันทำความสะอาดเองค่ะลุง”

“เอาอย่างงั้นหรือครับ” ฉันพยักหน้า ก่อนที่ลุงสมบัติจะเดินลงไปจากเรือน หายไปนานสองนาน ก็เห็นแกแบกด้ามไม้กวาด และไม้ถูพื้นมาวางเอาไว้ให้

“ให้ผมช่วยทำความสะอาดมั้ยครับคุณ…” ลุงสมบัติถามชื่อฉัน

“ลืมแนะนำตัวไปเลยค่ะลุง ฉันชื่อสุนีย์ค่ะ เพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่” ฉันแนะนำตัว

“คิดยังไงมาเช่าอยู่ที่นี่ละครับ”

“ตอนแรกก็ไม่คิดหรอกค่ะ เห็นอยู่ใกล้โรงเรียน แถมค่าเช่าก็ถูกมากๆ”

“คุณเรียนหรือทำงานละครับ” คนถาม ถามด้วยความสงสัย

“ฉันทำงานแล้วค่ะ เป็นครูอยู่โรงเรียนราษฎร์” ลุงสมบัติพยักหน้า

“แล้วลุงละค่ะ อยู่มานานแล้วหรือ” ฉันพลางถาม เมื่อเห็นว่าคุยกันถูกคอ

“นานหลายสิบปีแล้วละครับ ตั้งแต่…” ลุงสมบัติหยุดพูดไป แกก้มหน้าเหมือนไม่อยากพูดมันออกมา ฉันจึงเสไปคุยกันเรื่องอื่น

“ที่นี่น่าอยู่นะคะลุง ร่มรื่น เสียอย่างเดียว เข้าออกลำบากไปหน่อย”

“ใช่ครับ สวนฝั่งธนก็แบบนี้ นี่แต่ก่อนบ้านญาติผมต้องเข้าไปในสวนลึกกว่านี้อีกนะครับ ถนนตอนนั้นยังไม่ตัดเข้าไป นั่งเรือเข้าอย่างเดียว จะเดินก็ต้องใช้ทางที่ไกลกว่า เวลาหน้าฝนพื้นดินเฉาะแฉะไปหมด”

“น่าสนุกนะคะ” ฉันอมยิ้มเมื่อนึกถึงภาพที่ต้องนั่งเรือล่องในสวน หรือแม้กระทั่งต้องเดินบนพื้นที่เต็มไปด้วยโคลนเฉาะแฉะ

“ไม่สนุกหรอกครับคุณ ดีที่หลวงเขามาตัดถนนให้ แต่มันก็ยังลำบากอยู่ ขโมยขโจรชุกมาก”

“แถวนี้มีโจรด้วยหรือคะลุง” ฉันถามด้วยความตกใจ

“มีซี่ครับ อย่าเอ็ดไป” ลุงสมบัติแกทำปากจุ๊ๆ เหมือนไม่อยากให้ใครได้ยิน

“แบบนี้ฉันจะอยู่ได้มั้ยนี่” ฉันอดกังวลไม่ได้

“โจรมันไม่กล้าขึ้นมาบนเรือนนี้หรอกครับ” ฉันหันไปทางลุงสมบัติด้วยความสงสัย

“ทำไมหรือคะ”

“อยู่ๆ ไปเดี๋ยวคุณก็รู้เอง” ฉันทำหน้าสงสัยในคำพูดของลุงสมบัติ

“ผมมารบกวนคุณมากไปแล้ว ผมไปก่อนดีกว่า มีอะไรก็เรียกผมได้นะครับคุณ” ลุงสมบัติลุกเดินออกไปทางประตูก่อนจะเดินลับหายไปในท้ายสวน ฉันพ่นลมเบาๆ นึกคิดคำพูดปริศนาของลุงสมบัติที่ว่า

“อยู่ๆ ไปเดี๋ยวคุณก็รู้เอง” ทำเอาใจของฉันอยากรู้จริงๆ ว่ามีอะไรกันแน่

 

เมฆลอยเคลื่อนอยู่บนเหนือหลังคาเรือนไทยทรงเก่า อากาศวันนี้ช่างเย็นผิดหูผิดตา อาจจะเพราะด้วยแมกไม้ที่เกาะกุมกันหนาแน่นอยู่รอบตัวบ้าน ด้านหน้าบ้านเป็นคลองที่ไว้สัญจร ปีพุทธศักราช 2529 การเดินทางทางเรือยังคงมีอยู่ ชาวสวนฝั่งธน ยังคงใช้เป็นพาหนะ รถยนต์เข้าออกลำบาก

ฉันนั่งลงเขียนบันทึกเรื่องราวอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ มีโคมไฟที่พกเอามาจากบ้านด้วยส่องแสงพอจะให้มองเห็นได้ การจากบ้านที่เคยพำนักพักอาศัย ในวัย 21 ปี ของฉันมันช่างเป็นช่วงเวลาที่โหยหาความอบอุ่นจากที่บ้านเสียจริง ทันทีที่เรียนจบวิทยาลัยครูที่นครสวรรค์ และสอบบรรจุครูได้ที่โรงเรียนแถวฝั่งธนบุรีทำให้ต้องย้ายพำนักถิ่นฐาน ดั้นด้นมาหาที่อาศัย และประจวบเหมาะที่ได้บ้านนี้ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนที่สอบบรรจุได้

แม้มันจะเป็นเรือนไม้เก่าทรงหน้าจั่วยกพื้นสูง หลังคาเรือนเป็นทรงมะนิลา ชานด้านหน้ากว้างไว้รับลม อากาศในเรือนถ่ายเทสะดวก อาจจะด้วยเพราะมีหลังคาทำด้วยวัสดุดินเผา  เรือนไทยยกพื้นสูงหลังนี้ตั้งอยู่ในสวนที่เหมือนมีป่าล้อมรอบ ดึกสงัดเช่นนี้ดูวังเวงชอบกล

กึก!!!  เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้น ทำให้ฉันวางปากกาลงจากมือและหันไปมอง เหมือนมีคนกำลังเดินขึ้นมา ทีแรกจะขานว่าใครมา ฉุนคิดขึ้นได้ว่าแม่เคยบอกว่า

“กลางค่ำกลางคืนอย่าไปขานรับ หรือเรียกใครเข้า โบราณเขาว่าของมันจะเข้าตัว”

ฉันค่อยๆ เดินไปที่ประตู แนบหูฟัง เสียงฝีเท้าก้าวลงช้าๆ เบาๆ เหมือนจะเดินเข้ามาทางห้องที่ฉันอยู่ ใจเต้นระทึกว่าใช่คนหรือเปล่า แต่ก็ฉุดคิดขึ้นมาได้ว่า เรื่องที่ลุงสมบัติพูด ขโมยขโจรชุกมาก ฉันขยับไปหาของที่มีอยู่ในห้องที่สามารถเป็นอาวุธได้ ฉันกระชับไม้ที่วางอยู่ ขึ้นมาถืออย่าแน่นหนา  เป็นไงเป็นกันวะ ใครเข้ามา แม่จะฟาดให้กบาลแยกเชียว!!

ปังๆๆๆ เสียงรัวเคาะประตูอยู่ด้านหน้า ทำเอาฉันสะดุ้งโหยงด้วยความหวาดกลัว มันเหมือนจะพยายามเขย่าประตูจนบานประตูไม้สั่นระรัว ฉันใจดีสู้เสือตะโกนออกไป

“ใครน่ะ” ได้ผล เสียงเคาะและเขย่าเงียบหายไป ใจของฉันเต้นไม่เป็นจังหวะ ฉันยอมรับว่าตอนนั้นฉันกลัวมาก แทบจะฉี่ราดออกมา กลัวไปหมด กลัวว่ามันจะเข้ามาทำร้าย กลัวว่าจะเป็นโจรอย่างที่ลุงสมบัติบอก

“เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ” เสียงของผู้หญิงท่าทางมีอายุตะโกนก้องด้านหน้าห้อง ทำเอาฉันสะดุ้งสุดตัว

“ออกมาจากห้องกูเดี๋ยวนี้นะ” ไม่พูดเปล่า แต่ยังเอามือเคาะเข้ามา

“นั่นใคร ฉันไม่มีเวลาเล่นด้วยหรอกนะ” ฉันตะโกนออกไป คิดว่ามีใครมาเล่นพิเรนทร์

“ออกมา ออกมา” พร้อมกับเอาอะไรมากระแทกประตูเสียงดังพยายามพังเข้ามา ฉันกระชับไม้ที่อยู่ในมืออย่างแน่น คิดเสียว่า เข้ามาเมื่อไหร่ เจอฟาดแน่

และประตูก็เปิดออก ดานประตูหลุดออกจากช่องหับ ร่างของหญิงชราพุ่งตรงเข้ามา

“อีไพร่นี่ มันบ้านกู ออกไปเดี๋ยวนี้ ออกไป” เสียงของแกดูน่ากลัว ใบหน้าเหี่ยวย่นเหมือนคนอายุสักร้อยปี

“ยายเป็นใคร ฉันมาเช่าบ้านหลังนี้ ทำไม ทำไมยายเข้ามาได้ยังไง” ฉันร้องบอก หญิงชราจิกผมฉันอย่างแรงด้วยความโกรธ

“มันบ้านของกู ที่ของกู ใครใช้ให้มึงเข้ามาในบ้านหลังนี้” ฉันพยายามปลดมือที่จิกหัวออก แต่มันแน่นหนาเสียเหลือเกิน หญิงชราชี้หน้าด้วยความโมโห

“ยาย ยายเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ฉันมาเช่าบ้าน ไม่ได้มาแย่งหรืออะไรทั้งนั้น”

“ไอ้อีลูกหลานเหลนมันไม่เห็นหัวบรรพบุรุษ ถึงกล้าเอาบ้านกูไปปล่อยให้ไพร่ เสนียดอย่างมึงเข้ามาอาศัย ออกไปเดี๋ยวนี้ ออกไป ไม่อย่างนั้น มึงได้ตายแน่ๆ” เสียงของยายแก่หัวเราะร่าจนน่ากลัว แกค่อยๆ ถลึงตาออกมาและลูกนัยต์ตาก็ปูดโปนก่อนที่จะหลุดออกมาจากเบ้า ปากของแกยิ้มจนไปถึงกกหู แก้แลบลิ้นออกมายาวเฟื้อยแถมแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว เเล้วฉันก็หวีดร้องอย่างสุดเสียงก่อนที่จะสติดับลงไปมีเสียงหนึ่งที่ฉันได้ยินคือ

“หยุดนะ อีแดง ถ้ามึงไม่หยุด มึงได้เจอดีแน่” เท่านั้น ลมวูบใหญ่ก็พัดเข้ามานั้นคือสิ่งสุดท้ายที่ฉันได้ยิน

แสงแดดอุ่นๆ ค่อยๆ คลี่ละเลงไปทั่วเรือน ฉันขยับลุกขึ้นด้วยอาการเกร็งเจ็บไปทั่วศีรษะ เห็นร่างของลุงสมบัตินั่งอยู่ใกล้ๆ ฉัน ทำเอาฉันสะดุ้งสุดตัว

“ตื่นแล้วหรือครับคุณ” ลุงสมบัติร้องบอก

“ลุงสมบัติ” ฉันร้องเรียก ยังคงตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น มันคือความฝันหรือความจริงกันแน่ เหงื่อกาฬแตกพลั่กด้วยความระทึก

“ลุง ฉันฝัน แต่มันเหมือนเรื่องจริงมาก มากเสียจนน่ากลัว”

“ครับ” สีหน้าของลุงสมบัติแกดูซีดลงไปจนฉันจับสังเกตได้

“เรือนนี้มีผีหรือจ๊ะลุง ลุงช่วยบอกฉันหน่อยได้มั้ย ว่าเรือนนี้มีผียายแก่อาศัยอยู่ใช่มั้ย” ลุงสมบัติเหมือนลังเลจะตอบดีหรือไม่ดี ฉันลุกขึ้นไปที่นอกห้องตรงชานบ้าน รูปที่อยู่บนฝาผนังเรียงรายกันอยู่หลายคน ฉันจำได้ว่า หนึ่งในนั้นคือวิญญาณที่ทำร้ายฉันเมื่อคืน

“นี่ไง คนนี้ไง” ฉันชี้นิ้วไปที่รูปของหญิงชรา ใบหน้าคม ดวงตากลมโต  ฉายแววดุร้าย

“ในเมื่อคุณทราบแล้ว ผมก็คงปิดบังคุณไม่ได้” ลุงสมบัติพ่นลมเบาๆ ก่อนที่จะยอมจำนนเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฉันฟังโดยดี

หลังปีพุทธศักราช  2475 ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง บ้านเมืองถูกปกครองไปด้วยเหล่าทหารและคณะผู้นำในสมัยนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้เองที่ทำให้ชาวบ้านหลายต่อหลายคนต่างก็ต้องเปลี่ยนลักษณะการดำรงชีวิตของตนเอง

“เขาว่าหลวงท่านให้เลิกกินหมาก” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น พลางเช็ดน้ำหมากที่เกรอะกรังที่ริมปาก

“อุ๊วะ อะไรจะขนาดนั้นหรือแม่ปริก กะอีแค่หมาก คนแก่คนเฒ่าเขาก็เคี้ยวๆ กันมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ จะให้เลิกนะมันยาก มันไม่ใช่ฝิ่นนะที่จะเลิกกันง่ายๆ” คนแก่หลายคนต่างบ่นด้วยความเอือมระอ้าที่อยู่แบบเดิมไม่ได้

รวมถึงตระกูลของอดีตข้าหลวงเก่าเช่นกัน ภายหลังที่มีการเปลี่ยนแปลงก็ทำให้เกิดศึกภายในบ้าน หลังที่บิดาคือเจ้าคุณขจรศักดิ์สิ้นชีวิตลงไป และได้ยกมรดกมูลค่ามหาศาลให้ลูกหลาน รวมถึงเรือนไทยที่ฝั่งธน ด้วยเหตุที่ท่านเจ้าคุณมีลูกมาก และมิได้เขียนพินัยกรรมเป็นลายลักษณ์อักษร ก่อนตายท่านได้บอก คุณแดง ผู้เป็นลูกสาวคนโตเอาไว้ว่า

“แม่แดง เราน่ะเป็นลูกคนโต พ่ออยากให้เราเป็นหัวหลักของบ้าน หากพ่อเป็นอะไรไป มรดกเรามีมากมาย ลูกต้องแบ่ง ให้น้องๆ บ้างนะลูก มีเหลือกินเหลือใช้ สุขสบายไปทั้งชาติ จำคำพ่อเอาไว้นะลูก ว่ารักสามัคคีกันเอาไว้ พี่น้องกันแม้จะคนละแม่ แต่ระลึกถึงพ่อเอาไว้นะแม่แดง อย่าโกงน้อง อย่าโกงพี่ จำคำพ่อเอาไว้ จำเอาไว้”

ให้แบ่งสมบัติเท่าๆ กัน ลูกๆ จะได้ไม่ครหาว่าลำเอียง คุณแดงผู้เป็นบุตรีคนโต ตอบรับ เพียงไม่นาน ท่านเจ้าคุณก็สิ้นชีวิตลงไป และนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของมรดกบาป

เพราะไม่นาน ลูกๆ ของท่านต่างก็ทักท้วงเรื่องการแบ่งสมบัติของผู้เป็นพ่อ รวมไปถึงบรรดาเมียของท่านเจ้าคุณก็เช่นกัน

“ท่านเจ้าคุณท่านมีเมียมาก เห็นว่ามีเมียที่จดทะเบียนสมรสหนึ่งคนคือคุณดวง มีลูกก็คือคุณแดงนั่นเอง” นี้คือคำบอกเล่าที่ชายชราเอ่ยออกมา

“ตอนนั้น ใครๆ ก็อยากได้เรือนไทยหลังนี้ ” ชายชราเอ่ยขึ้นพร้อมกับนึกภาพไปครั้งอดีต

“คุณแดงจะให้พวกลูกอิฉันได้เท่านี้ไม่ได้นะคะ บ้านช่องออกจะใหญ่โต เงินทองก็มากมาย ก่อนตาย ท่านก็สั่งหนักสั่งหนามิใช่หรือ ให้แบ่งมรดกเท่าๆ กัน ไหงคุณแดงจะมาชุบมือเปิบ ทำแบบขายผ้าเอาหน้ารอด แล้วยกสมบัติคนเดียวไม่ได้นะคะ”

“ก็คุณพ่อท่านติดหนี้มากมาย ฉันก็ขายใช้หนี้ไปหมดแล้วนี่ หล่อนจะมากำเริบเสิบสานอะไรกันอีกเล่า แม่นวล หล่อนนะเมียบ่าว ลูกหล่อนก็เป็นแค่ลูกนอกสมรส จะมาเรียกร้องอะไรกัน”

นวล อายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณแดง เธอเป็นแค่เมียน้อยที่ท่านเจ้าคุณมอบตำแหน่งเมียให้อีกคน คุณแดงดูจะไม่พอใจเท่าใดนัก เพราะรู้ๆ กันอยู่ในหมู่เครือญาติว่าเธอเค็มกว่าอะไรดี เชื้อทางแม่มันแรง ใครๆ ก็บอกว่าเธอติดนิสัยมาจากแม่ที่เป็นผู้ดีเก่า งกกันทั้งก๊ก

“เขาถึงว่ากัน ว่าก๊กนี้มันคบไม่ได้ ท่านเจ้าคุณนะท่านเป็นคนดี แต่ทำม้าย ทำไม ลูกถึงมีนิสัยแตกต่างกันราวฟ้าเหวนรกสิ้นดี” นวลลอยหน้าลอยตา

“อีนวล มึงว่าใคร”

“ก็ว่าก๊ก แถวๆ นี้แหละค่ะคุณ ที่ทั้งเค็ม ทั้งงก”

“ออกไปจากบ้านกูเลยนะ ออกไปเลย อีไพร่ เสนียดติดบ้านกู คอยดู กูจะเอาน้ำมาล้างความโสโครกของมึง อีนวล”

“เชิญเลยจ้าค่า เชิญเลย คนอัปรีย์ระยำ อยู่ที่ไหนก็อัปรีย์ระยำ ต่อให้เอาน้ำเกลือ ด่างทับทิมมาล้างมันก็ไม่หายความอัปรีย์หรอกค่ะคุณแดง คุณน่ะไม่ทำตามที่สัญญาเอาไว้กับคุณพ่อของคุณ ชีวิตคุณก็จะมีแต่ความวิบัติ แม้แต่ศพของคุณ ญาติโกโหติกาก็จะไม่มีใครมาเหลียวแล จำคำของอีนวลเอาไว้นะคะ ว่าชาตินี้คุณจะแบกสมบัติบ้าเอาไว้จนตาย ตายแบบศพไม่มีญาติ ตายแบบผีไร้ญาติ” นวลพร้อมกับลูกๆ เดินแบกกระเป๋าออกไปจากเรือนด้วยความขุ่นเคือง

แต่ไม่ใช่แต่นวลเพียงคนเดียว บรรดาเมียน้อยพร้อมกับลูกของท่านเจ้าคุณ คุณแดงก็ทำแบบเดียวกัน ด้วยเพราะเธอไม่อยากแบ่งสมบัติให้กับใคร สุดท้าย บ้านช่องห้องหับ ทรัพย์สมบัติต่างๆ ก็ตกเป็นของคุณแดงแต่เพียงผู้เดียว” ชายชราเล่าเรื่องราวที่รู้เห็นมาจนจบให้หญิงสาวฟัง

“แล้วเธอไม่มีลูกเต้าหรือคะ” ฉันถามออกไปด้วยความสงสัย

“ไม่ครับ เธอน่ะหวงเนื้อหวงตัว”

“รวมทั้งหวงสมบัติด้วยหรือเปล่าคะ” ฉันถามออกไปจากความรู้สึก

“ก็ด้วยมั้งครับ” ชายชราพูดเรียบๆ

“เขาถึงว่า แรงพยาบาทของคน มันเป็นบ่วงมัดเอาจริงๆ นะคะลุง”

ชายชราพยักหน้า ก่อนจะลุกขึ้น “เดี๋ยวผมไปก่อนนะครับ”

“ค่ะ ขอบคุณนะค่ะที่มาอยู่ดูแล” ฉันยกมือไหว้ ก่อนที่ลุงสมบัติจะเดินลงจากเรือนไป ปล่อยให้ฉันอยู่บนเรือนเพียงคนเดียว

ฉันนั่งกวาดถูเรือนอยู่เพียงคนเดียว เก็บข้าวของที่ระเกะระกะออกมาจัดเรียงเสียใหม่ เปิดหน้าต่างรับลม เสียงกิ่งไผ่ใบไม้ไหวเองไปตามแรงลมมันเสียดสีกันจนน่าขนลุก นกกระจิบบินมาเกาะที่หน้าต่างก่อนจะพากันบินหนีไป เหมือนมีใครไล่มัน  ฉันได้ยินเสียงแว่วๆ จากไหนในบ้าน เหมือนเสียงคนบ่นอยู่ไม่ใกลไม่ไกล วันนี้ฉันออกไปจ่ายตลาด อาศัยนั่งเรือของคนที่ผ่านมา เขาว่าเรือนที่ฉันมาเช่าผีดุ ใครๆ ก็เจอดีด้วยกันทั้งนั้น คนขับเรือบอกว่า มีเด็กๆ มาเก็บมะม่วง โดนใครไม่รู้เขวี้ยงหินใส่จนหัวแตก ทั้งๆ ที่ในบ้านไม่มีคนอยู่ อีกรายก็เสี่ยใหญ่มาขอซื้อที่พร้อมกับเรือนไทย ว่ากันไว้จะเอาไปทำเป็นรีสอร์ต แต่ก็มาเจอดีจนเผ่นแน่บกลับไป  แต่ที่เด็ดสุดคือ ทายาทรุ่นต่อๆ มา ใครเข้ามาอาศัยโดนดีทุกคนจนไม่มีใครกล้ามาอาศัย ลุงคนขับยังแซวฉันว่า เก่งนะที่เข้ามาอยู่ได้ เพราะคนเช่าหลายราย คืนเดียวก็วิ่งป่าราบแล้ว

ฉันกลับมาจากตลาด ไขกุญแจเข้าไป แม้จะกลัวอยู่บ้างก็ตาม แต่มันไม่มีทางเลือกแล้วนี่ อย่างไรเสียก็ทนอยู่ไปก่อน อย่างน้อยก็จนกว่าจะมีเงินไปเช่าบ้านหลังใหม่ แต่แล้ว สิ่งที่ฉันเห็นก็ทำให้ฉันกรี๊ดร้องด้วยความตกใจ

ข้าวของมากมายที่เก็บเรียงกันเป็นระเบียบ บัดนี้มันถูกโยนทิ้งเอาไว้ระเกะระกะเต็มพื้นไปหมด ในห้องนอน เครื่องนุ่มห่ม ผ้าปูยับไปด้วยคนเหยียบ หมอนถูกโยนลงไปนอกชาน หนังสือตำรับตำราถูกขีดเขียนด้วยลายมือไม่เป็นภาษา ฉันกำมือแน่นด้วยความโมโห เดินปึงปังออกมานอกชานเรือน มองซ้ายขวา หน้าหลัง ไม่ใช่คน ก็ต้องเป็นผี ใช่สิ ผีแน่ๆ ฉันเดินมาที่กรอบรูป เขย่าๆ รูปของคุณแดงอย่างแรง และเหมือนมีลมวูบใหญ่พัดเข้าหน้าฉัน ฉันไม่สะทกสะท้าน เสียงหัวเราะชอบใจดังอยู่รอบตัวของฉัน ฉันดึงรูปของคุณแดงออกมาจากผนังและทุ้มลงที่พื้น เสียงกระจกกรอบรูปแตกดังเพล้ง ก่อนที่ร่างโปร่งแสงจะสำแดงฤทธิ์ออกมาด้วยความโมโห

“อีเด็กเปรต มึงกล้าเอารูปกูมาทิ้งรึ” เสียงของผีหญิงชราตวาดลั่น ฉันจ้องหน้าด้วยความโมโห

“กล้าดียังไง มาทำลายข้าวของของฉัน” ฉันตวาดใส่

“หน็อย อีเด็กเมื่อวานซืน มึงไม่กลัวกูรึไง ถึงมาตีฝีปากลองดีกับกู”

“เป็นผี ทำไมไม่อยู่ส่วนผีเล่าคะ ทำไมมารังแกคนเป็นด้วย แบบนี้เขาเรียกว่าผีไม่มีมารยาท”

“ฮึ นี่มันบ้านของกู กูจะทำอะไรก็ได้” ผีหญิงชราจ้องเขม็ง ใบหน้าของแกเหี้ยวย่นราวกับคนอายุสักร้อยปี

“แต่ก่อนใช่ แต่วันนี้ ไม่ใช่” ฉันกอดอกบอกด้วยเสียงเข้ม สายตาจ้องมองประสานกันเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ

“อดีตคือบ้านของคุณ แต่วันนี้มันคือของลูกหลาน ผีปู่ย่าตาทวดไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้กับคนอยู่อาศัย พวกยึดติดกับอดีต พาลมาเดือดร้อนให้รุ่นลูกรุ่นหลานต้องเดือดร้อน ผีไม่อยู่ส่วนผี แต่กลับออกมาอาละวาดจนคนเป็นอยู่ไม่ได้ ความผูกอาฆาตพยาบาทว่าเป็นของของตน เห็นมั้ยว่าสมบัติบ้าที่คุณอยากได้อยากครอบครอง ตายไปก็เอาไปไม่ได้”

“อีเด็กบ้า” ผีหญิงชราตวาดใส่ด้วยความโกรธ พุ่งตรงมาหาฉัน ฉันใจดีสู้เสือผลักร่างของแกล้มลงไปร้องโอ๊ยด้วยความเจ็บปวด

“สำแดงฤทธิ์เดชความเป็นผีชั่วร้ายออกมาซิคะ เอาความหยาบช้า หน้างอคอเง้าออกมาให้หมด สำเหนียกตัวเองมั้ยว่า เป็นผีที่ไร้มารยาทสิ้นดี”

“แกกล้าว่าฉันเหรอ อีเด็กพ่อแม่ไม่สั่งสอน”

“สอนค่ะ สอนให้เป็นคน ไม่ใช่สอนให้ชั่ว”

“อีเด็กบ้า” ผีหญิงชราชี้นิ้ว ก่อนจะสปริงตัวลุกขึ้นมา ใบหน้าของแกแปรเปลี่ยนไปเป็นผีเต็มตัว

“มองซิคะ มองตัวเอง” ฉันชูเศษกระจกที่สามารถเห็นเงาสะท้อนตัวเองได้ไปที่ผีของหญิงชรา

“เห็นความอัปลักษณ์ของตัวเองหรือยังคะ เห็นหรือยังว่าเมื่อใดที่คุณโกรธ คุณจะเปลี่ยนร่างเป็นผีน่าเกลียดน่ากลัว ถ้าฉันเดาไม่ผิด คุณมันก็เป็นพวกไม่เอาใคร เห็นแก่ตัว ทั้งงก เค็ม ญาติพี่น้องเลยไม่มีใครนับญาติด้วย เห็นไหมว่าสิ่งที่คุณทำมันดีตรงไหน มีแต่คนครหาคุณ ที่ฉันได้ข่าวคือคุณตายอย่างอนาถ ไม่มีลูกไม่มีผัว ไม่มีญาติซักคนเดียวมาทำพิธีศพ จนต้องแบกไปตั้งบนศาลาแบบผีไร้ญาติ ศพไร้มิตร สมเพชสิ้นดีกับผีแบบคุณ พวกยึดติด พวกล้าหลัง ไม่ต่างกับกบในกะลา”

วิญญาณของผีชรา นิ่ง ทำอะไรไม่ถูก ร่างของแกค่อยๆ กลับมาสู่สภาพเดิม  ฉันนั่งลงพ่นลมแรงด้วยความเหนื่อย ไม่ใช่กลัวจนเหนื่อย แต่ด่าจนเหนื่อยต่างหาก

“ฉันเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือ” เสียงของแกเอ่ยขึ้นเบาๆ สีหน้าสลดลง ภาพความทรงจำต่างๆ ประดังประเดเข้ามาในห้วงความคิด ครั้งอดีตที่ทำผิด กว่าเธอจะรู้สึกตัวก็สายไปเสียแล้ว

“คุณคงทราบดี ฉันไม่อาจตอบคำถามแทนได้” ฉันเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นแววตาของหญิงชรามีน้ำตา

แกพยักหน้าเบาๆเหมือนรู้สึกผิด

“ใช่สิ ฉันมันไม่มีใครเอา ทุกคนจ้องแต่จะอยากได้ของของฉัน แม้ฉันตาย ไอ้อีลูกบ่าวไพร่มันก็จ้องจะมายึดเรือนของฉัน” แกเสียงสะอื้น ฉันจ้องมองด้วยความสมเพชมากกว่าสงสาร

“คุณยึดติดมากไปหรือเปล่าคะคุณแดง” ฉันเอ่ยเสียงเรียบ ไม่ยินดียินร้ายใดๆ กับผีตรงหน้า เพราะรู้ฤทธิ์เดชว่าไม่เบาทีเดียว

“เธอไม่เป็นแบบฉัน เธอไม่รู้หรอก เด็กแบบเธอ มันก็เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ จะมาสอนฉันได้ยังไง ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อนเธอนะ” ผีหญิงชราว่า

“มันไม่เกี่ยวว่าคุณจะเกิดก่อนฉัน หรือฉันเกิดก่อนคุณหรอกคะ คนเรามีสมอง สติปัญญาไม่เท่ากัน ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็เหมือนกัน ต่อให้อาบน้ำร้อนมาก่อนก็เถอะ มันไม่ได้การันตีว่าคุณจะสมบูรณ์แบบไปหมด คนเรามันมีวิถีชีวิตต่างกัน แค่คุณไม่เอากะลาที่ครอบมากำหนดขอบเขตของคนอื่น”

“เธอคิดว่าเธอเก่งมากหรือไง”

“ไม่มีใครเก่งเกินหรอกค่ะ ฉันแค่พูดให้คุณคิด แต่ผีแบบคุณคงเป็นประเภทไม้แก่ดัดยากเสียแล้ว”

“ว่าฉันรึ” เสียงของแกตวาดแวดขึ้นมาอีกครั้ง

“สอนค่ะ ฉันเป็นครู ฉันถึงสอนในสิ่งที่ถูกต้อง คุณนะแก่แล้วแต่จะเอาความแก่มาอ้างว่าเกิดก่อนรู้ก่อนไม่ได้ สิ่งที่คุณทำกับสิ่งที่คนอื่นทำย่อมแตกต่างกัน แค่คุณคิดปล่อยวาง และหลุดพ้น คุณก็จะสบาย ฉันเคยเห็นคนแบกเก้าอี้ไว้บนบ่านะคะ ได้ยินบ่นว่าหนัก ไม่ยักรู้ว่าทำไมถึงไม่ว่างมันลงทั้งๆ ที่หนัก”

ฉันจ้องมองหญิงชรา

“คุณว่ามั้ย ถ้าหนักก็วางซะ” ฉันเอ่ยเรียบๆ เหมือนหญิงชราจะคิดได้ ได้ยินแกพ่นลม

“มันก็หนักจริงๆ อย่างที่เธอว่าละนะ”

“ค่ะ คุณคงคิดเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้ฉันบอกหรอกนะคะคุณแดง” ฉันพูดเพียงเท่านั้น ร่างของเธอก็ค่อยๆ เลือนหายไปต่อหน้าต่อตาฉัน ฉันก้มลงมองเศษกระจก ไปหยิบไม้กวาดมาเก็บกวาด และเก็บข้าวของที่กระจัดกระจาย

ตลอดทั้งวัน ฉันเสียเวลาทำความสะอาดสองรอบ แต่ไม่ยักได้ยิน หรือมีสิ่งใดๆ มารบกวน จวบจนเย็นของวันนั้น

“อ้าว มาอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับคุณ” เสียงหนึ่งตะโกนก้องขึ้นมาบนเรือน ฉันโผล่หน้าออกไป ในขณะที่นั่งอ่านหนังสืออยู่

“สวัสดีค่ะ ย้ายมาอยู่สองวันแล้วค่ะ”

“อ้อ โทษทีครับคุณ กะผมไปบ้านญาติแถวพระประแดงมา”

ฉันพยักหน้า งงๆ ว่าเขาคือใคร

“คุณสะอางค์คงบอกแล้วซิครับ ว่าผมพักอยู่ท้ายสวน มีอะไรก็บอกผมเรียกใช้ได้นะครับ นั่นเมียกับลูกของผม” ชายวัยกลางคนกวักมือเรียกเมียและลูกขึ้นมา

“ผ่องกับผิวครับ มีอะไรคุณเรียกใช้ได้เลยนะครับ”

ฉันพยักหน้างงๆ

“ว่าแต่ลุงชื่ออะไรหรือคะ” ฉันเอ่ยถามด้วยความเคลือบแคลงสงสัย จู่ๆก็ทักทายขึ้นมา

“สมบัติครับ ผมสมบัติ” ฉันตาโต งงงันไปหมด

“ว่า ว่าไงนะคะ” ฉันมึนงง ทำอะไรไม่ถูก

“สมบัติไงครับ คุณสะอางค์แกบอกผมว่าคุณมาขอเช่าเรือนหลังนี้ แต่บังเอิญผมไปเยี่ยมญาติที่พระประแดงมา เพิ่งจะกลับมาก็วันนี้เอง เห็นบ้านเปิด เลยมาทักทายคุณนะครับ” สมบัติเล่าเรื่อง ฉันแทบหายใจไม่ทัน แล้วลุงสมบัติอีกคนที่ฉันพูดคุยด้วยเล่าคือใคร??

“อ้าว รูปหล่นน่ะครับ เดี๋ยวไปเก็บให้” ฉันหันไปตามสายตา กรอบรูปหล่นไปอยู่ข้างตู้ ลุงสมบัติหยิบมันขึ้นมาเช็ดถู ก่อนจะเอาไปวางตั้งบนตู้ไม้เก่า ฉันตัวสั่นเทามือไม้อ่อนไปหมด

“รูป.. รูปใครหรือคะ” ได้ยินเสียงลุงสมบัติตัวจริงพูดว่า

“อ่อ ท่านเจ้าของบ้านน่ะครับ เจ้าคุณขจรศักดิ์” เสียงนั้นมันอู้อี้อยู่ในหู ใบหน้าของคนในรูปคือคนคนเดียวที่ฉันได้คุยตลอดสองวันที่ผ่านมา ลุงสมบัติตัวจริงพูดต่อไปเรื่อยในขณะที่ฉันยังจ้องมองรูปของท่านเจ้าของบ้านอยู่

“ท่านรักบ้านหลังนี้มาก วันดีคืนดี เคยมีคนได้ยินเสียงเอะอะมะเทิ่งของใครบนเรือนหลังนี้ อย่าหาว่ากระผมใส่ไฟเลยนะขอรับ” เสียงของแกกระซิบเบาๆ

“เรือนหลังนี้เขาว่ามีผี” แต่ดูเหมือนลุงสมบัติคงจะแปลกใจไม่น้อย ที่ฉันมิได้ตกใจกลัวแต่อย่างใด แกจึงเล่าต่อไปว่า

“ก็ลูกท่านนั้นแหละ ตายไปก็ไม่ยอมไปผุดไปเกิด ใครมาอยู่เรือนหลังนี้เป็นเจอดีทุกราย กระผมยังเคยเจออิทธิฤทธิ์ของเธอเลยนะครับคุณ ว่าแต่คุณเถอะ ไม่กลัวผีหรือครับ”

ฉันยิ้มตอบ “ไม่กลัวหรอกค่ะ ผีก็ส่วนผี เมื่อก่อนฉันก็กลัวนะคะลุง แต่มาอยู่เรือนหลังนี้แล้ว เลิกกลัวไปเสียแล้วค่ะ” ฉันตอบอย่างสบายใจ พลางนึกไปถึงเจ้าคุณขจรศักดิ์ เจ้าของบ้าน รวมไปถึงผีคุณแดง

สายลมพัดวูบเข้ามาที่หน้า ฉันคิดในใจ และคิดว่า ผีสองตนที่อยู่บ้านหลังนี้ก็คงได้ยินว่า

“การที่คงเรายึดติดสิ่งใดมากเกินไป นอกจากตัวเองเป็นทุกข์แล้ว คนที่อยู่ข้างหลังก็เป็นทุกข์ไม่ต่างกัน  เรือนหลังนี้ร้างคนอยู่มานานปี เพราะอิทธิฤทธิ์ของผีคุณแดง นอกจากความหวาดกลัวที่มีต่อบ้านหลังนี้แล้ว ยังสร้างความเกลียดชังให้คนสาปแช่งผีในบ้านหลังนี้ด้วย หากคุณทั้งสองรับรู้ ก็คงสามารถหยั่งความรู้สึกของฉันได้ว่า ฉันมาด้วยเจตนาแบบใด และฉันจะทำบุญให้นะคะ” ฉันหันมองรูปเจ้าคุณอีกหน และนึกไปถึงน้ำเสียงของคนที่มาช่วยฉันตอนผีคุณแดงมาหลอกได้ “หยุดนะ อีแดง ถ้ามึงไม่หยุด มึงได้เจอดีแน่”

ฉันยกมือไหว้ ด้วยความระลึก  ขอบคุณนะคะท่านเจ้าคุณขจรศักดิ์ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ

 

– ญา-ณัฐ –

Don`t copy text!