บุรุษเสี่ยงธูป

บุรุษเสี่ยงธูป

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“ตกลงแกจะจีบใคร ก็เลือกไปสักคน ส่วนอีกคนข้าขอจีบ” คำกล่าวของมะยม ผู้ซึ่งใช้สองขาปั่นจักรยานประกบด้านข้างบนถนนเลียบคลองในยามที่ไม่มีรถยนต์แล่นผ่าน ทั้งที่สายตาจ้องมองทางข้างหน้า ปากยังเอ่ยต่อด้วยเสียงดังเพื่อให้เขาได้ยินเต็มสองหู “แต่อย่าจับปลาสองมือนะโว้ย เพื่อนกันต้องแบ่งปันกันบ้าง”

แว้งปั่นรถจักรยานอยู่เคียงข้างหันหน้ามองคนพูด มือขวากำแฮนด์รถ เลื่อนมาบีบก้านเบรกจักรยานเพื่อชะลอความเร็ว จนเท้าทั้งสองบนแป้นบันไดรถวางบนพื้น ยานพาหนะของเขาหยุดนิ่ง ปล่อยให้คนตั้งคำถามปั่นจักรยานนำหน้าไปเพียงเล็กน้อย แล้วโต้ตอบออกไป “แกพูดอย่างกับเป็นขนมต้องแบ่งกันกิน ข้าขอไปคิดดูก่อนว่าจะเลือกจีบใคร”

มะยมหยุดปั่นจักรยานของตัวเอง เหลียวหลังหันหน้ามาทางเขา บอกด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง ราวกับโลกนี้เหลือผู้หญิงให้เขาจีบแค่สองคน “แกต้องตัดสินใจได้แล้ว ก่อนคนอื่นจะมาชิงตัดหน้า อาจชวดทั้งสองคน”

“วันนี้ตกปลาตรงนี้แหละ ลมพัดเย็นดี” แว้งบอกเพื่อนชาย แล้วจอดรถจักรยานไว้ข้างทาง

เด็กหนุ่มสองคนวัยสิบหกปี เป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียงและเป็นมิตรสหายตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษาจนถึงปัจจุบัน หลังเลิกเรียนพวกเขาจะเข้าบ้านเปลี่ยนเสื้อผ้า ชักชวนกันออกมาปั่นจักรยานบนถนนริมคลองพร้อมเบ็ดตกปลาของใครของมัน

บัดนี้ทั้งสองเพิ่งเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เปิดเทอมได้เพียงเดือนเดียว เขามีโอกาสชิดใกล้เพื่อนสาวร่วมชั้นเรียนสองคนซึ่งถูกตาต้องใจตั้งแต่วันปฐมนิเทศ แว้งจึงปรึกษาเพื่อนชายในการจีบหญิงสาว มะยมซึ่งแอบปลื้มสองสาวผู้นั้นไม่ต่างกันได้ทัดทานไว้ว่าอย่าทำตัวเจ้าชู้ ขอให้เขาเลือกจีบเพียงคนเดียว หากแว้งยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะจีบสาวคนใด ประหนึ่งรักพี่เสียดายน้อง จึงยังไม่ให้คำตอบแก่มะยม จนเพื่อนชายทักท้วงขึ้นอีกครั้งในวันนี้

แว้งใช้มือคว้าคันเบ็ดที่เสียบไว้ตรงตะกร้าหน้ารถจักรยาน หิ้วถุงพลาสติกใบย่อมไปนั่งริมตลิ่ง ไม่สนว่าเพื่อนซี้จะเห็นด้วยหรือไม่กับการนั่งตกปลาบริเวณนี้

หากเสียงของมะยมยังดังลอยมาให้ได้ยินอยู่ด้านหลัง “พอข้าถามเรื่องนี้ แกก็เฉไฉไปเรื่องอื่น หรือปิดปากเงียบทุกที แกคิดจะจีบทีเดียวสองคนหรือไง”

“ข้าขอเวลาอีกสองวัน แกได้คำตอบแน่ๆ ว่าข้าจะจีบใคร ข้าไม่ใช่คนเจ้าชู้ แกก็รู้ แต่ยังลังเลเท่านั้นเอง” เขาต้องตัดสินใจเสียที หากไม่ใช่กลัวจะอดจีบสาว แค่ไม่อยากตอบคำถามที่ได้ยินเกือบทุกครั้งยามเจอหน้าเพื่อนชาย

“ข้าจะรอคำตอบ คงได้รู้สักทีว่าใครจะจีบสาวติดก่อนกัน” มะยมบอกเขา พลางหาทำเลริมคลองของตนเอง ซึ่งไม่ห่างจากเขามากนัก

แว้งนำไส้เดือนในถุงพลาสติกเกี่ยวตะขอเบ็ด แล้วโยนลงคลองทางด้านหน้า เขาชอบช่วงเวลานั่งรอให้ปลาฮุบเหยื่อ แหงนคอมองท้องฟ้าสดใสยามเย็น หรือจ้องแมลงปอบินล้อเล่นลมอยู่เหนือผืนน้ำซึ่งเห็นเป็นระลอกคลื่นเมื่อลมพัดผ่าน จมูกได้กลิ่นแม่น้ำ รวมทั้งพื้นดินและต้นไม้รอบกายยังมอบความสดชื่นมีชีวิตชีวาจนยากเกินอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจได้

เด็กหนุ่มรู้สึกสุขกายสบายใจ ผิวปากเป็นทำนองเพลงคุ้นหู เขาชอบการรอคอยเช่นนี้ จึงเลือกหาปลาโดยการใช้เบ็ด ทั้งที่เหวี่ยงแหอาจได้ปลาเช่นกัน แต่เขาไม่ชอบ แม้จะลงแรงครั้งเดียวแล้วได้ปลาหลายตัวก็ตาม

การตกปลาอาจไม่ต่างจากการจีบสาว เพราะปลาจะติดเบ็ดครั้งละตัว ถ้าตกเบ็ดแล้วได้ปลาสองตัวในทีเดียว สายเบ็ดคงขาดพอดี แล้วปลาก็จะหนีไป

แว้งเป็นคนทำสิ่งใดต้องคิดไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ หรือไม่รีบร้อน แบบช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม แต่ช้ามากไปคงไม่ดี อาจจะไม่ได้พร้าสักเล่มมาถือไว้ ยิ่งปล่อยเวลาใคร่ครวญให้เนิ่นนาน คงไม่เหลือสาวคนใดให้เขาหมายปอง และโอกาสที่จะเข้าไปจีบคงหมดลง

แว้งจะตัดสินใจได้อย่างไร กับการเลือกจีบสาวเพียงคนเดียว

 

เช้าวันเสาร์ แว้งนำจักรยานออกมาปั่นไปตลาด ระหว่างทางเขามองเห็นด้านหลังของเด็กผู้หญิงผมเปีย สวมชุดนักเรียนเดินอยู่ข้างถนน สองขาออกแรงปั่นอย่างรีบเร่งเพื่อเข้าใกล้เด็กสาวผู้นั้น

“น้องนาวจะไปไหน วันนี้โรงเรียนหยุด” เขาถามเด็กผู้หญิงชื่อมะนาวมีอายุห่างกันสองปี ซึ่งเป็นน้องสาวของเพื่อนสนิท

“พี่แว้งตื่นเช้าจัง พี่ยมยังอยู่บนที่นอนอยู่เลย” เธอยิ้มให้เพื่อนของพี่ชาย ที่เจอหน้ากันเกือบทุกวัน

“น้องนาวจะไปไหน” เขาถามย้ำอีกครั้ง เมื่อยังไม่ได้คำตอบที่อยากรู้

“นาวลงเรียนพิเศษที่โรงเรียนไว้ พี่แว้งไปส่งนาวตรงศาลารอรถเมล์หน่อยสิ” เด็กสาวพูดพลางเดินมาเกาะเบาะท้ายรถจักรยาน ราวกับถ้าเขาปฏิเสธคงยืนจับเบาะอยู่อย่างนั้นไม่ยอมให้เขาไปไหน

“ขึ้นมาสิ พี่ไปส่งนาวก็ได้”

เมื่อได้ยินคำตอบรับของเขา มะนาวใช้สองมือรวบชายกระโปรงซึ่งยาวคลุมเข่าไว้ตรงกลางหว่างขา ย่อเข่าสองข้างเล็กน้อย ตั้งท่าจะยกขาข้างหนึ่ง หากเขายับยั้งได้ทัน ก่อนเด็กสาวจะขึ้นมานั่งคร่อมเบาะท้ายจักรยาน “นาวนั่งสองขามาด้านข้างก็ได้ เป็นสาวเป็นแส้ทำตัวให้เรียบร้อยหน่อย”

“ตอนนาวนั่งซ้อนจักรยานพี่ยม ทำอย่างนี้ ไม่เห็นพี่ยมจะว่าอะไรเลย” มะนาวยังยืนต่อรอง ขอนั่งคร่อมเหมือนที่เคยทำ

“ถ้าไม่นั่งแบบที่พี่บอก ก็เดินไปรอรถเมล์เองแล้วกัน”

เด็กสาวทำตามคำบอกของเขาโดยดี หากมีท่วงท่าคล้ายผู้ชาย ไม่นุ่มนวลเสียเลย จนเขาอดพูดไม่ได้ “น้องนาวทำตัวอย่างนี้ จะมีผู้ชายที่ไหนมาจีบ”

“ไม่มีใครมาจีบ นาวก็ไม่สน พี่แว้งอย่ามาจีบนาวละกัน นาวไม่ชอบคนหลายใจ คิดจะจีบผู้หญิงทีเดียวสองคน” เด็กสาวกล่าวขณะนั่งซ้อนท้ายจักรยานซึ่งเขาเป็นผู้ปั่น

“พี่ยมเล่าให้นาวฟังใช่ไหม อย่าไปสนใจเลย คนอย่างพี่ ถ้าคิดจะจีบใคร จีบแค่คนเดียว ไม่ติดค่อยจีบคนใหม่” เขาต้องแก้ความเข้าใจผิดของเด็กสาว

“พี่แว้งจะจีบใคร บอกนาวก่อนได้ไหม”

คำถามที่ได้ยินทำให้เขาเงียบไป วันพรุ่งนี้เขาต้องเลือกให้ได้ว่าจะจีบสาวคนใด แล้วนำไปบอกมะยม

คนนั่งบนเบาะหลังของรถจักรยานคงไม่ต้องการคำตอบจากเขาจริงจัง จึงเอ่ยด้วยเสียงเจื้อยแจ้วสร้างบรรยากาศไม่ให้เงียบเหงา “เมื่อวานครูให้นาวอ่านวรรณคดีเรื่องอิเหนา ตอนบุษบาเสี่ยงเทียน พี่แว้งรู้ไหมว่าทำไมนางบุษบาต้องเสี่ยงเทียน”

“ตอนนั้นคงมีแค่เทียน ถ้ามีธูปด้วย นางบุษบาคงเอามาใช้พร้อมกัน” เขาพูดมั่วซั่ว เพราะไม่ทราบเนื้อหาของเรื่องดังกล่าว

“พี่แว้งก็คิดได้นะ นางบุษบาไปไหว้พระ แล้วอยากรู้ว่าดวงชะตาของนางนั้นจะคู่กับใครระหว่างอิเหนากับจรกา นางจึงเสี่ยงทาย โดยใช้เทียนสามเล่มปักเรียงกัน เล่มทางขวาเป็นอิเหนา เล่มตรงกลางเป็นบุษบา เล่มทางซ้ายเป็นจรกา แล้วนางบุษบาอธิษฐานว่า ถ้าจะให้นางคู่กับจรกา โปรดจงให้เทียนของอิเหนาดับไป” เด็กสาวยังเล่าต่อ คงอยากให้เขารับรู้เรื่องราว

“แต่เทียนของจรกาดับ เพราะพี่คุ้นๆ ว่า นางบุษบาคู่กับอิเหนา” เขาเอ่ยแทรกขึ้นมา พอดีกับปั่นจักรยานถึงศาลารอรถเมล์ข้างถนน

“มันมีอะไรมากกว่านั้น ก่อนเทียนของจรกาจะดับนะพี่แว้ง” มะนาวยังไม่ยอมลงมายืนบนพื้น

“ตกลงนาวจะไปเรียนพิเศษ หรือจะนั่งเล่าเรื่องนางบุษบาให้พี่ฟังจนจบ โน่น… รถเมล์มาแล้ว” เขาบุ้ยปากไปยังรถประจำทางสีเขียวซึ่งเห็นมาแต่ไกล

“ขอบคุณที่ปั่นจักรยานมาส่งนาวนะคะ แล้วจะเล่าให้ฟังอีก นี่ถ้านาวเดินมาเอง คงไม่ทันรถเมล์เที่ยวนี้แน่ๆ “เด็กสาวกระโดดลงจากรถจักรยาน ยกมือไหว้เขาพอเป็นพิธี แล้วทิ้งคำพูดไว้ ก่อนวิ่งไปยืนโบกรถเมล์

แว้งส่ายศีรษะให้กับท่าทางของมะนาว ซึ่งหาความอ่อนช้อยหรือเรียบร้อยแทบไม่เจอ เธอคงติดพฤติกรรมจากพี่ชาย แล้วเมื่อไหร่เขาจะเห็นเด็กสาวผู้นี้มีคนมาจีบ แต่คิดไปก็สงสารชายผู้นั้น อาจโชคร้ายที่ได้เพื่อนชายมากกว่าแฟนสาวแน่นอน

หากเรื่องที่ได้ยินจากน้องสาวของมะยม จุดประกายความคิดให้เขาหาวิธีในการเลือกจีบสาวเพียงคนเดียวได้เสียที

แว้งอยากลองเสี่ยงทายเหมือนนางบุษบา แต่คงไม่ใช้เทียน เขาขอใช้ธูปซึ่งมีหลายดอกอยู่ที่บ้าน

พอถึงช่วงกลางดึก พ่อและแม่เข้านอนกันหมดแล้ว แว้งเดินมาทางหลังบ้าน พร้อมอุปกรณ์ที่ใช้ในการเสี่ยงทาย กระถางธูปสามใบซึ่งใส่ทรายไว้เรียบร้อย ธูปหนึ่งกำมือ พร้อมกับใบรายชื่อของหญิงสาวสองคนและตัวเขาเอง

ท่ามกลางแสงสลัวในคืนพระจันทร์เต็มดวง รวมทั้งแสงไฟจากในตัวบ้าน มีความสว่างมากพอให้เขาไม่ต้องเปิดไฟ แว้งวางกระถางธูปทับกระดาษรายชื่อแผ่นเล็กเท่าตั๋วหนังบนโต๊ะ เรียงเป็นแถวหน้ากระดาน โดยชื่อของเขาอยู่ตรงกลาง ด้านซ้ายและขวาเป็นชื่อของหญิงสาว

จากในตอนกลางวัน แว้งลองค้นหาเกี่ยวกับจำนวนธูปที่จะใช้จุด หากตอนแรก เขาอยากใช้เพียงดอกเดียวปักลงไปในกระถางของแต่ละคน แต่จุดธูปหนึ่งดอกนั้นเป็นการไหว้ศพหรือวิญญาณ พอเขาทราบเช่นนั้น คงไม่น่าจะใช่เรื่องดี เด็กหนุ่มจึงตัดความคิดเดิมออกไป

การจุดธูปสองดอกนั้นเป็นการไหว้บูชาเจ้าที่ เขาจะใช้กระถางละสองดอกก็ยังตะขิดตะขวงใจ จึงปล่อยผ่าน

พอเขานึกถึงการจุดธูปสามดอกปักลงไปในกระถาง คงไม่ต่างกับการไหว้บูชาพระ ยังรู้สึกว่าไม่เข้าท่า ถ้ามาใช้ในการเสี่ยงทาย

จนสุดท้าย เขาได้คำตอบว่าจะจุดธูปจำนวนสี่ดอกปักลงไปในกระถางแต่ละใบ เนื่องจากยังหาอ่านไม่ได้ว่าธูปสี่ดอกใช้ไหว้สิ่งใด จึงขอมาใช้เสี่ยงทาย แบบนี้ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย

เขาจุดไฟลนปลายธูปครั้งละสี่ดอก แล้วปักลงไปในกระถางจนครบทั้งสามใบ แว้งยืนอธิษฐาน ถ้าตอนเช้ามาเห็นธูปในกระถางใดถูกไฟเผาไหม้เหมือนในกระถางของเขา เขาจะจีบหญิงสาวตามรายชื่อที่อยู่ใต้กระถางธูปใบนั้น

ควันสีขาวจากธูปทั้งสิบสองดอก ลอยขึ้นเป็นสายตามแรงลม ส่งกลิ่นคละคลุ้งไปทั่วหลังบ้าน สายลมพัดควันธูปเข้าจมูกและปากอย่างไม่ทันตั้งตัวจนทำให้เขาจามออกมา

แว้งเพิ่งหาเหตุผลได้แล้วว่า ทำไมนางบุษบาจึงเลือกเสี่ยงเทียน เพราะถ้าใช้ธูปมันยากเย็นอย่างนี้นี่เอง นอกจากไม่รู้จะจุดกี่ดอกแล้ว ยังต้องมาทนกับกลิ่นควันธูปอีกด้วย นางจึงเลือกใช้เทียนเป็นตัวแทนคนละเล่ม ซึ่งง่ายกว่ามากโข

พรุ่งนี้เช้าเขาคงได้รู้ผลในการใช้ธูปเสี่ยงทาย แล้วให้คำตอบแก่เพื่อนชายเสียที

 

เด็กหนุ่มตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อมาดูธูปในกระถางซึ่งมีร่องรอยของการถูกไฟเผา ธูปบางดอกเหลือแต่ก้านไม้สีแดง และยังมีธูปบางดอกที่ยังไหม้ไม่หมด ไฟก็ดับเสียแล้ว จะหลงเหลือให้เห็นเป็นสีเหลืองนวลก่อนถึงก้านไม้สีแดง เขาจะใช้จำนวนธูปที่ไหม้ไม่ถึงก้านไม้สีแดงเป็นตัวตัดสิน ถ้ากระถางใดมีจำนวนเท่ากับกระถางตรงกลาง เขาจะจีบสาวผู้นั้น ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตา คือ กระถางด้านซ้ายเหลือธูปเพียงดอกเดียว กระถางตรงกลางไม่มีธูปดอกใดถูกไฟไหม้ถึงก้านไม้สีแดง และกระถางด้านขวาเหลือธูปเพียงสองดอก

การตัดสินใจนั้นแสนจะง่ายดาย เมื่อการเสี่ยงทายบ่งบอกอย่างแจ่มแจ้ง เขาไม่ควรเสียเวลาจีบผู้หญิงทั้งสองคนนี้

แว้งเจอหน้ามะยมในช่วงเย็น คำถามแรกจากเพื่อนสนิทที่ได้ยิน “ตกลงแกจะเลือกจีบใคร” คนถามยังยักคิ้วหลิ่วตาใส่เขา เห็นแล้วมันน่าจะโดนเตะก้นสักทีสองที

“ข้าไม่จีบใครทั้งนั้นแหละ ยกให้แกทั้งสองคนเลย” แว้งบอกอย่างมั่นใจ

“อย่างนี้ก็ไม่สนุกสิ อดรู้เลยว่าแกกับข้า ใครจะจีบสาวได้เก่งกว่ากัน” มะยมบ่นด้วยความเสียดาย

“ตกลงที่แกขอจีบอีกคน อยากแข่งกับข้า หรือแกชอบเขาจริงๆ” แว้งถามเพื่อนให้หายข้องใจ ที่มาเร่งรัดเพื่ออยากประลองฝีมือจีบสาวหรือสนใจในตัวผู้หญิงทั้งสองคนกันแน่

“ข้าต้องชอบเขาสิ ถ้าไม่ชอบ จะตามจีบให้เสียเวลาทำไม” มะยมตบไหล่เขา

“ข้ายกให้ทั้งสองคน แต่แกอย่าจับปลาสองมือแล้วกัน เพราะผลกรรมอาจมาลงที่น้องสาวของแก อาจมีผู้ชายเจ้าชู้มาจีบก็ได้”

“มะนาวน่ะเหรอ ข้าขอแค่ให้มีผู้ชายมาจีบก็พอแล้ว จะเจ้าชงเจ้าชู้ หรือจะจับปลาหลายมือ ข้าไม่สนหรอก แค่มันยอมให้ผู้ชายจีบ ถือเป็นบุญของผู้ชายคนนั้นมากแล้ว” มะยมหัวเราะออกมาเสียงดัง แล้วเอ่ยต่อ “ตกลงแกคิดดีแล้วใช่ไหม ว่าจะไม่จีบใคร”

เขาพยักหน้ารับคำของเพื่อนชาย แล้วชวนไปตกปลาริมคลอง แว้งจะนำธูปมาเสี่ยงทายในคราถัดไป หากเจอหญิงสาวถูกใจ อย่างน้อยๆ เพื่อสร้างความมั่นใจก่อนเข้าไปทำความรู้จัก

สองอาทิตย์พ้นผ่าน เขาได้เจอสาวรุ่นน้องซึ่งหลงรักตั้งแต่แรกเห็น และยังรู้อีกว่า การใช้ธูปเสี่ยงทายนั้นแม่นยำ เมื่อหญิงสาวสองคนนั้นเดินควงชายรุ่นพี่ในโรงเรียน ทั้งที่มะยมเฝ้าตามจีบอยู่ไม่ห่าง จนสองวันก่อน เพื่อนซี้ตัดสินใจถอนตัวออกมาเป็นแค่เพียงเพื่อนร่วมห้อง แล้วยังเดินส่องดูสาวๆ รุ่นน้องอย่างสำราญใจ

ยังมีสิ่งคาดไม่ถึงสำหรับการใช้ธูปเสี่ยงทายในครั้งนั้น เมื่อห้าวันที่ผ่านมา มะยมชวนเขาไปหาเลขเด็ดให้มารดา เขานึกถึงจำนวนธูปในกระถางที่ไหม้ไม่ถึงก้าน จึงบอกเลข 142 แก่เพื่อนชาย อีกวันเป็นวันหวยออก ครอบครัวของมะยมเฮกันทั้งบ้าน เมื่อเลขที่เขาให้ไปนั้นตรงเป๊ะกับเลขท้ายสามตัว เพื่อนมาถามหาแหล่งที่มาของเลขทั้งสาม เขาอ้างว่าพูดไปมั่วๆ

แว้งไม่อยากให้ใครรู้ว่า เขาใช้ธูปเสี่ยงทายสำหรับเลือกจีบผู้หญิง โดยเฉพาะมะยม ถ้ามันรู้ มันคงล้อเขาไปจนแก่เฒ่าแน่นอน

ค่ำคืนนี้เป็นอีกครั้งที่เขาจะลองจุดธูปเสี่ยงทาย ก่อนจะไปจีบสาวรุ่นน้องผู้นั้น ทั้งที่คนที่อยากจะจีบมีเพียงผู้เดียว ไม่ต้องมีตัวเลือกเหมือนคราวก่อน แต่แว้งทำเพื่อให้ตัวเองสบายใจ จึงเดินถือถาดใส่กระถางธูปสามใบไปหลังบ้านตรงจุดเดิม เขายังปักธูปลงไปในทุกกระถาง กระถางละสี่ดอก คล้ายครั้งที่แล้ว ตรงกลางเป็นชื่อเขา ด้านขวาเป็นชื่อรุ่นน้องสาว ส่วนด้านซ้ายนั้นไม่มีชื่อผู้ใด

การเสี่ยงทายครั้งนี้จะทำให้เขาเข้าไปจีบสาวได้ตามที่คิดไว้หรือไม่

ตั้งแต่ตื่นขึ้นมา มะนาวยังไม่ได้ล้างหน้าแปรงฟัน ถูกไหว้วานจากพี่ชายที่อ้างว่าท้องเสียอยู่ในห้องน้ำ ให้เธอเดินถือถุงซึ่งมีของที่แม่ซื้อมาเต็มตะกร้า แบ่งไว้แจกจ่ายเพื่อนบ้าน เพราะกลัวกินไม่ทัน ก่อนมันจะเสีย

ทั้งที่คนอยู่บ้านใกล้เคียงกันเป็นเพื่อนสนิทของพี่ชาย แต่ลำบากผู้เป็นน้องสาวที่ต้องเดินนำของมาให้ เธอยืนหน้าประตู พยายามเมียงมองหาคนในบ้าน แต่ไร้วี่แวว จนสังเกตเห็นตรงที่เคยมีรถยนต์จอดไว้นั้นเป็นที่โล่ง มะนาวถือวิสาสะเปิดประตูหน้าบ้านที่ไม่ได้ลงกลอนไว้ ก้าวขาเข้าไปในเขตบ้าน เธอเรียกชื่อพี่แว้ง แต่ไม่มีการตอบรับจากลูกชายเจ้าของบ้าน หากแว่วได้ยินเสียงน้ำไหลในตัวบ้าน

มะนาวเดินอ้อมไปทางหลังบ้าน เห็นกระถางธูปบนโต๊ะตั้งวางเรียงกัน ยังคิดว่า คนบ้านนี้มาไหว้สิ่งใดตรงจุดนี้ สายตาเหลือบไปเห็นเศษกระดาษใต้กระถางตรงกลางเป็นชื่อพี่แว้ง ส่วนกระถางด้านซ้ายไม่มีแผ่นกระดาษ หากด้านขวามีเศษกระดาษที่พอเห็นแล้วคงเป็นชื่อผู้หญิง

เด็กสาวพอจะคาดเดาเจตนารมณ์ของบางคนกับสิ่งเหล่านี้ จึงคิดอุตริ สับเปลี่ยนก้านธูปในกระถาง แล้วนำถุงที่ถือมาวางไว้ด้านหน้ากระถางธูปที่ไม่มีใบกระดาษรายชื่อ

เธอเดินกลับบ้านอย่างคนอารมณ์ดี ยิ้มให้กับการกระทำของตน และรอดูผลว่าเพื่อนของพี่ชายจะเป็นอย่างไร

 

แว้งรู้สึกตัวตื่นตอนหกโมงเช้า เมื่อได้ยินเสียงรถยนต์ซึ่งพ่อเป็นผู้ขับ พาแม่ไปดูงานที่ต่างจังหวัด เขาหลับต่ออีกสักพัก แล้วตื่นขึ้นมาจากเสียงนาฬิกาปลุก ตอนเด็กหนุ่มอาบน้ำคล้ายได้ยินเสียงใครบางคนร้องเรียกชื่อเขา แต่แว้งคิดว่าหูแว่วจึงไม่สนใจ ตั้งหน้าตั้งตาแต่งตัว สวมชุดนักเรียนจนเสร็จเรียบร้อย แล้วเดินไปหลังบ้านเพื่อดูผลการเสี่ยงทาย

สิ่งที่เขาได้แลเห็น ธูปสี่ดอกภายในกระถางทางด้านขวายังไม่ถูกไฟเผาไหม้จนถึงก้านไม้สีแดง ซึ่งต่างจากกระถางตรงกลางอย่างสิ้นเชิง ที่ธูปทั้งสี่ดอกมีเพียงแต่ก้านไม้สีแดงหลงเหลือให้เห็น การเสี่ยงทายโดยธูปในการจีบรุ่นน้องคนนั้น เหมือนจะมีแนวโน้มในทางที่ไม่ควรเสียเวลาเข้าไปรู้จัก

หากกระถางธูปอีกใบหนึ่งที่อยู่ทางซ้ายสร้างความแปลกใจให้เขาเป็นอย่างมาก ธูปสี่ดอกภายในกระถางใบนั้น ถูกไฟไหม้หลงเหลือแต่ก้านไม้สีแดงเหมือนกับกระถางตรงกลาง และสิ่งที่สร้างความประหลาดใจมากกว่านั้นคือมีของบางอย่างเพิ่มเติมขึ้นมาจากเมื่อคืน มันอยู่ในถุงซึ่งถูกวางไว้ด้านหน้ากระถางที่มีธูปไหม้เหมือนกระถางของเขา

แว้งมองของในถุงใบนั้น การเสี่ยงทายครานี้จึงทำให้รู้ว่า เขาควรจะจีบสาวคนใด เพื่อหวังให้เป็นภรรยาในอนาคต

 

เด็กหนุ่มรีบตื่นอาบน้ำแต่งตัวทันทีที่ได้ยินนาฬิกาปลุก ทั้งที่วันนี้เป็นวันเสาร์ควรจะนอนอุตุ ตื่นสายก็ได้ ทว่าตั้งแต่เสาร์นี้เป็นต้นไป แว้งมีภารกิจที่จะต้องทำให้สำเร็จ เขารีบนำจักรยานของตนมาจอดไว้ด้านหน้าบ้านเพื่อนสนิท

แว้งนั่งยองกับพื้นทำเหมือนกำลังซ่อมจักรยาน จนคนในบ้านเปิดประตูออกมาและทักเขา

“พี่แว้งมาทำอะไรอยู่ที่นี่ ถ้ามาชวนพี่ยมไปปั่นจักรยานก็ไปปลุกเองแล้วกัน นาวจะรีบไปโรงเรียน” เด็กสาวสวมชุดนักเรียนหญิงพร้อมกับกระเป๋าถือสีดำ

“พี่จะไปตลาด พอดีโซ่รถมันหลุด นั่งทำจนเสร็จพอดี” เขาอ้างไปเช่นนั้น ทั้งที่ความจริงมาดักรอคนที่ต้องไปเรียนพิเศษวันเสาร์

“แต่ทางไปตลาดไม่ใช่ทางนี้นะพี่แว้ง ทำไมโซ่มาหลุดอยู่หน้าบ้านของนาวละ” เด็กสาวคล้ายจะจับผิดเขา

“พี่ขี่มาดูพี่ยมก่อนไง เผื่อมันจะตื่นเช้าไปเดินตลาดด้วยกัน เดี๋ยวพี่ไปส่งนาว ตรงศาลารอรถเมล์ ขึ้นมาสิ” เขายังหาข้ออ้างแล้วเข้าสู่จุดประสงค์แท้จริง

แว้งนั่งคร่อมเบาะจักรยาน ตั้งท่าเตรียมพร้อมจะปั่นรถให้มะนาวนั่งซ้อนท้าย

“พี่แว้งคิดจะมาจีบนาวหรือเปล่า”

“จีบเจิบอะไร ก็คนมีน้ำใจจะพาไปส่งรอรถเมล์ จะให้พาไปไหมล่ะ”

“ไปสิ จะได้ไม่ต้องเดินให้เมื่อยขา มีคนเสนอ นาวต้องสนอง”

เขากระแอมเสียงในลำคอ เมื่อเห็นท่าทางมะนาวจะขึ้นมานั่งคร่อมเบาะหลัง หากเด็กสาวเหมือนจะรู้ตัว จึงเปลี่ยนเป็นนั่งข้างตามที่เขาเคยบอกไว้

“นาวมีเด็กหนุ่มมาขายขนมจีบให้บ้างหรือยัง”

“ก็มีนะ คนอยากขายขนมจีบให้นาว แต่ไม่ใช่ในโรงเรียนหรอก”

“มันเป็นใคร อยู่ที่ไหน” เขาเริ่มไม่สบอารมณ์ เมื่อรู้สึกเหมือนจะมีคู่แข่ง

“แหม… พี่แว้ง ทำไมต้องเสียงเข้มด้วยล่ะ ก็แค่คนคิดเงินตรงเคาน์เตอร์ ที่ชอบถามว่า รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มไหมครับ หรือตอนพี่แว้งเข้าไปซื้อของในเซเว่น ไม่เคยเจอบ้างเหรอ” มะนาวพูดจบก็หัวเราะเสียงดัง

จากคำตอบที่ได้ยินดูเหมือนน้องสาวของเพื่อนชายจะเป็นคนซื่อๆ แต่เสียงขำขันนั้นทำให้เขาคิดว่ามะนาวตั้งใจตอบแบบกวนประสาทมากกว่า จนเขาต้องหยุดปั่นจักรยาน แล้วหันมาบอก

“เป็นผู้หญิงตอนหัวเราะต้องใช้มือปิดปาก ถึงจะดูมีกิริยามารยาทสมความเป็นหญิง ไม่ใช่หัวเราะอ้าปากกว้างแบบนั้น ถ้าแมลงวันบินเข้าปาก ลงไปติดคอจะไม่ช่วยเลยนะ”

“พี่แว้งอ่ะ ว่านาวอีกแล้ว ทำไรนิดไรหน่อย ก็ไม่ถูกใจ ถ้าวันหนึ่งพี่คิดมาจีบนาว นาวไม่ให้จีบหรอกนะ คนเจ้าชู้ประตูดินแบบนี้ มะนาวไม่ชอบ”

“บอกแล้วไงว่าพี่ไม่ได้เจ้าชู้ แต่นาวพูดเหมือนจะรู้ตัวว่าอนาคตพี่ต้องมาจีบนาว” เขาเอ่ยพร้อมกับใช้สองขาปั่นจักรยานไปตามทาง

“นาวพูดเผื่อไว้ ดูอย่างวันนี้สิ พี่แว้งเหมือนมาดักรอนาว แล้วตอนนี้ก็เหมือนอยากให้นาวนั่งซ้อนท้ายจักยานนานๆอีก ปั่นอย่างกับเต่าคลานแบบนี้ เมื่อไหร่จะถึงศาลา เดี๋ยวไม่ทันรถเมล์”

แว้งได้ยินดังนั้น เหมือนเด็กสาวจะรู้ทันความคิดของเขาไปหมดทุกอย่าง จึงใช้สองขาออกแรงปั่นจักรยานให้ความเร็วของพาหนะเพิ่มขึ้น มุ่งหน้าไปตามเส้นทาง โดยไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา เพราะกลัวคนด้านหลังจะรู้เจตนาของตน

เขาต้องขอบคุณเรื่องเล่าของผู้ซ้อนท้ายจักรยานในวันนั้น ที่ทำให้เขาตัดสินใจได้ว่าจะจีบสาวคนใด      นี่แค่เสาร์แรก ของการเริ่มต้นจีบผู้หญิงที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องเป็นคนนี้ ยังมีอีกหลายเสาร์ซึ่งจะใช้เวลาในช่วงปั่นจักรยานให้เธอซ้อนท้ายเป็นการจีบแบบไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว โอกาสที่เธอจะมานั่งซ้อนท้ายแบบนี้มีไม่มาก ส่วนใหญ่แล้วเด็กสาวจะนั่งเบาะท้ายรถจักรยานของพี่ชาย

หรือยังมีอีกหลายวัน หลายเดือน เพราะเธออาศัยอยู่บ้านเคียงข้างกันซึ่งเขาสามารถเข้าออกบ้านนั้นได้สะดวก ถ้าเขาจีบไม่ติดอาจจะต้องเสียเชิงชายให้เพื่อนหัวเราะเยาะแน่ๆ

หากมะยมรู้ ดูสิ มันจะทำหน้าอย่างไร เมื่อเขาตั้งใจจะเป็นครอบครัวเดียวกับมัน

 

          ยี่สิบห้าปีผ่านไป…..

เด็กหญิงวัยสิบสองขวบ นั่งทำการบ้านและทบทวนบทเรียน ซึ่งมีพ่อและแม่นั่งอ่านหนังสืออยู่ใกล้ๆ

“แม่คะ พรุ่งนี้ครูให้หนูไปพูดหน้าห้อง เล่าเรื่องบุษบาเสี่ยงเทียน หนูอ่านจบแล้ว ถ้าอิเหนาไม่ได้แอบอยู่หลังพระพุทธรูปแล้วบอกให้นางบุษบาเป่าเทียนของจรกา หนูคิดว่าถึงยังไงนางบุษบาคงเลือกอิเหนาอยู่ดี จะมาเสี่ยงเทียนทำไมคะ”

มารดาเงยหน้าจากหนังสือ เมื่อได้ฟังความคิดเห็นจากลูกสาว ทำได้แค่ยิ้มให้เด็กช่างคิด จนลูกสาวถามอีกครั้ง “แล้วแม่เลือกพ่อยังไงคะ ถึงรู้ว่าต้องเป็นผู้ชายคนนี้”

เธอเห็นสามีละสายตาจากหนังสือในมือ ขึ้นมาจ้องหน้ากัน แล้วเขาก้มหน้ามองหนังสือต่อ มะนาวตอบออกไปตามความเป็นจริงที่ไม่มีใครรู้มาก่อน “พ่อตามจีบแม่เกือบสามปี แต่แม่ไม่สนใจ พอคืนนั้นแม่จุดเทียนหอมที่มีชื่อพ่อติดไว้ ตื่นขึ้นมาเทียนเล่มนั้นยังมีแสงไฟ แม่จึงยอมคบกับพ่อ ถ้าบอกว่า แม่เสี่ยงเทียนเหมือนนางบุษบา ลูกจะเชื่อไหมคะ”

มะนาวเห็นลูกสาวส่ายหน้า แล้วไปตั้งคำถามกับผู้เป็นบิดา “แล้วพ่อล่ะคะ ทำไมถึงเลือกจีบแม่”

เธอหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านต่อ ทำเป็นไม่สนใจ ทั้งที่ตั้งใจฟังคำของสามีหรือเพื่อนสนิทของพี่ชาย

“พ่อเสี่ยงทายด้วยการใช้ธูป วันนั้นมีถุงใส่ลูกมะนาววางไว้หน้ากระถางธูปที่ไหม้เหมือนกับกระถางของพ่อ ตั้งแต่ตอนนั้น พ่อตัดสินใจจีบแม่เพียงคนเดียว ลูกจะเชื่อไหม ถ้าพ่อบอกแบบนี้”

ลูกสาวยังส่ายหน้าเหมือนเช่นเคย “พ่อกับแม่ เล่าอะไรให้หนูฟังก็ไม่รู้ ไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย”

บทสนทนาที่เริ่มต้นด้วยลูกสาวได้อ่านเรื่องอิเหนา ตอนบุษบาเสี่ยงเทียน  ปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะของบุพการีทั้งสองคน

มะนาวรู้ตัวดีว่า ตนนั้นทำตัวราวกับนางบุษบา แต่ในขณะเดียวอาจเป็นอิเหนาที่แอบหลังองค์พระปฏิมา จึงได้พี่แว้งเป็นสามี

บุรุษที่ใช้ธูปเสี่ยงทาย ซึ่งคิดเสมอว่า สักวันจะจีบเธอติด และจีบติดจริงๆ จนได้ลูกสาวมาหนึ่งคน

 

– กุลวีร์ –

Don`t copy text!