Final destiny สถานีสุดท้าย คงใช่รัก

Final destiny สถานีสุดท้าย คงใช่รัก

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

เสียงภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่งหูของใครคนหนึ่งเรียกให้ยิหวาเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์มือถือที่กำลังอ่านนิยายค้างไว้ หญิงสาวตั้งใจจะถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าคนผู้นั้นกลับรีบร้อนจากไปจนเธอมองเห็นเพียงแค่แผ่นหลังกว้างพ้นประตูรถไฟไปเท่านั้น เมื่อถอดหูฟังออกและหันมองรอบกาย ไม่เหลือใครสักคนและไฟก็ปิดหมดแล้ว ลมหนาวระลอกหนึ่งพัดเข้ามาทางช่องประตูที่เปิดค้าง แลเห็นร่างสูงใหญ่ในชุดกันหนาวสีน้ำตาลซึ่งเป็นคนเดินมาเตือนเธอเมื่อครู่ ถูกกลืนหายไปกับฝูงชนที่กำลังเปลี่ยนขบวนรถไฟ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ยิหวาเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศเกาหลีใต้ หากแต่เป็นครั้งแรกที่เธอตัดสินใจเดินทางเพียงลำพัง วันนี้ปลายทางของเธอคือ ‘ชุนชอน’ เมืองแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างไกลจากโซลไปประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ด้วยการนั่งรถไฟชนิดธรรมดาจากที่พักของเธอย่านมหาวิทยาลัยยอนเซ แต่นี่เพิ่งเดินทางมายังไม่ถึงครึ่งทาง และยังไม่ถึงสถานีที่ต้องเปลี่ยนขบวนรถเป็นครั้งที่ 2 หากแต่เธอต้องหยุดเพื่อเปลี่ยนขบวนเนื่องจากรถไฟขบวนที่เธอโดยสารมาหยุดให้บริการ

“ที่นี่สถานีไหนกันเนี่ย”

หญิงสาวหยุดยืนกลางชานชาลา มองหาชื่อสถานีก่อนจะกรอกลงในแอพพลิเคชันรถไฟของเกาหลี เพื่อเช็กว่ายังอีกไกลแค่ไหนว่าจะถึงชุนชอน อยู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งก็มาหยุดยืนตรงหน้า เธอไล่มองตั้งแต่ปลายเท้าของเขาขึ้นไป ‘เด็กคนนั้น’ นั่นเอง

น่าจะเป็นนักศึกษา

เขาคือผู้ชายเสื้อกันหนาวสีน้ำตาลคนที่มาบอกเธอว่านี่คือสถานีสุดท้าย ชายหนุ่มเดินกลับมายืนตรงหน้าด้วยใบหน้ายุ่งเหยิง คนผู้นี้น่าจะสูงราว 180 เซนติเมตรต้นๆ ซึ่งพบได้ทั่วไปในประเทศนี้ ใบหน้าขาวใสแดงระเรื่อเล็กน้อยเนื่องจากอากาศในช่วงต้นเดือนมีนาคมยังคงหนาว หากแต่เสื้อโค้ตของเขาดูบางมาก เส้นผมเส้นเล็กสีน้ำตาลนั้นดัดเป็นลอนอ่อนๆ จัดทรงอย่างสวยงาม ส่งเสริมให้ใบหน้านั้นดูน่ารักและอ่อนเยาว์ เขาขมวดคิ้วเล็กๆ คล้ายกำลังคิดว่าจะถามเธอว่าอย่างไร หญิงสาวจึงยิ้มให้ก่อนอย่างเป็นมิตร

“What’s your destination” หนุ่มน้อยถามเธอด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงเกาหลี

“ชุนชอน”

หลังจากบอกสถานีเขาไป ชายหนุ่มก็อุทานว่า อ๋า… ก่อนจะยิ้มนิดๆ

“OK, follow me”

หากอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ยิหวาจะไม่แปลกใจเลยที่อยู่ๆ ก็มีคนขันอาสาช่วยนำทาง แต่ที่นี่คือเกาหลีใต้ หนุ่มน้อยคนนี้พบได้ยากสำหรับชาวเกาหลีใต้ที่เธอเคยพบจากการท่องเที่ยวมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร เธอยอมเดินตามร่างสูงโปร่งของเขาไปยังฝั่งตรงข้ามอย่างว่าง่าย

“This…” ชายหนุ่มชี้ที่พื้นซึ่งมีเลขตู้รถไฟอยู่บนพื้น ก่อนชี้ขึ้นไปบนป้ายบอกขบวนรถด้านบน “Wait for new train around 5 minutes”

ยิหวามองไปที่ป้ายไฟด้านบนซึ่งบอกเวลาที่รถไฟคันใหม่จะเข้ามาจอดเทียบ พร้อมกับทำมือเป็นสัญลักษณ์โอเค โดยไม่ลืมที่จะก้มศีรษะขอบคุณ ก่อนที่เขาจะจากไป

 

เมื่อขบวนรถไฟใหม่มาถึง ยิหวาก็เข้าไปนั่งซุกตัวรับความอบอุ่นที่แผ่มาจากเบาะนั่งหลังจากทนอากาศหนาวอยู่ที่ชานชาลานั่นมาสักพัก แล้วหางตาของเธอก็เหลือบไปเห็นหนุ่มใจดีคนนั้นเข้ามาในขบวนเดียวกับเธอด้วย ทว่าอยู่อีกตู้หนึ่ง นั่นหมายถึงเขาทิ้งระยะห่างจากเธอพอสมควร เด็กหนุ่มคนนั้นยืนชิดประตูทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างเป็นระยะเวลานาน ซึ่งทำให้ยิหวาสนใจที่จะมองออกไปบ้าง รถไฟกำลังเคลื่อนขบวนผ่านแหล่งน้ำขนาดใหญ่สีเขียวมรกต ที่โอบล้อมด้วยภูเขา งดงามจนเธออดจะบันทึกภาพเอาไว้ไม่ได้ ยิหวาลุกขึ้นหมายจะอัดคลิปทิวทัศน์อันสวยงามเอาไว้ แต่ทันทีที่เธอยืนขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่รถไฟลอดเข้าอุโมงค์พอดี รอบกายของหญิงสาวมืดลงไปถนัดตา

ฟึ่บ…

เสียงประตูกั้นระหว่างตู้รถไฟถูกเปิดออก ผู้คนที่นี่บางคนก็ชอบเดินระหว่างขบวน เธอไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาต้องเดินทั้งที่มีที่ว่าง พอประตูเปิดออก ก็ทำให้เธอหันไปมองอีกตู้โดยอัตโนมัติ และสบตากับชายหนุ่มเสื้อน้ำตาลคนนั้นอีกครั้ง แสงสว่างกลับมาอีกครั้งหลังจากที่รถไฟออกจากอุโมงค์ ภาพตรงหน้าชัดเจน ทว่าดูเหมือนฉากหนึ่งในละคร คล้ายฝันแต่กลับเป็นเรื่องจริง

เขาก็มองมาทางเธอเช่นกัน

หัวใจเต้นแรง…

นี่เป็นครั้งแรกที่เธอหัวใจเต้นแรงเพราะบังเอิญสบตากับคนแปลกหน้า ยิหวากระแอมหวังเรียกสติ หากแต่ร่างกายกลับเคลื่อนไหวก่อนที่จะสดกดจิตตัวเองสำเร็จ รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตนเองเคลื่อนย้ายไปยังอีกตู้ ยืนยิ้มแฉ่งต่อหน้าเด็กหนุ่มเรียบร้อย ปกติแล้วยิหวาจะไม่ทำตัวเช่นนี้ ไม่เคยจีบใครก่อนเลย แต่นี่กลับเดินมาหาชายหนุ่มแปลกหน้าที่น่าจะอายุน้อยกว่าเธอสัก 5 ปีเป็นอย่างต่ำ แถมพูดกันคนละภาษาอีก ทำไปได้อย่างไร

“อันนยอง” เธอทักทายเขาก่อนยิ้มร่า “Can I stand with you?”

แรดมาก… เป็นคำที่ด่าตัวเองอยู่ในใจ

“My English is not well but I can’t talk with you in Korean. ” รู้สึกตัวได้ ว่าอ่อยหนักมาก “I can understand Korean a little”

เขาเลิกคิ้วอย่างสนใจ “Are you Chinese?”

ไม่ใช่แค่เขา แต่คนเกาหลีทั่วไปก็ถามเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะหน้าเธอเหมือนคนจีน แต่ในความคิดคนเกาหลีคือ คนชาติอื่นที่ไม่ใช่คนเกาหลีก็คือคนจีนมากกว่า (ล่ะมั้ง)

“No. I’m Thai” เขาทำหน้างง เธอรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่จึงดักทางไว้ก่อน “Not Taipei. Thailand You know? แทกุก same Lisa Black Pink”

เขาทำหน้าเข้าใจขึ้นมาทันที อ่า…ขอบคุณน้องลิซ่า

“Where are you going?” เธอถามเขาได้อย่างเป็นธรรมชาติ

“Same you”

ฮั่นแน่… ยิหวายิ้มจนตาหยี แต่เขารีบปฏิเสธทันควัน และบอกว่าที่พูดหมายถึงจะไปชุนชอนเหมือนกันต่างหาก ไม่ได้จะไปด้วย ยิหวาจึงคอตกทันที เขาเห็นท่าทางแบบนั้นจึงหัวเราะออกมา ยิหวาจึงอนุมานได้ว่า บรรยากาศเช่นนี้คือการเฟลิตกันอยู่อย่างแน่นอน คอนเฟิร์ม!

 

การมองบรรยากาศด้านนอกเป็นสิ่งที่ยิหวาชอบทำเวลาเดินทางคนเดียว แต่การยืนอยู่ข้างชายหนุ่มหน้าใสทั้งที่มีที่นั่งมากมาย หากมองจากสายตาคนนอกก็คงเป็นผู้หญิงที่อยากจะใช้เวลาอยู่กับผู้ชายมากกว่าจะนั่งล่ะมั้ง ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ตาม เธอก็ยืนอยู่ข้างเขาโดยที่ไม่ได้พูดอะไรสักคำมากว่า 20 นาทีแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้หนี เธอก็ไม่ได้แยกตัวออกไปไหน

“You can ride a bicycle or not?” หลังจากที่เกิดเดดแอร์ไปพักใหญ่ ยิหวาก็เปิดหัวข้อสนทนาใหม่ เธอชี้รูปกิจกรรมการปั่นจักรยานที่ชุนชอนซึ่งเสิร์ชจากโทรศัพท์มือถือให้เขาดู ถึงจะไม่ได้สวยเท่าลิซ่า แต่เธอจะเป็นสตรีชาวไทยคนที่ 2 ที่ทำให้เขารู้จักและเป็นภาพจำของประเทศไทยได้เอง หึ หึ

เขาพยักหน้าหงึกๆ ก่อนกระชับสายกระเป๋าสะพายแน่น

“If you don’t have a plan, why we join one day trips” หญิงสาวชวนแบบหน้าไม่อาย “Go go go”

หนุ่มน้อยหน้ามนทำหน้าเหลอหลา แต่ก็ตอบตกลง บทสนทนายังไม่จบแค่นั้น เธอยังถามเขาอีกว่าชื่ออะไร ไม่แปลกใจเลยที่เขาจะแนะนำตัวว่านามสกุลคิม แต่รู้สึกขบขันเล็กน้อยมากกว่าที่เขาชื่อซูฮยอน คิมซูฮยอน ชื่อเดียวกับพระเอกซีรีส์ชื่อดังเป๊ะ และเขาอายุ 21 ปี เด็กกว่าเธอ 5 ปีถ้วน

ฮ่าๆ เยี่ยม

“You’re baby” แน่นอนว่าเป็นจิตวิทยาที่เธอคิดมาอย่างดี การทำให้เขารู้สึกถูกดูถูกเบาๆ มันจะทำให้เขารู้สึกอยากคุยกับเธอมากกว่า (คิดเอาเอง)

“I’m not baby” ดูทำเข้า คิมซูฮยอนย่นจมูกฟุดฟิดๆ จะไม่ให้เหมือนเด็กได้อย่างไร “I’m 21”

จากนั้นบทสนทนาสเน็กๆ ฟิซ ๆ ระหว่างสาวไทยใจกล้ากับเด็กหนุ่มนักศึกษาก็ดำเนินต่อไปอย่างเรียบง่าย รถไฟสายนี้สั้นเป็นพิเศษเมื่อมันถึงที่หมายโดยที่ยิหวายังไม่ได้เปิดฉาก ‘แอ๊ว’ เด็ก เธอเพียงแค่ถามว่าเขามาทำอะไร และได้คำตอบว่าคิมซูฮยอนเพิ่งเลิกกับคนรัก และจะไปที่สกายวอล์กที่ชุนชอนเพื่อรำลึกความหลังกับ (อดีต) แฟนสาว แต่เธอยังไม่ทันได้เสนอตัวดามใจพ่อหนุ่มน้อย ก็ถึงที่หมายซะก่อน

“Kim Soo-hyun!” เธอเรียกชื่อเขาเสียงดังทั้งที่เดินอยู่ข้างกันเลียนแบบซีรีส์เกาหลี แต่เขากลับทำหน้าเฉยเมย อ่า… เธอไม่ค่อยสวยเท่าไร แน่นอนว่าอาจจะแอ็บแบ๊วเกินควร เธอจึงเอ่ยขอโทษและบอกว่าเธอรู้สึกดีเพราะไม่เคยมีคนรู้จักชื่อเหมือนซุปเปอร์สตาร์มาก่อน แน่นอนว่าเขาเชื่อ

เอ็นดูกว่าเดิมเข้าไปอีก… โถ พ่อคุณ

คิมซูฮยอนกับเธอเช่าจักรยานคนละคันบริเวณที่เช่ารถใกล้สถานีรถไฟชุนชอน เพื่อปั่นไปถึงสกายวอล์กที่เป็นกระจกริมทะเลสาบ เมื่อถึงสถานที่ก็พบว่ามีคู่รักและครอบครัวมากมายมาพักผ่อนหย่อนใจที่นี่

ทะเลสาบชุนชอนเป็นผืนน้ำกว้างใหญ่รายล้อมด้วยขุนเขา ปกตินักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางมาเที่ยวจังหวัดคังวอนโดมักจะเดินทางไปเที่ยวเกาะนามิหรือสกีรีสอร์ต แต่เธอเลือกที่จะมาเที่ยวชุนชอน เมืองแสนสงบที่ไม่ได้มีอะไรมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าครั้งนี้เธอคิดถูกแล้ว เมืองไม่มีอะไร แต่ข้างกายก็ใช่จะว่างเปล่า

หลังจากจอดจักรยานไว้บริเวณที่จอด ยิหวาเดินตามชายหนุ่มมาห่างๆ แผ่นหลังกว้างของเขาดูเศร้าหมองลงจนสัมผัสได้ เขาเดินไปหยุดบริเวณที่เปลี่ยนรองเท้า จ้องมองชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังช่วยเปลี่ยนรองเท้าให้แฟนสาว เสร็จแล้วก็ประคับประคองกันไปบนสกายวอล์กพื้นกระจกที่ยื่นลงไปในทะเลสาบ

“Why you look so sad?”

ใบหน้าของชายหนุ่มเซื่องซึมไปมาก เด็กน้อยคงจะคิดถึงแฟนเก่า ถึงแม้จะอยากจีบมากเท่าไร แต่เธอก็รู้ว่ามันน่าจะเป็นไปไม่ได้ เธอก็แค่ลองเต๊าะขำๆ (ถ้าได้ก็เอา…)

“I’m fine” เขาไหวไหล่แสร้งทำเป็นไม่แคร์ “Do you want to try?”

คิมซูฮยอนชี้ไปที่สะพาน ซึ่งเธอรีบปฏิเสธ ก่อนจะบอกให้เขาไปที่นั่นตามสบาย และคงจะขอแยกตัวตรงนี้ น่าจะเป็นการกระทำที่มีมารยาทที่สุด

“Thank you for you being my navigator”

หญิงสาวโค้งขอบคุณเขาอีกครั้ง ซึ่งชายหนุ่มก็แยกกันไปอย่างไม่ได้อาลัยอาวรณ์ แม้จะเฟลหน่อยๆ แต่ก็เข้าใจได้ว่าเธอและเขาคงแยกทางแค่เพียงเท่านี้

 

ยิหวาเดินมานั่งหาของกินที่ร้านริมทางไม่ไกลจากสกายวอล์กมากนัก ครุ่นคิดว่าการนั่งรถไฟมาถึงชุนชอนครั้งนี้ ถึงจะไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ แต่ก็ถือว่าได้มานั่งรถเล่นเจอหนุ่มน้อยน่ารักก็คุ้มแล้ว ระหว่างที่เธอกำลังกดโทรศัพท์เล่น คิมซูฮยอนก็เดินกลับมานั่งจุ้มปุ๊กร่วมโต๊ะกาแฟกับเธอ

“Do you want some coffee?” เธอเห็นหน้าเขาเหยเกปิ่มจะร้องไห้ จึงได้แต่ถามเขาด้วยความสงสาร

“Vanilla latte, Iced”

“Tell her, not me” หญิงสาวชี้ไปที่บาริสต้า ก่อนหัวเราะเบาๆ คิมซูฮยอนจึงหัวเราะออก เขาเลือกเครื่องดื่มรสหวานสมกับเป็นเด็กน้อย แต่ผลที่สุดเขาก็มาบอกที่หลังว่าเป็นเมนูที่แฟนเก่าชอบ

อา… รักแฟนมากจริงๆ

เธอเองก็ไม่ได้ถูกใจอะไรผู้ชายคนนี้มาก แค่นี้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่าที่ได้เจอคนแปลกหน้าที่สามารถพูดคุยเรื่องส่วนตัวด้วยภาษาอังกฤษกกระท่อนกระแท่นกันได้ตั้งหลายชั่วโมง บางทีการที่เราพบเจอผู้คนแปลกหน้า ที่คิดว่าเราจะเจอเขาเพียงครั้งเดียว เราก็สามารถพูดเรื่องราวที่ไม่กล้าพูดให้คนรู้จักกันฟังได้ ก็เพราะเป็นครั้งเดียวนี่แหละ จึงพูดออกมาได้อย่างไม่อาย

“Why you broke up with her?”

“I’ll join military enlistment, in a few days”

เขากำลังจะไปเข้ากรม นี่คือเหตุผลที่เขาเลิกรากับฝ่ายหญิงทั้งที่ดูรักมาก เขาไม่ต้องการให้เธอรอเขานานถึง 2 ปี นั่นคือเหตุผลที่ดีมากพอที่จะเลิกรากัน

‘ไม่ควรรั้งเขาไว้เพื่อให้วัยสาวที่เบ่งบานของเธอต้องล่วงเลยไปอย่างว่างเปล่า’

คิมซูฮยอนกล่าว

 

 

เหมือนหนังภาพยนตร์ขนาดสั้น ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายแก่ๆ แล้ว เกือบสามชั่วโมงที่เธอปล่อยเวลาไปกับบทสนทนากับคนแปลกหน้าต่างวัยได้อย่างเรื่อยเปื่อย ชายหนุ่มจองที่พักไว้ที่กาพยองเพื่อพบกับครอบครัวที่จะเดินทางมารออยู่ที่นั่น ส่วนเธอจะกลับโซล จึงจำเป็นจะต้องแยกกันตรงนี้ แม้จะเสียดายอยู่บ้างที่ชายหนุ่มเป็นคนคุยสนุก แต่ก็คงไม่อยากเสียมารยาทด้วยการช่องทางการติดต่อเอาไว้

“I’m so happy to talk with you” หญิงสาวยิ้มอย่างเป็นมิตรก่อนยื่นมือไปตรงหน้า “Good luck!”

“I’ll remember you Thai girl”

“I’m not girl” หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ “I’m old woman!”

“Hope we can meet each other again” คิมซูฮยอนทิ้งอ้อยไว้ทั้งสวน หวังว่าเราจะพบกันอีก แล้วต่างฝ่ายก็ต่างแยกกันโดยไม่ได้มีแม้แต่คำว่า Good bye

มันก็ควรจะจบตรงนี้แหละ ถ้าก่อนที่เธอจะเดินเข้าสถานีรถไฟ คิมซูฮยอนก็วิ่งกระหืดกระหอบมาขวางหน้า เหมือนในซีรีส์เกาหลีเป๊ะเลย

หญิงสาวเอียงคอมองด้วยความสงสัย ภายในหัวจิตหัวใจเต้นตึกตักโครมคราม ยิหวาเลียริมฝีปากเฝ้ารอคอยให้คิมซูฮยอนหายหอบแล้วพูดกับเธออย่างใจจดใจจ่อ

“You forgot your passport”

อ่า… ที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง หญิงสาวหัวเราะออกมาอย่างขบขันจนหนุ่มตรงหน้าขมวดคิ้ว น่ารักเกินไปแล้ว ยิหวาขยับเข้าไปใกล้ ก่อนจะยิ้มให้ชายหนุ่มผู้เด็กกว่าถึง 5 ปีอย่างเปิดเผย

“Soo-hyun, Do you have Instagram?”

– ศิลป์ศรุตา –

Don`t copy text!