กลางแดดหนาว

กลางแดดหนาว

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

กานต์ควักธนบัตรจากกระเป๋าหนังสีดำยื่นส่งให้คนขับทันทีที่แท็กซี่หยุดจอดตรงหน้าบ้านซึ่งเป็นตึกแถวสองชั้นในซอยแคบๆ ย่านฝั่งธนบุรี ก่อนที่เขาจะประคองตัวเธอลงจากรถ รสาซึ่งมีอาการพะอืดพะอม คลื่นไส้ และอยากอาเจียนก่อนจะมาที่นี่อยู่แล้ว  ยิ่งอยากมีอาการเหล่านั้นเป็นร้อยเท่าพันทวี มันปั่นป่วนทั้งท้องไส้และหัวใจ

“กานต์ จะพาสามาที่ไหน สาอยากกลับบ้าน” เธอถามเขาเสียงสั่นเครือ ถามไปอย่างนั้นเอง รู้ทั้งรู้ว่าที่นี่คือที่ไหน และกานต์พาเธอมาเพื่อจุดประสงค์ใด

“เราไม่มีทางเลือกแล้วนะสา อนาคตของเราทั้งคู่จะเป็นยังไง กานต์กับสาก็ยังเรียนไม่จบ ถ้าพ่อแม่เรารู้คงเป็นเรื่องใหญ่โตบานปลายแน่ โดยเฉพาะพ่อของกานต์ สาก็รู้ไม่ใช่หรือ” กานต์ยกมือขึ้นลูบศีรษะของรสากึ่งปลอบประโลม กึ่งโน้มน้าวใจ

“แต่สากลัว” เธอกอดเขาแน่น น้ำตาหยาดลงเป็นสายนองสองแก้ม

“ไม่ต้องกลัวนะสา ยังไงกานต์ก็จะอยู่เคียงข้างสาตลอดไป” กานต์เช็ดน้ำตาด้วยนิ้วมือที่ลูบไล้บนใบหน้าของหญิงสาวอย่างทะนุถนอม น้ำเสียงนุ่มทุ้มสุภาพเสมอต้นเสมอปลายของเขา ทำให้รสาต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตามเสมอมา

“คิดดูดีๆ นะสา เอาออกซะตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่าปล่อยให้ท้องโย้ อับอายขายหน้าชาวบ้านอีก ไม่ใช่ว่ากานต์ไม่รับผิดชอบ แต่มันยังไม่ถึงเวลาของเราสองคน ขายผ้าเอาหน้ารอด ดีกว่า ขายหน้าเอาผ้ารอดนะสา”

น้ำเสียงของกานต์ดังขึ้นมาอีกแล้ว แม้ว่าครั้งนี้ เธอเหมือนมีอะไรค้านอยู่ในใจ แต่มันจุกอยู่ตรงคอหอย พูดไม่ออก บอกไม่ถูก ทำไมรสาต้องเชื่อเขาด้วยนะ ก็ไม่เพราะเชื่อเขาทุกครั้งหรอกหรือ  จึงบังเกิดความ ‘ผิดพลาด’ อย่างมหันต์สำหรับเรื่องใหญ่ในชีวิตของลูกผู้หญิงเช่นครั้งนี้

เมื่อคืนทั้งคู่ทะเลาะกันหนักมาก และรสาก็ร้องไห้หนักมากเช่นกัน กานต์เอาแต่เดินไปเดินมาในตอนแรกและนั่งลงกุมขมับอย่างเคร่งเครียด เธอเข้าไปปลอบประโลมเขาให้เดินหน้าและยอมรับกับความจริง พ่อแม่คงโกรธไม่นานหรอก ถ้าเห็นหลานตัวน้อยน่ารักน่าชังท่านต้องใจอ่อนและยอมรับกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น รสาอาจต้องพักการเรียนสักระยะหนึ่ง ส่วนกานต์ก็ตั้งใจเรียนให้จบ หางานหาการทำเพื่อเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี เธอจำได้ว่าได้พูดกับเขาประมาณนี้ แต่คำที่เขาพูดกับเธอนั้นยืดยาว เพียงแต่สรุปและจับใจความได้เพียงสามคำคือ “เอาเด็กออก”

รสาเดินเข้ามากอดเขาซึ่งซบใบหน้าลงบนฝ่ามืออย่างหาทางออกไม่ได้ เขาเอาแต่ถอนหายใจและนอนก่ายหน้าผาก สายตาจ้องมองเพดานด้วยความเหม่อลอย ห้วงเวลาแห่งความทุกข์ช่างเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุด เธอเคยได้ยินหลายคนมักพูดเสมอว่า “ทุกปัญหามีทางออก” แต่ ‘ทางออก’ ของเขาและเธอในตอนนี้ช่างดูมืดมนเหลือเกิน

กานต์เกิดมาในครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ พ่อของเขามีตำแหน่งทางราชการเป็นถึงอธิบดีของกรมในกระทรวงหนึ่ง ส่วนแม่ของกานต์เป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งของประเทศไทย และมีตำแหน่งเป็นรองศาสตราจารย์  ก็เพราะพ่อกับแม่ของเขาเป็นข้าราชการระดับสูงนี่เอง   เรื่องชื่อเสียงและหน้าตานับว่าเป็นสิ่งสำคัญ หากเกิดเหตุการณ์อัปยศเช่นนี้ในวงศ์ตระกูลของเขา กานต์บอกเธอเองว่า ครอบครัวของเขาคงรับไม่ได้ และเธอก็รู้สึกว่าเขากลัวพ่อกับแม่ล่วงรู้ในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง

รสารู้จักกานต์มาสองปีแล้ว ทั้งคู่เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน หากแต่เรียนกันคนละคณะ เขาเรียนคณะรัฐศาสตร์ ส่วนเธอเรียนคณะนิเทศศาสตร์ ขณะนี้รสาและกานต์เรียนอยู่ปีสองเช่นกัน  เธอพบกับเขาในชมรมกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เพราะทั้งคู่เป็นนักกิจกรรมตัวยง กานต์เป็นชายหนุ่มรูปหล่อ รูปร่างสูงโปร่ง ผิวเข้มและมีใบหน้าที่คมสัน จึงเป็นที่หมายปองของสาวๆ ทั้งในและต่างคณะ แรกเริ่มเดิมทีรสาไม่ได้คิดสนใจกานต์เท่าไร เขาเข้ามาจีบเธอ พูดทีเล่นทีจริงเหมือนชายหนุ่มทั่วๆ ไปที่เข้ามาตีสนิทกับเธอเหมือนหมาหยอกไก่ แต่เมื่อครั้นนานๆ เข้า รสาเห็นท่าทีจริงจังของเขา กอปรกับการทำกิจกรรมที่ต้องมีเวลาอยู่ใกล้ชิดกัน  สิ่งนี้เองที่ทำให้เธออดหวั่นไหวในใจไม่ได้เช่นกัน

รสาคิดว่าเขาเป็นส่วนเข้ามาเติมเต็มในชีวิตที่เธอขาด ชีวิตครอบครัวของเธอมิได้สมบูรณ์แบบเหมือนเช่นใครเขาอื่น เธอเกิดมาในครอบครัวที่มีพ่อกับย่าเท่านั้นที่เลี้ยงดูรสามาตั้งแต่จำความได้ แม่ของเธอไปไหนเธอก็ไม่อาจรู้ได้ แม้พ่อกับย่าจะเลี้ยงดูรสาจนเติบโตมาถึงทุกวันนี้ แต่ลึกๆ แล้วในใจเธอก็ยังต้องการความรักในส่วนที่ยังขาดอยู่ แล้วกานต์ก็เข้ามาในชีวิตของเธอ

ทุกคนในคณะของรสาต่างอิจฉาเธอที่มีแฟนเป็นชายหนุ่มรูปงาม เพราะต่อมาในเวลาอีกไม่นาน กานต์ก็ได้รับคัดเลือกเป็น ‘เดือน’ ของคณะรัฐศาสตร์ที่เขาเรียนอยู่ ความจริงแล้วรสาเองก็มีใบหน้าที่สะสวย ผิวของเธอขาวผุดผ่อง เป็นที่หมายปองของหนุ่มๆ ในคณะนิเทศศาสตร์เช่นกัน   แต่เมื่อเธอเลือกกานต์เป็นเพื่อนชายคนสนิท เพื่อนๆ หลายคนในคณะต่างก็เห็นดีเห็นงามด้วย  เพราะทั้งคู่มีความเหมาะสม บางคนบอกว่าทั้งกานต์และรสามีใบหน้าที่คล้ายกันด้วย รสาเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างที่สูงโปร่งกว่าผู้หญิงในวัยเดียวกัน เมื่อเธอยืนเคียงคู่กับเขา ทุกคนต่างต้องหันไปจับจ้องมองเป็นสายตาเดียวกัน

ด้วยความที่กานต์เป็นเดือนของคณะและมีใบหน้าที่หล่อเหลา ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา มักมีหญิงสาวทั้งในและนอกคณะมากหน้าหลายตาเข้ามาทำท่าทีสนิทสนมกับเขาอยู่บ่อยครั้ง  แม้รสาจะรู้ระแคะระคายมาบ้าง แต่เมื่อเธอเห็นว่าเขาไม่ได้จริงจังกับใครเป็นพิเศษ และในวันที่เขากับเธอตกลงปลงใจเป็นแฟนกัน รสาจึงเริ่มเปิดตัวด้วยการแสดงความเป็นเจ้าของของเขา ไม่ว่ากานต์จะไปไหน เธอจะตามเขาไปทุกที่ จนหญิงสาวเหล่านั้นเห็นความจริงจังของรสา จึงเลิกข้องแวะและยุ่งเกี่ยวกับเขาโดยสิ้นเชิง

ทุกอย่างคงดำเนินไปด้วยดี ถ้าทำตามคำที่คนโบราณสอนว่า ‘ให้อดเปรี้ยวไว้กินหวาน’

แต่ขณะนี้ เธอและเขากำลัง ‘ชิงสุกก่อนห่าม’

ปัญหาครั้งยิ่งใหญ่ได้บังเกิดขึ้นแล้ว  จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรก็สุดรู้

หญิงสาวหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบ้านหลังนี้  แดดฤดูหนาวยามเที่ยงวันแผดเปรี้ยง ท้องฟ้าไร้เมฆบดบัง แต่เหตุไฉนตัวเธอจึงยืนสั่นเทา เหมือนลูกนกตกน้ำด้วยความหนาวเหน็บ น้ำตาของ รสาหยดลงเป็นสายเหมือนเขื่อนทะลัก ความคิดวนเวียนอยู่แต่ว่าเธอจะยอมเป็นแม่ใจร้าย ฆ่าลูกในอุทรของตัวเองได้ลงคอเลยหรือ ถึงแม้จะไม่ลงมือฆ่าเอง แต่นำลูกมาให้คนอื่นฆ่า ก็ย่อมไม่ผิดแผกแตกต่างจากฆาตกรใจยักษ์ใจมารเท่าไรหรอก นึกแล้วจิตใจของรสายิ่งไหวสะท้าน

กานต์พาเธอเข้ามาในบ้านหลังนี้จนได้ รสาเกาะร่างสูงโปร่งของเขาเดินเข้ามาด้วยสายตาที่หวาดหวั่น ประตูเหล็กสองข้างเปิดอ้าไว้เพียงคนเข้าได้ ดูไม่ออกเลยว่าสถานที่แห่งนี้เป็นคลินิกทำแท้งเถื่อน กานต์บอกว่าเพื่อนเขาเป็นคนแนะนำมา รสาแค่นหัวเราะใส่หน้าเขาว่า เพื่อนๆ ของเขาคงใจง่ายและมักง่ายเหมือนๆ กัน ถึงขนาดรู้จักคลินิกพวกนี้ กานต์บอกว่าไม่ใช่เวลาจะมาพูดเล่น

หญิงวัยกลางคนหน้าตาค่อนข้างดุมองทั้งคู่อย่างเพ่งพินิจ โดยเฉพาะมองมาที่รสาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แม่ผู้หญิงใจง่ายคนนี้คงไม่ต่างจากแม่ผู้หญิงข้างบนที่มารีดลูกออกคนแล้วคนเล่า ค่าที่ไม่รักนวลสงวนตัว  เผลอไผลไปกับคารมของสันดานผู้ชาย หรือนึกสนุกเพียงชั่วครู่ชั่วยาม จนปล่อยให้เป็นปัญหาสังคมเช่นนี้ นางคงนึกด่าว่าเธออยู่ในใจ รสาคิดไปอย่างนั้น ทั้งๆ ที่นางยังไม่ปริปาก แต่เธอก็ไม่กล้าสบสายตาป้าคนนี้แม้แต่น้อย นี่เธอยังมียางอายอยู่ใช่ไหม สักพัก ป้าคนนี้ก็เอ่ยออกมาด้วยเสียงค่อนข้างห้วนและดุ

“น้องผู้ชายออกไปรอข้างนอกก่อน ส่วนเธอรับบัตรคิว ไปเปลี่ยนรองเท้าตรงบันได แล้วขึ้นไปชั้น 2 เปลี่ยนผ้าถุงในห้องเปลี่ยนผ้า เสร็จแล้วนั่งรอเรียกคิวตรงที่มีคนนั่งรอเยอะๆ”

“เดี๋ยว กานต์ไปรอข้างนอกนะ” เขาเอ่ยกับเธอด้วยน้ำเสียงที่นุ่มทุ้มตามเคย รสากอดเขาแน่นไม่ยอมปล่อย ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากปาก มีเพียงหยาดน้ำตาพร่าพรายเต็มสองดวงตา และสะอื้นไห้จนตัวโยน

“เร็วๆ หน่อย แม่คุณ อย่าพิรี้พิไรนักเลย เด็กสมัยนี้ก็เหลือเกิน พอตอนทำไม่เคยคิดหรอก พอเกิดเรื่องขึ้นมาแล้วค่อยมาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ พ่อแม่จะรู้บ้างไหมว่าลูกตัวเองไปทำอะไรกันมา”

เสียงป้าอายุคราวแม่คนนั้นดังขึ้น กระแทกคำ ‘ไปทำอะไรกันมา’ ตรงท้ายประโยค รสารู้สึกเจ็บแปลบจี๊ดๆ แต่ไม่ได้โกรธป้าคนนั้น กานต์ค่อยๆ คลายมือเธอออก จูบที่หน้าผากของเธออย่างแผ่วเบา แล้วบอกว่าไม่ต้องกลัว เขาจะไปรอข้างนอก กานต์เดินส่งสายตามองมาด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ก่อนจะเดินกลับหลังหันออกไป เธอมองเขาเดินไปจนลับสายตา

รสาได้บัตรคิวเลขที่ 20 เลขบัตรคิวที่ได้รับเท่ากับอายุของเธอซึ่งเพิ่งครบรอบไปอย่างบริบูรณ์ไปเมื่อสองเดือนที่แล้ว สองเดือนที่เกิดเรื่องเกิดราวขึ้น เมื่อกานต์ซื้อกระเป๋าใบใหม่ให้เธอเป็นของขวัญวันเกิด สนนราคามันไม่แพงมาก แต่เขารู้ใจเธอว่าเป็นสิ่งที่เธออยากได้ ทั้งคู่พากันไปทานข้าวดูหนังกัน แล้วเขาชวนเธอไปค้างที่ห้องในวันที่พ่อแม่ของกานต์ไปธุระที่ต่างจังหวัด  จนกระทั่งเกิดเรื่องเกิดราวเรื่องนี้ขึ้น

รสาเดินขึ้นไปเปลี่ยนผ้าถุงในห้องเปลี่ยนผ้า สภาพบ้านหลังนี้เป็นบ้านเก่าซอมซ่อ เธอได้กลิ่นฉุนๆ อะไรบางอย่างคล้ายกลิ่นยาแอมโมเนีย เมื่อเปลี่ยนผ้าถุงเสร็จ พลันเหลือบสายตามองไปรอบๆ ห้องถัดไปจะมีเตียงซึ่งมีผ้าม่านรูดกั้นคล้ายกับสภาพในโรงพยาบาล หมอเถื่อนคงกำลังทำแท้งอยู่ ถัดไปมีเตียงว่างอีก 2 เตียง และมีชั้นไม้ตั้งอยู่ข้างๆ วางผ้าอนามัยไว้เป็นจำนวนมาก  รสาอยากอาเจียนขึ้นมาอีกแล้ว ท้องไส้ปั่นป่วนกว่าตอนขามา กานต์ช่วยสาด้วย …น้ำตาเธอหลั่งไหลรินลงมาอีก

รสาเดินเข้าไปในห้องนั่งรอซึ่งเป็นโต๊ะม้านั่งยาว มีชั้นวางนิตยสารเรียงรายให้อ่านฆ่าเวลาในห้องนั้น มีหญิงสาววัยละอ่อนอีก 8-9 คน คนที่อายุน้อยกว่าเธอมีประมาณ 3-4 คน  นอกนั้นน่าจะมากกว่าเธอแค่ 2-3 ปี  บางคนแสร้งเอานิตยสารปิดหน้า จะด้วยความอับอายหรืออย่างไรเธอก็ไม่อาจตอบได้ ข้างๆ กันนั้นมีผู้หญิงอีก 2 คนนั่งร้องไห้ สักพัก เหลือบมองเยื้องไปตรงหน้า หญิงสาวอีกคนก็ลุกลงจากเตียง หล่อนคงถูก ‘จัดการ’ เสร็จเรียบร้อยแล้ว รสาเห็นหล่อนกุมหน้าท้องน้ำตาร่วงเพราะความเจ็บปวดหรือเพราะความเสียใจก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ หัวใจของเธอเต้นตึ้กตั้ก ราวกับมีกลองเป็นพันๆ ใบถูกตีรัวๆ อยู่ตรงข้างใน สักพักป้าคนนั้นขึ้นมาหาเธอพร้อมยื่นยาแก้ปวดและน้ำเปล่า 1 ขวดให้ รสารับยามาสักพักแล้วยอมกลืนยาพร้อมน้ำเปล่าด้วยความจำนน

เธอเล่นอินเทอร์เน็ตจากสมาร์ตโฟนฆ่าเวลา เข้าไปที่ google สืบค้นข้อมูลเรื่องการทำแท้ง เจอแต่ข้อความว่าการทำแท้งคือการทำบาปและผิดกฎหมาย ผลของการทำแท้งในทางโลกและทางธรรม และอะไรอีกมากมายที่ยิ่งอ่านใจของเธอยิ่งฝ่อ รู้สึกผิดบาปมากขึ้นแม้เพียงแค่คิด

“ท้องกี่เดือนแล้วเหรอจ๊ะน้อง อายุยังน้อยอยู่เลย ของพี่ถูกผู้ชายใจสัตว์ข่มขืนแล้วมันไม่รับผิดชอบ พี่ปล่อยให้พ่อแม่พี่รู้ไม่ได้ ความจริงก็ไม่อยากทำแท้งหรอก แต่พ่อแม่พี่รู้ต้องเอาพี่ตายแน่ๆ”

พี่ผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงข้างๆ อายุมากกว่ารสาสามปี เพราะเธอเหลือบไปเห็นบัตรประชาชนในมือของพี่เขา พี่คนนี้ชวนรสาคุยอย่างออกรส ไม่มีปิดบัง จนรสารู้สึกผ่อนคลาย เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก ใครหนอที่เคยบอกว่าความรักคือสิ่งสวยงามมิใช่หรือ หรือว่าเป็นเพียงแค่ความใคร่ พร่าผลาญบางชีวิตให้ตายลับดับสูญไปจากโลกนี้ แม้เพียงเกิดมายังไม่มีโอกาส

ใช่สิ แม้เพียงเกิดมายังไม่มีโอกาส แต่รสายังมีโอกาส มิใช่หรือ…

ภาพความทรงจำเก่าๆ เริ่มผุดพร่าง

รสากำลังจะเป็นแม่คน แต่ในขณะเดียวกันแม่ของเธอก็คือแม่แค่ในความทรงจำอันรางเลือน แม่ทอดทิ้งเธอไปตั้งแต่เธอยังแบเบาะ ปล่อยให้รสาต้องอยู่กับพ่อและย่า วันแม่ครั้งใดเธอจึงรู้สึกปวดร้าวในหัวใจทุกปี ย่าต้องไปนั่งให้รสากราบที่โรงเรียนแทนแม่ เห็นทุกคนที่มีแม่แล้ว เธอรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในชีวิตของตนเองอย่างสุดแสน เธอเคยถามพ่อเรื่องแม่ แต่พ่อก็ไม่เคยปริปากใดๆ นอกจากแสดงใบหน้าที่หม่นหมอง มีแต่อาที่ก่นด่าแม่ หาว่าไปคบชู้สู่ชาย แต่ย่าสอนรสาว่า ถึงอย่างไร แม่ก็ยังคงเป็นแม่ที่ให้กำเนิดชีวิต ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณต่อเรา บางครั้งผู้ใหญ่ก็มีเหตุผล ซึ่งเด็กอย่างเธอ ยังไม่อาจล่วงรู้ได้  แต่สักวันหนึ่งคงจะเข้าใจ

แต่จนแล้วจนรอด รสาก็ยังไม่เข้าใจ แม่ทิ้งเธอไปได้ลงคอ แม่ทำได้อย่างไร หมามันยังรักลูกของมันเลย  น้ำตาของเธอร่วงรินด้วยความสะเทือนใจ

รสาคงมีบาปมหันต์  ที่เกลียดและชิงชังแม่บังเกิดเกล้าจนถึงทุกวันนี้

แล้วย่าก็มาตายจากไปอีกคนเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ในงานศพย่าเธอสังเกตเห็นผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งจับจ้องใบหน้าของเธออยู่ตลอดเวลา เหมือนหล่อนพยายามที่จะเข้ามาพูดคุยด้วย  รสาเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ขณะที่ยืนประจันหน้ากับหล่อนในงานสวดศพคืนที่สอง เมื่อแขกเหรื่อเริ่มทยอยกลับแล้ว พ่อของรสาจึงเดินตรงเข้ามาหาเธอเข้ามาทันที

“สา มันถึงเวลาแล้วลูก มันถึงเวลาแล้ว”

เธองงกับคำพูดของพ่อ แต่หญิงคนนั้นจ้องมองรสาตาไม่กะพริบ น้ำตาของหล่อนเอ่อท้นเต็มสองคลอคลอง

“นี่ แม่พิมพ์ แม่ของหนูไง ไหว้แม่สิลูก”

รสายังงงกับคำพูดของพ่ออยู่ดี พ่อจะมีเมียใหม่หรือไงนี่

“สา ฟังพ่อให้ดีนะ นี่แม่พิมพ์ เป็นแม่แท้ๆ ผู้ให้กำเนิดหนู”

ในวินาทีนั้น เธอคิดว่าตัวเองหูฝาดตาเฝื่อน โลกทั้งโลกแทบหยุดหมุนไปชั่วขณะ พ่อเอาอะไรมาพูด มันไม่ใช่เรื่องตลกเลย แม่ของเธอ เธอมีแม่กับเขาด้วยเหรอนี่ แม่ที่ตายไปจากความทรงจำของรสาไปนานแล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรกัน เธอยืนนิ่งเฉยอย่างไม่รู้สึกรู้สา มีแต่ผู้หญิงคนนั้นที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน

“ลูกของแม่โตเป็นสาวแล้วนะ แม่ดีใจมากที่ได้เจอหนูในวันนี้” หล่อนน้ำตาร่วงพลางเอื้อมมือจะมากอดรสา แต่เธอสะบัดตัวหนี พ่อพยายามที่จะอธิบายหลายสิ่งหลายอย่างให้เธอฟัง แต่รสาหาได้ฟังไม่ คนเรานี่ก็แปลกนะ อยู่ๆ ก็มีคนมาอ้างว่าเป็นแม่ แต่จะให้เธอเชื่ออย่างสนิทใจได้อย่างไร ในเมื่อเยื่อใย ความรัก ความผูกพันไม่มีแม้แต่กระผีกริ้น

“ช่างมันเถอะค่ะคุณ ฉันเข้าใจ ฉันผิดเองที่ทอดทิ้งลูกไป วันนี้ฉันดีใจแล้วที่ได้เห็นพบลูก แค่ได้เห็นหน้าลูก ฉันก็ดีใจแล้ว” หล่อนคนนั้นร้องไห้อย่างที่รสาไม่เคยเห็นว่าใครจะร้องไห้หนักเช่นนั้นเลย ส่วนพ่อยืนตาแดงก่ำอยู่ข้างๆ มองรสาด้วยสายตาที่ค่อนข้างตำหนิอยู่ในที

“พ่อกับแม่พิมพ์ของหนูแอบติดต่อกันมาตลอด แม่พิมพ์ของลูกเฝ้าเพียรถามถึงหนูทุกครั้ง  ไม่มีครั้งใดที่ไม่ถาม แต่แม่เคยสัญญากับตาไว้ว่าจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับพ่อกับลูก เพราะต้องการทำหน้าที่ลูกที่ดีเพื่อตอบแทนบุญคุณตา อีกอย่างพ่อคิดว่าตอนนี้มันถึงเวลาแล้ว เพราะปีนี้ลูกก็บรรลุนิติภาวะแล้ว บางครั้ง เรื่องบางเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กอย่างหนูก็ไม่ต้องรับรู้มากหรอกนะสา อยากให้หนูรับรู้แต่เพียงว่าแม่พิมพ์ของหนูยังคงคิดถึงและเป็นห่วงลูกมาก”

รสายังคงเฉยเมย ราวกับไม่รู้สึกรู้สาในเรื่องที่พ่อเล่า เธอรู้สึกอึดอัดกับสถานการณ์ในตอนนี้เหลือเกิน  ราวกับว่านานชั่วกับชั่วกัลป์ รสาอยากปลีกตัวหนีไปให้ไกลแสนไกล ไม่อยากรับรู้รับฟังอะไร โดยเฉพาะเรื่องราวแบบนี้

“พอเถอะดุสิต ป่วยการเปล่าที่จะพูด เรื่องมันยาวมาก ถึงจะมาพูดเพียงแค่นี้ ลูกคงไม่เข้าใจ ถ้ามีโอกาส ฉันคงได้มาเยี่ยมลูกอีก”

หล่อนพูดพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตา ก่อนจะเอื้อมมือจะมาจับมือของรสา แต่เธอสะบัดหนี ด้วยความที่ไม่คุ้นเคย

ใครจะเป็นอย่างไรก็ช่างเถอะ ชีวิตของเธอไม่จำเป็นต้องมีแม่ เธอก็อยู่ได้ ก็อยู่มาตั้งยี่สิบปีแล้วนี่นา

พ่อต่อว่ารสาเสียมากมาย หาว่าแม่เสียใจมาก และยังบอกอีกว่าแม่ไม่ได้คบชู้สู่ชายอย่างที่อาเขากล่าวหา พ่อกับแม่พบรักกันตอนวัยประมาณเดียวกับเธอ แม่เป็นลูกสาวของเจ้าของโรงสีข้าวที่มีฐานะ ส่วนพ่อเป็นแค่เสมียนจนๆ คนหนึ่ง พอแม่ท้อง ตาทั้งโกรธและอาย เนื่องจากได้หมายมั่นไว้แล้วว่าจะจับแม่คลุมถุงชนกับเสี่ยลูกชายเจ้าของร้านเพชร ถึงขนาดประกาศจะตัดพ่อตัดลูกกับแม่ ดีแต่ยายได้แก้สถานการณ์ไว้ทัน เอาแม่ไปอยู่กับป้าที่กำแพงเพชร เมื่อคลอดเธอเสร็จแล้วจึงได้มอบเงินจำนวนหนึ่งให้พ่อ โดยบอกให้เลี้ยงดูรสาให้ดี และให้พ่อเลิกยุ่งเกี่ยวกับแม่ จนแม่ได้กลับไปแต่งงานกับเสี่ยลูกชายเจ้าของร้านเพชรสมใจตา พ่อบอกกับรสาว่าแม่ยอมทำเพื่อตา เพราะความกตัญญู

นี่แม่เป็นลูกกตัญญู  ส่วนเธอเป็นลูกเนรคุณหรือนี่

วันแม่ครั้งใด รสาปวดร้าวในหัวใจทุกปี ย่าต้องไปนั่งให้เธอกราบที่โรงเรียนแทนแม่ เธอจึงกลายเป็นคนขี้เหงาและเป็นเด็กใจแตก รสาอยากแค่นหัวเราะให้หนำใจ ถ้าใจไม่แตก คงไม่ปล่อยให้ท้องโย้อย่างนี้หรอก ประวัติศาสตร์ไฉนไยซ้ำรอยเดิม

แม้จะเป็นรอยเดิมก็จริง  แต่เธอฉุกคิดได้ว่ามันมีบางสิ่งที่แตกต่างกันในรายละเอียด

เธอกำลังจะมาเอาเด็กออก แต่เธอรู้ว่าแม่ของเธอคงไม่เคยแม้แต่จะคิดเอาเธอออก

รสายกมือขึ้นกุมใบหน้า ปล่อยให้น้ำตาไหลรินรดฝ่ามือ

แม่มีความอดทนอุ้มท้องเธอมาเป็นเวลาเก้าเดือนจนคลอด เก้าเดือนเชียวนะ รสาคิดว่ามันนานพอสมควร  นานพอที่แม่คนหนึ่งได้แสดงบทบาทความเป็นแม่ที่มีต่อลูก แต่ไยเธอจึงไม่มีความอดทน อับจนหนทางแล้วหรือ ถึงได้เลือกวิธีที่สิ้นคิดแบบนี้

แม่เป็นลูกที่รู้พระคุณของพ่อ ยอมแต่งงานกับเสี่ยลูกชายเจ้าของร้านเพชรเพราะความกตัญญู  ต่รสากลับเป็นลูกที่ไม่รู้พระคุณของแม่

ความคิดของรสาไหลวนเวียนอยู่ในสมอง เหมือนน้ำเชี่ยวที่หมุนตัวเป็นเกลียวคลื่นคล้ายเป็นวังวนอย่างไม่ขาดสาย เริ่มคิดถึงแม่พิมพ์ แม่ผู้ให้กำเนิดชีวิตของเธอขึ้นมาจับใจ

หากไม่มีแม่พิมพ์ เธอจะมีตัวตนจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไรกัน รสามีแม่เหมือนเช่นใครเขาอื่น ไม่ใช่ไม่มีแม่อย่างที่เคยเข้าใจ เพียงแต่เธอไม่ได้อยู่กับแม่ก็แค่นั้น รสาเริ่มฉุกคิดถึงพระคุณของแม่ของแม่พิมพ์ขึ้นมาอีกครั้ง อยากจะเข้าไปสวมกอดแม่ด้วยความรักสุดหัวใจ

“แม่จ๋า ยกโทษให้ลูกด้วยค่ะ”

น้ำตาของเธอร่วงเผาะจากนัยน์ตา ความรู้สึกหวิวโหวงแล่นผ่านขึ้นสมองแล้วเลยลงมาที่หัวใจ รสาเอามือลูบท้องน้อย อีกไม่นานแล้วหนอ อีกไม่นาน ท้องน้อยก็จะกลายเป็นท้องใหญ่ขึ้นมา อยู่กับแม่เถิดนะลูกนะ แก้วตาดวงใจของแม่ แม่จะไม่ยอมพรากหนูไปไหนทั้งนั้น เธอตัดสินใจลุกขึ้นยืนอย่างเด็ดเดี่ยว สำนึกหนึ่งเกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันด่วน หลังจากปาดป้ายน้ำตาทิ้ง แล้วจึงรีบเดินออกจาก ‘คลินิกหญิงร้ายชายชั่ว’ ชื่อที่รสาได้ยินพวกสาวใจแตกนั่งสนทนาและขนานนามให้กับสถานประกอบการเถื่อนแห่งนี้ ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาที่เธอด้วยความงุนงง

รสาปาดป้ายหยาดน้ำตาทิ้ง เธอกำลังมีเรื่องจะบอกกานต์ว่าอยากกลับบ้าน เธอจะบอกเขาว่าลูกของเรา เราน่าจะช่วยกันเลี้ยงได้

กานต์ยืนคุยโทรศัพท์มือถืออยู่หน้าคลินิกโดยหันหลังให้กับเธอ เขายังไม่รู้ว่าเธอเดินออกมาจากสถานที่ทำแท้งเถื่อน รสาไม่รู้ว่าเขากำลังคุยอยู่กับใคร แต่เสียงของกานต์ก็ดังพอที่เธอจะได้ยินและเดาออกว่ากำลังคุยอะไรกับคู่สนทนาจากทางปลายสาย

“แพรวก็รู้ว่าตอนนี้กานต์ยังไม่พร้อม ถ้ากานต์เคลียร์ทุกอย่างแล้ว พร้อมเมื่อไรจะพาแพรวไปหาพ่อแม่ของกานต์นะ ออ กานต์กับสาเลิกกันมาได้สักพักหนึ่งแล้ว ทุกอย่างจบลงด้วยดี ไม่มีอะไรค้างคาใจกัน คนเราเมื่อทัศนคติไม่ตรงกัน ไปกันไม่ได้ก็ต้องเลิกกันเป็นของธรรมดา กานต์กับแพรวนี่สิ ของตาย เราคุยกันได้ เข้ากันได้ในทุกเรื่อง จริงไหมจ๊ะ”

รสารู้สึกร่างของเธอชาไปทั้งตัว มือข้างหนึ่งของเธอกำหมัดไว้แน่น หากทว่ามืออีกข้างยังคงลูบที่ท้อง น้ำตาร่วงลงมาอีก คราวนี้มิใช่เป็นน้ำตาแห่งความหวาดกลัว หากทว่าเป็นน้ำตาแห่งความเจ็บช้ำใจ เธอยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น นานพอที่คนรักของเธอจะคุยโทรศัพท์เสร็จ แล้วหันหลังกลับมามองเธอด้วยความตกใจ แต่เพียงชั่วครู่เดียว กานต์ก็รีบมาประคองรสาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง

“เป็นไงบ้างสา เรียบร้อยแล้วหรือ ทำไมเร็วจัง” กานต์ถามเธออย่างร้อนรน พลางเอื้อมมือมาโอบประคองที่ไหล่ของเธอ แสดงความเป็นห่วงเป็นใยเหมือนเช่นทุกครั้งแต่รสาสะบัดมือหนี

“เพียะ” รสายกมือขวาฟาดฉาดเข้าที่ใบหน้าของกานต์อย่างเต็มรัก เขาหันหน้าไปตามแรงมือ เธอจ้องมองกานต์ตาเขม็ง ซึ่งเขามองอย่างงงๆ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงมาราวกับว่าจะเป็น

น้ำตาหยดสุดท้าย รสาเดินออกมายังท้องถนน เพื่อรอโบกแท็กซี่กลับบ้าน แดดยามบ่ายกลางฤดูหนาวที่เริงแรง หากทว่ากลับให้ความรู้สึกที่อบอุ่นนุ่มนวล แตกต่างจากตอนที่เธอมา กานต์วิ่งตามเธอมา แม้เขาจะเรียกเธออย่างไร เธอก็คงจะไม่ได้ยิน

บทบาทความเป็นแม่ของรสากำลังจะเริ่มต้นขึ้น เธอสำนึกรู้และสัมผัสได้ถึงพลานุภาพอันแสนยิ่งใหญ่ไพศาล เหมือนตัวจะล่องลอยสูงขึ้นไปสู่สวรรค์ชั้นฟ้า เนื่องจากรสาได้ยินเสียงเด็กน้อยเรียก “แม่จ๋า” แว่วลอยตามสายลมมาแต่ไกล แม้ใครจะว่าเธอหูฝาด แต่รสาคิดว่าอีกไม่นาน อีกไม่นาน เธอจะต้องได้ยินคำคำนี้อย่างแน่นอน

“ลูกของฉัน ฉันเลี้ยงเองคนเดียวได้ เรากลับบ้านกันเถอะนะลูก”

รสาพึมพำเหมือนกำลังบอกกับตัวเองพลางเอื้อมมือลูบที่ท้อง นอนหลับตาพริ้มบนรถแท็กซี่พลางยิ้มละไมไปตลอดทาง

 

– เอกพนธกร –

Don`t copy text!