คำมั่น ผูกพัน สัญญา

คำมั่น ผูกพัน สัญญา

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

“ตอนสี่สิบ ถ้าเรายังไม่มีใคร มาแต่งงานกันนะ”

ฉันคงไม่ใช่ผู้หญิงคนแรกและคนสุดท้ายที่ถูกผู้ชายคนหนึ่งเอ่ยประโยคเยี่ยงนี้ให้ฟัง ทว่าจะมีสักกี่คู่ที่ยึดมั่นและทำมันเป็นจริง… ฉันไม่ตอบอะไร ได้แต่ส่งยิ้มจางๆ ฉันไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามันคือ ประโยคคำถาม คำบอกเล่า คำร้องขอ หรือคำสัญญา

 

ท้องฟ้ามืดครึ้ม ก้อนเมฆสีเทาดำทะมึนตั้งเค้าแต่หัววัน เสียงฟ้าคำรามเหมือนคนอารมณ์เกรี้ยวกราด ผู้คนสัญจรริมถนนเร่งฝีเท้าเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายหรือเตรียมหาที่กำบัง ไม่นานฝนเม็ดเป้งก็ร่วงหล่นลงมา ลมกระโชกแรงแทบยืนไม่ติด

“หน้าพายุฝนอีกแล้วเหรอเนี่ย” ฉันพึมพำกับตัวเองอย่างเหนื่อยหน่าย ยกกระเป๋าพอร์ตโฟลิโอขนาดใหญ่ที่ใส่งานมาพรีเซนต์ในห้องเรียนขึ้นไว้เหนือหัว ช่วยบังห่าฝนที่ซาดซัดลงมาไม่มีทีท่าจะหยุดลงง่ายๆ สายตาฉันเพ่งมองไปที่บันไดทางลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่พอจะมองเห็นข้างหน้าอย่างใจจดจ่อ

ผู้คนกรูลงมาออหลบฝนแน่นทางเข้าสถานีรถไฟฟ้า ฉันเดินฝ่ากลุ่มคนเหล่านั้นจนผ่านช่องตรวจตั๋วเข้ามาหาที่นั่งพักเพื่อรอรถไฟขบวนถัดไป เนื้อตัวฉันไม่เปียกมากเท่าไหร่ ต้องขอบคุณกระเป๋าใบยักษ์ที่ทำหน้าที่เป็นร่มชั่วคราว… ให้ตายเถอะ! ลืมสนิทว่ามันเป็นกระเป๋ากระดาษ ถึงจะหนาเป็นพิเศษ แต่ไม่ได้ถูกสร้างมาสำหรับวันฝนฟ้าคะนองแบบนี้เสียเมื่อไหร่ ฉันสำรวจความเสียหาย ฝั่งที่ป้องฝนเปียกชุ่ม มุมพับด้านล่างขาดขุยเป็นแนวยาว ดีที่ของข้างในไม่หล่นออกมา ไม่อย่างนั้นคงพังยับเยิน

ฉันหยิบกระดาษแผ่นพิมพ์ขนาดสิบเอ็ดนิ้วคูณสิบเจ็ดนิ้วสองแผ่นข้างในออกมาวางตากบนม้านั่งหินไล่ความชื้น ตรวจตราอย่างละเอียดว่าไม่มีรอยด่างน้ำที่ไหน กระดาษพิมพ์มันสี่สีขนาดใบปิดหนังไม่ใช่ราคาถูกๆ ฉันต้องทำงานผู้ช่วยอาจารย์เพื่อเก็บเงินหลายวัน กว่าจะมีปัญญาสั่งพิมพ์ได้สักรูป

“หมดวาระของแกแล้วสินะ” ฉันบอกลากระเป๋าที่ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์มาเป็นปี พับมันให้เล็กพอหย่อนลงในถังขยะใบใกล้ คงได้เวลาซื้อกระเป๋าหนังมาใช้ ถึงจะหนัก เทอะทะ และราคาสูง

“เรื่องนี้จะเล่นเมื่อไหร่?”

ฉันเอี้ยวตัวมองที่มาของเสียงภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันชัดเป๊ะจากชายหนุ่มเอเชียนคนหนึ่งด้านหลัง มัวแต่พะวงกับของตรงหน้าเลยไม่ทันสังเกตว่ามีคนสามสี่คนที่รอรถไฟยืนดูภาพที่ฉันกางตากไว้

“เนี่ยเหรอ ไม่ใช่ของจริงหรอก มันเป็นโปสเตอร์หนังที่ฉันออกแบบส่งครู” ฉันตอบเผื่อแผ่คนอื่นที่อาจสงสัยคล้ายกัน

“คนไทยหรือเปล่าครับ” ชายคนเดิมยิ้มกว้างส่งภาษาไทยให้ฉัน ท่าทางมั่นใจเต็มที่ ฟันขาวสวยเรียงแถวเป็นระเบียบคือสิ่งแรกที่ฉันมองเห็นบนใบหน้ายาวรี รองมาคือตาคู่เรียวชั้นเดียวที่ส่งประกายสดใสเป็นมิตรภายใต้กรอบกระจกใสทรงกลม จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางเป็นกระจับสีชมพูระเรื่อแบบคนสุขภาพดี ขนาดฉันเป็นผู้หญิงยังอายเมื่อเทียบกับสภาพผิวและเครื่องหน้าของเขา

“ใช่ รู้ได้ยังไง มีแต่คนคิดว่าฉันเป็นญี่ปุ่นหรือจีน” ฉันกวาดตามองชายแปลกหน้าหัวจรดเท้า ผมดำสั้นอันเดอร์คัต เสื้อโปโลสีกรมท่าติดกระดุมทุกเม็ด ใส่ชายเสื้อในกางเกงผ้าสีเบจพอดีตัว รองเท้าสนีกเกอร์สีขาวสะอาด สูงชะลูดหุ่นเฟิร์ม อายุยี่สิบต้นๆ ถ้าเดาไม่ผิด โดยรวมดูน่าไว้ใจได้ในระดับหนึ่ง แท้จริงน่าเป็นเขาที่ควรอยู่ให้ห่างจากฉัน ผมยาวย้อมสีเทอร์ควอยซ์เกล้าเป็นมวยหลวม ห่วงเงินเจาะปลายจมูก หมุดเงินที่มุมริมฝีปากบนขวา เสื้อยืดแขนสั้นยับย่นที่ครั้งหนึ่งเคยขาว กางเกงยีนส์ขายาวขาดเข่า รองเท้าผ้าใบเน่าสีดำ หน้าไม่แต่ง ผิวคล้ำน้ำผึ้ง นี่ยังไม่รวมรอยสักหัวกะโหลกสีดำบนเนินอกซ้ายที่เขามองไม่เห็น

นิ้วเรียวชี้ลงบนนามสกุลยืดยาวของคนออกแบบโปสเตอร์ที่พิมพ์อยู่ด้านล่าง “นี่คงเป็นชื่อคุณ ยาวๆ แบบนี้มีแต่คนไทยเท่านั้นแหละครับ”

ฉันยักคิ้วรับ สีหน้าเขาดูประหลาดใจที่ไม่เห็นฉันตื่นเต้นตกใจเริ่งร่าเข้าหาคนชาติเดียวกันในต่างแดน เหมือนที่หลายๆ คนออกอาการอย่างว่า โดยเฉพาะกับชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาสมาร์ทมาดผู้ดีมีชาติตระกูลอย่างเขา หรือฉันอาจระแวดระวังเกินเหตุ ก็ถูกสอนฝังหัวว่าอย่าไว้ใจทางอย่าวางใจคนนี่นา

“ผมนึกว่ามีการแสดงจริงในโรงละครหรือฉายในโรงหนัง แบบการเผยแพร่วัฒนธรรมอะไรประเภทนั้นน่ะครับ น่าเสียดายจัง” เขาชวนคุยต่อถึงภาพบนโปสเตอร์

ภาพวาดคล้ายจิตรกรรมฝาผนังกึ่งสามมิติของลิงเผือกลายไทยตัวเขื่อง ทรงเครื่องสีทองงดงามยืนบนปุยเมฆ อ้าปากหาวเป็นดาวเดือนเปล่งประกายพร่างพราวบนท้องฟ้าสีครามเข้มเบื้องหลัง สายตาจับจ้องลูกแก้วใสในมือที่กักขังนางรำรูปงามตั้งวงอ่อนช้อยอยู่ข้างใน ตัวอักษรลายมือสีขาวขลิบทองขนาดใหญ่กลางหัวกระดาษเขียนว่า ‘HANUMAN’ ด้านล่างมีตัวหนังสือเล็กสีขาวเรียงเป็นระเบียบ แถวแรกเป็นชื่อของฉัน สามแถวลงไปเป็นเครดิตทีมงานที่ฉันแต่งชื่อขึ้น นี่กระมังคนถึงมองว่ามันเป็นใบปิดหนังของจริง

“นี่ใช่นางเมขลาหรือเปล่าครับ ทำไมถึงโดนจับอยู่ในลูกแก้วได้”

“ฉันตั้งใจวาดหนุมานล่อแก้วนะ”

“อืม ผมเคยแต่ได้ยินเรื่องนางเมขลาล่อแก้ว ส่วนหนุมานล่อแก้ว ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นพวกเครื่องรางของขลังนะครับ… เอ… หรือผมอาจจะพลาดตอนนี้ไป” แววตายิ้มได้คู่นั้นส่งประกายวิบวับขบขันล้อเลียน

“อ้าวเหรอ! ฉันคงสับสน ไม่ทันได้หาข้อมูลก่อน แต่แบบนี้ฉันว่าสวยลงตัวดีนะ ส่วนที่มาค่อยแต่งขึ้นใหม่ คลาสนี้ครูเขาดูแค่เทคนิคการใช้คอมพิวเตอร์กับองค์ประกอบศิลป์ก็พอ” ฉันหัวเราะกลบความงี่เง่าของตัวเอง ตั้งแต่จำความได้ฉันชอบแค่วาดรูป ดูหนังฟังเพลงฝรั่ง เรื่องภาษาวัฒนธรรมไทยน่ะเหรอ สอบผ่านมาได้ถือว่าบุญโขแล้ว ยิ่งเรื่องการอ่าน ฉันคงถูกจับรวมในกลุ่มคนอ่านแปดบรรดทัดแรก

“แล้วรูปนี้ล่ะครับ” เขาจะรู้ไหมว่าการพูดจาแสนสุภาพ มีครับลงท้ายเกือบทุกประโยค มันลดหลั่นระดับชนชั้นคนพูดห้วนไม่มีหางเสียงแบบฉันให้กลายมาเป็นคนดิบเถื่อนไร้มารยาทโดยปริยาย

Time in Bottle ฉันนึกถึงนวนิยายของนักเขียนท่านหนึ่งที่เคยอ่าน ฉันชอบมันมาก” งานอีกรูปของฉันที่วางผึ่งติดกับเรื่องหนุมาน เรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังสือเรื่องยาวไม่กี่เล่มที่ฉันอ่านจบ

ภาพตุ๊กตาไม้แกะสลักใบหน้าเศร้าหมอง นั่งขดตัวอยู่ในขวดแก้วขนาดใหญ่สีเขียวมรกต ล่องลอยอยู่บนผืนน้ำสงบนิ่งใสจนสะท้อนภาพของมันเด่นชัดเจนบนผิวน้ำคล้ายกระจกเงา

“ผมอ่านงานเขียนของท่านหลายเรื่องเลย ผมชอบ ‘อำนาจ’ กับ ‘ชี้ค’ ส่วน เวลาในขวดแก้ว ก็น่าประทับใจดีครับ… ดูจากทั้งสองรูป เหมือนคุณจะชอบการกักตัวหรือการอยู่โดดเดี่ยวนะครับ” นอกจากพูดจาไพเราะรอบรู้แล้ว เขายังเป็นหมอดูอ่านใจคนอีก ฉันสงสัยว่าจะมีเรื่องไหนสักเรื่องที่ฉันเอ่ยถึงที่เขาไม่รู้จักหรือเปล่า

ฮัดชิ่ว!! ฉันปิดปากจามเสียงดัง จมูกฟุดฟิดเหมือนมีน้ำมูก คงเพราะฤทธิ์ฝนเมื่อครู่เป็นแน่

ห่อกระดาษทิชชู่แบบพกพาถูกยื่นมา “เก็บไว้ทั้งซองแหละครับ ผมให้”

ฉันยื่นมือรับไมตรีจิตจากชายแปลกหน้า ไม่ทันพูดอะไรต่อแม้แต่เอ่ยคำขอบคุณหรือคำลา ฉันคว้าการบ้านสองแผ่นบนที่นั่งแล้วรีบเดินตามแถวผู้โดยสารที่ทยอยเข้าไปในตู้รถไฟที่เพิ่งเข้าจอดเทียบ โดยหารู้ไม่ว่ามีสายตาผิดหวังคู่หนึ่งมองตามมาทางด้านหลังจนขบวนรถไฟวิ่งหายออกไปจากชานชาลา

 

ฉันกับเขาเจอกันอีกครั้งที่สถานีรถไฟเดิม เวลาเดิม ครั้งนี้ฉันไม่ได้จากไปโดยทิ้งเขาไว้เบื้องหลัง แต่ฉันมีเขาเป็นเพื่อนนั่งร่วมทางในระยะเวลาครึ่งชั่วโมงจนถึงปลายสายที่ฉันลง บทสนทนาของเราเริ่มจากการแนะนำตัวเบื้องต้นไปจนถึงเรื่องรอบตัว การเดินทางรอบนี้ทำให้เราเปลี่ยนสถานะจากคนแปลกหน้ามาเป็นคนรู้จัก อย่างน้อยเราก็รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของกัน เขาเรียนจบมหาวิยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่งในไทยแล้วมาเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังที่ชานเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ฉันตาโตอ้าปากหวอเมื่อได้ยินชื่อสถาบัน มันขึ้นชื่อว่าแพงลิบ เข้ายาก สำหรับคนระดับหัวกะทิเท่านั้น เขาเรียนคณะเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ ซึ่งเหมาะสมกับอนาคตนักการทูตตามที่ครอบครัวอยากให้เขาลงสอบหลังเรียนจบ มันตอบโจทย์ความรอบรู้ของเขาในหลายด้านเท่าที่ฉันมีเวลารู้จัก ทั้งบุคลิกสง่างามโดดเด่นจากคนหนุ่มวัยเดียวกัน ไม่น่าเชื่อว่าเราอายุเท่ากัน เพราะใบหน้าเขาอ่อนเยาว์กว่าที่ฉันเดาถึงสามปี

ช่วงนี้มหาวิทยาลัยปิดเทอมใหญ่ เป็นเวลาคาบเกี่ยวของปลายฤดูร้อนต้นฤดูพายุฝน เขามาเที่ยวบ้านเพื่อนทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก… ซานฟรานซิสโก เมืองที่ฉันได้ทุนมาเรียน เมืองศิลปะและสะพานแขวนสีแดงส้มอันเลื่องชื่อ แต่กลับถูกขนานนามว่า โกลเดนเกต… ครั้งแรกที่เราพบกันเพราะเขาหลงทางเลยต้องมาเปลี่ยนขบวนรถไฟในสถานีที่ฉันใช้บริการประจำ ในการข้ามฝั่งจากมหาวิทยาลัยกลับอพาร์ตเมนท์ชานเมืองทางอ่าวตอนเหนือของซานฟรานซิสโก กว่าจะรู้ว่าการเจอกันของเราไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็ตอนที่ฉันเจอเขาที่เดิม เวลาเดิม เป็นครั้งที่สาม ในวันที่พายุฝนก่อตัวอีกครั้ง

“อะ” ฉันหยิบชุดคลุมฝนมาสวมทับตัวเองก่อนจะยื่นร่มให้เขา หลังจากที่เราเดินออกมาจากสถานีรถไฟปลายทางเดียวกัน “ช่วงนี้คุณควรพกร่มติดตัวทุกวัน หรือถ้าขี้เกียจถือต้องหมั่นตรวจสภาพอากาศก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง พยากรณ์อากาศที่นี่แม่นยำหายห่วง”

“คุณพกทั้งร่มทั้งเสื้อกันฝนเลยหรือครับ”

“ใช่ ฉันเป็นหวัดง่าย เจอละอองฝนนิดเดียวก็ครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมาแล้ว”

“แต่คราวก่อนคุณไม่มีทั้งสองอย่าง”

“อือ ฉันลืมไว้ในตู้ล็อกเกอร์ที่มหา’ลัย คิดว่าจะรีบเดินถึงสถานีรถไฟก่อนฝนตก แต่ไม่ทัน”

“แล้วคุณกลับบ้านยังไงครับ”

“ฉันต่อรถเมล์ป้ายหน้าสถานีนี่เอง สิบห้านาทีก็ถึงที่ฉันอยู่ แล้วคุณล่ะ เห็นบอกเพื่อนจะมารับ”

“เพื่อนผมจะมารับตอนสามทุ่มครับ”

“อีกสามชั่วโมงเนี่ยนะ!” ฉันอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเขาจะนั่งแกร่วทำอะไรคนเดียว สถานีชานเมืองแบบนี้อย่างมากมีแค่ตู้กดน้ำกับขนมขบเขี้ยวนิดหน่อย อากาศเริ่มเย็นแล้วด้วยสิ

“ขอผมไปนั่งรอที่บ้านคุณได้หรือเปล่า ผมรับรองความปลอดภัย ด้วยเกียรติของลูกเสือ” เขายืดตัวตรงแอ่นอก ตบเท้าเข้าหากันพร้อมยกสามนิ้วขึ้นปฏิญาณ ฉันปล่อยขำก๊ากใหญ่ในมุกฝืดและทีท่าซื่อใสใจจริงของสุภาพบุรุษมาดคุณชายผสมเด็กเนิร์ดหน่อยๆ

“ก็ได้” คนก็ไม่ต่างอะไรกับหนังสือนั่นแหละ แม้ฉันจะไม่ใช่นักอ่านตัวยง แต่จากหน้าปกที่เห็นและการได้พลิกอ่านเนื้อในสองสามหน้า เขาไม่น่าเป็นพิษเป็นภัยอะไร หวังว่าจะไม่คดีพลิกหรือหักมุมตอนจบประเภทฆาตกรโรคจิตก็พอ… ริมฝีปากกับนัยน์ตาคู่นั้นส่งยิ้มแฉ่งมา

เราออกเดินไปที่ป้ายรถเมล์ภายใต้ร่มคันเดียวกัน เขาคงกลัวฉันไม่สบายขึ้นมาจริงๆถึ งได้เบียดและยื่นร่มมาทางฉันมากกว่า ฝนเทมาไม่ขาดสาย ไม่นานรถเมล์ก็มาจอดที่ป้ายหน้าตึกอพาร์ตเมนต์

“เปรี้ยง!!” แสงสีขาวสว่างวาบตามด้วยเสียงแส้ยักษ์ฟาดลงบนพื้นพสุธาอย่างฉุนเฉียว ฉันชะงักงันตัวสั่นหลับตาปี๋ ขนอ่อนตรงท้ายทอยลุกเกรียว สองมือซีดกำต้นแขนเขาแน่น นิ้วกดจิกลงไปสุดแรง ท่องนะโมสามจบในใจ… ไม่ต่างจากหมาเวลาฟ้าร้องฟ้าผ่า หรือเวลาคนจุดประทัดดอกไม้ไฟ ถ้าวิ่งหลบใต้โต๊ะใต้เตียงได้ฉันคงทำ… ไม่รู้ตอนเด็กฉันมีความทรงจำเลวร้ายกับมันอย่างไร รู้แต่ฉันออกอาการแบบนี้ทุกครั้งที่ฟ้าร้องสนั่นหวั่นไหวตั้งแต่จำความได้ คิดเอาเองว่าท่องนะโมจะช่วยให้แคล้วคลาดและบรรเทาความกลัวลงบ้าง เขากุมมือฉันแน่น ดึงให้ฉันก้าวเดินต่อจนมาถึงใต้กันสาดหน้าตึก ฉันถอนใจยกมือไหว้ท่วมหัว

“กลัวมากหรือครับ หน้าซีดเชียว” เสียงทุ้มอบอุ่นพร้อมยิ้มละไม ฉันพยักหน้า เดินนำเขาขึ้นไปที่ห้องสตูดิโอขนาดเล็กของฉัน

“เป็นแบบนี้ทุกครั้ง ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน” ฉันวางแก้วน้ำเปล่าให้เขาบนโต๊ะ

“ผิดคำสาบานกับใครไว้หรือเปล่า” เขาอมยิ้ม

“ตลกละ” ฉันเหวี่ยงกลับ

“ขำๆ น่าคุณ คงเป็น Astraphobia โรคกลัวฟ้าร้องฟ้าผ่า โรคนี้รักษาหายนะครับ”

“อย่างที่ดาราบางคนกลัวตีนไก่ กลัวส้มนะเหรอ แต่ไม่ถึงกับบ้าใช่ไหม” ฉันยิ้มแหย

“ถ้าไม่อยากหาหมอ… เอาอย่างนี้… คุณเคยฟังเรื่องนางมณีเมขลาในภาพโปสเตอร์ของคุณหรือเปล่าครับ”

ฉันนึกไม่ออก เสียงทุ้มนุ่มจึงเริ่มเล่านิยายพื้นบ้านปรัมปราสาเหตุเสียงฟ้าร้องฟ้าแลบที่เกิดจากนางมณีเมขลาและรามสูรให้ฉันฟัง มันสนุกเพลิดเพลินเหมือนกลายร่างเป็นเด็กน้อยฟังตายายกล่อมนอน ยิ่งรู้จักเขายิ่งน่าทึ่ง นอกจากเรียนเก่ง พูดได้คล่องถึงสี่ภาษา สมองเขาคงเต็มไปด้วยรอยหยักที่บรรจุสารพัดเรื่องราวครอบจักรวาล เขาบอกว่าเขารักการอ่านและดูสารคดีเป็นชีวิตจิตใจ ฉันมองหน้าผู้ชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะเพลิน พอจะร้องอ๋อแล้วว่าเอนไซโคลพีเดียเดินได้มันหน้าตาแบบนี้นี่เอง

“เปรี้ยง!!” ฉันสะดุ้งโหยงกับสายฟ้าฟาด หลับตาสวดนะโมในใจอีกสามจบแล้วหรี่ตามองหน้าเขาแหยงๆ

“ฟังแล้วไม่ช่วยเลยหรือครับ” เขาหน้าสลด

“หึ ถ้าช่วยได้ ฉันแนะนำคุณควรไปเป็นจิตแพทย์มากกว่านักการทูตนะ”

หลังจากนั้นเราคุยและนัดเจอกันเรื่อยมา คงเพราะเขาอยากอ่านหนังสือแปลกที่ไม่เห็นบนหิ้งดาษดื่นอย่างฉัน ส่วนฉันต้องร้องว้าวเสมอกับเรื่องราวใหม่ๆ ที่เขาชอบแบ่งปัน เขากลับมาหาฉันในทุกปิดภาคเรียนและวันหยุดยาว จากที่นอนบ้านเพื่อน พอเขาขอคบฉันเป็นเรื่องเป็นราวได้สักพักก็ย้ายมาอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ฉันแทน รวมเวลาเกือบสองปีครึ่ง จนกระทั่งครั้งสุดท้ายที่เราใช้เวลาร่วมกันหลังเขารับใบปริญญา ครั้งนี้คือครั้งที่เขาจากไปด้วยการกระชากหัวใจของฉันติดมือไปด้วยอย่างไม่มีวันหวนกลับ

“คุณเองก็เรียนจบแล้ว ผมอยากให้เรากลับไทยพร้อมกัน” เรายังเรียกกันว่าคุณ เขายังเป็นสุภาพบุรูษคนดีดนเดิมเสมอต้นเสมอปลาย

“คุณมีหน้าที่ มีภาระ มีพ่อแม่ที่คุณต้องกลับไปตอบแทนพระคุณ แต่เด็กกำพร้าอย่างฉัน สอบชิงทุนมาเรียนฟรี ไม่มีอะไรต้องกลับไปชดใช้ ไม่มีใครรออยู่ที่นั่น ฉันมีฝันที่ฉันตามหา แล้วฝันของฉันก็อยู่ที่นี่” ฉันพยายามอย่างหนักกว่าจะได้รับเข้าทำงานในบริษัทโปรดักชันภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูดอย่างที่ฉันตั้งใจ ฉันคงละมันไปไม่ได้ง่ายๆ

“แล้วผม แล้วความรักของเราล่ะ” เสียงเขายังเรียบสุขุม แม้เวลาตัดพ้อ

“เราคุยเรื่องนี้มาหลายครั้ง เราต่างมีเส้นทางเดินของตัวเอง ฉันคิดว่าเรามีบทสรุปให้มันแล้วเสียอีก”

“แต่งงานกับผมนะ” ไม่รู้ครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่เขาถามคำถามเดิม ทั้งที่รู้ว่าจะได้รับคำตอบเดิมเช่นกัน

“ฉันเชื่อว่าพ่อแม่คุณคงเตรียมคนที่ดีพร้อมสำหรับคุณไว้ให้แล้ว” ที่ผ่านมาฉันพูดประโยคนี้ซ้ำๆ จนใจมันด้านชา ต่อมน้ำตาแห้งเหือด ไม่เหลือแม้เพียงหยดไว้ให้ไหลอีกแล้ว

ใบหน้าเขาแดงก่ำ นัยย์ตาเศร้าปราศจากรอยยิ้มวาววับดั่งเคย เขาไม่เคยฟูมฟายหรือโกรธเกรี้ยวให้เห็นสักครั้งกับคำพูดทิ่มแทงของฉัน แม้แต่เรื่องที่ไม่ลงรอยระหว่างเรา เช่นการตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกัน

“ผมจะกลับไปทำหน้าที่ลูกที่ดี… ไว้ตอนสี่สิบ ถ้าเรายังไม่มีใคร มาแต่งงานกันนะ” เขาจำนนในที่สุด เสียงสั่นเครือแต่หนักแน่น เขารวบตัวฉันไปกอดกระชับ

ฉันไม่ตอบ มีเพียงยิ้มจางบนหน้า สวมกอดเขากลับแน่นยิ่งกว่า ลูบแผ่นหลังกว้างเบาๆ เขายังเป็นเขา สมกับอนาคตนักการทูต เขามีวิธีและคำพูดยืดหยุ่นประนีประนอมเสมอ ไม่หักด้ามพร้าด้วยเข่า เหมือนเราทะเลาะกันด้วยความเข้าใจ มันช่วยให้เราแยกทางกันด้วยดี และยังรับฟังข่าวคราวของกันและกันเรื่อยมา

 

วันนี้แล้วสินะ เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วดั่งติดปีก อายุขยับมาถึงเลขหลักสี่จนได้… นั่นไง เขาเดินมาแล้ว ยังสุขุมสง่างาม ใบหน้ารียาวขาวออร่าเด่นมาแต่ไกล มีเพียงริ้วรอยบางปรากฏบ้างตามวัย เขาวางช่อดอกแกลดิโอลัสสีขาวช่อโตลงต่อหน้าฉัน มันคือดอกซ่อนกลิ่นฝรั่ง หรือดอกแห่งคำมั่นสัญญา

“ผมมาตามคำสัญญา” เขาย่อตัวคุกเข่าลงบนพื้น เสียงสะอื้นไห้ น้ำตาไหลพรั่งพรูจากดวงตาเล็กเรียวคู่นั้น นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นเขาเสียอาการ มือหนาล้วงหยิบแหวนสีเงินเกลี้ยงสองวงออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เขาสวมวงหนึ่งที่นิ้วนางข้างซ้ายของตัวเอง ส่วนอีกวงขนาดเล็กกว่าถูกวางทับลงบนตัวอักษรตัวโอ ‘O’ พยัญชนะแรกของชื่อฉันที่ถูกแกะสลักสั่งทำเป็นพิเศษ สำหรับเก็บรักษาชิ้นโลหะมีค่าวงนี้ไว้อย่างปลอดภัยถาวร บนแท่งหินอ่อนสีเทาขนาดใหญ่ที่ตั้งบนพื้นหญ้าเขียวขจี… ครั้งนี้เขาไม่เปิดโอกาสให้ฉันปฏิเสธ

“ทำไมคุณไม่ยอมบอกผม ถ้าผมรู้ผมจะไม่มีวันปล่อยให้คุณต้องอยู่ตัวคนเดียวจนวินาทีสุดท้าย” เสียงโศกเจือน้อยใจที่ฉันปิดเรื่องโรคแพ้ภูมิตัวเองที่เป็นมาโดยตลอด เขาพร่ำพรรณนาถึงเรื่องราวระหว่างเรา สุดท้ายเล่าอย่างภาคภูมิใจว่า ขณะนี้เขาเป็นเจ้าของร้านหนังสือและแกลเลอรีที่ดัดแปลงจากโรงละครเก่าที่สะสมวรรณกรรมและแสดงงานศิลปะจากทั่วมุมโลก ที่ปารีส ฝรั่งเศส… ร้านหนังสืออย่างที่เราเคยวาดฝันร่วมกัน โดยมีอักษรตัวแรกของชื่อเราเป็นชื่อร้าน

“ผมรักคุณนะครับ หลับให้สบาย… แล้วผมจะมาใหม่” คำรักถูกเอื้อนเอ่ยซ้ำๆ เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง นิ้วยาวแตะจูบบนริมฝีปากแล้วประทับลงบนแผ่นหินอ่อนตรงที่บรรจุแหวนวงน้อย

ร่างสูงลุกเดินจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์ ท้องฟ้าเริ่มแผดเสียงร้องดังสนั่น เมฆดำเข้าปกคลุมทั่วผืนฟ้า เม็ดฝนกระหน่ำเทลงมาเป็นตัวแทนน้ำตาแห่งความปลื้มปีติของฉัน อยากให้เขาได้ยินเสียงหัวใจฉันที่บอกรักเขาเสมอ เสียงยินดีกับเส้นทางเดินของตัวเองที่เขาเลือก และให้เขารู้ว่าฉันเลิกกลัวเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าแล้วนะ

ตรงกันข้าม มันเป็นฤดูกาลที่ฉันตั้งตารอ พอฝนเริ่มตั้งเค้า ฉันนอนหลับตาพริ้มฟังเม็ดฝนหล่นกระทบยอดไม้ใบหญ้า ชะลงผืนดิน ดั่งเสียงระนาดเอกโหมโรงก่อนวงปี่พาทย์เข้าร่วมบรรเลงเสนาะเพราะพริ้ง ม่านเมฆบนฟากฟ้าเคลื่อนเปิด นางมณีเมขลารูปงามออกมาร่ายรำชดช้อยกวัดแกว่งลูกแก้วจนเกิดประกายไฟกระจ่างวาบวับสว่างทั่วหล้า หลอกล่อรามสูรให้หลงรักปักใจเจ้าโฉมงามทั้งอยากครอบครองดวงแก้ว ต้องออกมาไล่จับขว้างขวานดังสนั่นหวั่นไหวกึกก้องปฐพี เสียงพากษ์ทุ้มละมุนละเมียดละไมของคุณ เพิ่มสีสรรอรรถรสอบอุ่นอบอวลไปรอบตัว… เพียงเพราะฉันเปลี่ยนมาใช้หัวใจฟัง

ส่วนวันอากาศแจ่มใส ให้พาลนึกถึงเมื่อคุณกล่อมฉันหลับฝันดีภายใต้วงแขนอุ่น เล่าบทละครรามเกียรติ์ตอนแล้วตอนเล่า รักสามเศร้าของพระราม ทศกัณฐ์และนางสีดา ไหนจะความซุกซน ดื้อรั้น อิทธิฤทธิ์ของเจ้าหนุมานที่ทำให้เราหัวเราะและยิ้มไปด้วยกัน ช่างน่าอิจฉาเจ้าลิงตรงที่ฉันไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้เพียงเพราะสายลมพัดผ่าน

ณ ที่นี้ ไม่มีความว้าเหว่เดียวดาย ออกจะอบอุ่นเสียด้วยซ้ำ คุณอย่ากังวลไปเลย… ไม่ว่าจะสี่สิบปี สี่ร้อยปี หรือสี่พันปี หวังลึกๆ ข้างในว่า คุณกับฉันจะได้กลับมานอนคู่เคียงในอ้อมกอดของกันและกัน… สักวันหนึ่ง

 

– สุญญตา –

 

Don`t copy text!