ภาพถ่ายสีดำที่เก็บไว้

ภาพถ่ายสีดำที่เก็บไว้

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

เสียงเอะอะโวยวายของลูกชายดังลั่นไปทั่วบ้านหลังใหญ่ ชายชราผิวขาวใบหน้าออกไปทางจีนเดินเช้าเข้าไปห้ามเมื่อสายตามองเห็นก้านมะยมที่อยู่ในมือของเขา เด็กน้อยตัวสั่นเทาเพราะเสียงตะคอกจากผู้เป็นพ่อ มารดายืนร้องไห้สะอื้น พยายามที่จะเอาตัวบังไม่ให้ผู้เป็นพ่อของลูกตีได้ เด็กน้อยน้ำหูน้ำตาไหลนองหน้า ด้วยความเจ็บร้าวไปทั่วร่างกาย

“หยุดตีลูกได้แล้ว กล” ชายชราเรียกชื่อบุตรชายด้วยเสียงอ่อนแรง

“พ่อไม่ต้องมายุ่ง ผมจะตีมัน ไอ้ลูกไม่รักดี ริอาจจะเป็นกะเทยตั้งแต่เด็ก” สุกลเสียงเข้ม

“ลูกร้องใหญ่แล้วกล แกจะตีมันทำไมอีก” เขาพยายามห้ามปราม

สุกลหันมาทางชายชราผู้เป็นพ่อ ด้วยท่าที่อ่อนแรง เบื่อหน่าย

“พ่อ พ่อจะไปรู้อะไร ที่ผมตีมันก็เพื่อให้มันจำ ไม่เบี่ยงเบนเป็นกะเทย”

เสียงนั้นทำเอาชายชราสะดุ้ง

“มันเบี่ยงเบน จนชาวบ้านชาวช่องเขานินทากันทั่วแล้ว”

ชายชรานิ่ง มองหลานชายที่ร้องไห้ในอ้อมกอดของมารดา เขามองไปที่ตลับแป้ง ที่เขียนคิ้ว กระจกที่แตกละเอียดบนพื้นนั้นด้วยความสังเวชใจ ชายชราได้แต่ถอนหายใจ กับพฤติกรรมเบี่ยงเบนของหลานชาย

“ลูกแกมันเป็นคน มันมีหัวใจ มันจะเป็นอะไรก็ช่างเถอะ แค่มันไม่ไปทำความเดือดร้อนให้ใครหน้าไหนก็เป็นพอ หรือมันไปยืนเยี่ยวบนหัว จนทำให้อับอาย” เสียงของหญิงชราเอ่ยดังขึ้น เมื่อเห็นเรื่องไปกันใหญ่

“โถ พ่อแม่จะไปรู้อะไร พ่อแม่ไม่ได้เดินออกไปทำงานนอกบ้านนี่”

“แล้วมันเป็นยังไงกันพ่อสุกล ไอ้อีพวกนั้นมันเอาข้าว เอาขนม มาประเคนให้บ้านเราเสียที่ไหนกัน”

สุกลหน้านิ่ง เมื่อเจอมารดาตอกกลับมา

“พ่อแม่ไม่เป็นผมไม่มีวันเข้าใจหรอก”

“ทำไมจะไม่เข้าใจ” ชายชราเอ่ยขึ้น

“ใจเย็นๆ ค่อยพูดค่อยจากัน เด็กมันอยากจะเป็น จะห้ามมันไม่ได้หรอก”

 

ชายชราหน้านิ่ง มองดูภาพทุกภาพตรงหน้า น้ำเสียงของแกดูเอื้ออาทรเป็นอย่างมาก ความเป็นคนแก่ที่ผ่านโลกมามากทำให้เขาเห็นอะไรต่อมิอะไรมากมายเหลือเกิน คนเราทุกคนมันก็มีหัวใจด้วยกันทั้งนั้น มีทั้งรักโลภโกรธหลง เป็นธรรมดา

สุกลวางก้านมะยมลง และปล่อยให้เวลาเยียวยาความรู้สึก เขาเดินลับตาออกไป เด็กชายยังคงสะอื้นร่ำไห้ในอ้อมกอดมารดา

“ไม่ต้องร้องไห้นะธีร์” ชายชราเอ่ยเสียงเรียบ แววตาโอบอ้อมอารีย์

“มาหาปู่หน่อย”

เด็กชายพยักหน้าเข้าหา ชายชรามองใบหน้าของเด็กน้อยหน้าจิ้มลิ้มด้วยความรัก และระลึกนึกถึงใครบางคน

“ไม่ต้องร้องไห้นะ” เขาล้วงหยิบลูกอมให้หลานชาย

“คนเราเกิดมาก็อย่างนี้แหละ จะเป็นอะไรก็ช่าง ขอให้เป็นคนดีก็พอแล้ว เพราะความดีจะช่วยคุ้มครองเราตลอดไป”

ชายชรามองร่างของเด็กชายร่างเล็กที่มีใบหน้าสวย หากพระเจ้าสร้างคนขึ้นมาจริงๆ แล้วล่ะก็ ก็คงสร้างหลายชายให้ผิดแผกไปจากใจที่ใฝ่หา แม้หลานชายของเขาจะอยากเป็นอย่างไร เช่นใด เขาก็ไม่อาจห้ามปรามได้ ในเมื่อความอยากของคนเรามันห้ามกันได้เสียที่ไหน แต่ขอเพียงให้หลานเป็นเด็กดี ประตูห้องถูกปิดลง พร้อมเงาจากแสงไฟริบหรี่ลงไปตาม

เช้าของวันใหม่ แสงอาทิตย์ส่องสว่างแต่เช้า ชายชรานอนนิ่งบนโต๊ะ ลมหายใจแผ่วลง อาการของคนแก่วัยเจ็ดสิบห้าปี ข้างกายมีกล่องไม้ที่ถูกปิดอย่างดีเคียงข้างไม่ห่างไปไหน ผู้เป็นภรรยาที่วัยใกล้กันพูดขึ้น

“คุณยังเก็บกล่องใบนั้นไว้อีกหรือคะ” น้ำเสียงไม่แสดงกิริยาอาการใดๆ

“มันเป็นของมีค่าสำหรับผม” เขาตอบ มองกล่องไม้ที่ถืออยู่ แม้วันเวลาจะล่วงเลยมานานแสนนานแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังไม่ลืมของมีค่าที่บรรจุอยู่ข้างในเลยแม้แต่วันเดียว มันเป็นของที่มีค่าทางจิตใจ มีค่ามากกว่าสิ่งใด

“เร็วๆ เข้า ตาธีร์ อย่าทำอะไรชักช้านักนะ พ่อรีบ” เสียงสุกลบุตรชายร้องเรียกหลานชายเสียงเอะอะลั่นไปทั่วอย่างปกติเช่นทุกวัน ไม่มีวันไหนที่ครอบครัวของสุกลจะไม่เอะอะโวยวาย วันนี้ก็เช่นกัน

ร่างของเด็กชายวัยสิบสาม เดินห่อไหล่ หุ่นผอมเพรียวอย่างกับผู้หญิง เดินแบกเป้ใหญ่ที่ด้านในบรรจุหนังสือเรียนเต็มขนาดมา ชายชรามองร่างของหลายชายเดินผ่านมาก่อนจะยกมือไหว้เขาผู้เป็นปู่ด้วยใบหน้าเรียบเฉย เด็กชายเหมือนคนเก็บกด ใบหน้าไร้อารมณ์ มีความทุกข์มากกว่าความสุข

“พ่อ แม่ วันนี้ไม่ต้องรอทานข้าวนะ ผมกับนันกลับดึก ว่าจะแวะหาไรทานกันเลย” สุกลตะโกนมาจากโรงจอดรถ สองตาตายที่นั่งอยู่มิได้สนทนาโต้ตอบกลับไป เพราะเป็นเรื่องปกติเกือบทุกวันอยู่ที่แล้วที่สองคนนั่งทานข้าวเพียงลำพังสองคนตายาย

มันอาจจะเป็นวันที่ชายชราเริ่มอ่อนแรงลง เมื่อพยายามจะเดินออกกำลังขา เรี่ยวแรงที่เคยมีเมื่อครั้งหนุ่มสาวกลับลดน้อยถอยลงไปอย่างเห็นได้ชัด หากมีเวลาทุกๆ วัน สองตายายจะทำงานบ้าน หยิบโน่นจับนี่ ทั้ง กวาด ถู ล้างจานชาม ซักผ้า แม้นันทนาผู้เป็นสะใภ้จะพยายามบอกก็ตามว่าไม่ต้องเอาเสื้อผ้าของเธอ สามี และลูกมาซัก แต่ดูเหมือนแม่ผัวจะไม่ฟัง ก็แอบเอามาซักจนได้  นันทนาเคยแอบบ่น ว่า “ไม่ให้ทำก็จะทำ เดี๋ยวก็เหนื่อยจนเป็นลมเป็นแล้งไปหร้อก”

ก็เพิ่งจะรู้ว่า นันทนาพูดถูกก็วันนี้ เมื่อเรี่ยวแรงมันหมด เขาหยิบจับตะกร้าผ้าเกือบหลุดมือกระจายเกลื่อน ดีที่พยุงเอาไว้มานั่งที่เก้าอี้ได้สำเร็จ ภรรยาของเขายังคงสาละวนอยู่ในครัวเช่นเคย เสียงไอ้ยูนะ หมาพันทางข้างบ้านส่งเสียงดังชายชราที่นั่งหอบ

“เป็นอะไรหรือเปล่าคุณ”

“ไม่เป็นอะไรหรอกคุณ” เขาบ่ายเบี่ยง

“คุณก็เป็นเสียอย่างนี้ ตั้งแต่หนุ่มยันแก่ ปากไม่ตรงกับใจ”

“ถ้าปากผมตรงกับใจ ผมกับคุณคงไม่ได้เจอกัน” เสียงของชายชราเหมือนคนอมทุกข์ แม้คำพูดจะเชือดเฉือนใจ แต่ผู้เป็นภรรยาก็รับได้ ก็อยู่เป็นคู่ชีวิตกันมาตั้งสี่สิบห้าปีแล้วนี่ ทำไมจะรับไม่ได้ ภรรยาคิดในใจ

ตลอดบ่ายของวันนั้น ชายชราเงียบขรึมผิดปกติ ทานข้าวได้น้อยกว่าวันก่อนๆ ชั่วชีวิตนี้ เหมือนเขาขาดอะไรไป การมีชีวิตเพื่อรออะไรบางอย่างมันช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน เขามองออกไปทางหน้าต่างบ้านเดี่ยวสองชั้นที่มีอาณาเขตกว้าง สองตายายนั่งอยู่คนละมุม คนหนึ่งเปิดทีวีดูรายการต่างๆ เท่าที่จะเปิดเจอ ส่วนอีกคนนั่งเขียนหนังสือ บันทึกเรื่องราวตัวเองอยู่ในมุมสงบๆ วันหนึ่งแทบไม่พูดจากันเลย และกว่าจะบุตรชายและสะใภ้กับหลานชายจะกลับมาบ้านก็เป็นเวลาเข้านอนของสองคนตายายแล้ว

มันเป็นสมุดโน้ตบันทึกที่ถูกเขียนด้วยรายมือของชายชรา เขาใช้เวลาทั้งชีวิตที่เหลือนับจากที่พลัดพรากวันนั้น เขียนเรื่องราวของตัวเองตลอดมา เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะมีโอกาสมอบสมุดเล่มนั้นให้แก่คนที่เขาอยากมอบ แต่มันอาจจะไม่มีโอกาส หรือถึงมีโอกาส ก็คงเป็นไปไม่ได้

เสียงโทรทัศน์ที่ภรรยาเปิดดูเป็นรายการตลดขบขันยามบ่าย ชายชราเดินช้าๆ ซึมๆ ถือสมุดเล่มนั้นเดินเข้ามานั่งที่โซฟาขนาดยาว ลมหายใจถี่ๆ แผ่วเบากว่าวันก่อนๆ ใบหน้าเหมือนกังวลอะไรบางอย่าง จนจับผิดสังเกตได้ว่ามีความทุกข์

“คุณยังเขียนบันทึกอีกหรือคะ”

“ผมเขียนทุกวันนั่นแหละ คุณก็เห็น”

“ฉันอยากรู้นักว่าคุณเขียนอะไร ตลอดสี่สิบห้าปี คุณไม่เคยบอกฉันเลยว่าคุณจดบันทึกอะไรไว้บ้าง”

“ก็ทั่วไปนั่นแหละ ผมไม่เห็นว่าจะเป็นสาระสำคัญอะไรสำหรับคุณเลยนะ”

“คุณคะ” หญิงชราเอ่ยเสียงเรียบ แต่ใบหน้าเหมือนมีอะไรบางอย่าง

“มีอะไรหรือคุณ” เขากำลังจะลุกเดิน จึงจำเป็นต้องหยุดกึก หันมองด้วยความสงสัย

“ตลอดสี่สิบห้าปีที่เราแต่งงานกัน คุณเคยรักฉันบ้างมั้ย”

น้ำเสียงนั้นสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้ แววตาบ่งบอกอย่างมากว่าอยากรับรู้ความจริงจากปาก

“ฉันผิดใช่มั้ย ที่ฉันบังคับคุณ ให้…” เธอเสียงสะอื้น

“มันไม่มีใครผิดหรอกคุณ ถ้าผมไม่รัก ผมจะอยู่กับคุณมาตลอดสี่สิบห้าปีหรอไง”

“ความรัก กับความเห็นใจ มันต่างกันนะคะคุณ”

คำพูดนั้นทำให้เขาอึ้งนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะเดินหันกลับเข้าห้องไป ทิ้งสายตาของภรรยาให้มองจนลับตาด้วยแววตาบอบช้ำมาตลอดสี่สิบห้าปี

ชายชราใช้เวลานานกว่าจะลงมือเขียนสมุดบันทึกเรื่องราวต่างๆ อีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่ามันจะใกล้เวลาบางอย่างเข้ามาแล้วสินะ มือสั้นๆ ของเขาเขียนเรื่องราวลงไปช้าๆ ผ่านปากกาสีดำที่บรรจงเขียนอย่างสุดฝีมือผ่านปลายปากกา

เขาเก็บสมุดลงในกล่องไม้อย่างละเมียดละไม ดวงตาของเขานิ่ง ก่อนจะปิดมันลงไปช้าๆ

ตลอดสี่สิบห้าปีที่แต่งงานกับดารุณศรี สุประวัติไม่เคยบอกหล่อนเลยว่ามีความสุข เธอให้กำเนิดบุตรสามคน คือ สุกล สุภาวดี และสุวรรณี ทุกคนต่างเติบโตด้วยหน้าที่การงานที่มั่นคง และมีครอบครัวกันไป

ดรุณศรี เป็นภรรยาที่เงียบ นิ่ง ทั้งสองแทบไม่เคยทะเลาะกันเลยตลอดสี่สิบห้าปี ด้วยหน้าที่การงานของเธอคือคุณครูดรุณศรี ส่วนเขาเป็นนักเขียนหนุ่มใหญ่ที่ผันตัวเองมารับราชการตามพ่อตาที่ใช้เส้นสาย

ทำให้สุประวัติในวัยเจ็ดสิบห้าปี ยังคงไม่ทิ้งลายความเป็นนักเขียน เขาเขียนบันทึกเรื่องราวต่างๆ ตลอดมาตั้งแต่หนุ่มยันแก่

เขาวางสายตาทอดมองออกไปไกล ดึกแล้วที่เขานอนไม่หลับ หลังจากได้รับเอกสารฉบับนั้นมา ชายชราเงียบขรึมกว่าปกติ จนภรรยามองออก แต่มิได้ไถ่ถามอะไรออกไป

สุกลกับภรรยาและลูกกลับมาบ้านตอนสองทุ่มกว่า เสียงเอะอะอย่างเคยของครอบครัวนี้ ที่พ่อเป็นผู้นำ ส่วนภรรยาและลูกเป็นผู้ตาม สองตายยายนอนหลับไปตอนไหนไม่รู้ รู้เพียงว่าสุประวัตินอนฝันถึงใครคนหนึ่งที่อยู่ในใจตลอดสี่สิบห้าปี

เสียงดังเอะอะโวยวายลั่นดังมาจากชั้นสองของบ้าน สองตายายที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่ต้องเหงนมองตามเสียง

“ตุบๆ” เสียงกระเทกเท้าเดินลงมาจากบนบ้าน พร้อมกับเสียงบ่นเอ็ดตะโรดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ เป็นกิจวัตรประจำวันของที่บ้านหลังนี้

“พ่อบอกแล้วไงว่าวันนี้ต้องไปเรียนพิเศษ จำไม่ได้หรือยังไง ธีร์”  เสียงสุกลบ่นพึมพำ เมื่อเห็นว่าลูกชายยังไม่แต่งตัว

“คุณคะ ธีร์ไม่สบายนะคะคุณ ดูตัวซิรุมๆ ร้อนๆ ประเดี๋ยวไปเรียนก็เป็นไข้กลับมา พลอยแต่จะเดือดร้อนกันใหญ่” นันทนาเอ่ยขึ้น เธอเข้าข้างความถูกต้องชัดเจนเสมอ

“นี่คุณ เดี๋ยวนี้กล้าต่อปากต่อคำกับผมหรือไง”

“อ้าว ก็มันลูกฉันนี่คุณ คุณจะเห็นเรื่องเรียนดีกว่าความเป็นความตายหรือยังไง”

“เข้าข้างกันเข้าไป๊ พินอบพิเทากัน โอ๋ให้พอ ระวังมันจะกลายพันธุ์ให้อายชาวบ้าน”

สุกลพูดออกมาโดยไม่นึกเห็นใจผู้อื่นแม้แต่น้อย สองตายายที่นั่งอยู่ มิได้ปริปากออกมาแต่อย่างใด ได้แต่ยอมรับสภาพความเป็นไปครอบครัวลูกชาย

“ลูกจะเป็นอะไร คนเป็นแม่รับได้เสมอ ถ้ามันไม่ได้ทำให้ใครต้องเดือดร้อนจนตายแล้วละก็ แม่คนนี้พร้อมยอมรับความเป็นไปเสมอ ขอแค่เขาเป็นคนดีก็พอ” น้ำตาของนันทนาไหลอาบ กอดลูกชายเอาไว้ สุกลหัวเสียเดินออกไปจากบ้าน สายตาของสองตายายมองออกไปจนเห็นร่างลับตา พร้อมกับเสียงรถยนต์ขับออกไป

เวลาบ่ายกว่าแล้ว ที่สุประวัติเอนกายลงที่เก้าอี้ไม้ตัวเก่า วิทยุเสียงเครื่องเล็กเปิดเพลง ‘พรหมลิขิต’  ของสุนทราภรณ์ บวกกับลมเย็นๆ เด็กชายเดินเข้ามาช้าๆ ผู้เป็นปู่มองตามสายตา

“เข้ามาหาปู่หน่อยสิ ธีร์เอ้ย” ปู่เสียงเบา เขาเดินไปนั่งยองๆ ข้างๆ

“ไข้หายแล้วหรือ” ปู่ดูจะเป็นห่วงเป็นใยเขา  เขาพยักหน้า

“อย่าไปโกรธพ่อเขาเลย พ่อเขาคงอารมณ์ไม่ดี”

“ครับ ธีร์ไม่โกรธพ่อหรอกครับปู่ ธีร์รู้ตัว” เด็กชายเงียบลง

ข้างกายเพลงยังเปิดเบาๆ คลออยู่ เขาเอื้อมหยิบกล่องไม้มาที่ตัก เด็กชายมองเพราะมันสวยมาก สวยแบบคลาสสิก ชายชราอมยิ้ม

“ปู่มีของจะให้ ธีร์ ธีร์สัญญากับปู่ได้มั้ยว่าจะไม่บอกใคร”

“อะไรหรือครับปู่”

“กล่องไม้นี่ไง” ปู่ยืนมาให้ เด็กชายไม่กล้ารับ

“รับไปเถอะน่า ปู่ให้ เก็บมันให้ดี มันคือของขวัญที่ปู่มอบให้ธีร์ จำไว้ อย่าบอกใคร”

“ครับ ธีร์สัญญา” เด็กชายอมยิ้มที่ได้กล่องไม้สวยงาม แต่ไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร

“แล้วสักวันธีร์จะรู้ว่ามันมีความหมายว่าอย่างไร”

ธีร์พยักหน้ารับรู้ ได้ยินเสียงนันทนาผู้เป็นแม่ร้องเรียกให้ไปกินยา เด็กชายรีบวิ่งไป ปล่อยให้ชายชรานั่งนิ่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้

“ยังไม่หลับอีกหรือคะ” เสียงภรรยาเดินเข้ามาใกล้ ปกติหล่อนจะเห็นเขานอนกลางวันที่นี่เสมอ

แต่วันนี้มาแปลก เขายังคงเอนหลังลืมตาอยู่

“คงใกล้เวลาของผมแล้วล่ะคุณ” เขาพูดเบาๆ ลมหายใจแผ่วๆ

“พูดอะไรของคุณ” เธอยิ้มใส่เขา เพราะชายชราตรงหน้าผู้เป็นสามีชอบพูดเล่นเสมอ

“เรายังมีอะไรติดข้างกันอีกมั้ยดรุณศรี”

“มีค่ะ คุณยังไม่เคยบอกฉันเลยว่าตลอดสี่สิบปีที่ผ่านมา คุณคิดถึงใคร คุณถึงเขียนบันทึกนั้นตลอดมา” เขาหัวเราะเบาๆ เบี่ยงหน้าหนี

“ผมขออย่างหนึ่งได้มั้ยดรุณศรี”

“ฉันรู้คำตอบของคุณค่ะ ว่าคุณจะไม่ปริปากบอกฉันเลย แม้จนวันตาย” เธอแสร้งยิ้ม รู้ดีว่าถึงอย่างไรเขาก็คงไม่บอกเธอ

“คุณก็รู้คำตอบแล้วนี่”  ชายชรายิ้มกว้าง ภรรยาเดินออกไปช้าๆ ปล่อยให้เขานอนเอนกาย เพลง ‘พรหมลิขิต’ ของวงสุนทรภรณ์ เปิดวนมาอีกครั้ง

พรหมลิขิตบันดาลชักพา

ดลให้มาพบกันทันใด

ก่อนนี้อยู่กันแสนไกล

พรหมลิขิตดลจิตใจ

ฉันจึงได้มาใกล้กับเธอ

เออชะรอยจะเป็นเนื้อคู่

ควรอุ้มชูเลี้ยงดูบำเรอ

แต่ครั้งแรกเมื่อพบเธอ

ใจนึกเชื่อว่าแรกเจอ

ฉันและเธอคือคู่สร้างมา

เสียงชายชราฮัมเพลงเบาๆ สายลมพัดมากระทบเนื้อ ชายชราหลับตาลงช้าๆ มุมหนึ่งภรรยามองเขาอยู่ด้วยแววตาเศร้าๆ หล่อนพูดเบาๆ ขึ้นว่า

“ไม่ว่าจะกี่ปีคุณก็ยังลืมคนคนนั้นไม่ได้” หล่อนเดินหลีกไปอีกทางหนึ่ง

ในห้องนอน เด็กชายหยิบกล่องไม้ที่ได้รับมาอย่างดีใจ มันเป็นของขวัญล้ำค่าที่สุดที่เขาเคยได้รับ เขาค่อยๆเปิดกล่องไม้ออก ด้านในมีรูปถ่ายสีดำ ภาพเก่าของชายสองคนที่จับมือ ด้านหลังรูปภาพ เขียนอักษรว่า

“ปี พ.ศ. 2515 ความทรงจำของเราสองคน สุประวัติ และธีรชาติ ความผูกพันมิอาจลืม“

ภาพผู้ชายสองคน คนหนึ่งน่าจะเป็นคุณปู่ ส่วนอีกคนใบหน้าคลับคล้ายเขาเป็นอย่างมาก ได้ยินเสียงมารดาร้องเรียก เด็กชายเก็บมันลงกล่องช้าๆ และแอบกล่องไว้มุมหนึ่งก่อนจะเดินออกไป

สุประวัติหลับตาลงช้าๆ เนื้อเพลง ‘พรหมลิขิต’ วนกลับมาอีกรอบ

เนื้อคู่

ถึงอยู่แสนไกล

คงไม่คลาดครา

มุ่งหวัง…สมดังอุรา ไม่ว่าใครใคร

 

ได้ยินเสียงพึมพำเบาๆ จากปากของชายชรา

“และแล้วแกก็กลับมาหาฉัน ธีรชาติ คนที่ฉันรักที่สุดในชีวิต”

ภาพของธีรชาติผุดขึ้นมาในความทรงจำ ใบหน้าของหลานชายทับซ้อนกับธีรชาติ เหมือนจนหาที่ติมิได้ เขายิ้มมุมปาก คิดถึงใบหน้าของเขา ชายอันเป็นที่รักตลอดมา

 

นัฐพันธ์ 

Don`t copy text!