Card

Card

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

“ปะป๊าฮะ วันนี้ผมอยากฟังเรื่องของปะป๊าอีก”

“เรื่องอะไร?”

“ก็… ไพ่สีเลือดไงครับ ที่ปะป๊าสัญญาว่าจะเล่าให้ฟัง”

แก้วเสียงใสๆ อ้อนวอน ใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กผู้ชายที่เปรียบดั่งแก้วตาดวงใจของเขานั่งทำหน้าตาน่ารักอยู่บนฟูกสีขาว ชายหนุ่มในชุดสีฟ้าอ่อนยิ้มจางๆ ให้ ภายในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวที่เงียบงันและออกจะอ้างว้าง กลับมีเหล่าตุ๊กตาและโมเดลของเล่นมากมายประดับประดาอยู่ ผิดวิสัยชายโสดทั่วไปที่ไม่มีพันธะใดๆ

 

“เหรอ? เด็กเกินไปหรือเปล่าเรา?”

“ม่ายย เชื่อผมสิ”

ชายหนุ่มหัวเราะขำ ลูบเรือนผมหวีแปล้เรียบๆ ด้วยความเอ็นดูนัก เดินลงจากเตียงที่หนุนนอนทุกค่ำคืนมาที่ลิ้นชักเก็บของ เปิดดูสำรับไพ่มากมาย กองขวาสุดคือไพ่ทาโรต์สำหรับดูดวงโดยเฉพาะ เขาเคยหยิบมาทำนายดวงกับเด็กชายตัวน้อยหลายต่อหลายครั้ง ไม่รู้ทำไมไพ่เดอะเดวิลถึงแสดงตัวบ่อยกว่าเพื่อนนัก กองข้างๆ คือไพ่ธรรมดาทั่วไป ไพ่สำรับนี้เขาชอบหยิบมาเล่นเกมฮาร์ต เกมฝึกสมองที่ต้องเชี่ยวชาญในการวางแผนเดินเกม ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเขาทุกทีที่เป็นฝ่ายชนะ ส่วนเด็กน้อยไม่รู้ตาสีตาสาก็เป็นผู้แพ้ที่ยังไม่ถอดใจ ข้างในสุดคือกองไพ่อูโน่ หรือการ์ดอูโน่นั่นแหละ เป็นเกมที่เด็กน้อยเห่อและโปรดปรานมากนัก

 

แต่การ์ดสีเลือดที่เด็กน้อยพูดถึงถูกซ่อนอยู่ใต้กองไพ่อูโน่

ไพ่กองนี้มีแค่สี่ใบเท่านั้น ดอกจิก ข้าวหลามตัด โพแดง และโพดำ

ไพ่ถูกดีไซน์ออกมาเป็นพิเศษ มีสำรับเดียวในโลก จุดเด่นคือสีแดงเลือดนก และภาพกราฟิกของกษัตริย์ทั้งสี่ที่พบได้ที่หน้าไพ่แจ็ก แหม่ม คิง แต่ความพิเศษอยู่ที่กษัตริย์ทั้งสี่ต่างมีอากัปกิริยาที่ผิดแผกจากไพ่ปกติทั่วไป

“นี่เหรอฮะ ไพ่สีเลือด”

“ใช่ จริงๆ ไพ่นี้เก็บอยู่ในลิ้นชักมานานมาก ฉันไม่เคยคิดจะหยิบออกมาดูสักครั้ง”

“จริงหรอ แสดงว่าผมก็เป็นแขกวีไอพีล่ะสิ”

“จ้ะ” ชายหนุ่มยิ้มหวานให้ วางไพ่คว่ำหน้าไว้บนเตียง ก่อนจะสลับที่ไปมา

“เลือกมาสิ ฉันจะได้เล่าให้ฟัง” เด็กน้อยอ่อนต่อโลกจิ้มไปบนไพ่ที่อยู่ขวาสุด

 

ข้าวหลามตัด

“ข้าวหลามตัด สัญลักษณ์ของความอบอุ่น แสงสว่าง อีกมุมหนึ่งคือความกล้าหาญ และความอาฆาตริษยา ข้าวหลามตัดเลยหมายถึงผู้หญิงด้วย”

“แล้วทำไมคุณคนนี้ถึงนอนอยู่แบบนี้ล่ะฮะ?” ชายหนุ่มหยิบไพ่ขึ้นมาดูใกล้ๆ ภาพหญิงสาวนอนแน่นิ่งกับกระท่อมข้างนาข้าวที่โอบล้อมไปด้วยควันโขมงสีเทาและสะเก็ดไฟ แทบมองไม่เห็นใบหน้าที่เหยเกเพราะทนอาการแพ้อาหารไม่ไหว ปากของเธออาบด้วยลิปสติกสีแดงเลือดนกผสมกับเลือดของตัวเองที่กลั่นมาจากความริษยาในใจ เสื้อผ้าอาภรณ์บนตัวประดับด้วยเพชรหรูหรา บ่งบอกถึงฐานะที่เปี่ยมไปด้วยทรัพย์พอๆ กับความอาฆาตแค้นที่มีอยู่ในใจ บนศีรษะที่แต่งทรงผมมาอย่างดี สวมมงกุฎงดงาม แต่ผนังด้านหลังกลับแขวนมงกุฎอีกสิบเจ็ดอันเอาไว้

“เธอสมควรแล้วที่ต้องเจออะไรแบบนี้ ความอิจฉาในใจของเธอมันแผดเผายิ่งกว่าดวงอาทิตย์ เธอกดให้ทุกคนตกต่ำกว่าเธอ หัวเราะให้กับการนอนทุรนทุรายของคนใกล้ตาย กลั่นแกล้งคนอื่นด้วยวิธีที่สกปรก น่าขยะแขยง มันก็สมควรแล้วล่ะที่เธอจะต้องนอนตายแบบนี้!” เด็กน้อยมองไพ่ด้วยสายตาฉงนใจ “แล้วอันนี้ล่ะฮะ?”

 

โพแดง

“ไพ่โพแดง สัญลักษณ์ของความอบอุ่นในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิ และยังหมายถึงความรู้ ความรัก การมีชีวิต และโชคลาภที่ทุกคนปรารถนา”

“คุณคนนี้ถือปากกาไว้ด้วย แสดงว่าต้องเป็นคนฉลาดรักเรียนแน่ๆ เลย ข้างๆ มีคอมพิวเตอร์ด้วยฮะ หรือว่าเขาติดเกมแบบป๊ะป๋า?” หัวเราะเบาๆ ให้ความน่ารักน่าเอ็นดูของเด็กน้อย

“ติดกงติดเกมอะไรกันเล่า…”

“แล้วทำไมคุณคนนี้ถึง…” เด็กน้อยอธิบายอากัปกิริยาของชายผู้นี้ไม่ออก ยากเกินกว่าเด็กน้อยจะเข้าใจได้

ผ้าชิ้นยาวรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าห้อยระย้ามาจากเพดาน ลักษณะคล้ายผ้าพันคอซึ่งกำลังพันล้อมข้อมือทั้งสองข้าง ท่าทางจะมัดแน่นเสียด้วย ข้างกายมีกระดาษชำระที่ห่อเข็มฉีดยาใช้แล้ว สังเกตดีๆ ตรงต้นแขนมีจุดเล็กๆ และรอยเลือด เช่นเดียวกับที่ต้นคอของเขา บนจอคอมพิวเตอร์ข้างกายมีเมลจากโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ดังที่สุดในประเทศ ที่ส่งมาแจ้งยุติการดำเนินการด้านเอกสารและขอถอดถอนสิทธิ์ในการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ด้วยสาเหตุทุจริตข้อสอบคัดเลือกรอบแรกและโกงประวัติส่วนตัว

“เขาทำผิด เขาก็ต้องได้รับบทลงโทษ โตไปอย่าได้คิดโกงข้อสอบใคร อย่าลอก และอย่าเป็นต้นฉบับให้ใครมาลอกข้อสอบได้ มีความรู้ก็ควรใช้ในทางที่ถูก เพราะถ้าไม่ถูกก็จะได้รับผลของการกระทำไปแบบนี้”

“แล้วเข็มฉีดยานี่ล่ะฮะ? มันคืออะไรหรอ?”

“ของขวัญจากซาตาน สำหรับคนชั่วโดยเฉพาะ” เด็กน้อยมือสั่น โยนไพ่ทิ้งลงข้างเตียง ขนลุกขนชันจนต้องลูบแขนตัวเองเบาๆ กายสั่นระริกก่อนจะเงยหน้ามองคนที่อายุมากว่าแล้วพูดเสียงเบา

“น่ากลัวชะมัด!!”

“หยิบไพ่ใบต่อไปขึ้นมาสิ” พยักหน้ารับคำก่อนตัดสินใจเลือกไพ่ที่เหลืออยู่สองใบ

 

ดอกจิก

“ดอกจิก สัญลักษณ์ของฤดูหนาว ฤดูใบไม้ร่วง ช่วงเวลากลางคืน แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่ง พละกำลัง และความสุข เป็นสัญลักษณ์ของผู้ชายด้วย”

“ดอกจิกคู่กับข้าวหลามตัด” เด็กน้อยหยิบไพ่สองใบมาเทียบกัน ก่อนที่ชายหนุ่มจะลดระดับมือของเขาลง

“ดอกจิกคู่กับดอกจิกก็ได้ ข้าวหลามตัดคู่กับข้าวหลามตัดก็ได้”

“แต่ผู้หญิงต้องคู่กับผู้ชายนี่ฮะ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง ยกยิ้มมุมปากแล้วลูบหัวเด็กชายตัวจ้อย

“ความรักมันเป็นเรื่องของสมองกับหัวใจ เพศไม่เกี่ยว เพราะฉะนั้นความรักจะเกิดกับใครคู่ไหน ต่อให้เขาเพศเดียวกัน ต่างเพศ ถ้าเขารักกัน มันก็คือความรักของคนที่รักกัน”

“แล้วความรักของป๊ะป๋าล่ะฮะ”

“มันคือเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแล้วก็ผ่านไป อย่าพูดถึงมันอีกเลย…”

“แล้วคนในไพ่นี้เขาเคยมีความรักไหมฮะ?”

“มีสิ แต่ความรักของเขาคือรักแต่ตัวเอง”

คนในไพ่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไร้พนักที่ตั้งอยู่ข้างบาร์สูง ตรงหน้าของเขามีขวดสุราหลากชนิดเรียงรายบนชั้น แต่ที่อยู่ในแก้วทรงสูงในมือคือเมรัยสีทับทิมที่โปรดปรานนัก มันคือเครื่องดื่มแก้วสุดท้ายในชีวิตของเขา ของมึนเมาที่เจือยาพิษเพียงไม่กี่หยดก็พาเข้าสู่นิทราที่สร้างความสุขแก่เหยื่อหลายๆ คน ผู้เฝ้ารอดูจุดจบของชายผู้นี้ กางเกงยีนส์ที่สวมอยู่มีผ้าเช็ดหน้าสีขาวชุ่มเลือด เศษกระดาษแจ้งหนี้ถูกฉีกทิ้งอยู่บนพื้น ซึ่งมันเป็นเอกสารปลอมๆ ที่ถูกร่างขึ้นมาบ่มความเครียดให้สุมที่หัวของชายคนนี้

“รักแต่ตัวเองคืออะไรหรอฮะ?” ชายหนุ่มเจอคำถามยาก แต่เขาก็พยายามเรียบเรียงคำพูดที่อยู่ในหัว

“คือการที่เขารักและหวังดีแค่ตัวเอง กับคนอื่นๆ เขาไม่สนหรอกว่าจะเป็นอย่างไร ขอแค่ตัวเองสุขสบาย ถึงแม้ว่าความสุขสบายที่ว่าจะอยู่บนความทุกข์ของคนอื่นก็ตาม แล้วมันก็ถึงคราวที่ความทุกข์ของเขาจะกลายเป็นความสุขของคนอื่นที่เคยมีเขาเป็นฝันร้ายในชีวิตบ้าง”

“ฝันร้ายหรอ ผมไม่ชอบ” เด็กน้อยกอดตัวเองทำตัวสั่นเบาๆ ทุกอย่างอยู่ในสายตาของชายหนุ่มที่ทอดมองด้วยความรักและเอ็นดูไม่น้อย

 

โพดำ

ชายหนุ่มหยิบไพ่ใบสุดท้ายขึ้นมา หงายไพ่วางไว้ตรงกลางระหว่างเขากับเด็กตัวน้อย

“โพดำคือสัญลักษณ์ของจักรวาล ชีวิต สติปัญญา การกระทำ และความตาย”

“จักรวาลนี่กว้างจริงมั้ยฮะ? ผมกอดไหวมั้ย?”

“เด็กน้อย ไม่มีใครกอดมันไว้ได้หรอก”

ภาพชายคนหนึ่งที่นอนแน่นิ่งบนโลงศพ ในมือมีกุหลาบสีแดงอาบเลือด สองมือซีดเผือดจนเหมือนกระดาษ ข้างกายมีเศษกระจกแตกบนพื้น แต่บางส่วนกลับปักอยู่บนอกที่ถูกแหวกออก เลือดไหลอาบชุ่มเสื้อผ้าสีขาวที่สวมใส่อยู่ อวัยวะที่ฝังอยู่ในอกข้างซ้ายหล่นตกมาอยู่บนพื้นข้างเศษกระจกแตกนั่น สีของหัวใจมันยังสดแดงเหมือนถูกควักออกมาใหม่ๆ ใบหน้าหลับสนิทอย่างคนที่ไร้ทุกข์กังวล ริมฝีปากอิ่มแดงโดดเด่นจนเป็นจุดดึงสายตาทุกครั้งที่มองบนไพ่ใบนี้ นิ้วเรียวลูบเบาๆ บนใบหน้าของคนในไพ่

“เขาเป็นอะไรหรอฮะ?”

“เขาคือคนที่เจอกับการตัดสินใจที่ใหญ่กว่าจักรวาล”

“มีปัญหาอะไรใหญ่กว่าการไม่ได้กินขนมอีกหรอฮะ?”

“มีสิ มีเยอะด้วย” เด็กทำหน้านิ่ง เบะปากเล็กน้อยก่อนหาวหวอด เอนตัวลงหนุนตักชายหนุ่มก่อนจะเอื้อมมือลูบเรือนผมดำขลับ

“อ้อนเหมือนแม่เลยนะรู้ไหม?”

“ผมง่วงแล้วอ่ะป๊า” เด็กน้อยขยี้ตาแต่ถูกตีมือเบาๆ จนต้องแอบลูบด้วยความเจ็บ ทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้แต่ถูกสายตาดุๆ มองมาก็แทบจะกลืนกินน้ำตากลับเข้าไปข้างใน

“ง่วงก็ไปนอนไปเด็กดี”

“ครับ ฝันดีนะครับป๊า” ยืดตัวขึ้นมาโอบลำคอระหงแล้วจูบบนแก้มสีน้ำผึ้ง คนถูกกระทำนั่งอมยิ้มก่อนจะมองดูเด็กตัวเล็กปีนลงจากเตียงเขาไป มือที่อยู่ข้างกายถูกจัดวางอย่างเก้ๆ กังๆ ก่อนจะยกขึ้นมาโบกให้กับเด็กน้อยที่เดินไป

ทุกการกระทำ ทุกคำพูด ทุกสีหน้าแววตาอยู่ในสายตาของคนสองคนนอกประตูห้องหลังกระจกที่มองจากด้านนอกเข้ามาได้ด้านเดียว

“อาการเขาเป็นยังไงบ้างครับ?” ชายหนุ่มผิวขาวละเอียดหันกลับมาถามคุณหมอในชุดกาวน์

“ไม่มีกิริยาก้าวร้าวเท่าแต่ก่อนแล้วครับ นิ่ง สงบขึ้นเยอะ สงบแต่เหมือนยังเก็บอะไรไว้ในใจ หลังๆ มานี้ไม่มีท่าทีจะลุกมาทำร้ายใครหรือจะหลบหนีแบบวันแรกๆ ที่มารักษาที่นี่ ที่น่าเป็นห่วงคือโลกของเขากลับมีตัวละครเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ มาเล่นด้วยทุกคืน พยาบาลที่ขึ้นเวรมักจะได้ยินเสียงเขาคุยคนเดียว บางครั้งที่พยาบาลเข็นอาหารแต่ละมื้อเข้าไปให้ก็มักจะถูกขอให้ออกไปซื้อของเล่นมาให้ บอกอย่างเดียวว่าจะเอามาเล่นกับลูก”

“…ผมเข้าไปคุยกับเขาได้ไหมครับ?” ชายหนุ่มที่อยู่ในเสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อนหันมาสบสายตาคุณหมอที่ตัดสินใจอยู่พักใหญ่

“ผมจะให้บุรุษพยาบาลยืนรอหน้าห้อง ถ้าคนไข้มีอาการคลุ้มคลั่ง ตะโกนเรียกบุรุษพยาบาลทันทีเลยนะครับ”

ชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไปในห้อง มองดูคนที่เอนหลังนอนไปกับเตียงผู้ป่วย ห้องตกแต่งด้วยของเล่นเด็กเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังคงอ้างว้างด้วยสีของผนังและหน้าต่างที่ปิดสนิท เดินย่องเบาราวกับเหยียบเมฆ มือขาววางลงบนไหล่ของคนที่นอนหลับไปแล้ว

“พอร์ช?”

“ผมทำให้พี่ตื่นหรือเปล่า?”

“…ก็ใช่ มีอะไร?” พอร์ชกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนที่ชายหนุ่มในชุดผู้ป่วยสีฟ้าอ่อนจะชี้ไปที่เก้าอี้ที่วางอยู่มุมห้อง เขาเดินไปขนมาวางไว้ข้างเตียงก่อนจะนั่งลง เอื้อมมือไปจับมือคนรักที่นอนตะแคงข้างมองเขาด้วยสีหน้าที่คาดเดาไม่ออก แต่ก็ไม่สะบัดมือเขาทิ้งไปเหมือนวันแรกที่มาเยี่ยม

“ผมจะมาบอกว่าวันนี้ครบรอบวันตายของเบญนะพี่ แฟนคลับเขาเสียใจกับการจากไปของเขามาก ทวีตถึงเธอจนติดเทรนด์โลกอันดับหนึ่งเลย”

“คนแบบนั้นไม่สมควรถูกได้รับความสงสารเห็นใจ ดีแต่กดคนอื่นให้ตกต่ำลงแล้วเหยียบส่งให้ตัวเองสูงขึ้น พอร์ชก็รู้ดีว่าตัวเองก็เคยโดนเบญทำอะไรไว้บ้าง” พอร์ชลูบแขนของคนรักที่เกร็งแน่น มือแข็งตึง เส้นเลือดปูดโปนจนเขาต้องพยายามบีบเบาๆ ให้ผ่อนคลายลง

“ส่วนโรเลอร์… วันนี้น้องสาวของโรเลอร์สานฝันให้พี่ชายได้สำเร็จแล้วครับ เธอได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอย่างที่พี่ชายเคยฝันไว้แล้ว”

“แล้วพอร์ชล่ะ… ไม่เสียใจเหรอที่ไม่ได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอย่างที่เคยฝันไว้” ชายหนุ่มเจ้าของชื่อส่ายหน้า ก่อนจะทิ้งศีรษะซบลงบนท่อนแขนแกร่งที่เคยโอบไหล่เขาไว้

“มันเลยจุดที่จะเสียใจไปนานแล้วพี่”

“แล้วพวกสาวๆ ที่ถูกคอลลินจับตัวไปขายล่ะ?”

“ผมให้ตำรวจและมูลนิธิเพื่อผู้หญิงช่วยเหลือและเยียวยาร่างกายจิตใจของพวกเธอแล้วครับ ตอนนี้หลายๆ คนก็เริ่มเดินทางชีวิตใหม่ของตัวเอง อ้อ! บางคนฝากจดหมายมาขอบคุณพี่ด้วยนะครับที่ช่วยพวกเธอ” พอร์ชลุกขึ้นมาหยิบจดหมายในกระเป๋าสะพายข้างตัว ยื่นให้กับคนรักที่รับสิ่งของอย่างเบามือ และไม่แสดงความรู้สึกอะไรผ่านสีหน้าเลย เบนสายตาจากซองกระดาษสีชมพู จดจ้องขาขาวเนียนที่ทำมาจากพลาสติกแข็งขึ้นรูป อยากจะเอื้อมไปลูบ แต่ก็กลัวว่าภาพเหตุการณ์สะเทือนใจจะย้อนกลับมาทำร้ายเขาอีก

“ตอนนี้เดินคล่องหรือยัง? ขอโทษนะที่วันนั้นไปช่วยไม่ทัน” พอร์ชส่ายหน้าเบาๆ

“ตอนนี้เริ่มชินกับขาเทียมแล้วครับ เดินไม่ตลกแล้ว ดูสิ” พูดจบก็ลุกขึ้นเดินโชว์ให้ดู ใบหน้าของคนมองมีแต่ความสบายใจระคนโล่งใจ หายห่วงหายกังวลใจไปเยอะ

“แล้วตัวของพอร์ชเองล่ะ? สบายดีมั้ย?”

“ผมต่างหากที่ต้องถามพี่ อยู่ที่นี่สบายดีหรือเปล่า” พอร์ชเดินมานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม นั่งมองคนรักค่อยๆ ลุกนั่งบนเตียงก่อนจะถอนหายใจแล้วเริ่มระบายความในใจ

“สบายกว่าตอนแรกๆ เยอะ แล้วเราล่ะ ยังมีใครตามด่าเราว่ามีแฟนเป็นฆาตกรอยู่หรือเปล่า? ตอนแรกไม่มีใครกล้าคุยกับเราเลยไม่ใช่หรอ ช่วงนั้นคงตัดสินใจยากล่ะสิว่าจะบอกตำรวจเรื่องพี่ไหม กลัวพี่หรือเปล่าตอนนั้น” มือคร้ามสีน้ำผึ้งไล้กรอบหน้าที่สั่นเทาเพราะกำลังร้องไห้ น้ำตาที่ล้ำค่ายิ่งกว่าพลอยมณีกำลังคลอเบ้า

“ถ้าพี่ฟังเราสักนิด ป่านนี้คงกำลังเลี้ยงลูกชายตัวเล็กๆ ที่เราเคยฝันว่าอยากรับมาเลี้ยงสินะ คงจะกำลังช่วยกันแต่งตัว ป้อนข้าว แล้วก็พาไปโรงเรียน จริงๆ พี่ตอนนี้ก็กำลังฝึกเลี้ยงเด็กคนนึงอยู่นะ พอร์ชต้องชอบแน่ๆ เพราะเขาขี้อ้อนขี้เอาใจเหมือนพอร์ชเลย เมื่อกี้เขายัง…” พูดไม่ทันจบประโยค คนรักที่น้ำตาคลอเป็นทุนเดิมก็โผเข้ากอดคนรักที่กำลังจะพรรณนาถึงเด็กน้อยที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง

“เรื่องกลัวไม่กลัว ผมกลัวพี่จะโกรธมากกว่าที่โทร.หาตำรวจ แล้วก็ตอนนี้ผมโอเค สบายดี ไม่ต้องห่วงนะ”

“ห่วงสิ พี่มีเราแค่คนเดียวนะ” ลูบหลังคนรักที่สั่นเทาสะอื้นไห้

“อาการพี่ดีขึ้นแบบนี้อีกไม่นานคงต้องขึ้นศาลฟังคำตัดสินครั้งสุดท้ายแล้ว ตอนนั้นพี่อาจจะไม่ได้เจอพอร์ชแบบเก่าแล้วนะ คงจะถูกตัดสินประหาร หรือไม่ก็จำคุกตลอดชีวิต ฝากดูเด็กชายตัวน้อยๆ ด้วย อย่าลืมพาเขามาเยี่ยมพี่บ้างนะพี”

“พี่ปริชญ์…” เสียงคนรักแผ่วเบาอยู่ข้างหู ปริชญ์ลูบหลังคนรักเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนมาโอบอิงพิงอกเขาไว้

“อย่าร้องไห้สิ พี่แค่ชดใช้กรรมที่พี่เคยทำเอง”

“แต่มัน… มันหมายถึงชีวิตของพี่เลยนะ”

“ก็นั่นมันเป็นกรรมที่พี่ต้องชดใช้นี่” พอร์ชร้องไห้จมอกแกร่งที่เป็นที่พักพิงของเขามาหลายปี

“ถ่ายรูปเก็บไว้ไหมล่ะ?” พยักหน้าก่อนจะปาดน้ำตาตัวเอง หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วเปิดกล้องหน้า คนรักซ้อนหลังเขา วางคางไว้บนลาดไหล่กว้าง โอบกอดเอวสอบแนบแน่นแบบที่กลัวว่าคนรักจะหายไป ถ่ายรูปจนพอใจก่อนที่ปริชญ์จะแย่งโทรศัพท์ไปถือแล้วกดอัดวิดีโอ

“สวัสดีครับ ผมปริชญ์ครับ ส่วนคนนี้ พอร์ชครับ แฟนของผมเอง ก่อนหน้านี้ผมยอมทำเลวหลายๆ อย่างเพื่อคนที่ผมรัก เพราะผมต้องการปกป้องเขา มาในวันนี้มันก็ใกล้จะถึงวันที่ผมต้องก้มหน้ายอมรับผลที่จะเกิดขึ้น ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับผลของการกระทำตามสมควร ไม่ว่าชีวิตของผมจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน จะยังมีลมหายใจอยู่หรือจะหายไป แต่สิ่งหนึ่งที่จะยังเหมือนเดิมตลอดไปคือผมรักพอร์ชครับ ผมรักพอร์ชแค่คนเดียว และจะรักแค่เขาคนเดียวแบบนี้ตลอดไป” จูบเบาๆ ที่แก้มใสก่อนจะแพนกล้องมาที่ใบหน้าของคนรักที่น้ำตาคลอ โผเข้ากอดซบอกด้วยใจที่อ่อนแออีกครั้งก่อนที่ปริชญ์จะโอบกอดเขากลับเช่นกัน

ถ้าไม่นับวันที่นั่งฟังคำตัดสินศาลหลังจากที่ปริชญ์ออกจากโรงพยาบาล

นี่เป็นวันสุดท้ายที่เขาได้อยู่ในสายตาของกันและกัน

มือขาววางดอกกุหลาบแดงหน้าหลุมศพ ปล่อยให้หยดน้ำตาร่วงซึมไปตามเม็ดดิน ซึมหายลึกสู่พสุธาเบื้องล่าง หวังให้มันชะโลกลงบนกายหยาบของคนรัก ลูบป้ายที่สลักชื่อของคนที่จากไป มีเด็กชายตัวเล็กวัยประถมยืนข้างๆ ผู้จัดการส่วนตัว ใจอันอ่อนแอยังรักและถวิลหาอยู่เสมอ วันนี้ไม่มีคนรักคอยยืนบังเขาจากอันตรายรอบตัวแล้ว และยังมีเด็กชายขี้อ้อนที่ปริชญ์เคยสร้างตัวตนเอาไว้ในจินตนาการเป็นแรงจูงใจให้มีชีวิตต่อ เขาทำได้เพียงลุกขึ้นยืนด้วยขาเทียมที่ปริชญ์จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้ แล้วเดินหน้าสานฝันของเขากับคนรักพร้อมดูแลอีกหนึ่งชีวิตต่อไปท่ามกลางฉายาแฟนฆาตกรตราบจนขาของเขาจะสะดุดล้มลงอีกครั้ง และร่างกายของเขาจะแทรกสลายมลายล้างไปกับดิน

สุดท้ายแล้วคนที่เลวที่สุดในสายตาของคนทั้งโลก แต่รักที่สุดในสายตาของคนคนเดียว ก็ไม่ได้รับการยกเว้นให้ไม่ต้องรับผลแห่งกรรมอยู่ดี

รักเธอเสมอ แม้ว่าวันนั้นเธอจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นผงธุลีไปแล้วก็ตาม

 

เก้ามหัศจรรย์ 

Don`t copy text!