ใจอันว่างเปล่าที่รอเขามาเติมเต็ม

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

ข้อความสวัสดีวันจันทร์บนโพสต์อิตสีเหลืองสดถูกแปะที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มันหมุนเวียนสลับสีบอกสวัสดีครบทั้งห้าวันตั้งแต่นักศึกษาฝึกงานคนใหม่เริ่มมาทำงาน มันอาจดูประดักประเดิดถ้าความเอาใจใส่นั้นเกิดขึ้นกับฉันคนเดียว ผู้เป็นทั้งหุ้นส่วนบริษัทและซีเนียร์แอนิเมเตอร์ที่มีหน้าที่ดูแลเด็กฝึกงานคนนี้ ทว่ากระดาษโน้ตนั้นได้ถูกแปะทักทายบนทุกจอคอมฯ ของทุกคนในแผนกแอนิเมชันเท่าเทียมกัน

“ไม่มีคะแนนพิศวาสสำหรับเด็กฝึกงานหรอกนะ” ฉันบอกตอนที่รู้ว่าเขาคือเจ้าของลายมือบนกระดาษโน้ตและเป็นคนเอาต้นกระบองเพชรจิ๋วสามต้นในกระถางดินสีเขียวไข่กาสีโปรดของฉันมาวางบนโต๊ะทำงาน

“ผมเห็นพี่นั่งหน้าจอตลอดเวลา กระบองเพชรช่วยดูดแสงอันตราย ช่วยถนอมสายตา เป็นที่พักสายตาที่สดชื่นนะครับ มองแล้วจะได้นึกถึงหน้าผมไง อีกอย่าง เกิดสายตาพี่เป็นอะไรไปใครจะสอนงานผมละครับ ส่วนสวัสดีกันทุกวันก็ช่วยให้ทีมเราคึกคักตื่นตัวกันแต่เช้าดีออก” เขายกสารพัดเหตุผลที่ฉันเห็นว่าคงเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อไม่ให้ดูน่าเกลียดในการเอาใจใส่เฉพาะฉันคนเดียวเป็นพิเศษ

“โอเค อันนี้ฉันซื้อ ถือเป็นความคิดสร้างสรรค์สำหรับทีมเวิร์กก็แล้วกัน” ฉันไม่อยากต่อปากต่อคำ

 

สองเดือนกว่าที่ผ่านมา ฉันกลายเป็นผู้หญิงสองเงาจากคำแซวของคนในออฟฟิศ เพราะนอกเหนือเวลาทำงาน ไม่ว่าฉันอยู่ที่ไหน ทำอะไร มักจะมีเด็กฝึกงานคนนี้คอยตามเคียงข้างเสมอ แม้กระทั่งพักเที่ยงที่ส่วนใหญ่ฉันชอบนั่งกินอาหารคนเดียวที่โต๊ะทำงานเพื่อจัดการภารกิจติดพันให้เสร็จ เขาก็จะเสนอหน้ามาแบ่งปันอาหารคาวหวานและขอนั่งร่วมโต๊ะด้วย แถมอาสาช่วยงานสารพัดที่ทำได้ ถึงเวลาเลิกงาน จิตอาสาคนเดิมก็ขอเดินมาส่งถึงคอนโดฯ ที่ห่างจากที่ทำงานไม่กี่สถานีรถไฟฟ้า เขาทำหน้าที่หอบหิ้วข้าวของให้ในวันที่ฉันมีสัมภาระล้นมือ หรือคอยกางร่มให้ในวันที่ฝนเทลงมา แม้แต่ในวันสบายๆ เขาก็ขอตามมาเป็นเพื่อนคุย ด้วยเหตุผลที่ว่า… กลัวฉันเหงา… ฉันนึกขำในใจ คำนั้นดูจะห่างไกลจากตัวตนของฉันมาก แต่ฉันไม่ทักท้วงอะไร ยังอนุญาตให้เขาประกบเป็นเงาตามตัว ถึงแม้ฉันไม่ใช่ผู้หญิงขี้เหงา แต่การมีใครสักคนมาคอยดูแลเอาใจใส่ มันรู้สึกอบอุ่น หัวใจพองฟูดีไม่น้อย… สิ่งที่ฉันไม่ได้สัมผัสมานาน นานจนลืมไปแล้วว่ามันมีความรู้สึกอย่างไร

ดูเหมือนการเป็นหุ้นส่วนบริษัทของฉันยิ่งทำให้คำวิพากษ์วิจารณ์ถูกกระพือไปอย่างรวดเร็ว แถมการพ่วงด้วยตำแหน่งผู้หญิงลูกหนึ่งที่มีพันธะแล้ว มันไม่ต่างจากเชื้อไฟชั้นดีที่สุมให้คำครหาปะทุร้อนแรงกว่าเดิม ซึ่งทำเอาผู้หวังดีทั้งหลายถึงกับเดือดร้อนนิ่งนอนใจไม่ไหว

“อะไร ยังไง แม่คุณ กรุณาช่วยแจกแจงมาให้หมด” ตัวแทนผู้หวังดีหรือเพื่อนสาวคนสนิทของฉัน ผู้เป็นหุ้นส่วนอีกคนของบริษัทลากฉันเข้าไปซักฟอกในห้องทำงาน

“ไม่มีอะไรหรอก” ฉันตอบไปตามตรง

“ไปถึงขั้นไหนกันแล้ว น้องเขาตามแกแจขนาดนั้น แกคงไม่ใจอ่อนง่ายๆ หรอกนะ” คนถามไม่คลายสงสัย แถมเจาะลึกเข้าประเด็นสำคัญ

“ใจอ่อนคงไม่ แต่ใจง่ายนี่ไม่แน่” ฉันหยอกเพราะเริ่มหมั่นไส้นักสืบสาว “แกทำเหมือนไม่รู้จักฉันดี ในเมื่อประตูฉันปิดตายแน่นหนา แล้วโจรที่ไหนจะอุกอาจเข้ามาแตะบันไดขั้นแรกของฉันได้”

“จ้า แม่คนเก่ง แต่ระวังพวกย่องเบาไว้ให้ดี รู้ตัวอีกทีอาจโดนปล้นไปหมดทั้งตัวกับหัวใจ พวกเราไม่สนใจคำติฉินหรอกนะ แค่ไม่อยากเห็นแกในโหมดนั้นอีกแล้ว” เมื่อไม่ได้คำตอบ จากคำถามจึงกลายเป็นคำเตือน

“โหมดถูกหลอก พวกแกยังไม่ชินอีกหรือ… ส่วนเรื่องของฉันกับน้องเขายังไปไม่ถึงขั้นไหนจริงๆ คืนนี้พวกแกคงนอนหลับฝันดีแล้วนะ” ฉันอมยิ้ม ตบบ่าเพื่อนรัก ในบรรดาเพื่อนสนิทในกลุ่ม คนเข้มแข็งและปากร้ายที่สุดอย่างฉันกลับอ่อนไหว อ่อนหัด และน่าเป็นห่วงที่สุดในเรื่องของความสัมพันธ์

 

เช้านี้ไม่มีกระดาษสวัสดีวันศุกร์สีฟ้าแปะที่หน้าจอคอมฯ เช่นเคย ฉันคงมาถึงบริษัทก่อนใคร เพราะต้องมาเตรียมการประชุมใหญ่กับลูกค้าช่วงสาย หันมองเจ้าของโน้ตก็ไม่อยู่ที่โต๊ะเช่นกัน ฉันเดินขึ้นไปชั้นนันทนาการของพนักงาน รู้สึกสมองตื้อจนอยากได้อเมริกาโนร้อนๆ สักแก้วมาช่วยปลุกประสาท

ควันร้อนลอยขึ้นจากแก้วกาแฟ กลิ่นหอมกรุ่นกระจายแตะปลายจมูก ขณะที่รอให้ไอร้อนจางลง พลันหางตาฉันก็ปรายไปเห็นร่างชายหนุ่มคนที่ค้างอยู่ในห้วงคำนึง เขายืนหลังพิงรั้วไม้ระแนงที่สวนหย่อมด้านนอก สายตาเหม่อไปข้างหน้าเหมือนครุ่นคิดอะไร ปากพ่นควันสีเทาจางออกมา ก่อนจะขยี้ปลายบุหรี่สีแดงวาบในมือบนถังขยะที่ตั้งข้างตัว แม้จะมีผนังกระจกหนากั้น แต่เห็นชัดว่าสีหน้าคนอารมณ์ดีตลอดเวลา บัดนี้ดูอมทุกข์ แววตาหมองเศร้าคู่นั้นยิ่งดูชัดเจนขึ้นตอนที่เขาหันมาสบตาฉันที่กำลังจ้องออกไปพอดี

ฉันเสหันไปทางอื่นเมื่อเห็นว่าคนถูกมองกำลังเดินตรงมาที่บาร์เครื่องดื่มตรงที่ฉันยืนอยู่ ไวกว่าสมองคือสองมือที่รีบคว้าแก้วกาแฟตรงหน้าขึ้นมาดื่มแก้เก้อ โดยลืมถึงความร้อนระอุของมันไปสนิท ปลายลิ้นที่ถูกลวกทำเอาฉันสะดุ้งโหยงจนกาแฟในแก้วกระฉอกหกเปื้อนมือ

“ชิท” ฉันอุทานคำติดปาก ก่อนวางแก้วกาแฟลงที่เดิม สายตากวาดหาผ้าสะอาดหรือกล่องทิชชูที่อยู่ใกล้ แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะขยับ มือหนาของเขาก็คว้าข้อมือฉันไปเหนืออ่างล้างจานตรงหน้า น้ำเย็นจากก๊อกถูกเปิดให้ไหลชะล้างคราบสีน้ำตาลและความร้อนให้ออกจากมือ จากนั้นผ้าเช็ดหน้าแห้งสะอาดถูกบรรจงซับหยาดน้ำบนมือที่เปียกชุ่ม ก่อนจะทาบทับถุงเจลประคบเย็นลงบนรอยผื่นแดง ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านจากฝ่ามือเข้าสู่หัวใจ ฉันเงยหน้าสบตาหน่วยกู้ภัยจำเป็นที่ยืนประจันหน้า นัยน์ตาเศร้าสลดของเขาเมื่อครู่กลับส่งประกายวิบวับอบอุ่นอ่อนโยน

“ขะ ขะ ขอโทษนะ” ฉันลุกลนชักมือกลับ กลัวคนที่กำลังยึดข้อมือฉันแน่นรับรู้ถึงชีพจรที่กำลังเต้นระรัว

มุมปากหยักหนาได้รูปยกยิ้ม มือหนากุมข้อมือฉันไว้แน่นกว่าเดิม “พี่จะขอโทษผมทำไม”

“เอ่อ ขอบใจ ฉันหมายถึงขอบใจ” วิญญาณฉันเตลิดออกจากร่าง แสนอายกับท่าทีตัวเองที่ทำเหมือนกับสาวน้อยบริสุทธิ์ผู้ไม่เคยผ่านมือชาย คลื่นความร้อนจากฝ่ามือของเขาส่งผ่านมายังผิวเนื้อของฉันตรงที่เขาสัมผัส และเคลื่อนมาบนใบหน้าและหูของฉันจนร้อนผะผ่าว… มีหรือที่เขาจะไม่เห็น หนำซ้ำลมหายใจอุ่นยังราดรดมาบนหน้าผากจนฉันต้องขยับตัวถอยออกมา แต่ไกลเพียงแค่สุดปลายแขนเพราะอีกฝ่ายดึงเอาไว้

“ถ้าผมไม่อยู่ใครจะดูแลพี่” เสียงทุ้มนุ่มห่วงใยฟังดูหม่นๆ ขณะที่พูดร่างสูงก็ดันตัวฉันให้มานั่งลงที่เก้าอี้บาร์สตูลสีดำตัวใกล้สุด เก้าอี้สูงจนทำให้ใบหน้าฉันอยู่ในระดับเดียวกับใบหน้าเขา เขาขยับตัวเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆจนฉันต้องถดถอยหลังไปติดพนักเก้าอี้

ไม่ทันที่ฉันจะให้คำตอบ ริมฝีปากหนาตรงหน้าก็กดมาทาบทับบนริมฝีปากของฉัน จูบแน่นิ่ง นุ่มนวล ไม่เร่งเร้า ซึ่งไม่นานก็ค่อยๆ ทวีความรุ่มร้อนขึ้น เมื่อเขารับรู้ถึงการจูบกลับของฉัน… ลมหายใจฉันกระชั้นถี่เหมือนคนขาดอากาศ ทุกอย่างมืดมิดเหมือนดวงจันทร์เคลื่อนเข้าบดบังแสงของดวงอาทิตย์… วินาทีที่โลกหยุดหมุนและฉันแทบหยุดหายใจ พลันความรู้สึกเจ็บแปลบและความกลัวที่ซุกซ่อนข้างในหัวใจมายาวนานก็แผ่ซ่านปกครุมไปทั่วสรรพางค์กาย ความรู้สึกปวดร้าวบวกกับสัญชาตญานบางอย่างช่วยกระชากวิญญาณที่ล่องลอยของฉันให้กลับเข้าร่างที่ขณะนี้อ่อนปวกเปียกแทบหลอมละลาย ฉันรวบรวมแรงทั้งหมดที่เหลือกระชากข้อมือให้ออกจากการจับกุมแล้วผลักตัวเขาออกห่าง

“อย่าทำแบบนี้อีก ฉันไม่สนุกด้วย… ฉันขอโทษ” เสียงฉันแหบพร่า ครั้งนี้ฉันผิดเองที่ปลดกลอนประตูเปิดให้เขาเข้ามาย่ำเล่นด้วยการจูบตอบเมื่อครู่ ฉันไม่ควรปล่อยให้เรื่องของเรามันถลำลึกเกินกว่านี้

ตั้งแต่เหตุการณ์น่าอายเมื่อเช้า ฉันก็ขลุกอยู่กับการเตรียมประชุมลูกค้า กว่าจะประชุมเสร็จก็เกือบบ่ายสอง จนอาการแสบท้องของฉันกำเริบเพราะไม่ได้กินมื้อเที่ยง ฉันเดินกลับมาโต๊ะทำงานก็เห็นข้าวกล่องส่งกลิ่นหอมฉุยวางอยู่ พร้อมกระดาษโน้ตกับลายมือที่คุ้นเคยแปะด้านบน

“ของโปรดพี่ อย่าลืมกินยาแก้กระเพาะตามนะครับ” ฉันมองผ่านกระจกกั้นห้องไปที่บุรุษพยาบาลแสนดี ใบหน้าเขาเคร่งเครียดกับงาน ถึงดูอิดโรยแต่แฝงด้วยเสน่ห์ของเด็กหนุ่มไฟแรงที่กำลังตั้งใจสานฝัน

ฉันรอจนใกล้หมดเวลางานจึงเรียกเขาเข้ามาพบที่ห้อง พยายามซ่อนความรู้สึกที่กวนใจมาตลอดวันไว้  “ใกล้หมดเวลาฝึกงานของคุณแล้ว ยินดีด้วยนะ ทางเราหวังว่าคุณจะได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะของคุณในระหว่างที่อยู่ที่นี่ และขอบคุณสำหรับอาหารกลางวัน” ฉันพยายามบังคับน้ำเสียงและสีหน้าให้ราบเรียบเป็นทางการ เมื่อการฝึกงานจบสมบูรณ์ เราก็คงกลายเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันดั่งเช่นแต่ก่อน

“ครับ” คำตอบห้วนสั้น ตาโศกคู่โตจ้องมาที่หน้าของฉัน ดูไม่ออกจริงๆ ว่าเขาคิดอะไรอยู่

“งานเลี้ยงบริษัทเย็นนี้คุณไม่จำเป็นต้องอยู่ก็ได้นะ มันนอกเหนือเวลางานซึ่งไม่มีผลต่อการฝึกงานของคุณ” ฉันทำหน้านิ่ง กลบเกลื่อนความรู้สึกปั่นป่วนข้างใน

“อยู่สิครับ ถ้าพี่อยู่ ผมก็อยู่ด้วย” เสียงทุ้มออดอ้อนประจบประแจง สายตาคมเศร้ากลับมาฉายประกายระยิบพร้อมกับรอยยิ้มกว้างระบายบนใบหน้า… ทั้งๆ ที่ฉันปรามเขาแล้วเมื่อเช้า แต่เขายังเล่นซุกซนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นฉันเสียอีกที่ร้อนๆ หนาวๆ เก็บอาการแทบไม่อยู่ ฉันไม่รู้ว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาคืออะไร และเขาน่าไว้ใจได้แค่ไหน รู้เพียงว่าชายหนุ่มคนนี้พยายามเข้าหาฉันตั้งแต่วันแรกที่มาฝึกงาน ทั้งๆ ที่ฉันอายุมากกว่าเขาถึงสิบปี ทั้งยังมีสามีและลูกแล้ว

งานฉลองความสำเร็จของโปรเจ็กต์ยักษ์ของบริษัทเป็นไปอย่างสนุกสนานคึกครื้น อาหารและเครื่องดื่มถูกจัดหามาไม่จำกัด พนักงานหลายคนยังคงดื่มกินไม่หยุด หลายคนจับกลุ่มเล่นเกมหรือเล่นดนตรี ส่วนฉันปลีกตัวมาที่ระเบียงสวนหย่อมชั้นลอยเพื่อหามุมสงบเงียบโทรศัพท์

“เทียร่าหลับแล้วหรือคะแม่” เสียงฉันผิดหวังที่โทร.ไปไม่ทันบอกกู๊ดไนต์ลูก

“หลับไปตั้งแต่หัวค่ำแล้ว ตัวรุมๆ เหมือนจะเป็นไข้ แม่เลยให้ทานยานอน”

“พาไปหาหมอดีกว่าไหมคะแม่ เดี๋ยวหนูกลับเลยแล้วกัน” ฉันเริ่มร้อนรน

“ไม่ต้องหรอก เมื่อครู่แม่เข้าไปดู ไข้ลดลงแล้ว อยู่สนุกกับเพื่อนๆ เถอะ นานๆ จะมีเวลาให้กับตัวเอง”

“ค่ะแม่ มีอะไรรีบโทร.หาหนูทันทีนะ ไม่นานหนูก็จะกลับแล้วค่ะ” ฉันกดตัดสาย รู้สึกไม่สบายใจตามประสาผู้เป็นแม่ ลากเก้าอี้ข้างพุ่มไม้มานั่งลงอย่างหงอยๆ ถอนหายใจยาวแล้วแหงนหน้ามองท้องฟ้าเบื้องบน คืนนี้ผืนฟ้าดำสนิท ไม่มีประกายดวงดาวให้เห็นแม้แต่น้อย มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวสว่างรำไรอยู่หลังก้อนเมฆไกลโพ้น หวนให้นึกถึงท้องฟ้าของอีกครึ่งซีกโลกที่ฉันจากมา วันวานกับความเจ็บปวดนานนับปี

ความทรงจำที่ประทับแน่นหกปีก่อนช่างเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ผุดพรายซาดซัดในห้วงคำนึงเป็นระลอก จนมาจบที่ภาพของกระดาษหนึ่งแผ่น ที่ฉันฝืนใจจรดปลายปากกาลงเซ็นยินยอมเพื่อปลดล็อกพันธนาการที่แสนจะเปราะบาง ระหว่างฉันและผู้ชายที่ฉันรักมากคนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ได้ถูกเปลี่ยนสถานะจากสามี มาเป็นเพียง… พ่อของลูก… การถวิลหาความรู้สึกบางอย่างในอดีตที่หายไปไม่มีวันย้อนกลับหรือเปลี่ยนแปลงได้ มันช่างเป็นความทรมานที่หอมหวาน แม้เจ็บปวดก็สมยอม

“นี่ครับพี่” แก้วน้ำใสถูกยื่นมาตรงหน้าทำให้ฉันถึงกับผวา พร้อมเบี่ยงหน้าหลบเพื่อปาดหยาดน้ำตา

“แอบมาร้องไห้ทำไมที่นี่คนเดียว ผมเดินหาตั้งนาน” เสียงทุ้มนุ่มถามขึ้นอย่างอ่อนโยน

“ร้องไห้ที่ไหน ฉันดื่มมากไปหน่อย มึนหัวเลยออกมานั่งพัก” ฉันเลี่ยงตอบ

“รู้ไหมว่าพี่โกหกไม่เนียน ตาแดงฉ่ำขนาดนี้ อีกอย่าง พี่แพ้และไม่ดื่มแอลกอฮอล์ แล้วจะเมาได้ยังไง” ชายหนุ่มคุกเข่าลงตรงหน้าแล้วก้มมาดมกลิ่นลมหายใจของฉันที่ปลายจมูก ไวเหมือนงูฉก

อารามตกใจ ฉันผลักแผงอกหนาออกไปเต็มแรงจนเขาล้มหงาย ฉันลุกพรวดยืนกำมือแน่นตัวสั่นเทาเหมือนจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เขาคงไม่รู้ว่าฉันเกลียดการโกหกเป็นที่สุด เขาเป็นใครที่มาบอกว่าฉันโกหก แล้วยังมาจุ้นจ้านเรื่องส่วนตัวของฉัน ไม่ใช่เพราะเขาหรอกหรือ ที่ฉันต้องแต่งเรื่องเมาโง่ๆ นั่นขึ้นมา

“ใช่! ฉันโกหก! โลกที่มีแต่คนหลอกลวง แล้วทำไมฉันจะทำบ้างไม่ได้ เธอก็เหมือนกัน ทีเธอกับเพื่อนจอมกะล่อนจัดฉากหลอกผู้หญิงที่คลับคืนนั้น เพื่อนเธอแกล้งเข้าไปลวนลาม เพื่อให้เธอได้แสดงเป็นฮีโร่มัดใจได้เบอร์ผู้หญิง มันทุเรศแค่ไหน อย่าคิดว่าไม่มีใครรู้เห็น คงไม่บังเอิญเกินไปนะที่จะบอกว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นน้องสาวของเพื่อนฉันเอง… คนอย่างพวกเธอมันก็แค่หลอกผู้หญิงสนุกไปวันๆ ไม่สนใจว่าคนอื่นจะรู้สึกว่าเป็นไอ้โง่ไอ้งั่งแค่ไหน” ฉันตวาดแหวใส่คนอวดรู้ ความโกรธ เสียหน้า เจ็บปวด สับสน และอื่นๆ ประดังเข้ามา ความอัดอั้นที่สุมอยู่ข้างในมาเนิ่นนานถูกระเบิดออกมาเป็นมวลน้ำตายิ่งกว่าเขื่อนแตก

เขาลุกมายืนประชิดฉันที่ร้องไห้สะอื้นตัวโยน มือหนาข้างหนึ่งจับไหล่ฉันแน่น อีกข้างเชยคางให้มองหน้า

“เหมือนที่สามีพี่หลอกให้พี่หย่าเพื่อที่เขาจะไปแต่งงานกับผู้หญิงอื่น เหมือนที่พี่เก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียวไม่บอกใคร พี่พาลูกสาวพี่ย้ายกลับมาไทยตามลำพัง แล้วบอกคนอื่นรวมถึงลูกว่า สามีพี่ต้องทำงานที่อเมริกาเลยย้ายมาไทยด้วยไม่ได้… พี่จงใจแยกพ่อแยกลูก พี่เลี่ยงจะพูดถึงสามีของพี่ น้องเทียร่าเคยบอกผมว่าเธอคิดถึงพ่อ เธอไม่มีแม้แต่รูปภาพหรือสิ่งของที่พ่อให้เธอสักชิ้น พี่บอกเธอว่าบริษัทย้ายของทำกล่องนั้นหาย… พี่อาจจะทิ้งสิ่งของได้ แต่พี่ลบความทรงจำของลูกพี่ไม่ได้ พี่ไม่สงสารลูกพี่เลยหรือ… ผมขอถามหน่อยว่า พี่กลัวอะไร พี่หนีอะไรมา… แบบนี้ใช่ไหมที่เรียกว่า white lie หรือพี่จะบอกว่านี่ไม่ใช่การโกหก แค่บอกไม่หมด… พี่ว่าพี่จะเก็บเรื่องนี้จากเทียร่าได้นานแค่ไหน” เขาเองก็พรั่งพรู่คำพูดที่ฉันนึกไม่ถึงออกมา

ฉันตะลึงงันกับสิ่งที่ได้ยิน ยกมือปาดน้ำตา หน้าร้อนวาบ ปวดหัวหนึบเหมือนมีคีมมาบีบที่ขมับ

“เธอเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงรู้เรื่องส่วนตัวของฉัน แล้วกล้าดียังไงถึงมาสอนฉันเรื่องเลี้ยงลูก ต่อไปอย่ามายุ่งกับฉันอีก! แล้วห้ามเข้าใกล้ลูกฉันโดยเด็ดขาด!” หูฉันอื้อดับจากเสียงตะคอกของตัวเอง พยายามดันให้เขาออกห่างแต่ไม่รู้เรียวแรงหายไปไหนหมด

“เรื่องหลอกเอาเบอร์ผู้หญิงที่คลับคืนนั้น ผมยอมรับว่าผมผิดจริง… ส่วนเรื่องของพี่ พี่ไม่ต้องกลัวว่าผมจะบอกเทียร่าหรือใคร ผมอยู่ข้างพี่เสมอ… พี่จำคุณป้าแมรี่ที่อเมริกาได้หรือเปล่า หกปีก่อน มีเด็กผู้ชายอายุสิบเจ็ด เขาเป็นเด็กกำพร้าที่เสียพ่อตั้งแต่แบเบาะ แล้วแม่ก็มาจากไปอีกคนตอนเขาจบมัธยมปลาย ทำให้เขาต้องย้ายไปอยู่กับญาติที่เหลือเพียงคนเดียวคือป้าแมรี่ วันหนึ่งขณะที่เขาแอบร้องไห้อยู่ในห้องนอนคนเดียวเพราะคิดถึงแม่จับใจ วันนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งอุ้มทารกมาหาป้าแมรี่ เธอมาร่ำไห้ปรับทุกข์เรื่องที่สามีเธอมีผู้หญิงคนอื่นและขอเธอหย่า ที่นั่นนอกจากสามีของเธอ เธอก็ไม่มีญาติพี่น้องเพื่อนสนิทที่ไหนนอกจากป้าแมรี่ หลังจากวันนั้น เด็กชายคนนั้นก็ได้ฟังเรื่องราวของพี่สาวคนนั้นเรื่อยๆ จนรู้สึกผูกพัน เขารู้สึกเห็นใจและนับถือในความเข้มแข็งและสู้ชีวิตของพี่เขาที่โอบอุ้มลูกน้อยผ่านมรสุมมาได้ตัวคนเดียว ตอกย้ำให้เขานึกถึงแม่ที่เลี้ยงเขามาตามลำพังเช่นกัน เด็กชายคนนั้นจึงเลิกร้องไห้และปฏิญาณตั้งแต่นั้นมาว่า เขาจะเข้มแข็ง เขาทำงานหนักเก็บเงินเป็นปีแล้วกลับมาเรียนต่อที่ไทยหลังป้าแมรี่มาจากไปอีกคน เขาเลือกเรียนแอนิเมชันตามรอยพี่ผู้หญิงคนนั้น พอได้ข่าวว่าเธอจะกลับมาไทยเขาดีใจมาก และทำทุกวิถีทางให้ได้เจอพี่เขาอีกครั้ง” เรื่องราวที่ชายหนุ่มเล่ามาช่วยไขปริษนาทั้งหมดที่ฉันมี

ชีวิตฉันช่วงนั้นเหมือนตกอยู่ในหลุมดำ มันหนาวเหน็บและทุกข์ทรมาน กว่าฉันจะกระเสือกกระสนตะกายขึ้นมาได้ ฉันจะไม่ยอมตกลงไปอีกครั้ง โลกของฉันมีแต่ลูกคนเดียว ฉันรู้ว่าป้าแมรี่มีหลานชายมาอยู่ด้วยแต่ไม่เคยได้เจอหน้ากันสักครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าบัดนี้เขาได้มาปรากฏอยู่ตรงหน้า ฉันสำรวจใบหน้าเขาทุกกระเบียด ภาพหน้าป้าแมรี่ลอยทับซ้อนขึ้นมา ความรู้สึกโยงใยผูกพันค่อยๆ เชื่อมต่อระหว่างเรา ดั่งจิ๊กซอชิ้นสุดท้ายได้เติมเต็มภาพความทรงจำให้สมบูรณ์

“คนเข้มแข็งไม่จำเป็นต้องทำตัวเย็นชาเสมอไป… การถูกคนอื่นหลอกมันก็ไม่น่ากลัวเท่าการที่เราหลอกตัวเอง .. ถ้าพี่ลองเปิดใจมองไปรอบตัว พี่จะเห็นว่ายังมีคนที่รักพี่อย่างจริงใจและอยากจะเข้ามาดูแลพี่กับลูกเหมือนผม แต่อีโก้กับกำแพงความกลัวที่พี่สร้างมาครอบตัวเอง คงทำให้พี่มองไม่เห็นความปรารถนาดีของใคร” คำพูดของเขาช่างเสียดแทงเหมือนคมมีดกรีดเข้าที่ขั้วหัวใจ ความรู้สึกฉันเหมือนแก้วบางที่ถูกทุบให้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้ก่อนเดินจากไป

ฉันนี่หรือมีอีโก้ หลอกตัวเอง… ใช่สิ! ใครจะพูดอะไรก็พูดได้ ลองได้มายืนในจุดที่ฉันยืน อยากจะรู้ว่ายังจะคิดอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า

 

บรรยากาศในออฟฟิศเงียบเชียบไปเยอะเมื่อปราศจากเงาที่สองของฉัน เสียงหัวเราะคิกคักของสาวน้อยตัวจ้อยที่นั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กเล่นซนอยู่กับชายตัวสูงใหญ่ก็หายไป เช่นเดียวกับโพสต์อิตสวัสดี เหลือเพียงต้นไม้หนามแหลมสามต้น ฉัน กับใจที่ว่างเปล่า

“มีแต่คนบ่นคิดถึงน้องเทียร่า” เพื่อนสนิทผู้หวังดีคนเดิมแวะมาคุยที่โต๊ะ

“พอรู้ว่านายนั่นจะไม่มาฝึกงานที่นี่อีก ก็หงอยไปเยอะเลย ขออยู่บ้านกับยายแทน ไม่เซ้าซี้อยากจะตามฉันมาที่ทำงานเหมือนก่อน” ฉันโฟกัสกับงานโดยไม่หันไปมองคู่สนทนา เหมือนไม่ยี่หระ

“ลูกแกมาทีไรก็ตัวติดกับนายนั่นเป็นตังเม เด็กนะแก พอติดใครก็เป็นแบบนี้ เทียร่าคงคิดถึงเขามาก บ้านแกมีแต่ผู้หญิง เทียร่าคงอยากได้คนดูแลในบทบาทของผู้ชายเพื่อทดแทนพ่อของเธอ แกเข้าใจใช่ไหม”

ฉันพยักหน้ารับ กลั้นน้ำตาที่กำลังเอ่อ “ฉันพยายามทำดีที่สุดแล้ว แต่เหมือนจะยังดีไม่พอ ฉันทำร้ายจิตใจลูกครั้งแล้วครั้งเล่า จนฉันกลัว… กลัวที่จะยอมให้ผู้ชายคนไหนเฉียดเข้าใกล้เราสองคนอีก”

“พวกเรารู้ว่าแกทำทุกอย่างเพื่อลูก แล้วมันจะผ่านไปนะ การฝึกงานจบแล้ว นายนั่นคงไม่กล้ามาวอแวแกอีก” เพื่อนรักทิ้งคำถามไว้ในใจฉันเช่นเดียวกับเขา… นี่ฉันทำทุกอย่างเพื่อลูก หรือเพื่อตัวฉันเองกันแน่

 

คืนนี้อากาศเย็นจัดจนฉันต้องดึงผ้าห่มมาคลุมกาย ย้อนทบทวนเรื่องราวในอดีต ทั้งขื่นขมและหวานชื่น

“นอนไม่หลับหรือครับพี่” เสียงอู้อี้กระซิบอยู่ริมหู แขนยาวพาดโอบเข้าที่ใต้ทรวงอก

“คิดงานนิดหน่อย ขอโทษที่ทำให้ตื่น นอนต่อเถอะ” ฉันพลิกตัวกลับไปจูบที่ปลายคางเขียวครึ้มด้วยตอหนวด ซุกตัวเบียดหาความอบอุ่นที่อกกว้าง

“ไม่เนียนครับพี่” เสียงหัวเราะดังมาจากลำคอหนา

“โอเคๆ ฉันนึกถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีเธอมาดึงสติ ฉันคงไม่ได้เห็นใบหน้าที่เปี่ยมสุขของลูกขนาดนี้ ปีนี้เทียร่าได้อยู่ฉลองวันเกิดแปดขวบกับพ่อและครอบครัวที่อเมริกา… ขอบคุณความอดทนและความพยายามของเธอที่จะเอาชนะผู้หญิงงี่เง่าและขี้กลัวอย่างฉัน” ฉันซบหน้าลงที่ไหล่กว้าง

“ความรักต่างหากทำให้ผมทำเพื่อพี่ได้ทุกอย่าง ผมอยากเห็นพี่กับเทียร่ามีความสุข มันเหมือนผมได้เห็นรอยยิ้มของแม่กับป้าแม่รี่ที่อยู่บนสวรรค์ ผมจะไม่ปล่อยให้พี่จากไปไหนอีกแล้ว” มือใหญ่ดึงเอวฉันเข้ากระชับใกล้ เหมือนกลัวว่าฉันจะหายไปอย่างที่เขาพูด

“นี่เธอว่าฉันแก่คราวแม่หรือป้าหรือ” ฉันฟาดเข้าที่ต้นแขนหนาเบาๆ เสียงหัวเราะของเราดังขึ้นประสานกัน

 

คงหมดเวลาแล้วที่ฉันจะมาถวิลหาอาลัยกับอดีตรักที่ขมขื่น ในเมื่อผู้ชายข้างกายคนนี้มาปัดเป่าความกลัวในใจฉันให้มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง ฉันเองไม่รู้ว่าความรู้สึกอิ่มเอมนี้จะยืดยาวไปได้นานแค่ไหน ไม่ใช่ว่าฉันไม่ไว้ใจเขา แต่ฉันได้เรียนรู้ที่จะเผื่อใจให้กับคืนวันที่ผิดหวังต่างหาก… ตราบใดที่ความรู้สึกของเรายังมั่นคงต่อกัน เราควรจะตักตวงและเติมเต็มความสุขให้กันและกัน แค่นั้นมิใช่หรือ ที่หัวใจรักของคนสองคนต้องการ

 

– สุญญตา –

Don`t copy text!