กอดรัก

กอดรัก

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

คลิกซื้อ E-Book ‘ในสวนอักษร’ ที่นี่

ผมมองดูภาพถ่ายตอนเด็กของตัวเองอีกครั้งภายหลังจัดงานศพของแม่ผมเสร็จสิ้นลงไป รูปถ่ายรูปเก่าที่ถ่ายเอาไว้สามสิบปีก่อนด้วยกล้องฟิล์มเก่าสภาพไม่สดใสแบบกล้องดิจิตอลแบบปัจจุบัน ภาพทุกภาพล้วนมีความหมายเป็นอย่างยิ่งเมื่อกาลเวลาผ่านพ้นไป ภาพเหล่านั้นจะเป็นเครื่องทบทวนความทรงจำของเราอีกครั้ง

ผมโตมากับแม่โดยไม่มีพ่อ ผมเคยถามแม่เรื่องพ่อแต่แม่ไม่ยอมบอกว่าพ่อผมไปไหน แม่เฝ้าเลี้ยงดูผมมาตั้งแต่เล็กด้วยน้ำพักน้ำแรงของแม่เพียงคนเดียว แม่เป็นคนดุ พูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น หลายครั้งที่ผมโดนแม่บ่นเรื่องไม่เอาใจใส่กับการเรียน ผมเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กกว่าเด็กทั่วไป มีคนเคยบอกผมว่าผมผิดปกติตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ และแม่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ คลอดผมออกมาได้ก็นับว่าบุญเท่าไหร่แล้ว

ตั้งแต่เล็กจนโต ผมไม่เคยเห็นแม่หยุดพักจากการทำงานเลย แม่เป็นผู้หญิงแกร่งทำงานทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ แม้แม่จะจบแค่ ป.4 ก็ตาม แต่แม่ก็สามารถเลี้ยงผมมาได้จนโต บ้านของเราเป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ ปลูกอยู่ในบริเวณบ้านของน้าสาย ผู้เป็นน้องสาวของแม่ หลังจากยายตาย น้าสายก็เปลี่ยนไป น้าสายกับลุงโมกสามีของแกพยายามบอกให้แม่กับผมออกไปจากพื้นที่ของแก อันที่จริงโฉนดนั้นก็ไม่ได้ระบุยกให้น้าสายเป็นผู้ครอบครองเพราะขายไม่ได้เลยไม่รู้จะใส่ชื่อใครเอาไว้ เมื่อก่อนน้าสายแกเป็นคนดี แกรักแม่รักผม มีอะไรแกก็จะคอยแบ่งปันทุกสิ่งทุกอย่าง ยายก็ด้วย บางครั้งตอนที่แกยังมีชีวิตแกจะชอบกินหมาก เดินหลังโก่งไปเก็บลูกหมากในสวน บางครั้งก็สอบมะพร้าวและนำมาทำขนมให้กิน ยายมีอาชีพขายขนมที่ตลาด ตอนที่แกยังแข็งแรงแกก็ทำงานสารพัดอย่าง ทั้งทำขนม ปีนต้นมะพร้าว ต้นตาล แกทำของแกคนเดียวมาตั้งแต่สาวๆ จนแกไม่มีแรงล้มป่วยลง ก่อนจะสิ้นใจในอีกไม่กี่ปีต่อมา บรรดาลูกหลานต่างก็เสียใจเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนไม่คาดคิดว่ายายจะไปเร็วขนาดนี้ ผมเป็นหลานคนสุดท้องของยายจึงได้บวชหน้าไฟให้กับยายเพื่อส่งแกขึ้นสวรรค์ ภายหลังจากยายตายได้ไม่กี่ปี น้าสายก็แต่งงานกับลุงโมก ท่าทีของน้าสายหลังจากแต่งงานก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนน้าสายคนเดิม แกดูบึ้งตึงหมางเมินต่อผมและแม่ แม่บอกผมว่าต่อไปอย่าไปยุ่งกับบ้านน้าสายอีก ผมไม่รู้หรอกว่าแม่กับน้าสายทะเลาะอะไรกันขึ้นมาจึงเกิดการกินแหนงแคลงใจกันและกัน และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่โดนไล่ออกจากที่ของยาย

บ่ายวันนั้นผมปั่นจักรยานกลับมาจากโรงเรียน ข้าวของต่างๆ ถูกโยนออกมาจากบ้าน ผมเห็นผู้ชายร่างกำยำมากมายประมาณสิบกว่าคนได้กำลังทำอะไรอยู่ในบ้านผม ผมทิ้งจักรยานและวิ่งไปถึงตัวผู้ชายพวกนั้น แต่ผมเป็นเด็กตัวเล็กไม่สามารถสสู้แรงของพวกมันได้หรอก พวกมันแค่หิ้วคอเสื้อผม จับผมดึงออกมาพวกมันก็ชนะผมแล้ว ผมร้องตะโกนสุดเสียงหวังให้คนมาช่วยแต่ร้เองไปก็เท่านั้น ไม่มีการเห็นใจ พวกมันทำลายบ้านผมกับแม่ทิ้งไปต่อหน้าต่อตา

น้าสายยืนมองด้วยความสะใจ น้าสายกับผัวของเขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำเหมือนบ้านหลังน้อยที่แม่จ่ายเงินสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของแม่จากการทำงานมาทั้งชีวิตเพื่อสร้างบ้านหลังนี้ไม่มีค่า น้าสายใจร้าย ผมก่นด่าแกในใจ

แม่กับผมจึงต้องระเห็จออกจากที่เดินของยายที่ตอนนี้ตกเป็นของน้าสายโดยชอบธรรม แกกับผัวของแกใช้สิทธิคนเลี้ยงดูมารดาและเส้นสายในราชการช่วยให้ที่ดินเป็นของแก แม่ผมไม่ร้องไห้แม้แต่แอะเดียว ผมสิที่ร้องไห้เสียใจและเสียดายที่บ้านที่เราเคยอยู่เคยกินเคยนอนที่นั่นมีอันต้องพังทลายต่อหน้าต่อตาผม

แม่ไม่ได้ร้องไห้เสียใจต่อบ้านหลังนั้น แม่สอนผมเสมอว่า “เงินทองเป็นของนอกกายไม่ตายก็หาใหม่ได้” ตอนนั้นผมไม่เข้าใจความหมายหรอก มาเข้าใจตอนโตแล้ว ผมกับแม่ย้ายมานอนบ้านป้าจันทร์ลูกพี่ลูกน้องของแม่ แม้ป้าจันทร์จะไม่ใช่ญาติแท้ๆ ของเราก็ตามแต่แกกับดีกับเรามากเสียกว่าน้าสายผู้เป็นน้องสาวแท้ๆ ของแม่เสียอีก

ผมกับแม่สองคนนอนอยู่ใต้ถุนบ้านของป้าจันทร์ ลุงใบสามีของป้าจันทร์แกขี้เมาแต่เขาเป็นคนดี แกปลูกบ้านเล็กๆ ให้ผมกับแม่ตรงท้ายสวนที่อยู่ลึกเข้าไปอีกไม่มาก ผมดีใจเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มีบ้านหลังใหม่ แม้ว่ามันจะไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่หากเมื่อเทียบกับจิตใจแล้ว มันใหญ่มาก

แม่ยังคงตรากตรำทำงานหนัก ผมสอบเข้ามัธยมปลายได้ที่โรงเรียนในตัวจังหวัดเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงที่มีลูกคนรวยๆ มาเรียนกันมากมาย แม่สอนผมเสมอว่า “อย่าไปอิจฉาใคร หากเราไม่มีเหมือนเขา” ผมจำคำแม่สอนมาตลอดแม้ว่าบ้านของเราจะไม่ร่ำรวย แม่มีอาชีพรับจ้าง โชคดีที่ยายทิ้งที่นาให้แม่เอาไว้สิบห้าไร่ แม่จึงเอาปล่อยให้เขาเช่าเพราะแม่ไม่มีแรงทำนา ผมตั้งใจศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนในตัวจังหวัด ผมต้องตื่นนอนแต่เช้า แม่ทำกับข้าวห่อให้ผมเอาไปทานที่โรงเรียน แม่ถามผมว่าไม่อายหรือ ผมตอบแม่ว่า “ไม่อายหรอกครับ เราไม่ได้ปล้นใครนี่แม่”

สายตาของเพื่อนหลายต่อหลายคนจ้องมองผมเหมือนตัวประหลาด เมื่อผมแบกปิ่นโตขึ้นรถประจำทางมาโรงเรียน แต่ผมไม่อายหรอกเพราะผมไม่ได้ขอใครกิน มีผู้หญิงคนหนึ่งเธอชอบมานั่งกินข้าวกับผม สายตาหลายต่อหลายคนมักจะมองมาทางเราสองคน จับจ้องมาที่ผมกับเธอสองคน ผมถามเธอว่าเธอไม่อายเหรอมานั่งกินข้าวกับผม

“เราจะอายทำไม นายไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน นายก็คนเหมือนกัน” เธอตอบผม

“แต่เราจน”

“จนแล้วไง เราคบเพื่อนที่นิสัยไม่ใช่ฐานะ” เธอออกจะเป็นผู้หญิงห้าวหาญ ลุยเป็นลุย หากมองผิวเผินใครๆ อาจจะคิดว่าเธอเป็นทอมบอยก็เป็นได้

ชีวิตในวัยเรียนของผมก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนักหรอก ผมดำเนินชีวิตแบบราบเรียบ ผมจำคำของแม่ได้เสมอว่าเราต้องรู้จักอดทนต่อทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะในโลกใบนี้มีอะไรให้เราทำอีกเยอะ อย่ามัวแต่คิดเล็กคิดน้อย ความอดทนจะนำมาให้เราหลุดพ้นจากสิ่งต่างๆ ได้

ผมใช้ชีวิตในวัยเรียน เช้าไปเรียนเย็นกลับบ้าน แบกปิ่นโตกับเป้สะพายไปทุกวัน ตื่นตั้งแต่ไก่ยังไม่ขันออกมานั่งรถสองแถวและต่อรถประจำทางไปตัวเมือง ผมกับแม่ยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านหลักเล็กที่ลุงใบกับป้าจันทร์แกเป็นคนสร้างให้ เมื่อตอนผมขึ้น ม.6 ผมได้ฟังป้ากับแม่คุยกันเรื่องน้าสายว่าแกกำลังหลงไปกับการพนันเล่นจนไม่ลืมหูลืมตา ป้าจันทร์แกบอกว่า “อีกหน่อยมันก็คงจะล่มจมหมดเนื้อหมดตัว” แม่ได้แต่ห้ามปรามไม่อยากให้ป้าด่าน้าสายเพราะถึงอย่างไรก็เป็นพี่น้องกัน

ผมกับวณี เด็กสาวมาดทอมบอยคนนั้น ยังคงนั่งกินข้าวด้วยกันบ่อยๆ พักหลังมาผมเอาข้าวไปนั่งกินคนเดียวที่สวนหย่อมของโรงเรียน มันเงียบสงบและไม่มีคนพลุกพล่านดี ผมจะได้มีเวลาอ่านหนังสือทบทวนตำรับตำราการเรียนไปในตัวอีกด้วย วณีจะมานั่งทานข้าวกับผมแม้เราสองคนจะแตกต่างกันก็ตาม วณีเขาเป็นลูกปลัด มีแม่เป็นเจ้าของร้านทอง แต่วณีก็ไม่รังเกียจผม เธอบอกว่าเธอคบเพื่อนที่จิตใจไม่ใช่ฐานะ ผมตั้งใจเรียนอ่านหนังสือเพื่อที่จะให้มีชีวิตที่ดีและอยากให้แม่สบาย

“โตไปนายอยากเป็นอะไร” วณีถามผมขณะที่เราสองคนมานั่งอ่านหนังสือด้วยกัน

“เราอยากเป็นหมอ” ผมตอบไป

“แต่หมอเรียนหนักจะตาย”

“ก็ไม่เห็นแปลกเลย เป็นหมอก็ต้องเรียนหนักเป็นเรื่องธรรมดา ไม่อย่างนั้นเขาจะรักษาคนได้หรอ”

“ก็นายเรียนเก่ง นายหัวดีไม่เหมือนฉัน” วณีคอตก

“เธอก็ตั้งใจเรียนสิ ถ้าตั้งใจเราสามารถทำได้นะ”

หลังจากวันนั้นมาวณีก็มักจะเอาหนังสือมาให้ผมติวกันและบ่อยกันที่ผมเห็นว่ามีคนแอบมองเราสองคนอยู่ตลอดเวลา

หลายวันต่อมาผมได้ข่าวว่าแม่ของวณีสั่งห้ามไม่ให้วณีมายุ่งกับผมเพียงเพราะรังเกียจความจนของครอบครัวผม วณีดูหน้ามุ่ยเธอไม่พูดไม่คุยกับใคร เธอคงกำลังประชดแม่อยู่แน่ๆ ตอนนั่งเรียนในห้องวณีปากระดาษมาทางผม ผมก้มไปแกะเปิดอ่าน ข้างในเขียนว่า

“เที่ยงนี้เจอกันที่เดิม”

ตอนเที่ยงผมไปอ่านหนังสือที่เดิม วณีเดินมานั่งตรงข้ามผม

“แม่สั่งห้ามไม่ให้คุยกับนาย”

ผมพยักหน้า พอจะรู้ข่าวมาบ้างแต่ผมไม่ได้สนใจมากไปกว่าการอ่านหนังสือ

“แต่ฉันไม่สน มันไม่ผิดที่ฉันจะคบนายเป็นเพื่อน”

“ณี” ผมมองหน้าเธอ

“เราเอาเวลาไปอ่านหนังสือเตรียมสอบดีกว่า อีกไม่กี่เดือนเราจะเข้ามหา’ลัยกันแล้วนะ”

“ฉันไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรเลย” วณีบอกผม

“ถึงเธอจะไม่มีเราเป็นเพื่อนแต่เธอก็ยังมีคนอื่นอยู่นะ อย่าเอาเราเป็นตัวกำหนดเลย”

ผมบอกไปตามความจริงที่เกิดขึ้น ผมเก็บของลุกเดินหนี เสียงของเธอก็ดังไล่หลังตามมา

“ฉันไม่สนใจหรอกนะว่าคุณแม่หรือบ่างช่างยุตัวไหนจะคิดยังไง” เธอหยุดพูดไปนิดนึง

“ฉันสนแต่ว่าฉันคบใครแล้วมีความสุขฉันก็จะคบต่อไป”

ผมแอบยิ้มแต่ไม่พูดอะไรต่อ ก่อนจะเดินไป

เย็นวันหนึ่งแม่ผมกลับบ้านมา ดูสีหน้าแม่ไม่สู้ดีนัก แม่บอกผมว่า คุณนายร้านทองเขาไม่อยากให้ผมไปยุ่งกับลูกสาวแก แกกลัวว่าลูกสาวของแกจะใจแตกแบบเด็กคนอื่น ผมได้แต่พยักหน้ารับ อันที่จริงผมกับวณีก็ไม่ได้มีอะไร มีก็แต่ความผูกพันของคำว่าเพื่อน ผมหลบหน้าวณีไปยันวันสุดท้ายของการเรียน วันนี้เป็นวันสุดท้ายของมัธยมปลาย ผมตั้งใจสอบเป็นอย่างมาก ผลการเรียนของผมเข้าขั้นดีบางเทอมผมก็สอบได้ที่หนึ่ง

วณีเดินมาหาผมในขณะที่ผมกำลังกลับบ้าน

“นายจะกลับแล้วหรอ” ผมพยักหน้าให้เธอ

“นายโกรธที่แม่ฉันสั่งห้ามใช่มั้ย”

“เปล่า” ผมตอบเรียบๆ

“ฉันรู้ว่านายโกรธ เรายังเป็นเพื่อนกันอยู่ใช่มั้ย” คำคำนี้สะกิดใจผมขึ้นมา เราสองคนหยุดมองหน้ากันก่อนที่จะมีเสียงดังไล่หลังมาแต่ไกล

“ณี ณี ขึ้นรถเถอะลูก” มารดาของเธอคงเห็นและเรียกลูกสาวตัวเองไป วณีมองหน้าผมเหมือนมีอะไรในใจ แต่ผมพยักหน้าให้เธอไปได้แล้ว เหมือนเธอจะเศร้าๆ ก่อนที่จะแยกย้ายไป และนับจากวันนั้นผมก็ไม่ได้เจอวณีอีกเลย ไม่รู้ว่าเธอเป็นยังไงบ้าง แต่พอจะได้ข่าวมาบ้างว่ามารดาของเธอบังคับให้เธอเรียนพยาบาล แม้เธอจะหัวดื้อแต่ก็ไม่สามารถทัดทานคำสั่งมารดาได้

ผมใช้ชีวิตเรียนต่อในมหาวิทยาลัยด้วยการสอบชิงทุนของรัฐบาลที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผมสอบไม่ติดแพทย์จึงหันมาทางครู แม่ผมยังคงตรากตรำทำงานเพื่อส่งผมเรียน ผมก็ไม่ได้นิ่งนอนใจก็ทำงานเพื่อส่งตัวเองเรียนหนังสือไปด้วย การใช้ชีวิตในการเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยมันยุ่งยากพอสมควร ไม่มีหนทางใดหรอกที่ได้มาแบบง่ายๆ ไม่มีการปูพรมแดงเพราะในชีวิตจริงมันน่ากลัวและไม่สวยงาม ผมตั้งใจแน่วแน่อยู่แล้วว่าจะเรียนให้จบภายในห้าปีของวีชาชีพครู และความสำเร็จก็มาถึง ผมสามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ด้วยความภาคภูมิใจของผมและแม่ที่ส่งเสียเลี้ยงดูผมมา ในงานวันรับปริญญาในอีกไม่กี่เดือนต่อมา ตอนแรกแม่จะไม่มาแต่ผมขอร้องให้แม่เดินทางมา ป้าจันทร์กับลุงใบก็คะยั้นคะยอให้แม่เดินทางมาเพื่อดูความสำเร็จของผม แม่บอกว่าแม่อาย แม่เคยเข้ากรุงเทพฯ ไม่กี่ครั้ง งานรับปริญญาเขามีแต่คนแต่งตัวสวยๆ ผมบอกว่าผมไม่อายหรอกแม่ไม่ต้องอาย แม่ควรภาคภูมิใจเสียอีกที่แม่ส่งเสียเลี้ยงดูผมจนจบปริญญาได้

งานในวันนั้นได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับผมเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งสร้างความภาคภูมิใจให้กับแม่ สายตาหลายคู่มองมาที่แม่ แม่ในสายตาของคนอื่นอาจจะแปลกประหลาดแต่แม่ในสายตาของผม แม่คือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา ผมไม่อายหรอกว่าใครจะมองแม่ของผมแบบใด แต่ผมกับคิดว่าความยิ่งใหญ่ที่สุดของผมคือการได้เกิดเป็นลูกของแม่และสามารถทำให้แม่ภาคภูมิใจได้

ผมจำได้ว่าการสอบบรรจุครูครั้งนั้นผมย้ายกลับมาสอนที่โรงเรียนในตัวจังหวัด แม่ก็ยังคงทำงานต่อไป แม้ผมจะบอกให้แม่หยุดทำงาน แม่บอกผมว่าเกิดเป็นคนต้องทำงาน ผมไม่สามารถห้ามแม่ได้เลย

ผมได้ข่าวจากป้าจันทร์ว่าน้าสายป่วยหนักจวนจะสิ้นลม แม่เดินทางไปหาน้าสายหลังจากไม่ได้พบหน้ากันมาเกือบสิบปี น้าสายแก่ลงไปมาก บ้านช่องห้องหับโกโรโกโส แม่บอกว่าน้าสายเล่นพนันจนหมดตัว ที่ดินของยายถูกขายละเลงไปกับการเล่นพนัน ลุงโมกผัวแกโดนคนในบ่อนฆ่าตายเพราะไม่มีเงินใช้หนี้ พักนี้เวรกรรมได้ตามสนองน้าสายแล้ว น้าสายได้แต่ร้องไห้คร่ำครวญ ก่อนตายแกขอให้แม่อโหสิกรรมให้ก่อน แม้ผมจะเจ็บใจตอนที่น้าสายกับลุงโมกไล่ผมเหมือนหมูเหมือนหมาออกไปจากบ้าน แต่นั่นก็เนิ่นนานมาแล้ว แม่บอกให้ผมรู้จักคำว่า ‘อภัยง

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

ช่วงชีวิตหนึ่งของผม ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองมาโดยตลอดว่า เพราะความจนหรอกหรือที่ทำให้คนรวยรังเกียจ แม่สอนผมเสมอว่าอย่าไปฟังคำพูดคนอื่น อย่าให้ราคากับคนแบบนั้น เพราะมันไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นมาเลย

ผมจดจำคำที่แม่สอนมาได้โดยตลอดจวบจนวินาทีสุดท้าย ผมเคยแอบน้อยใจที่ไม่เคยได้สวมกอดจากแม่ ไม่ว่าจะงานวันแม่หรืองานไหนๆ เพื่อนหลายคนจะมีแม่มากอดมาหอม แต่สำหรับผมแล้วไม่เคยมีโมเมนต์แบบนั้นเลย ผมเคยแอบน้อยใจในโชคชะตาของตัวเอง แต่คิดๆ ไปแล้วมันก็ดีนะทำให้เราสามารถพิสูจน์ความเป็นคนขึ้นมาได้ ก็เหมือนกับแม่ของผมที่เฝ้าเลี้ยงดูผมมาด้วยแรงกาย หยาดเหงื่อที่ต้องสู้กับงานหนัก ผู้หญิงคนนี้แม้จะไม่สมบูรณ์แต่ก็สามารถทำให้ชีวิตเด็กคนหนึ่งเจริญเติบโตขึ้นมาได้ แม้ว่าผมจะไม่เคยได้สัมผัสอ้อมกอดของแม่เลยก็ตาม เพราะอะไรหรือ…?

“ถึงแม้ว่าคนตรงหน้าผมจะไม่มีสองมือให้กอด แต่ความรักความอบอุ่นที่มอบให้ก็ไม่แตกต่างจากสองมือที่โอบรัดเอาไว้ จงอย่าลืมสองมือที่โอบกอดและอย่าหลงลืมคนที่อยู่ที่บ้านก่อนจะไม่มีสองมือให้โอบกอด”

“ผมมองร่างของแม่ที่พิการมือทั้งสองข้าง ผมไม่อายที่จะบอกใครๆ ว่านี่แหละแม่ของผม”

 

– นัฐพันธ์ 

Don`t copy text!