เริ่มต้นที่อำเภอ ลงท้ายที่อำเภอ

เริ่มต้นที่อำเภอ ลงท้ายที่อำเภอ

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

ใครหนอให้คำนิยามของคำว่า ‘แต่งงาน’ เป็น ‘ตอนจบอันแสนสุข’ ของละครชีวิตคู่ เปล่าเลย…  แท้จริงแล้ว… มันเป็นการเริ่มต้นต่างหาก จุดเริ่มต้นที่มีทั้งรัก ชัง โลภ โกรธ หลง ที่เป็นคลื่นลูกใหญ่ซัดถาโถมเข้ามาในชีวิต รวมถึงต้องผจญกับมนุษย์รอบข้างอย่างถึงพริกถึงขิง ส่วนใหญ่มักจะหนีไม่พ้นมารในคราบของ ‘แม่ผัว’ ซึ่งไม่รู้อาฆาตกันมาแต่ชาติปางไหน ชาตินี้จึงได้ตามมาราวีไม่หยุดหย่อน

ฉันชื่อ ‘แก้ว’ ค่ะ เรื่องราวชีวิตของสาวจนๆ อย่างฉันก็ครึ่งๆ กลางๆ เรื่อยมา จนวันหนึ่งกามเทพได้แผลงศรรัก… ดลบันดาลให้พบกับ ‘พี่กฤษณ์’ ชายหนุ่มรูปงาม บุตรชายคนเดียวของ ‘นางเจริญ’  แม่ค้าขายข้าวแกงร้านใหญ่ที่สุดในตลาดหน้าปากซอยหมู่บ้านและจัดว่าบ้านของนางมีฐานะดี ตอนแรกฉันเพียงแค่ไปอุดหนุนข้าวแกงร้านเขาบ่อยๆ จนนานวันเข้าฉันก็ไม่สามารถหลุดรอดไปจากศรรักของกามเทพได้  ตาสบตา… ต่างคนก็ต่างมีใจ เราจึงเริ่มสานสัมพันธ์กันไว้ในเวลาต่อมา

แต่อย่างว่าแหละ… ความรักมันจะสวยงามราบรื่นเป็นเรื่องยาก เพราะว่าก้างขวางคอชิ้นโตอย่างนางเจริญแม่ของพี่กฤษณ์รูปหล่อ ซึ่งหวงลูกยิ่งกว่าจงอางหวงไข่ ทุกครั้งที่นางเห็นฉันกับลูกชายของนางสบตากันก็ต้องมีเสียงด่ากระทบกระเทียบลอยมา

“เฮ้อ… ลูกไม้บ้านๆ สันดานชั่ว เห็นผู้ชายไม่ได้ต้องระริกระรี้เชียว ข้าวแกงร้านข้านี่ก็แปลก ผู้หญิงบางคนกินเข้าไปแล้วยางอายไม่มี”

นางเจริญด่ากระทบเสร็จก็ทำทีไปตักแกงส่งให้ลูกค้ารายอื่นๆ ต่อโดยไม่ได้หันมามองอีก คงจะนึกสะใจเป็นล้นพ้นที่หลอกด่าฉันได้ ในใจของฉันเดือดปุดๆ ความคิดอยากจะเอาชนะเริ่มก่อขึ้นในใจทันทีตั้งแต่วันนั้นฉันก็ยังไปกินข้าวแกงที่ร้านของนางเจริญปกติ จนในที่สุดฝันที่ไม่เคยคิดว่าจะมีก็กลายเป็นจริง พี่กฤษณ์ขอฉันแต่งงาน…

แน่นอนว่านางเจริญย่อมไม่เห็นด้วยกับลูกชายแน่นอน เพราะการที่นางจะหาสะใภ้สักคนเข้าบ้าน นางคงต้องเลือกเฟ้นอย่างดีด้วยนิสัยของคนเจ้าระเบียบ จู้จี้จุกจิก และที่สำคัญคืออยากให้ลูก ‘ได้เมียดี’

“แม่ครับ ผมกับแก้วจะแต่งงานกัน”  กฤษณ์ตัดสินใจบอกกับนางเจริญ ในขณะที่นางกำลังสาละวนกับการเก็บจานข้าว มือของนางชะงักไป ก่อนจะหันมาถามด้วยเสียงไม่พอใจ ดวงตาวาวโรจน์ขึ้น ก่อนทำสีหน้าเป็นปกติหันมาคุยกับลูก

“คิดดีแล้วใช่ไหม คบหาดูใจกันดีแล้วหรือ แล้วแน่ใจยังไงว่าจะไปกันรอด” นางเจริญยิงคำถามยาวเป็นชุด จนกฤษณ์เองแทบจะตอบไม่ทัน

“แน่ใจสิครับแม่ แก้วเป็นคนดี เราคบกันมาสักพักแล้ว ถึงแก้วจะไม่ได้มีฐานะเท่าบ้านเรา แต่พื้นเพบ้านเขาก็ใช่ว่าจะต่ำต้อยนะครับ”

“ย่ะ ไม่ต่ำต้อยหรอก พ่อมันหาเช้ากินค่ำ เป็นกรรมกรก่อสร้างต๊อกต๋อย ส่วนนังแม่ก็รับจ้างร้อยพวงมาลัย” นางเจริญลอยหน้าพูดประชดประชัน มือไม้สั่นไปหมด แต่ก็พยายามเก็บอาการไว้

“เราคบกันที่ใจนะครับแม่ ผมขอถามแม่ตรงๆ แม่ไม่ชอบแก้วใช่ไหม”

“แกกินข้าวหรือกินหญ้าล่ะ ถึงได้โง่ดูไม่ออกว่าแม่ชอบมันไหม ถึงจะไม่ถูกใจเท่าไรก็ต้องยอมรับ ก็ลูกจะเอาเข้าบ้านแล้วนี่ แม่จะไปขัดยังไงได้”

“ตกลงแม่ไม่เห็นด้วยใช่ไหมครับกับเรื่องของผมและแก้ว”

“แม่น่ะมันแก่แล้ว จะลงโลงไปวันไหนก็ไม่รู้ อยู่ดีๆ ลูกมาบอกจะแต่งงาน แถมผู้หญิงก็ยังไม่ได้ถูกใจแม่เท่าไร ฉันเป็นแม่มันก็ต้องถาม ต้องท้วงติงกันบ้าง”

กฤษณ์ไม่ล่วงรู้เลยว่านางเจริญผู้เป็นแม่พูดให้พอผ่านๆ ไปเท่านั้นเอง ในที่สุดนางก็อนุญาตให้ลูกชายสุดที่รักแต่งงานได้ แต่นางได้คิดแผนตีรังรักของลูกชายกับว่าที่ลูกสะใภ้ให้แตกไว้รอท่าแล้ว คอยดูเถอะนังสะใภ้ตัวดีมันต้องระเห็จไปในสามวันเจ็ดวัน… เมื่อได้รับข่าวดีเรื่องแต่งงานจากชายคนรักแก้วก็ดีใจที่สุด ทั้งบ้านดีใจใชโยกันทั่วหน้า ฝันหวานว่าลูกสาวจะตกถังข้าวสาร ได้ลูกเขยรวย แต่เสียอย่างเดียว นางเจริญว่าที่แม่ผัวปากเสียไปหน่อย…

ในที่สุดวันชื่นคืนสุขก็มาถึง ฉันได้แต่งงานกับพี่กฤษณ์สมใจ นางเจริญหน้าระรื่นเฉพาะกับแขกในงานเท่านั้น พอหันมาสบตากับลูกสะใภ้นางก็ตีหน้ายักษ์ทันที ฉันคิดอยู่ในใจว่าชีวิตหลังจากนี้คงต้องสาหัสสากรรจ์แน่นอน แม่ผัวคงจะไม่ให้อยู่สบายเป็นแน่แท้ งานแต่งดำเนินต่อไปจนมาถึงช่วงจดทะเบียนสมรส ฉันกับพี่กฤษณ์ นางเจริญพร้อมญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายยกโขยงกันขึ้นรถ เดินทางมาที่อำเภอเพื่อเป็นสักขีพยานในการสมรส (นรก) ครั้งนี้… ฉันยังจำได้ถึงนาทีที่ฉันจรดปากกาลงบนใบทะเบียนสมรส เป็นนาทีที่เปลี่ยนชีวิตฉันแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เสมือนเป็นการลงชื่อเข้าสู่นรกก็ไม่ปาน ด้วยชีวิตหลังจากวันนี้จะต้องฟาดฟันกับนางเจริญแม่ผัวสุดโหด ดังที่ท่านจะได้อ่านในบรรทัดถัดไป…

“แก้ว ขูดมะพร้าวเป็นไหม” เสียงของนางเจริญถามฉัน ในเช้าของวันรุ่งขึ้นหลังจากฉันแต่งงาน

“ขูดเป็นจ้า” นางเจริญยิ้มย่องดีใจที่แผนแกล้งแก้วกำลังจะเริ่มขึ้น

“ดี ถ้าอย่างนั้นช่วยขูดหน่อยนะ ขูดให้หมดกะละมังนี่แหละ บ่ายนี้จะแกงเขียวหวานขาย ชดเชยที่เมื่อวานหยุดไปจัดงานแต่งเธอกับเจ้ากฤษณ์เสียหนึ่งวัน ฉันขาดรายได้ไปหลายบาท อ่อ… แล้วใช้กระต่ายมือขูดล่ะ เครื่องกระต่ายไฟฟ้าเธอยังไม่ชิน มันจะบาดมือเอาได้”

หมดกะละมังที่นางเจริญบอกนั้นคือมะพร้าวที่ผ่าครึ่งแล้วเกือบยี่สิบลูกวางอยู่ในกะละมังใบใหญ่ แก้วคิดว่าแค่เพียงวันแรกก็เจอดีเข้าแล้ว  แม่ผัวต้อนรับอย่างแสบสัน แถมยังเหน็บอีกด้วยว่าวันนี้ต้องขายข้าวแกงชดเชย เพราะเมื่อวานต้องหยุดจัดงานแต่งแก้วกับลูกชายทำให้นางขาดรายได้ แก้วก็เพิ่งได้รู้วันนี้เองที่คนโบราณเขากล่าวกันมาว่า ‘งก’ ชนิด ‘ขี้ไม่ให้หมากิน’ เป็นอย่างนางเจริญนี่เอง…

สามเดือนผ่านไป… การกลั่นแกล้งลูกสะใภ้ของนางเจริญยังไม่มีที่สิ้นสุด สามเดือนที่ผ่านมาแก้วต้องรับมือกับความร้ายกาจของแม่ผัว บางครั้งนึกท้อจนอยากจะตอบโต้กลับแรงๆ แต่ก็นึกกลัวถึงเรื่องเวรกรรม แก้วคิดอยู่เสมอว่า ‘ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว’ นางเจริญทำสิ่งใดไว้ สักวันเวรกรรมก็ต้องคืนสนอง แก้วจึงทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ นางเจริญสั่งให้ทำอะไรก็ก้มหน้าทำไป ถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้างนางก็ด่าว่าเอาเจ็บๆ หรือไม่ก็กระแทกข้าวของปึงปังไปตามเรื่อง บางวันนางเจริญให้แก้วช่วยชิมแกง ถ้าแก้วบอกว่าแกงนั้นจืดไปนางก็ให้แก้วปรุงน้ำปลาเพิ่ม พอแก้วออกจากครัวไปช่วยงานอย่างอื่น นางเจริญก็แอบเอาน้ำปลาเทใส่ลงไปในแกงเพิ่ม แล้วทำโวยวายเสียงดัง ด่าว่าแก้วมือเติบใส่น้ำปลาเยอะจนเค็มกินไม่ได้ต้อง เททิ้ง กฤษณ์รู้ดีว่าแม่ของเขาเป็นคนอย่างไร ได้แต่สงสารเมียที่ต้องเจอชะตากรรมแบบนี้

นอกจากนางเจริญจะไม่มีเมตตาต่อคน (ลูกสะใภ้) แล้ว กับสัตว์นางก็ไม่เว้น ถ้ามีกล้วยน้ำว้าหวีงามวางอยู่ในครัวแล้วมีนกปรอดมาจิกกิน นางจะคว้าตะหลิวขว้างใส่ทันที หมาแมวของเพื่อนบ้านจะมาเดินผ่านบ้านนางไม่ได้ นางกลัวว่าแมวจะมาลักกินปลา หมาจะมาแอบกินของในครัว แก้วเห็นพฤติกรรมดังกล่าวของแม่ผัวแล้วก็ได้แต่คิดในใจว่า “มีคนแบบนี้ในโลกด้วยหรือ”

ในที่สุดเจ้ากรรมนายเวรของนางเจริญคงจะตามมาพบ นางลากเตาถ่านมาไว้กลางครัวปรุงต้มยำหมูสามชั้นหม้อใหญ่เพื่อขายในบ่ายวันนี้ เจ้าอ้วน… แมวสีน้ำตาลหน้าตาน่ารักของยายแดงเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันแอบมาขโมยกินปลาทูในครัว ซึ่งนางเจริญทอดแล้วลืมเก็บใส่ในฝาชี ด้วยความโกรธอันเป็นนิสัยประจำตัว นางคว้าตะหลิวได้ก็กระโดดเต็มแรงเพื่อจะตีแมวให้ได้ แต่จะด้วยเคราะห์กรรมหรืออะไรก็สุดจะคาดเดา นางเจริญเซไปชนกับหม้อต้มยำที่เดือดอยู่บนเตาถ่าน น้ำต้มร้อนๆ ทั้งหม้อหกรดขา นางเจริญหวีดร้องอย่างน่าเวทนา… จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นางเจริญต้องรักษาตัวอยู่หลายเดือน นอนเป็นผักอยู่บ้านเป็นภาระให้ลูกสะใภ้ต้องคอยดูแล แต่นางก็ไม่ละทิ้งการด่าทออันเป็นนิสัยเดิม ซ้ำร้ายมากกว่าเดิมเสียอีก ทั้งลูกชายและลูกสะใภ้ล้วนทำให้นางพอใจไม่ได้เลย เมื่อนางไม่ได้ดั่งใจก็จะด่าทออย่างเจ็บแสบ… จนในวันหนึ่งความอดทนของแก้ว ลูกสะใภ้ที่นางแสนจะชิงชังก็หมดลง

“อีแก้ว กูจะหิวน้ำ มึงมาเร็วๆ สิ กูเรียกมึงได้ยินไหม อีเฮงซวย ไปมุดหัวอยู่ที่ไหน กูนอนรอเป็นชาติแล้ว” แก้วได้ยินเสียงของแม่ผัวที่ทั้งเรียกและด่าไปด้วยก็สติหลุดทันที ด้วยความอดทนที่หมดลงและการถูกกดขี่มานาน จึงคิดได้ว่าความดีทั้งหมดที่ทำไว้ไม่สามารถใช้กับแม่ผัวคนนี้ได้

“แกหิวน้ำมากใช่ไหม นี่… ฉันกรวดให้” แก้วคว้าขวดน้ำบนโต๊ะข้างเตียงนางเจริญได้ก็ค่อยๆ  เทราดลงไปบนหน้าของนางเจริญที่นอนอยู่ น้ำไหลเข้าจมูกเข้าปาก นางก็ร้องไปด่าไป

“อีแก้ว อีชั่ว กูจะฟ้องลูกกู อีบ้า…” เสียงร้องของนางดังไปถึงข้างล่าง กฤษณ์ได้ยินเสียงแม่ร้องจึงวิ่งขึ้นมาดู ภาพลูกสะใภ้ราดน้ำใส่หน้าแม่ผัวที่นอนดิ้นทั้งร้องไปด่าไปทำให้กฤษณ์ตกตะลึง ด้วยไม่คาดคิดว่าแก้วจะทำแม่ตนได้ กฤษณ์ผลักแก้วออกไปทันทีก่อนต่อว่าด้วยความโกรธ แต่ในใจลึกๆ เขาก็รู้ว่าที่ผ่านมาแม่ของตนทำกับแก้วไว้เจ็บแสบ ความรักของทั้งคู่ต้องจบลงด้วยความเจ็บปวด ถนนแห่งรักสายนี้สิ้นสุดลงแล้ว ทั้งคู่ไม่สามารถประคับประคองชีวิตคู่ต่อไปด้วยกันได้

“เราเลิกกันเถอะพี่ ฉันทนแม่พี่ไม่ไหวแล้ว พี่จะว่าฉันเลวก็ได้ที่ทำกับแม่พี่แบบนี้ แต่ฉันเหลืออดแล้วจริงๆ”

“ไอ้กฤษณ์ มึงเห็นไหม ว่ามันทำอะไรกู มึงหย่ากับมันเร็วๆ เลย ไปหย่าวันนี้ได้ยิ่งดี” นางเจริญพยายามพูดออกมาทั้งที่เสียงก็อ้อแอ้เต็มทีเพราะน้ำไหลเข้าจมูก

กฤษณ์ไม่ตอบแต่คว้าข้อมือแก้วขับรถไปอำเภอทันที เพราะเขารู้แล้วว่ายื้ออยู่กันต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ นางเจริญคงไม่ยอมแน่ๆ ทางรักของทั้งสองจึงต้องจบลงเท่านี้

ณ สถานีอำเภอ….

“แก้วต้องเข้าใจพี่นะ พี่ต้องเลือกแม่ก่อน ที่แก้วทำกับแม่พี่วันนี้มันก็เกินไปจริงๆ นะ”

“ฉันคิดมาตลอดว่าความดีจะเอาชนะใจแม่พี่ได้ แต่เปล่าเลย มันไม่มีเลยสักนิดเดียว ฉันเชื่อที่พวกคนในตลาดเขาพูดกันแล้วล่ะ ว่าแม่พี่น่ะมันร้ายที่สุดของคน” เมื่อพูดจบทั้งคู่ก็จรดปากกาเซ็นชื่อลงบนใบหย่าตรงหน้า

“ทำบุญร่วมกันมาแค่นี้ โชคดีนะพี่ เมื่อแรกรักกันก็มาจดทะเบียนที่อำเภอ วันนี้หย่ากันก็มาที่นี่อีก ขอให้พี่จำไว้อย่างหนึ่งนะ ในชีวิตคู่ไม่มีใครอยากมาหย่าหรอก ทุกคนอยากมาจดทะเบียนสมรสครั้งเดียวทั้งนั้น”

…เริ่มต้นที่อำเภอ ลงท้ายที่อำเภอ… ไม่มีใครที่มาเริ่มต้นที่นี่แล้วอยากให้มาลงท้ายที่นี่หรอก แต่เหตุการณ์ คนรอบข้าง (บางคน) ต่างหากที่มาบั่นทอนให้เป็นแบบนี้…

…อนิจจาความรักของแก้วและกฤษณ์…

“ถ้าวันไหนแม่พี่ตาย เรากลับมาจดทะเบียนสมรสกันใหม่นะพี่กฤษณ์ แก้วจะรอวันนั้น”

 

– โยทะกา –

Don`t copy text!