ฟั่นเฟือน…เพื่อนรัก

ฟั่นเฟือน…เพื่อนรัก

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

ฟั่นเฟือนยกแก้วนมขึ้นจิบก่อนจะหันไปต่อบล็อกไม้ให้กลายเป็น ‘ตึกเรียนแห่งใหม่’

สำหรับคนอื่นๆ มันคงดูคล้ายการจัดเรียงบล็อกให้กลายเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าธรรมดา ผิดกับเด็กหลายคนที่มักต่อเป็นรูปทรงพิสดารที่ดูก้าวล้ำเกินกว่าจะเป็นสถานศึกษาไปมากโข ทว่าสำหรับฉัน… ฟั่นเฟือนคงมีเหตุผลที่ทำแบบนี้ จำนวนบล็อกซึ่งมีทั้งหมดห้าสิบชิ้นคงเปรียบเสมือนจำนวนนักเรียนในห้อง การที่มันอัดแน่นอยู่ด้วยกันเป็นทรงลูกบาศก์ขนาดใหญ่ คงเปรียบเสมือนความคิดของเธอที่ต้องการให้คนในห้องรักใคร่ปรองดองกันเข้าไว้…อยู่ด้วยกันเหมือนเช่นเด็ก ม.ต้นปกติ ไม่มีการแตกแยก ไม่มีการตีตัวออกห่าง และที่สำคัญคือไม่มีใครออกนอกลู่นอกทาง ทั้งหมดถูกสื่อออกมาผ่านบล็อกไม้ที่จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีชิ้นไหนบิดเบี้ยวหรือเผยอออกมาเพื่อสร้างรอยตำหนิให้โรงเรียนทรงสี่เหลี่ยมเลยแม้แต่น้อย

อาจฟังดูไร้สาระ แต่เชื่อเถอะว่านี่คือฟั่นเฟือน… เพื่อนรักของฉันที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่จำความได้

“ดูสิ รุ้ง… เราจะตั้งชื่อตึกเรียนนี้ว่า ‘ตึกเรียนเฟื่อนฟัน’ เธอคิดว่ายังไงล่ะ?” ฟั่นเฟือนเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยถาม ฉันเห็นดังนั้นจึงยิ้มตอบ

“ดีเลย! งั้นเดี๋ยวเราจะสร้างของเราบ้าง ตั้งชื่อว่า ‘ตึกเรนโบว์’ ดีกว่า!”

ไม่พูดเปล่า ฉันรีบหันไปหยิบบล็อกที่เหลือแล้วก่อเป็นรูปอาคารในจินตนาการอย่างรวดเร็ว เมินเฉยต่อสายตาเย้ยหยันของเพื่อนร่วมห้องที่เดินผ่าน… เขาคงคิดว่าพวกเราปัญญาอ่อน อยู่ ม.2 แล้วยังต่อบล็อกเหมือนเด็กอนุบาล ฉันไม่ปฏิเสธข้อนั้น เพราะเพื่อนรักของตนก็จัดอยู่ในขั้น ‘สติไม่เต็ม’… นี่คือความจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้

ฟั่นเฟือนสามารถเรียนหนังสือได้เหมือนคนปกติ ทว่าดวงตาที่มักเหม่อลอยเเละริมฝีปากที่ยิ้มกว้างตลอดเวลานั้นก็ทำให้ทุกคน… ไม่เว้นแม้แต่ครูบางท่านเหยียดหยาม เธอติดของเล่น ไม่ว่าจะเป็นบล็อก ตัวต่อ ตุ๊กตา หรือแม้แต่เครื่องครัวพลาสติก! ซ้ำร้ายยังชอบอ่านนิทานและดูการ์ตูนเป็นชีวิตจิตใจ!

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณคงคิดว่าเพื่อนรักของฉันปัญญาอ่อน ขอยืนยัน ณ ที่นี้ว่าฟั่นเฟือนสามารถสอบได้ที่หนึ่ง… ไม่ใช่แค่ของห้อง หากแต่เป็นทั้งระดับชั้น! เด็กหญิงที่ขลุกอยู่แต่ในสนามเด็กเล่นแล้วพูดเพ้อกับตุ๊กตา ได้แสดงให้ครูทุกคนเห็นถึงความสามารถในวันประกาศรายชื่อนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษา ฟั่นเฟือนเดินออกไปรับด้วยกิริยาสุภาพเรียบร้อย หากแต่ยังดูเหม่อลอยเหมือนปกติ เธอยังมาบอกฉันเลยว่าไม่ได้อยากรับเงินรางวัลนี่หรอก อย่างไรซะ… การเล่นกับพวกตุ๊กตาก็คงคุ้มค่าเสียเวลามากกว่าการเดินขึ้นไปถ่ายรูปกับอาจารย์ใหญ่บนเวที นี่คือสิ่งที่เธอคิดและพูดออกมาตรงๆ แน่นอนว่าทำให้เพื่อนทุกคนหมั่นไส้และรุมกลั่นแกล้งยิ่งกว่าเก่า

ฟั่นเฟือนไม่ได้มีชื่อนี้ตั้งแต่เกิด แต่เดิมที่ชื่อ ‘เฟื่อง’… คงมาจากเฟื่องฟ้าหรืออะไรทำนองนั้น ก่อนที่แม่ของเธอจะตัดสินใจในอีกสิบปีถัดมาว่าอยากได้ชื่อลูกที่ดูทันสมัย จึงเปลี่ยนเป็น ‘ฟัน’ ซึ่งแปลว่าสนุกในภาษาอังกฤษ หารู้ไม่ว่านั่นเป็นการเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมชั้นนำชื่อทั้งสองมาอ่านเพี้ยนเสียงเพื่อล้อเลียนบุคลิกและงานอดิเรกของเจ้าตัว

น่าแปลกที่เธอไม่ได้รังเกียจชื่อนั้น ซ้ำยังคิดว่าเป็นชื่อที่ดูเท่เสียเต็มประดา ถึงขั้นออกปากให้ทุกคนเรียกเธอด้วยชื่อใหม่ที่แปลกและไม่ซ้ำใคร แม้แต่ฉันก็ยังเกือบลืมแล้วด้วยซ้ำว่าชื่อเก่าของฟั่นเฟือนคืออะไร

ในห้องนี้… นอกจากฉันแล้วก็ไม่มีใครชอบฟั่นเฟือน ทุกคนทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้เธอร้องไห้ ถึงขั้นมีการแข่งขันกันว่าหากใครทำฟั่นเฟือนร้องไห้ได้ก่อนเป็นผู้ชนะ แต่ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยาก เพราะขนาดถูกน้ำผสมอุจจาระสาดใส่… เพื่อนรักของฉันยังยิ้มร่าแล้วบอกว่า ‘ไม่เป็นไร…ฉันให้อภัย’ อยู่เลย!

ลำพัง… ฉันไม่มีแรงพอจะไปสู้คนพวกนั้น โดยเฉพาะหัวโจกผู้ชายที่รูปร่างใหญ่ราวกับเด็กมัธยมปลาย ครั้นวิ่งไปฟ้องอาจารย์ กลับได้รับคำตอบว่าเป็นการ ‘แหย่กันเล่นๆ’ ตามประสาเพื่อน… เสียสติไปแล้วหรือเปล่า! แม้แต่อาจารย์ก็คงเอือมระอาและคร้านที่จะทวงหาความยุติธรรมให้ฟั่นเฟือน นี่คือสิ่งที่ฉันมองออกจากแววตาของพวกเขา

เด็กหญิงตัวเล็กที่มีสติไม่สมประกอบ กลายเป็นเป้านิ่งของพวกอันธพาล ที่สำคัญคือทุกคนบอกว่าฟั่นเฟือนเป็นคนผิด… สังคมสมัยนี้เป็นอะไรกันไปหมด? ลองตัวเองถูกกลั่นแกล้งแบบนี้บ้างจะรู้สึก! แต่พูดไปก็เท่านั้น เพราะโชคชะตาได้วางตำแหน่ง ‘ผู้ล่า’ กับ ‘เหยื่อ’ เอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างที่ฉันบอก ไม่มีเพื่อนคนไหนชอบฟั่นเฟือน แต่นั่นมันก่อนที่เด็กใหม่จะย้ายเข้ามาในห้อง…เจมส์ เป็นเด็กผู้ชายจากโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ปิดตัวลงอย่างกะทันหัน และได้เข้ามาเรียนห้องเดียวกับฉันในวันแรกของการเปิดภาคเรียนที่สอง

เจมส์ชอบฟั่นเฟือน… ไม่ได้ชอบแบบคนรัก หากแต่เป็นชอบแบบเพื่อน นี่คือสิ่งแรกที่ฉันดูออกจากดวงตาหลังกรอบแว่นสีดำสนิท เด็กแก่เรียนที่สอบได้อันดับต้นๆ ของชั้นมาอยู่ด้วยกัน… นับเป็นเป้านิ่งของพวกอันธพาลที่มองเห็นทุกคนเป็นเหยื่อ การกลั่นแกล้งเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ส่วนมากจะเป็นการล้อในทางเสียๆ หายๆ เจมส์ถูกหาว่าเป็นตุ๊ด ไม่ก็ถูกหาว่าแอบชอบฟั่นเฟือน เรื่องทุกอย่างเริ่มเลยเถิดเมื่อมีเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งส่งภาพตัดต่อไปให้อาจารย์… มันเป็นภาพของเจมส์และฟั่นเฟือนกำลังนอนกอดกันอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า!

ใช่… อาจารย์ย่อมฉลาดพอที่จะรู้ว่ามันไม่ใช่ภาพจริง ฝีมือการตัดต่อของเด็ก ม.ต้น อ่อนหัดเสียจนแม้แต่เด็กอนุบาลก็มองออก เจ้าของภาพนั้นโดนลงโทษและทำทัณฑ์บน… นั่นเป็นเรื่องปกติ แต่แปลกตรงที่ฟั่นเฟือนกับเจมส์ก็พลอยติดร่างแหไปด้วย ทั้งคู่ถูกลงโทษไม่ต่างจากเพื่อนร่วมห้องคนนั้น โทษฐานที่ทำตัวเป็นผู้ถูกรังแกและไม่ยอมตอบโต้คนที่มากลั่นแกล้ง

แน่นอนว่าฟั่นเฟือนเริ่มผิวปากฮัมเพลงทันทีที่เดินออกมาจากห้องพักครู ผิดกับเจมส์ที่นั่งซึมจนฉันต้องเข้าไปปลอบ หากมองไม่ผิด… ฉันคิดว่ามีหยาดน้ำตาใสๆ ไหลลงมาตามใบหน้าของเขา เคราะห์ร้ายที่เพื่อนร่วมห้องอีกคนนึงก็ผ่านมาเห็นเช่นเดียวกัน

หลังจากนั้นไม่นาน… ข่าวลือที่ว่าเด็กใหม่เป็นตุ๊ดก็แพร่สะพัดไปทั่วโรงเรียน โดยมีหลักฐานเป็นคำพูดของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เห็นเจมส์นั่งร้องไห้ ผิดกับฟั่นเฟือนที่กำลังต่อบล็อกอย่างเพลิดเพลิน ทั้งยังผิวปากอย่างสบายอารมณ์ ไม่สนใจสิ่งใดอื่น

ฉันสงสารเจมส์จับใจ… รู้ดีว่าเขาต้องเข้มแข็งมากแค่ไหนจึงจะสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข อันที่จริง เจมส์เป็นเพื่อนที่ดีมาก แต่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่าการมีที่เขาเข้ามาคุยกับฟั่นเฟือนทำให้หลายอย่างเปลี่ยนไป…

ฉันกำลังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกิน

ฟั่นเฟือนเริ่มหันไปพูดคุยกับเจมส์มากขึ้นในช่วงหลังมานี้ เธอกับเขาเข้ากันได้ดีเสียจนฉันยังแปลกใจ ตั้งแต่ที่เจมส์เข้ามาพูดคุยและให้กำลังใจ ฟั่นเฟือนก็ยิ่งฮึกเหิมและตอบโต้คนที่กลั่นแกล้งกลับไปอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน… แม้จะเป็นการตอบโต้อย่างงงๆ ก็ตามทีเถอะ

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของฟั่นเฟือนเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน น้าธัญญา… แม่ของเธอประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต นั่นทำให้เด็กหญิงที่เคยร่าเริงแปรเปลี่ยนเป็นเด็กหญิงผู้ซึมเศร้าอย่างฉับพลัน ฉันทำอะไรไม่ถูก… ไม่รู้ว่าควรปลอบอีกฝ่ายอย่างไร ฟั่นเฟือนไม่เคยโศกเศร้า ไม่เคยพบกับความสูญเสีย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นรอยยิ้มของเธอจางหาย… ทิ้งไว้เพียงประกายของความเศร้าโศกและคราบน้ำตาที่ไหลอาบใบหน้า

น้าธัญญาดูแลเธอมาตลอด นับตั้งแต่ผู้เป็นพ่อจากไปเมื่อเกือบสิบปีก่อน ตั้งแต่ตอนที่เธอเพิ่งห้าขวบ ฟั่นเฟือนสนิทกับแม่… สนิทเท่าที่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งจะสนิทสนมกับผู้ปกครองได้ หากเปรียบชีวิตของเธอเป็นต้นไม้ น้าธัญญาก็คงเป็นโลกที่คอยปกป้อง ในขณะที่ฉันกับเจมส์เป็นดอกไม้ที่คอยอยู่เคียงข้าง บัดนี้ไม่มีโลกใบเดิมคอยคุ้มกัน… ต้นไม้ที่โดดเดี่ยวจะต้องมีชีวิตรอดท่ามกลางความเวิ้งว้างโดยมีเพียงดอกไม้สองดอกอยู่เป็นเพื่อน

ทุกอย่างดูหมดหวัง ขนาดคนปกติยังยากที่จะทำใจ ฉันจำเป็นต้องยกความดีความชอบทั้งหมดให้เจมส์ เขาคอยอยู่เคียงข้างทุกเวลา คอยพูดคุยและให้คำปรึกษา ผิดกับฉันที่ได้แต่นั่งนิ่งๆ อย่างทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน ควรปลอบใจอีกฝ่ายอย่างไร หากพูดไปก็อาจเป็นการซ้ำเติมและทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีก

…เหตุการณ์ที่เป็นจุดแตกหักเกิดขึ้นสามวันหลังจากนั้น ตอนที่หัวโจกของห้องรู้ข่าวเรื่องการตายของน้าธัญญา ก่อนจะเดินตรงมาหาฟั่นเฟือนพร้อมฉีกยิ้มแสยะ… ผู้ล่ากำลังจะตะครุบเหยื่ออีกครั้ง

ฉันยังจำคำพูดของมันได้แม่น… คำพูดเสียดสีแม่ของฟั่นเฟือนที่ทั้งหยาบคายเละต่ำทราม ชนิดที่ว่าควรจะดังออกมาจากปากของสัตว์เดรัจฉานสักตัว หาใช่มนุษย์ที่มันสมองและจิตใต้สำนึกไม่! ฝ่ายฟั่นเฟือนก็ยังคงนิ่งเงียบ ปล่อยให้อีกฝ่ายด่าว่าบุพการีต่อไปโดยไม่สนใจตอบโต้ น่าเสียดายที่เจมส์ไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นไอ้นั่นคงถูกต่อยหน้าคะมำ… ฟันหักก่อนจะทันได้เอ่ยประโยคที่สอง ฉันหลับตาพร้อมร้องไห้ขณะคิดถึงใบหน้าของเขา

เจมส์… ได้โปรดมาช่วยฟั่นเฟือนจากพวกเลวนี่หน่อยเถอะ!

คำด่าหยาบคายยังคงดังอย่างต่อเนื่อง อดนึกสงสัยไม่ได้ว่าในหัวสมองของเด็กชายคนนั้นมีสิ่งดีๆ เหลืออยู่หรือไม่ ในที่สุด ความอดทนของฉันก็มาถึงจุดสิ้นสุด

ตายเป็นตาย!… นี่คือสิ่งที่ฉันคิด ก่อนจะผุดลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหา ตอนนั้นเอง สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น…!

ฟั่นเฟือนเงยหน้ามาสบตากับอีกฝ่าย ก่อนจะยืนขึ้นแล้วหวดกำปั้นเข้าใส่ใบหน้าของมันอย่างจัง! ส่งร่างของเด็กชายให้ล้มลงไปกองกับพื้น เลือดไหลซึมออกจากริมฝีปาก ดวงตาเบิกโพลง…จับจ้องไปยังใบหน้าโกรธจัดของผู้ถูกแกล้งอย่างตกตะลึง ฟั่นเฟือนกรีดร้องลั่นก่อนจะพุ่งเข้าใส่แล้วระดมฝ่ามือตบลงบนใบหน้าของเขาไม่ยั้ง ท่ามกลางความตกใจของเพื่อนร่วมห้อง

เหตุการณ์ทุกอย่างจบลงเมื่อครูประจำชั้นเดินผ่านมา และแยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน แน่นอน…ฟั่นเฟือนได้รับบทลงโทษเช่นเดียวกับเด็กชายที่เป็นคนก่อเรื่อง ไม่มีเหตุผล ไม่มีความยุติธรรม มีเพียงความเห็นส่วนตัวของอาจารย์ว่าเด็กหญิงควรต้องมีกิริยาสุภาพเรียบร้อย หากถูกรังแกก็ต้องมาบอกครู ไม่ใช่ลงมือจัดการด้วยตนเอง

…ฉันไม่รู้ว่าจะเลือกใช้คำไหนมาวิจารณ์ระบบการทำงานของที่นี่ดี!

ช่วงบ่ายของวันนั้น เจมส์กับฟั่นเฟือนก็มานั่งด้วยกันอยู่ที่ม้าหินหลังโรงเรียน ส่วนฉันได้แต่นั่งจับเจ่าอยู่บนม้าหินอีกตัว… พยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเพราะรู้สึกถึงความเป็นส่วนเกินเช่นเดิม

เพื่อนรักของฉันพูดคุยมากกว่าแต่ก่อน อันที่จริง ฉันไม่เคยเห็นเธอพูดเยอะขนาดนี้ ฟั่นเฟือนเล่าทุกปัญหาในชีวิตให้อีกฝ่ายฟัง ซึ่งเจมส์ก็ทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี… ไม่แม้เเต่พูดแทรกหรือพูดขัด ทั้งคู่หัวเราะด้วยกัน…เป็นรอยยิ้มแรกบนใบหน้าของเด็กหญิงตั้งแต่น้าธัญญาเสียชีวิต

นั่นคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ฉันลอบถอนหายใจเมื่อรู้สึกเหมือนตนเองได้กลืนไปกับสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ไม่มีใครมองเห็นอีกต่อไป

‘โรงเรียนเรนโบว์’ ถูกสร้างต่อสำเร็จ… ด้วยฝีมือของฟั่นเฟือน เธอจับมือฉันแล้วบรรจงต่อบล็อกทีละชิ้นอย่างประณีต ไม่กี่อึดใจต่อมา สิ่งก่อสร้างที่หมือนกับโรงเรียนเฟื่อนฟันทุกประการก็เสร็จสมบูรณ์

…เจมส์โผล่มาตอนที่ไม่มีใครรู้ตัว ทำเอาฉันและฟั่นเฟือนสะดุ้งไปตามๆ กัน ฝ่ายหลังหันมายิ้มให้เพื่อนก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“เจมส์ ฉัน… ฉันรู้ว่าเธอบอกว่าอะไร แต่ฉันยังทำใจไม่ได้” ฟั่นเฟือนพูดพร้อมก้มหน้า “แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น เธอก็พูดถูก ถึงเวลาที่ฉันจะก้าวออกจากกรอบเดิมๆ ฉันมีเธอเป็นเพื่อน… เพื่อนแท้คนเดียวในชีวิตของฉัน ขอบคุณนะ ขอบคุณจริงๆ…”

ฟั่นเฟือนโอบกอดอีกฝ่ายพร้อมร้องไห้ มันเป็นภาพที่ฉันไม่ได้เห็นบ่อยนัก เธอก้าวเดินมาถึงอีกจุดหนึ่ง… จุดที่เรียกว่า ‘ความจริง’ และต้องออกมาจากโลกแห่งความฝันที่เธอเคยอยู่มาทั้งชีวิต ฟั่นเฟือนมีเพื่อนใหม่ มีคนที่พร้อมจะคอยอยู่เคียงข้างยามที่โลกแห่งความจริงนั้นโหดร้ายเกินกว่าจะรับไหว

ฉันมั่นใจว่าเจมส์พร้อมจะทำหน้าที่นั้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ใดก็ตาม

เจมส์ไม่ตอบ หากแต่ยกมือขึ้นลูบหลังเพื่อนรักอย่างช้าๆ น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกจากเบ้าอย่างไม่อาจควบคุมอยู่

“เรารู้ ฟัน เราถึงมาหาเธอพร้อมกับ… กล่องใบนี้” เขาบอกพร้อมยื่นกล่องกระดาษขนาดเล็กมาข้างหน้า ด้านบนเขียนว่า ‘ถึง… มูลนิธิเลี้ยงเด็กกำพร้ารุ้งตะวัน’ ฉันรู้ในวินาทีนั้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ฟั่นเฟือนปาดน้ำตาออกจากใบหน้า ขณะก้มมองกล่องใบนั้นราวกับกำลังพิจารณาความคิดของตนเอง นอกจากข้อความที่อยู่ด้านบนสุด ยังมีข้อความขนาดเล็กที่ถูกเขียนด้วยปากกาน้ำเงินอย่างเรียบร้อย เธอจำได้ว่ามันเป็นลายมือของเจมส์ เนื้อความด้านในทำให้น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง…

สำหรับเพื่อนรักที่ต้องจากลา…

“ถึงเวลาบอกลาแล้ว ฟัน นับจากนี้เธอจะก้าวสู่โลกใบใหม่ โลกแห่งความเป็นจริงที่โหดร้ายและเจ็บปวด สู้ไปกับเรา… สู้ไปด้วยกันนะ” เจมส์กุมมือฟั่นเฟือนเอาไว้พร้อมมองลึกเข้าไปในดวงตารื้นน้ำ ฉันเห็นด้วยกับคำพูดนั้น แม้จะรู้ว่าการจากลาของเรากำลังจะมาถึงก็ตามที

“รุ้งจะไม่ทิ้งเธอไปไหน แต่จะอยู่ในใจ… อยู่ในความคิดและจินตนาการของเธอ ตอนนี้ถึงเวลาที่รุ้งจะได้ไปเป็นเพื่อนของเด็กคนอื่นๆ เด็กที่ยังคงอยู่ในโลกแห่งความฝัน แต่เชื่อเถอะว่าสักวันหนึ่ง… พวกเขาก็ต้องโตเป็นผู้ใหญ่แบบเรา จะต้องก้าวเข้าสู่โลกแห่งความจริงอย่างที่เธอกำลังทำอยู่ตอนนี้ ออกมาเถอะ ฟัน…วางรุ้งลงในกล่อง นับจากนี้มันจะเป็นแค่ตุ๊กตา เก็บไว้แค่ความรู้สึกผูกพันและมิตรภาพ นั่นแหละคือสิ่งที่คอยอยู่เคียงข้างเมื่อก้าวสู่โลกอันโหดร้าย”

ฟั่นเฟือนกะพริบตา มองฉันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะวางลงในกล่อง ความมืดเข้าโอบล้อมอย่างช้าๆ เหลือไว้เพียงแสงไฟเส้นเล็กๆ ที่เล็ดลอดผ่านเข้ามาจากด้านบน เสียงหัวเราะและพูดคุยของทั้งสองดังเข้ามาให้ได้ยิน ฉันหลับตา… ซึมซับความมืดเเละความรู้สึกเสี้ยวสุดท้ายไว้ในจิตใจ ภาพใบหน้าของเพื่อนรักผุดขึ้นมาในหัว

…เพื่อนรักที่โตเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว

ลาก่อนเด็กน้อยที่เคยมีเพื่อนเป็นของเล่นและตุ๊กตา…

ลาก่อนโลกอันสวยงามและเต็มไปด้วยสีสัน…

ลาก่อนมิตรภาพและความรักอันลึกซึ้งเท่าที่เพื่อนคนหนึ่งจะมีได้…

ลาก่อน… ฟั่นเฟือน

 

– พงศภัค –

 

Don`t copy text!